กรณีศึกษา “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” : เกาะบาหลี อินโดนีเซีย
ถึงแม้จะมีผู้เห็นคล้อยตามมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงใด แนวคิดเรื่อง “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” (sustainable development) ที่มุ่งแสวงหาความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ แทนที่จะเน้นความเจริญทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหลักในนโยบายพัฒนา ก็ยังเป็น “เรื่องใหม่” ที่ยังต้องใช้เวลาพัฒนาหลักการ รวบรวมข้อมูล ศึกษาผลกระทบ สืบค้นความเชื่อมโยง ตลอดจนคิดค้นชุดดัชนีและหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินระดับ “ความสำเร็จ” ก่อนที่จะสามารถ “ตกผลึกทางความคิด” และสังเคราะห์บทเรียนออกมาเป็น “องค์ความรู้” ที่เป็นระบบระเบียบชัดเจนจนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสังคมโลก
ผลกระทบของการพัฒนาในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (เช่น สุขภาพของคนในพื้นที่) ไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถมองเห็นและวัดได้อย่างรวดเร็ว เป็นตัวเลข และชัดเจนเท่ากับการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือผลกำไรขาดทุนของธุรกิจ บ่อยครั้ง เวลาต้องผ่านไปนานหลายปีหรือหลายสิบปีก่อนที่เราจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า ปัญหาใหญ่หลายประการที่เราเคยคิดว่าเป็น “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ” นั้น แท้จริงแล้วมีสาเหตุหลักมาจากวิถีการพัฒนาที่ “มาผิดทางโดยไม่รู้ตัว” ของมนุษย์ อาทิเช่น ปัญหาโลกร้อน ปัญหาชายฝั่งถูกกัดเซาะ ปัญหาขาดแคลนทรัพยากรน้ำ ฯลฯ
เพียงไม่นานก่อนสิ้นศตวรรษที่ยี่สิบ มนุษย์เคยเชื่อว่าปลาในทะเลจะมีให้เราจับชั่วนิรันดร น้ำมันไม่มีวันหมดไปจากโลก การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ส่งผลดีต่อสังคมส่วนรวมโดยไม่มีเงื่อนไข และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศในประเทศห่างไกลไม่มีทางส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเรา
วันนี้เรารู้แล้วว่า ความเชื่อเหล่านั้นไม่เป็นความจริง ไม่มีโครงการพัฒนาโครงการใดที่ส่งผลดีมากกว่าผลเสีย “โดยอัตโนมัติ” (หมายความว่าเป็นสิ่งที่เรา “ควรทำ” โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเรื่องรายละเอียด) ข้อเท็จจริงคือ ผลดีและผลเสียของโครงการแต่ละโครงการขึ้นอยู่กับรูปแบบโครงการ บริบทและเงื่อนไขของระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ภูมิประเทศ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสภาพสังคม ซึ่งย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
สมแล้วที่คนโบราณเคยกล่าวว่า “พระเจ้าอยู่ในรายละเอียด” (God is in the details)
ในเมื่อผลกระทบในมิติอื่นๆ นอกเหนือจากเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะมองเห็น วัดยากหรือวัดแทบไม่ได้เพราะเป็นนามธรรม เช่น ระดับความสุขของผู้คน วิวัฒนาการของแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป ตามข้อมูลที่ต้องค่อยๆ ทยอยเก็บ
กรณีศึกษา “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่เรามักจะได้ยินตามสื่อต่างๆ มักจะเป็นตัวอย่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีปัจจัยเพียบพร้อมกว่าประเทศกำลังพัฒนาหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นทุนทรัพย์ ทุนมนุษย์ เทคโนโลยี ฯลฯ ความสำเร็จของโครงการพัฒนาเหล่านี้แม้จะเป็นเรื่องน่าชื่นชม แต่ก็ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นทำได้แต่ในประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น
เพื่อช่วยให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพว่าแนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” สามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้ในประเทศกำลังพัฒนาที่เผชิญกับข้อจำกัดนานัปการ ผู้เขียนจะเล่ากรณีศึกษาในประเทศไทยและประเทศใกล้ตัวที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกับไทย ในอุตสาหกรรมสามประเภทที่ “ความยั่งยืน” โดยเฉพาะความยั่งยืนของระบบนิเวศ เป็นกุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จของธุรกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมหนัก (เช่น โรงถลุงเหล็ก) และอุตสาหกรรมประมง โดยในแต่ละอุตสาหกรรม ผู้เขียนจะยกตัวอย่างทั้งกรณีความสำเร็จของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และกรณีความล้มเหลว (ที่ผู้ดำเนินโครงการประกาศว่าจะพัฒนาอย่างยั่งยืนแต่ไม่เคยทำได้จริง หรือไม่ก็ไม่เคยคิดจะพัฒนาอย่างยั่งยืนตั้งแต่แรก)
วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยการเล่ากรณี “ความสำเร็จ” ของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้านของเรา คืออินโดนีเซีย
เกาะบาหลี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดของอินโดนีเซีย ได้รับการขนานนามว่า “เกาะสวน” (garden island) เพราะทั้งเกาะเต็มไปด้วยทุ่งนาเขียวขจีลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ สลับแซมด้วยสวนผักและสวนผลไม้นานาชนิด ยังไม่นับหาดทรายขาวละเอียด และโลกใต้น้ำอันมหัศจรรย์ที่ยังอุดมสมบูรณ์เป็นอันดับต้นๆ ของโลก
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อาจนึกว่าคนบาหลี “โชคดี” ที่สิ่งแวดล้อมยังงดงามทั้งบนบกและใต้น้ำ แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสวยงามของบาหลีไม่ใช่โชค หากเป็นการร่วมแรงร่วมใจกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจ และประชาชนบนเกาะที่ไม่อยากเห็นบาหลีต้องประสบชะตากรรมเดียวกับเกาะชวา
เกาะชวาคือเกาะที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดในอินโดนีเซีย (124 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 55 ของประชากรทั้งประเทศ) ประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมและที่ดินทำกินขาดแคลนจากอัตราการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจำนวนประชากรภายใต้วิถีการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบ “สุดโต่ง” จนรัฐบาลซูฮาร์โตตัดสินใจจำกัดการใช้ที่ดินและโยกย้ายประชากร (transmigration program) ด้วยการประกาศ “เพดานที่ดิน” ที่อนุญาตให้แต่ละครัวเรือนถือครองตามอัตราความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่ และย้ายครอบครัวชาวนายากจนและผู้ไร้ที่ดินทำกินกว่า 8 ล้านคน ระหว่างทศวรรษ 1970-1990 ออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่บนเกาะรอบนอกของอินโดนีเซีย เช่น สุมาตรา กาลิมันตัน สุลาเวสี และปาปัวตะวันตก มอบที่ดินให้ครอบครัวละประมาณ 6.2 ไร่ โครงการโยกย้ายประชากรเผชิญกับปัญหาและเสียงต่อต้านมากมาย โดยเฉพาะจากชนพื้นเมืองบนเกาะรอบนอกที่อยู่มาแล้วหลายชั่วอายุคน แต่กลับถูกยึดที่ดินแบบซึ่งๆ หน้าแต่ถูกกฎหมายโดยชาวเกาะชวาที่รัฐบาลออกโฉนดให้ นอกจากนี้ โครงการนี้ยังเร่งอัตราการตัดไม้ทำลายป่าที่แย่อยู่แล้วจากโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไร้การควบคุมดูแลจากภาครัฐ ให้เลวร้ายลงอีก มิหนำซ้ำ ชาวเกาะชวาจำนวนมากที่ตั้งความหวังไว้กับโครงการนี้กลับพบว่าชีวิตใหม่ของพวกเขายากลำบากกว่าเดิม เพราะไม่ได้รับการฝึกสอนทักษะที่จำเป็นต่อหาเลี้ยงชีพบนเกาะที่ภูมิประเทศไม่เอื้อต่อการทำเกษตรกรรมเหมือนเกาะชวา (ชวาและบาหลีเป็นสองเกาะที่ดินมีคุณภาพดีที่สุดในอินโดนีเซีย เพราะเป็นดินภูเขาไฟอันอุดมไปด้วยแร่ธาตุ จึงเป็นสองเกาะที่ประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุด) ความขัดแย้งและการปะทะกันระหว่างชนพื้นเมืองดั้งเดิมกับชาวอินโดที่ย้ายไปอยู่ใหม่จึงปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ว่าโครงการโยกย้ายประชากรจากเกาะชวาจะประสบความสำเร็จในบางพื้นที่ เช่น บางหมู่บ้านบนเกาะสุลาเวสี กรณีสำเร็จเหล่านั้นก็นับเป็นส่วนน้อย ธนาคารโลก ซึ่งเป็นผู้ให้เงินกู้สนับสนุนโครงการนี้กว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังออกมายอมรับต่อสาธารณะในปี 1994 ว่า โครงการโยกย้ายประชากรประสบความล้มเหลว แต่ก็ปฏิเสธที่จะดำเนินมาตรการใดๆ เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยอ้างว่าโครงการเงินกู้จบลงไปแล้ว ธนาคารไม่มีพันธะใดๆ อีก
