storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


รูของผู้หญิง

ผู้หญิงก็มีรู!

ไม่เฉพาะผู้ชายหรอกที่มีรูโหว่รอให้สินค้าทั้งหลายมาอุด ผู้หญิงขาวหมวยสวยอึ๋ม (และไม่อึ๋ม) ก็มีรูพรุนเต็มตัวไปหมดไม่แพ้กัน ดูเหมือนยิ่งอยากขาวอยากหมวยอยากสวยอยากอึ๋ม รูที่ว่าก็ยิ่งขยายขนาดกว้างขวางเข้าไปใหญ่

เพราะรูแห่งความงามนี่ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม ยังงามได้อีกเรื่อยๆ

สินค้าและบริการทั้งหลายก็รู้ดีถึงจุดอ่อนข้อนี้ของผู้หญิงจึงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เสริมความงามกันบานตะไท ทุกเดือนจะมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมใหม่มายั่วใจหญิงสาว (และแก่) ผู้หลงใหลความงาม รูขุมขนที่เคยเล็กอยู่แล้วก็จะเล็กลงไปอีก 0.000001 นาโนเมตร (คือทำให้เล็กกว่าครีมกระปุกเก่านิดหนึ่งก็เอา) ผมที่เคยเงาก็จะเงาหนักกว่าเดิม แก้มสีชมพูเลือดฝาดก็จะฝาดหนักเข้าไปอีก ผิวที่เคยขาวอยู่แล้วก็จะขาวกันอย่างกับเนื้อปลานึ่งยังไงยังงั้น นักวิจัยผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขยันคิดส่วนผสมและเทคโนโลยีกันเหลือเกิน ราวกับการนำพามนุษย์โลกให้ไปถึงขีดสุดความสวยนั้นเป็นภารกิจหมายเลขหนึ่งของการเกิดมา

เพราะความต้องการสวยของสาวๆ นั้นไม่มีที่สิ้นสุด การแข่งขันของผลิตภัณฑ์ด้านความงามจึงไม่มีวันสิ้นสุดเช่นกัน ฉันจะต้องสวยเกินมนุษย์มนาไปเรื่อยๆ ไม่มีเหนื่อยไม่ย่อท้อ โน่นไง โฆษกในจอทีวีเขายังประกาศใส่หูฉันอยู่ทุกวี่ทุกวันเลยว่า “ผู้หญิง อย่าหยุดสวย” ถ้าฉันหยุด ยัยแนน ยัยนุ้ย ยัยน้อยหน่า ก็แซงหน้าฉันไปหมดสิ!

แม้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็รู้ทั้งรู้ว่า ดาราที่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาให้กับสินค้าทั้งหลายนั้นไม่เคยทาครีมยี่ห้อนั้น ไม่เคยสระผมด้วยแชมพูยี่ห้อนี้ แต่เราก็ยินดีที่จะเคลิ้มตาม ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับภาพฝันในจอทีวี และหน้าเนียนใสจน ไชยา มิตรชัย ต้องยกมือไหว้ของเหล่านางแบบทั้งหลายในหน้าแมกกาซีน ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าผิวที่เรียบเนียนผุดผ่องราวกับหุ่นโชว์ตามห้างฯ นั้นมันเกิดจากฝีมือของอุปกรณ์ในโปรแกรมโฟโต้ช็อป มิใช่ผลลัพธ์จากสารชื่อเรียกยากที่เพิ่งค้นพบในห้องวิจัยพวกนั้นเสียหน่อย แต่เราก็ชอบดูความงามบนหน้ากระดาษและหน้าจอทีวี แถมบางครั้งก็ยังหลงละเมอไปกับเธอเหล่านั้นว่าสักวันฉันจะมีผิวขาวผ่องดุจสปอตไลท์ทั้งกองถ่ายส่องมาที่จุดเดียว มีผมเงาราวกับกระจกสะท้อนความงามจนผู้ชายหันมองคอแทบหลุดอย่างในโฆษณา

ก็รู้ว่าเป็นภาพฝัน แต่ปล่อยฉันฝันสักหน่อยได้ไหม

รู้เขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอก

ดูเหมือนเราจะชอบ “ภาพหลอก” มากกว่า “ภาพจริง”

ซึ่งจะว่าไป “ภาพอุดมคติ” ที่เราอยากเป็นนั้นก็ถูกประกอบร่างสร้างกันขึ้นมาจากโฆษณาเหล่านี้ ภาพทั้งหมดที่รายรอบตัวเรานอกจากจะทำหน้าที่ขายของแล้ว มันยังสอนสั่งเรากลายๆ ด้วยว่า ร่างกายที่สวยงามต้องเป็นแบบนี้ ผมที่ดีต้องไม่ฟู ต้องเงาระยับ ห้ามแตกปลายแม้แต่หนึ่งเส้น ผิวที่ดีต้องสีชมพู แค่นั้นไม่พอต้องชมพูเลือดฝาดด้วย ความเชื่อเหล่านี้ค่อยๆ ประกอบสร้างค่านิยมและความงามในอุดมคติของยุคสมัยขึ้นมา ซึ่งความงามที่ว่านั้นล้วนเป็นความงามที่ “เหนือจริง” ทั้งสิ้น

