The Kite Runner ความกลัว และความกล้า
ได้ยินชื่อหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว ไม่ได้อ่านสักที แต่พอมีโอกาสไปดูหนังเรื่องนี้แล้ว บอกกับตัวเองว่า
โชคดีจริงๆ ที่โลกเส็งเคร็งใบนี้ยังมีผู้สร้างหนังและคนเขียนหนังสือดีๆ ให้เราได้ซึมซับความงามของชีวิตท่ามกลางความโหดร้ายของมนุษย์
The Kite Runner ไม่ดูไม่ได้จริงๆ แม้ว่าจะเป็นหนังฟอร์มเล็กและรอบที่ไปชมมีคนดูเพียงสิบกว่าคน
อาเมียร์เป็นนักเขียนหนุ่มชาวอัฟกานิสถานผู้อพยพหนีภัยสงครามมาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เด็ก แต่สิ่งที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอดชีวิตคือ ความกลัวที่ได้ทรยศและทำบาปกับเพื่อนสนิทของเขาในวัยเด็ก
ความกลัวที่ได้พัฒนาเป็นความเกลียด ความโกรธ แต่ในที่สุดได้กลายเป็นความกล้าที่จะลบล้างความผิดของตนเอง
ช่วงปลายทศวรรษที่ 70 อาเมียร์ในวัยเด็กอาศัยอยู่ในกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เขามีเพื่อนสนิทชื่อฮัสซาน อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่สถานะทางชนชั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อาเมียร์ผิวบอบบางเป็นลูกของคหบดี พ่อเป็นนักธุรกิจมีชื่อเสียงในสังคม ส่วนฮัสซานเป็นพวกเผ่าฮาซาร่า ชนชั้นต่ำ ผิวหยาบกร้านเป็นลูกคนใช้เก่าแก่ของครอบครัว
ทั้งคู่ชอบเล่นว่าว โดยเฉพาะฮัสซานมีฝีมือในการตัดว่าวคู่แข่งอย่างหาตัวจับยาก อาเมียร์เป็นเด็กขี้ขลาด ไม่มั่นใจตัวเอง ขณะที่ฮัสซานเป็นเด็กเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ใจนักเลง คอยดูแลปกป้องอาเมียร์ที่โตมาด้วยกัน อาเมียร์จะให้ฮัสซานทำอะไรให้ก็ไม่เคยบ่น แต่รับใช้ด้วยความยินดีในฐานะเพื่อนตาย และเจ้านาย
อาเมียร์ได้เข้าโรงเรียน ชอบอ่านนิยายให้ฮัสซานที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนและอ่านหนังสือไม่ออก
อาเมียร์ชอบเขียนนิทาน พ่อไม่สนใจ มีเพียงลุงของเขาที่คอยให้กำลังใจในการเขียนนิทาน แต่พ่อเป็นเสรีนิยม คนรุ่นใหม่ จิตใจเด็ดเดี่ยว รักความยุติธรรม แต่ชอบกินเหล้า ซึ่งอาเมียร์ถามพ่อว่าผิดหลักศาสนาไหม พ่อสอนลูกว่าไม่ เพราะความผิดประการเดียวของมนุษย์คือการขโมย การฆ่าคนก็คือการขโมยอย่างหนึ่ง เป็นการขโมยชีวิตไปจากคนรัก การโกหกก็เป็นการขโมยสิทธิในการรู้ความจริงของมนุษย์เช่นกัน
ครั้งหนึ่งอาเมียร์มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับอัสเซฟนักเลงรุ่นพี่ตัวโตกว่า และเตรียมรุมกระทืบอาเมียร์พร้อมด้วยพรรคพวกหลายคน แต่ฮัสซาน เข้าปกป้องด้วยการควักง่ามไม้หนังสติ๊กออกมา และเล็งลูกหินไปที่ใบหน้าของอัสเซฟ
