The West Wing 2008: การเมืองเรื่องเงิน
รักจะเล่นการเมือง ก็ต้องใช้เงิน ยิ่งต้องการชิงทำเนียบขาวด้วยแล้ว ย่อมต้องใช้เงินมหาศาลสำหรับการหาเสียงทั่วประเทศ แล้วคนธรรมดาจะเอาเงินจากไหนมาชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
คำตอบก็คือ การขอรับบริจาคหรือเงินสนับสนุนจากประชาชน ด้วยการส่งจดหมายถึงบ้าน เดินสายจัดกิจกรรมหาทุน และรับบริจาคผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นเครื่องมือหาเงินอันทรงพลังของคนธรรมดาที่อยากเล่นการเมืองในปัจจุบัน
กฎหมายของรัฐบาลกลางกำหนดให้ประชาชนคนหนึ่งสามารถบริจาคเงินให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยตรง (หรือที่เรียกว่า hard money) ได้ไม่เกินคนละ 2,300 เหรียญสหรัฐต่อการเลือกตั้ง 1 ครั้ง ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมีทั้งการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค และการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างผู้สมัครจากสองพรรค ก็สามารถบริจาคเงินให้ผู้สมัครที่เราชื่นชอบได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 2,300 เหรียญ
ทั้งนี้ กฎหมายไม่อนุญาตให้บริษัทหรือสหภาพบริจาคเงินให้แก่ตัวผู้สมัครโดยตรง
เหตุผลของการกำหนดเพดานเงินบริจาคให้นักการเมืองโดยตรง อีกทั้งห้ามบริษัทและสหภาพบริจาคเงินให้นักการเมือง ก็เพื่อไม่ให้นักการเมืองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุน กลุ่มผลประโยชน์เฉพาะราย หรือผู้บริจาคเงินรายใหญ่ ซึ่งทุ่มเงินมาช่วย ด้วยหวังจะได้ผลตอบแทนกลับคืน แต่เป็นการบังคับให้นักการเมืองต้องแสวงหาฐานสนับสนุนทางการเงินในวงกว้าง ไม่ผูกขาดกับผู้บริจาครายใหญ่เพียงไม่กี่ราย
นอกจากการให้เงินแก่ผู้สมัครโดยตรงแล้ว ประชาชนและบริษัทยังสามารถบริจาคเงินให้พรรคการเมืองเพื่อประกอบกิจกรรมทางการเมืองได้ เงินบริจาคส่วนนี้เรียกว่า soft money ซึ่งไม่มีเพดานขั้นสูงในการบริจาค และกฎกติกากำกับน้อยกว่า hard money มาก แม้ช่วงหลังจะมีความพยายามปฏิรูปกฎกติกาว่าด้วยการรับเงินและการใช้เงินของพรรคมากขึ้นก็ตาม
นอกจากนั้น ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ผู้สมัครของแต่ละพรรคสามารถขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐ (public financing) ได้อีกด้วย แต่โดยมาก ผู้สมัครเลือกที่จะไม่รับ เพราะหากยอมรับเงินสนับสนุนจากรัฐในรูปแบบ Matching Funds แล้ว จะต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในการใช้เงินหาเสียงของรัฐที่กำหนดเพดานค่าใช้จ่าย แต่ถ้าไม่รับเงินสนับสนุนของรัฐ ผู้สมัครสามารถใช้เงินที่ตนระดมทุนมาได้อย่างเต็มที่
ในการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นอกจากผู้สมัครแข่งขันกันหาเสียงแล้ว ยังต้องแข่งขันกันหาเงินอีกด้วย ใครหาเงินสนับสนุนได้มาก ย่อมได้เปรียบทางการเมือง เพราะสามารถซื้อโฆษณาหาเสียงทางโทรทัศน์ ซึ่งมีราคาแพง แต่เข้าถึงคนวงกว้างได้ถี่และกว้างมากขึ้น อีกทั้ง ยังสามารถจ้างทีมงานชั้นดีและเดินสายหาเสียงได้อย่างเต็มที่
ถ้าพิจารณาเฉพาะการแข่งขันหาเงินระหว่างผู้สมัครแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี Barack Obama สามารถเอาชนะผู้สมัครรายอื่นได้อย่างขาดลอย ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ New York Times ชี้ว่า กระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2008 Obama ได้รับเงินบริจาคทั้งสิ้น 193 ล้านเหรียญ อันดับสองได้แก่ Hillary Clinton ได้ 155 ล้านเหรียญ ส่วน John McCain ได้รับเงินบริจาคเพียง 60 ล้านเหรียญเท่านั้น