อันที่จริง ทิศทางการพัฒนาของเกาะบาหลีในทศวรรษแรกๆ หลังจบสงครามโลกครั้งที่สองก็ไม่แตกต่างจากชวามากนัก รัฐบาลนำเข้าเทคโนโลยี “การปฏิวัติเขียว” (Green Revolution) จากโลกตะวันตกมาส่งเสริมให้เกษตรกรชาวบาหลีปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง และส่งเสริมให้เกษตรกรพยายามปลูกข้าวบ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ในแต่ละปี โดยไม่ต้องคำนึงถึงตารางเวลาใช้น้ำของเกษตรกรเพื่อนบ้าน วิธีการเพาะปลูกแบบสมัยใหม่นี้ขัดแย้งกับวิถีชลประทานแบบดั้งเดิมบนเกาะบาหลีที่ทำกันมานับพันปี ที่เรียกว่า ซูบัค (subak) ซึ่งเป็นระบบร่วมกันบริหารจัดการน้ำแบบ “สหกรณ์ชาวบ้าน” ซูบัค เป็นองค์ประกอบสำคัญในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบาหลี ซึ่งผนวกผสานศาสนา ความเชื่อ เทคโนโลยีการเกษตร วัฒนธรรม และการเมืองท้องถิ่นเข้าด้วยกันภายใต้ความเชื่อที่ว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์จะดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุขก็ต่อเมื่อมนุษย์ เทวดา และธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนเท่านั้น
หนึ่ง ซูบัค มีบริเวณตั้งแต่ 6.2 – 4,960 ไร่ สมาชิกประกอบด้วยเกษตรกรผู้เป็นเจ้าของที่นาใน ซูบัค นั้นๆ สมาชิกร่วมกันบริหารจัดการน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก ผ่านข้อตกลงที่เรียกว่า “อาวิก-อาวิก” (Awig-Awig) ซึ่งประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญสี่ข้อ ได้แก่ 1) ตกลงว่าจะเกี่ยวข้าวตามตารางการเพาะปลูกที่ตกลงร่วมกัน, 2) ตกลงว่าจะช่วยกันรักษาระบบชลประทานที่ใช้ในการเพาะปลูกแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย, 3) ตกลงรูปแบบของกระบวนการที่ใช้ในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างสมาชิก, และ 4) ตกลงมีส่วนร่วมในการประกอบพิธีทางศาสนา
ในระยะแรก วิถีการเกษตรแผนใหม่ที่รัฐบาลแนะนำให้ชาวบาหลีเปลี่ยนมาใช้ ช่วยเพิ่มผลผลิตและกำไรของเกษตรกรตามที่รัฐบาลโฆษณา แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผลเสียของนโยบายรัฐก็ปรากฏอย่างชัดเจน เริ่มจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ (ที่ไม่เคยมีมาตลอดพันปีที่เกษตรกรใช้ระบบ ซูบัค) ตามติดมาด้วยปัญหาแมลงศัตรูพืช และปัญหายาฆ่าแมลงปนเปื้อนในดินและน้ำ หลังจากที่นักวิชาการและเจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่ไปศึกษาว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากอะไร ก็ได้พบคำตอบที่บรรพบุรุษของชาวบาหลีรู้มานานแล้วว่า นอกจาก ซูบัค จะเป็นระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพสูงมากสำหรับภูมิประเทศแบบบาหลีแล้ว ยังช่วยป้องกันปัญหาแมลงศัตรูพืชและปัญหาอื่นๆ อีกหลายข้อ หลังจากที่ “การค้นพบ” ดังกล่าวได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ และหลังจากที่เกษตรกรและนักสิ่งแวดล้อมชาวบาหลีรวมตัวกันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจในการบริหารจัดการตารางการเพาะปลูกและทรัพยากรน้ำคืนสู่มือ ซูบัค รัฐบาลก็ยอมทำตามเสียงเรียกร้องในต้นทศวรรษ 1990
ซูบัค นับเป็นแนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมยาวนานนับพันปี นานก่อนที่จะมีการบัญญัติศัพท์คำนี้ขึ้นมา และพิสูจน์ให้เห็นในกรณีของบาหลีว่า ดีกว่าระบบการเกษตรแผนใหม่จากโลกตะวันตกที่รัฐบาลอินโดนีเซียหลงผิด คิดว่าเป็น “แนวพัฒนาสำเร็จรูป” ที่จะช่วยยกระดับฐานะของเกษตรกรได้อย่างง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
ความสำเร็จของการเคลื่อนไหวรณรงค์ระดับรากหญ้าและความร่วมมือกันของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ช่วยให้ ซูบัค กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ส่งผลให้เกาะบาหลียังคงสภาพความเป็น “สวนสวรรค์” ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดมา ชาวบาหลีมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ทั้งจากกำไรจากการเกษตรที่สูงขึ้นภายใต้ระบบ ซูบัค และจากรายได้เสริมในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว นอกจากนี้ ความสำเร็จของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืนฉบับชาวบ้าน” ยังเป็นแรงบันดาลใจให้รัฐบาลท้องถิ่นของบาหลีตั้งปณิธานว่าจะยึดมั่นในแนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” อย่างจริงจัง
รัฐบาลบาหลีประสบความสำเร็จเพียงใดในการส่งเสริมอุตสาหกรรม “ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” บนเกาะบาหลี ชาวเกาะบาหลีและนักสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง?
โปรดติดตามตอนต่อไป.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 เมษายน 2551