ไม่มีมนุษย์เดินดินกินข้าวไข่พะโล้คนไหนจะผุดผ่องเป็นยองใยแบบนั้นได้โดยไม่ผ่านกระบวนการตกแต่งภาพโดยคอมพิวเตอร์

แต่เราก็อยากสวยเหนือจริงกันทั้งนั้น

ไม่เฉพาะผู้คนในยุคสมัยของเราหรอกที่ชื่นชอบและหลงใหลในความงามเหนือจริง รสนิยมเช่นนี้นั้นมีมาตั้งแต่สามหมื่นปีที่แล้วโน่น

สารคดี How Art Made the World ของ BBC ตั้งคำถามว่าทำไม “ภาพ” ร่างกายมนุษย์ทั้งหลายที่รายล้อมเราอยู่ในทุกวันนี้จึงมีแต่ภาพที่เหนือจริง เพื่อหาคำตอบของปัจจุบัน เขาลงมือไปขุดคุ้ยเหตุผลกันถึงประติมากรรมโบราณอายุราวสามหมื่นปีของชนชาวนอร์แมดกันเลยทีเดียว

ตุ๊กตาอ้วนๆ ตัวนั้นมีชื่อว่า Venus of Willendorf นักวิชาการที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ตั้งคำถามว่าทำไมชาวนอร์แมดจึงต้องสร้างประติมากรรมชิ้นนี้ขึ้นมาในรูปลักษณะนี้ คือมีอวัยวะบางส่วนที่ใหญ่เกินจริง ขณะที่เก็บซ่อนอวัยวะบางส่วนเอาไว้ นม, หน้าท้อง, สะโพก ใหญ่เกินจริง ขณะที่แขนนั้นถูกซ่อนให้เล็กแนบลำตัวจนเกือบมองไม่เห็น เช่นเดียวกันกับใบหน้าที่ไม่เปิดเผย

ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองของมนุษย์หาคำตอบด้วยวิธีแปลกประหลาด โดยการทำการทดลองกับลูกนกชนิดหนึ่งที่จิกกินอาหารจากปากของแม่ทุกครั้งที่แม่มาป้อน สิ่งที่น่าสนใจนั้นอยู่ตรงที่ เขาอธิบายว่าที่ลูกนกจิกอาหารจากปากแม่นั้นมิใช่เพราะว่าจดจำแม่ของตัวเองได้ แต่เพราะเห็น “สีแดง” บริเวณปลายปากของแม่ต่างหาก

วิธีพิสูจน์ง่ายๆ คือการนำไม้แบนๆ ธรรมดาๆ หนึ่งแท่งที่มีแถบสีแดงอยู่ที่ปลายไม้ไปยื่นใส่หน้าลูกนก ปรากฏว่าลูกนกต่างพากันจิกไม้แท่งนั้นทั้งที่ไม่มีอาหาร เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อผู้ทดลองลองเพิ่มแถบสีแดงเข้าไปเป็นสามแถบ กลายเป็นว่าลูกนกทั้งหลายยิ่งจิกไม้ถี่ขึ้นกว่าเดิม และเมื่อนำไม้ที่มีสีแดงแถบเดียวมาแหย่ไปพร้อมกัน พวกมันถึงขั้นไม่สนใจไม้แถบเดียวไปเลย

เขาจึงสรุปว่า มันเป็นปฏิกิริยาของ “ภาพ” ที่กระทำกับกระบวนการในสมอง ซึ่งการขยาย “ภาพ” นั้นให้เกินจริง จะส่งผลให้ปฏิกิริยานั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่งข้อสรุปของการสร้างประติมากรรม Venus of Willendorf ที่มีอวัยวะบางส่วนใหญ่เกินจริง เพราะนั่นอาจจะเป็นภาพในอุดมคติของชาวนอร์แมดในยุคน้ำแข็งซึ่งต้องสะสมไขมันไว้ต่อสู้กับความหนาว ความอ้วนจึงเป็นความงามของยุคนั้น

ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าสนใจ เพราะยังมีการขุดพบประติมากรรมรูปร่างลักษณะเดียวกันนี้ในอีกหลายพื้นที่ในยุโรป ทั้งรัสเซีย อิตาลี ฝรั่งเศส เชค และสโลวาเกีย ทั้งหมดนั้นรูปร่างเหมือนกันราวกับอยู่ในคอลเล็กชั่นเดียวกัน ทั้งที่พื้นที่เหล่านั้นก็ไม่ได้ใกล้กันมากนัก