ในเดือนมกราคม 2008 Obama หาเงินได้ 32 ล้านเหรียญ โดย Clinton ได้เกือบๆ 20 ล้านเหรียญ พอมาเดือนกุมภาพันธ์ 2008 Clinton ขยับมาหาเงินได้ 36 ล้านเหรียญ แต่ Obama กระโดดทิ้งห่างไปเป็น 55 ล้านเหรียญ ส่วนล่าสุด เมื่อเดือนมีนาคม 2008 Obama ได้ 40 ล้านเหรียญ ขณะที่ Clinton ลดลงเหลือ 20 ล้านเหรียญ ไม่ต้องพูดถึง McCain ซึ่งตามหลังสองผู้สมัครของพรรค Democrat อย่างไม่เห็นฝุ่น โดยเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ หาเงินได้เดือนละ 11 ล้านเหรียญ ส่วนเดือนมีนาคมขยับขึ้นเป็น 15 ล้านเหรียญ
แม้ตัวของ McCain จะหาเงินสนับสนุนได้น้อยมาก แต่ CNN ประมาณการว่า รายรับของพรรค Republican ยังสูงกว่าพรรค Democrat โดยอยู่ที่ระดับ 100 ล้านเหรียญ เทียบกับ 61 ล้านเหรียญ
กระนั้น ความสำเร็จในการหาเงินของ Obama ไม่ใช่แค่จำนวนเงินที่หาได้มากกว่าผู้สมัครรายอื่นเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ฐานสนับสนุนทางการเงินที่กว้างขวางกว่า และมีสัดส่วนของเงินบริจาครายเล็กรายน้อยเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าผู้สมัครคนอื่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คนธรรมดาที่ไม่ได้ร่ำรวยมากมายช่วยกันควักเงินให้กับการหาเสียงของเขา
ข้อมูลชี้ว่า ยอดรวมของเงินบริจาคขนาดน้อยกว่า 200 เหรียญ เทียบกับยอดเงินบริจาคทั้งหมดที่ Obama ได้รับจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2008 สูงถึง 40% ขณะที่ของ Clinton และ McCain อยู่ที่ 23% และ 25% ตามลำดับ
หากเจาะลึกถึง 55 ล้านเหรียญของ Obama ได้เดือนกุมภาพันธ์ พบว่า มาจากเงินบริจาคของประชาชน 730,000 ราย โดย 390,000 รายในนั้นเพิ่งบริจาคเงินเป็นครั้งแรก และเงิน 45 ล้านเหรียญ มาจากเงินบริจาคทางอินเทอร์เน็ต ซึ่ง 90% บริจาคต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐ และครึ่งหนึ่งของกลุ่มคนที่บริจาคเงินต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐนี้ บริจาคต่ำกว่า 25 เหรียญสหรัฐ
ส่วนเดือนมีนาคม 2008 40 ล้านเหรียญของ Obama มาจากผู้บริจาคจำนวนถึง 442,000 ราย โดย 220,000 รายเป็นการบริจาคเงินครั้งแรก ถึงเวลานี้ มีคนร่วมบริจาคเงินให้ Obama แล้ว นับ 1.3 ล้านคน โดยที่เขาแทบไม่ต้องใช้เงินของตัวเองในการหาเสียงเลย เช่นเดียวกับ McCain ขณะที่ Clinton ใช้เงินตัวเองไป 5 ล้านเหรียญ และ Mitt Romney อดีตผู้สมัครพรรค Republican ผลาญเงินส่วนตัวไปถึง 42 ล้านเหรียญ แต่กลับต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้านก่อนใครเพื่อน
เห็นการเมืองสหรัฐอเมริกา หันมองการเมืองไทยแล้วอดคิดไม่ได้ว่า หากการเมืองไทยเข้าสู่ยุคที่ประชาชนช่วยกันบริจาคเงินให้แก่ผู้สมัครที่ตนชื่นชอบคนละเล็กละน้อย และมีกฎกติกาเกี่ยวกับการรับเงินและการใช้เงินในการหาเสียงที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับสภาพความจริง คงมีส่วนสำคัญในการยกระดับการเมืองไทยให้พ้นไปจากการพึ่งพิงเงินตราจากมหาเศรษฐี กลุ่มทุนใหญ่ หัวหน้ามุ้ง และผู้นำพรรค อีกทั้งคงสามารถดึงดูดคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน แต่มีพลัง ความรู้ และความสามารถ ให้เข้ามาเล่นการเมือง โดยยังคงรักษา ‘ตัวตน’ และความเป็นอิสระของตัวเองไว้ได้
แต่โปรดอย่าถามว่า การเมืองไทยจะเดินไปสู่วันนั้นได้เมื่อไหร่และอย่างไร
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 เมษายน 2551