พูดจาเด็ดขาดให้ปล่อยตัวอาเมียร์ออกมาทั้งๆ ที่ตัวเล็กกว่ามาก จนอัสเซฟยอมทำตาม แต่ผูกใจเจ็บมา ณ บัดนั้น
หลายวันต่อมา ทั้งคู่เข้าแข่งในเทศการประกวดว่าว และสามารถเฉือนตัดว่าวสีน้ำเงินคู่แข่งสำคัญในรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ฮัสซานวิ่งออกไปเก็บว่าวสีน้ำเงินเป็นของขวัญมาให้เพื่อน เขาหายไปพักใหญ่อาเมียร์รู้สึกผิดสังเกตจึงเดินออกไปตามหาฮัสซาน ตามซอยเปลี่ยว และเห็นเขากำลังเผชิญหน้ากับอัสเซฟและสมุน อัสเซฟสั่งให้มอบว่าวสีน้ำเงินให้เขา แต่ฮัสซานปฏิเสธบอกว่าเป็นของอาเมียร์ ในที่สุดเขาจึงถูกรุมทำร้าย และจบลงด้วยการถูกรุมข่มขืนอย่างโหดร้าย
อาเมียร์ได้แต่แอบดูเพื่อนถูกทำร้าย แต่ไม่กล้าไปช่วยแถมยังวิ่งหนีออกไปด้วยความกลัว ฮัสซานเดินขากระเผลกมีเลือดหยดออกมาด้านหลัง ฮัสซานไม่ปริปากพูดว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะความอายและไม่อยากให้เรื่องลุกลามใหญ่โต ขณะที่อาเมียร์ก็ไม่บอกความจริงว่าเห็นเหตุการณ์แต่ไม่กล้าเข้าไปช่วยเพื่อน
ฮัสซานมอบว่าวสีน้ำเงินให้อาเมียร์ เขาไม่กล้าสบตาฮัสซาน เพราะรู้สึกผิด รู้ดีว่าว่าวแลกมาด้วยความบริสุทธิ์ของเพื่อนตัวเอง หลังจากวันนั้นอาเมียร์รู้สึกได้ว่าทุกครั้งที่เห็นฮัสซานคือกระจกที่สะท้อนความผิดของตัวเองที่ทรยศเพื่อน และด้วยความกลัวว่าจะมีคนล่วงรู้ความลับเรื่องนี้ อาเมียร์จึงวางแผนที่จะไม่ให้ครอบครัวคนใช้อยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป โดยการบอกพ่อใส่ร้ายว่าฮัสซานขโมยนาฬิกาข้อมือไป แต่แทนที่ฮัสซานจะแก้ตัว กลับก้มหน้ายอมรับโดยดุษฎี เพื่อปกป้องอาเมียร์เพื่อนของเขา
เมื่อฮัสซานและพ่อออกจากบ้าน อาเมียร์ดีใจมาก ความลับของเขาไม่มีใครรู้อีกต่อไป แต่ความรู้สึกผิดก็ยังเกาะกุมอยู่ในใจมาตลอด จนกระทั่งได้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศ เมื่อกองทัพรัสเซียได้เข้ามายึดอำนาจการปกครองจากระบอบกษัตริย์ของอัฟกานิสถาน บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย พ่อและอาเมียร์ต้องอพยพออกจากประเทศหนีไปปากีสถานอย่างฉุกละหุก
ระหว่างทางตามถนนที่หลบอยู่ในรถบรรทุกกับผู้โดยสารคนอื่น ทหารรัสเซียได้เข้ามาตรวจค้นภายในรถ เห็นแม่ลูกอ่อนคนหนึ่งหน้าตาสะสวย จึงคิดจะใช้กำลังลากลงมาข่มขืน แต่พ่อของอาเมียร์ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย ได้ลุกขึ้นยืนและตวาดออกไปอย่างเด็ดขาดว่า มาเอาชีวิตของข้าดีกว่าจะข่มขืนผู้หญิงอย่างไร้เกียรติ