เลยมาถึงยุคอียิปต์ ภาพคนบนผนังไม่ว่าจะเป็นทหารรับใช้ ฟาร์โรห์ หรือชาวบ้านก็ยังคงเป็นภาพไม่เหมือนจริงอยู่นั่นเอง ออกจะแบนๆ เป็นสองมิติ และถูกบิดให้หันข้างเหมือนกันทั้งหมด แถมอียิปต์ยังสร้าง “ภาพ” เช่นนี้ต่อเนื่องยาวนานถึงสามพันปี! นั่นหมายความว่า “ความงาม” ของอียิปต์ไม่เปลี่ยนไปเลย โดยมีเคล็ดลับอยู่ที่การกำหนดสัดส่วนที่ชัดเจน ซึ่งไม่ว่าใครจะวาดใครก็ตามจะใช้สัดส่วนนี้เป็น “แบบ” เหมือนกันทั้งหมด

คำตอบของคำถามว่า “ทำไมเราจึงถูกแวดล้อมด้วยภาพของร่างกายมนุษย์ที่เหนือจริง” มาถูกค้นพบในยุคถัดมานี่เอง นั่นคือยุคกรีกโบราณ

ด้วยความเชื่อของชาวกรีกที่ว่า “ถ้าคุณมีร่างกายที่ดูดี ชีวิตก็จะดี” เพราะกรีกเชื่อในเทพเจ้าที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ จึงมีการศึกษาและพัฒนาการปั้นประติมากรรมให้เหมือนมนุษย์จริงๆ

ปั้นให้ “สมจริง” ที่สุด

กระทั่งในที่สุดความพยายามของชาวกรีกโบราณก็สัมฤทธิ์ผล ประติมากรรมที่มีชื่อว่า Criteon Boy นั้นมีสัดส่วน โค้งเว้า และรายละเอียดของกล้ามเนื้อเหมือนจริงราวกับนำมนุษย์มาเปลี่ยนเป็นหิน!

นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกของมนุษยชาติที่สามารถลอกเลียนร่างกายมนุษย์ได้เหมือนจริงเช่นนี้ แต่แล้วประวัติศาสตร์ก็บอกกับเราว่า หลังจาก Criteon Boy แล้ว กรีกก็ไม่ปั้นรูปปั้นมนุษย์ที่มีรูปร่างเหมือนจริงเด๊ะๆ เหมือนจริงโคตรๆ เหมือนจริงชิปเป๋ง อย่างนี้อีกเลย

เหตุผลที่ไม่ทำอีก คือ “เพราะความเหมือนจริงนั้นน่าเบื่อ”

ประติมากรรมยุคถัดมาของกรีกจึงมีมีการพัฒนาให้ “เหนือจริง” ทั้งในส่วนของกล้ามเนื้อ ท่าทาง (การบิดการเอี้ยวตัว) เพื่อสร้างอารมณ์ให้กับผู้ดูในดีกรีที่มากขึ้น

มนุษย์ต้องการความงามที่เกินไปจากคำว่า “สมบูรณ์แบบ” เราอาจจะมี “แบบ” ของความงามอยู่ในหัวสมองของเรา แต่เพื่อกระตุ้นเร้าความรู้สึกนั้น เราต้องการสิ่งที่มากไปกว่าความจริงที่สมบูรณ์ที่สุด

นั่นเป็นเหตุผลที่เราชื่นชมงานศิลปะ เพราะศิลปะไม่ได้เป็นสิ่งที่ลอกเลียนความจริงเท่านั้น แต่ยัง “ทวีคูณ” ความงามในความจริงให้เพิ่มขึ้นด้วยวิธีที่แตกต่างกันไปตามแต่สไตล์ของศิลปินแต่ละคน ถ้ามนุษย์พอใจความงามตามธรรมชาติ โลกคงไม่มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะมากมายขนาดนี้

นี่คือเหตุผลของนมและก้นใหญ่ๆ ของ Venus of Willendorf

และผมว่ามันก็เป็นเหตุผลของ “ภาพเหนือจริง” ในงานโฆษณาทั้งหลายด้วย

เมื่อนักโฆษณารู้ว่ามนุษย์มีรูที่ชอบความงามแบบ “โอเว่อร์” นักโฆษณาจึงประดิษฐ์สร้าง “ภาพความงาม” ที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ในชีวิตเพื่อกระตุ้นเร้าให้ผู้บริโภคตาโตน้ำลายไหลไปจนถึงฝันใฝ่อยากจะเป็นเช่นในภาพเหล่านั้น