ทหารรัสเซียเตรียมยิงพ่อ แต่โชคดีที่นายทหารรัสเซียมาห้ามเอาไว้ได้ และหนังได้ตัดภาพไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาสิบกว่าปีต่อมา อาเมียร์จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ตั้งใจเป็นนักเขียน สร้างความผิดหวังให้แก่พ่อที่ได้งานทำในสถานีน้ำมันและต้องการให้ลูกเป็นหมอ แต่อาเมียร์เริ่มยืนหยัดในความคิดของตัวเองที่อยากเป็นนักเขียน ไม่กลัวอะไรเหมือนเดิม
เขากล้าที่จะเดินไปขอลูกสาวอดีตนายพลนอกราชการของอัฟกานิสถาน และต่อมานิยายเรื่องแรกของเขาได้รับการตีพิมพ์ กลายเป็นนักเขียนรุ่นใหม่ที่โด่งดัง ตอนนั้นเองอาเมียร์ได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากลุงของเขาเอง บอกว่าตอนนี้ได้อพยพหนีพวกตาลีบันมาอยู่ปากีสถานแล้ว และอยากให้เขากลับไปเยี่ยม โดยย้ำว่า “เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ทำสิ่งดีๆ ในชีวิต”
อาเมียร์ขออนุญาตเมียรักกลับไปเยี่ยมบ้าน เมื่อไปถึงปากีสถาน ลุงของเขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เขาได้จ้างฮัสซานพร้อมเมียและลูกชายให้มาเฝ้าบ้าน แต่พวกตาลีบันบุกมาหมายจะยึดบ้าน และไล่ฮัสซานให้ออกจากบ้าน แต่ฮันซันไม่ยอม บอกว่าเป็นบ้านของเจ้านาย ตาลีบันจึงสังหารเขาและเมียตาย ลูกชายถูกส่งไปอยู่บ้านเด็กกำพร้า
ลุงได้เปิดเผยความจริงว่า แท้จริงฮัสซานเป็นน้องชายแท้ๆ แต่ต่างมารดา เพราะแม่ของฮัสซานคือคนใช้เก่าในบ้านที่พ่อของอาเมียร์เอามาทำเมีย
อาเมียร์เสียใจมาก พ่อปิดบังเขามาตลอดชีวิตว่า ฮัสซานคือน้องชายเขาเอง และลุงของเขาเตือนว่าสิ่งสุดท้ายที่อาเมียร์สามารถชดใช้ความผิดที่มีต่อฮัสซานได้ก็คือ การกลับไปกรุงคาบูลเพื่อนำหลานชายตัวเองออกมา
อาเมียร์รู้ทันทีว่า นี่คือหนทางเดียวที่จะชดเชยความผิดและชำระความกลัวในอดีตที่ตามมาหลอกหลอนไม่สิ้นสุด คือกล้าลุกออกไปข้างหน้าเพื่อช่วยเหลือชีวิตหลานชายคนเดียวให้ออกมาจากขุมนรกของทาลีบัน
เมื่ออาเมียร์หลบหนีเข้าไปในกรุงคาบูลอีกครั้งหนึ่ง เขาตรงไปที่โรงเลี้ยงเด็กกำพร้า และได้พบว่าหลานชายถูกหัวหน้าตาลีบันเอาตัวไปเป็นทาสบำเรอ ผู้ดูแลบอกว่าจะไปหาพวกนี้ได้ในสนามกีฬา เมื่ออาเมียร์ไปถึงสนามกีฬา เขาได้ถูกนำตัวไปที่ตึกหลังหนึ่ง และเห็นหลานชายของเขาในชุดผู้หญิงกำลังร่ายรำ และหัวหน้าทาลีบันผู้นั้นคืออัสเซฟคู่ปรับเก่าผู้เคยข่มขืนฮัสซานในอดีต
อัสเซฟจำอาเมียร์ได้ทันทีและเข้าทำร้ายให้ถึงตาย แต่หลานชายได้ใช้หนังสติ๊กยิงใส่ลูกตาของอัสเซฟ ทั้งคู่หนีรอดจนข้ามพรมแดนมาปากีสถานได้สำเร็จ และไม่นานก็สามารถกลับไปอยู่สหรัฐอเมริกาได้ แต่หลานคนนี้ยังมีรอยแผลติดตัวเช่นเดียวกับฮัสซาน คือถูกข่มขืน เขาพูดตลอดว่าเป็นคนบาป
เมื่อกลับมาอยู่ในอเมริกา พ่อตาได้แสดงความไม่พอใจที่ในบ้านมีเด็กของพวกชนชั้นต่ำอาศัยอยู่ กลัวเป็นขี้ปากของชุมชนอัฟกานิสถานรอบๆ นี้ แต่อาเมียร์ได้กล้าพูดกับนายพลเพื่อปกป้องหลานชายว่า “ไปบอกทุกคนว่าเด็กคนนี้เป็นหลานแท้ๆ ของผม มีแม่เป็นคนรับใช้ในบ้านที่ถูกพ่อของผมเอามาทำเมีย”
อาเมียร์ทำทุกอย่างเพื่อไถ่บาปความผิดของตัวเองในอดีต และเขาก็ได้หลานชายของฮัสซานเป็นของขวัญ
ฉากสุดท้ายในเรื่องเมื่อทั้งหมดไปเดินเล่นในสวนสาธารณะและอาเมียร์ได้ซื้อว่าวมาให้หลานพยายามเล่น ตอนแรกหลานปฏิเสธ แต่เมื่ออาเมียร์ได้บอกว่าพ่อของเขาเป็นนักเล่นว่าวเก่งที่สุดคนหนึ่ง หลานชายก็เริ่มหันมาสนใจว่าว หัดเล่นว่าวด้วยกัน และทำให้ความผูกพันกับอาเมียร์กลับมาดีขึ้น โดยมีว่าวเป็นสื่อสัมพันธ์ชั้นดี
ตอนที่อาเมียร์วิ่งไปเก็บว่าวให้หลาน เขาได้พูดกับหลานรักประโยคเดียวกับที่ฮาสซานเคยพูดให้เขาฟังยี่สิบกว่าปีก่อน
“สำหรับคุณ ต่อให้หนักหนากว่านี้อีกพันเท่าก็ยังไหว”
The Kite Runner เป็นหนังไม่กี่เรื่องที่สามารถถ่ายทำแก่นของเรื่องออกมาได้ดีพอๆ กับต้นฉบับที่เป็นหนังสือขายดี ไม่ว่าจะฝีมือของผู้กำกับฯ ตัวแสดงที่คัดเลือกได้อย่างดี การถ่ายทำอันยอดเยี่ยม โดยเฉพาะฉากการเล่นว่าว และเพลงประกอบที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงตุ๊กตาทองออสการ์ประจำปี 2008
หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในการเล่าเรื่องวิถีชีวิตคนอัฟกานิสถาน ที่เคยเป็นประเทศมุสลิมอันสงบสุข ไม่เคร่งครัด บ้านเมืองมีความสุข แต่สงครามทำให้ทุกอย่างพังพินาศจนหมดสิ้น
หนังเรื่องนี้เก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดี ฉากงานแต่งงานของอาเมียร์และภรรยา สะท้อนถึงประเพณีของมุสลิมอันงดงาม โดยเฉพาะตอนที่คู่บ่าวสาวนั่งอยู่ด้วยกัน มีคนเอาผ้ามาคลุมและยื่นกระจกบานใหญ่ให้ทั้งสองคนดู
คนหนึ่งถามว่า เห็นอะไรในกระจก อีกคนตอบว่า เห็นอนาคตของเรา
ฉากสะเทือนใจฉากหนึ่ง เกิดขึ้นในสนามกีฬา เมื่อพวกทาลีบันได้พิพากษาประหารชีวิตหญิงชายสองคนข้อหาคบชู้ ด้วยการรุมปาก้อนหินจนขาดใจตาย แต่อีกด้านหนึ่งบรรดาทาลีบันผู้เคร่งศาสนา ก็จับเอาเด็กสาวและเด็กชายจากโรงเลี้ยงเด็กกำพร้ามาบำบัดความใคร่ของตนเอง
ออกจากโรงหนัง เห็นคนรอบข้างเช็ดน้ำตากันถ้วนหน้า แต่อิ่มในความเป็นหนังที่สะท้อนจิตใจด้านมืดและด้านสว่างของมนุษย์ออกมาอย่างลึกซึ้ง
ความกลัวและความกล้าล้วนอยู่ภายในตัวมนุษย์ทุกคน
ทั้งสองด้านล้วนมีพลังในการทำลายล้างและสร้างสรรค์
อยู่ที่ว่ามนุษย์เลือกจะเป็นแบบใด
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 6 เมษายน 2551