ขณะเดียวกัน “ภาพความงาม” เหล่านั้นก็ได้สร้าง “ความงามในอุดมคติ” ของยุคสมัยขึ้นมาจากการ “ทำซ้ำ” อยู่ทุกวี่วัน พ่นกระหน่ำใส่รูหูและลูกตาอยู่ทุกคืน เป็นการสร้างไม้บรรทัดมาวัดความงามของหญิงสาว (รวมไปถึงชายหนุ่ม) ในทุกวันนี้ ไม่ต่างกับที่มนุษย์ในยุคกรีกโบราณจะอยากหุ่นดีเหมือนรูปปั้นตามวิหาร เพราะนั่นคือความงามในอุดมคติ

ข้อแตกต่างประการสำคัญก็คือ มันเป็นความงามในอุดมคติที่มีความคิดเบื้องหลังของผู้สร้าง เพราะผู้บริโภคต้องแลกความงามชนิดนี้มาด้วยเงิน

เป็นความงามที่ต้อง “ซื้อ”

และเมื่อความงามขายได้ ก็เป็นโอกาสอันโอชะของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ความงามทั้งหลายที่จะสร้าง “ความงาม” ที่ผู้คนในยุคสมัยควรเอาอย่างควรงามตามให้ขยายอาณาเขตแตกไลน์ของผลิตภัณฑ์ออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ผู้หญิงสวยต้องผิวขาว หัวไม่ฟู จั๊กกะแร้ไม่ดำ ขาไม่ใหญ่ ขาไม่ลาย ไม่เป็นเส้นเลือดขอด ผิวไม่เป็นม้าลาย นมต้องใหญ่ ใหญ่แล้วต้องกระชับจะมาโย้เย้แกว่งไกวไปมาไม่ได้ แก้มต้องสีชมพู ปากต้องอวบอิ่ม (ไม่อิ่มก็ไปฉีดซะ) เมื่ออิ่มแล้วก็ต้องชุ่มชื่น เมื่อชุ่มชื่นแล้วต้องแดง แดงแล้วต้องไม่แห้ง ไม่แห้งแล้วก็ต้องเป็นประกายสวยใสวิ้งๆ ผมก็ต้องเหยียดตรง แต่ถ้าหยักศกก็ต้องจัดทรงสวย แตกปลายก็ต้องทำให้หายแตก ต้องเงางาม ส่องสว่างในยามค่ำคืน ฯลฯ (หากจะจารไนความงามในอุดมคติของยุคสมัยคงต้องใช้พื้นที่อีกหลายหน้ากระดาษ)

ทั้งหมดนั้นคือความงามที่ถูกสร้างขึ้นจากการโฆษณา เป็นการสร้าง “ภาพความงามเหนือจริง” ให้ผู้บริโภคอยากเป็น

ยิ่งอยากเป็น รูก็ยิ่งขยาย

ยิ่งรูขยาย ผู้ผลิตสินค้าก็ยิ่งรวย

“ภาพความสวยเหนือจริง” ที่ถูกสร้างขึ้นจากเทคนิคพิสดารทั้งหลายนั้นเป็น “ภาพฝัน” ที่ไม่มีวันเป็นจริง ต่อให้เอาบ้านไปจำนองแล้วซื้อผลิตภัณฑ์ความงามทุกชนิดมาโบ๊ะก็ตามที (ใครไม่เชื่อควรหาเวลาเดินเข้าไปขอดูกระบวนการผลิตหนังโฆษณาผลิตภัณฑ์ความงามทั้งหลายในส่วนของ Post Production ว่าเขาใช้เทคนิคและเวลาในการตกแต่งภาพอย่างแพรวพราวและยาวนานขนาดไหน)

แต่ “ภาพฝัน” แบบนี้นี่เองที่ทำให้ “รูแห่งความงาม” นั้นไม่เคยได้รับการเติมเต็ม ผู้บริโภคทั้งหลายยังใฝ่ฝันว่าสักวันรู (แห่งความต้องการงาม) ของฉันจะกระชับขึ้นเหมือนที่ครีมบางชนิดทำให้รูขุมขนหดเล็กลง

ความฝันเป็นสิ่งสวยงาม และบางครั้งมันก็นำมาซึ่งความสุข

เป็นความสุขชนิดเดียวกับที่เราได้ชมภาพศิลปะงามๆ สักชิ้น งานศิลปะที่ถูกวาดและสร้างขึ้นมาให้ “เหนือจริง”

เพราะ “ความจริง” มันน่าเบื่อ

เราจึงเบื่อหน้าตาจริงๆ ของเรา และต้องเอาเครื่องสำอางมาโบ๊ะกลบความจริงทุกวัน



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter