นโยบายรัฐต่อปรากฏการณ์ Agflation
- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
pawin@econ.tu.ac.th
ในช่วงที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้ มีข่าวออกมาว่าราคาขายปลีก เนื้อหมูชำแหละเนื้อแดงกำลังจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 130 บาทต่อกิโลกรัม โดยเป็นการปรับตัวขึ้นราว 25 บาทต่อกิโลกรัมนับตั้งแต่ต้นปี 2551 เป็นต้นมา และเป็นการปรับตัวขึ้นมาจากระดับราว 82 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงเดียวกันของ ปีก่อน หรือคิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นในสัดส่วนราว 58% จากปีก่อน
ดูเหมือนว่าราคาเนื้อหมูได้ปรับตัวสูงขึ้นมามากแล้วนะครับ แต่ถ้าเราลองเปรียบ เทียบการปรับตัวขึ้นของราคาเนื้อหมูกับราคาพืชเกษตรต่างๆ แล้ว การปรับตัว ดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลยทีเดียว
จากข้อมูลของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ราคาขายส่งข้าวเปลือกนาปรังในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม 2551 อยู่ที่ระดับ 11,800-12,000 บาทต่อตัน เมื่อคิดเปรียบเทียบกับราคาเฉลี่ยของเดือนมีนาคมปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ระดับ 6,450 บาทต่อตัน ก็นับเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 84%
ราคาขายส่งมันสำปะหลังในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมีนาคม 2551 อยู่ที่ระดับ 2.34-2.50 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นการปรับตัวขึ้นราว 87% จากราคาเฉลี่ยของเดือนมีนาคมปีที่แล้วซึ่งอยู่ ณ ระดับ 1.28 บาทต่อกิโลกรัม
นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของราคาสินค้าเกษตรต่างๆ ครับ โดยการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตรแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันไปทั่วโลก โดยฝรั่งเขามีการคิดคำศัพท์ใหม่มาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Agflation ครับ ซึ่งก็คือการปรับตัวขึ้นอย่างมหาศาลของราคาสินค้าเกษตรนั่นเอง
ราคาเมล็ดธัญพืชต่างๆ ในตลาดโลกได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา โดยในปัจจุบันราคาของเมล็ดธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง หรือแม้แต่กาแฟจัดอยู่ในระดับ ที่สูงเป็นประวัติการณ์
คำอธิบายที่พบบ่อยๆ ของปรากฏการณ์ Agflation แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลักด้วยกันนั่นคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงของประเทศกำลังพัฒนา และการให้การสนับสนุนพลังงานทดแทนใน ประเทศสหรัฐอเมริกา
การเติบโตของจีนและอินเดียยังคงตกเป็นจำเลยของปรากฏการณ์ไม่พึงประสงค์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องครับ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตระดับสูงของประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งสองได้ก่อให้เกิดความโกลาหลขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลกจริงๆ
ด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ชาวจีนและชาวอินเดียได้หันมาบริโภคเนื้อสัตว์กันมากขึ้น โดยสำหรับสถิติของชาวจีนนั้นในช่วง 20 ปีก่อนชาวจีนบริโภคเนื้อสัตว์เฉลี่ย 20 กิโลกรัมต่อคนต่อปีครับ ในปี 2550 ที่ผ่านมาปริมาณการบริโภคเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นเป็น 50 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือเพิ่มสูงขึ้น 150%
อุปสงค์ในเนื้อสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้นได้ทำให้เกิดการปรับตัวทางด้านอุปทาน โดยเกษตรกรทั่วโลกได้หันมาเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภคเพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้อุปสงค์ของพืชผลทางการเกษตรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์เติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว
ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ชี้ว่า Grain-to-Meat Conversion Ratio หรืออัตราการเปลี่ยนเมล็ดธัญพืชให้เป็นเนื้อสัตว์ขั้นต่ำอยู่ในระดับ 2 กิโลกรัมต่อเนื้อ 1 กิโลกรัมสำหรับเนื้อไก่ 3 กิโลกรัมต่อเนื้อ 1 กิโลกรัมสำหรับเนื้อหมู และ 8 กิโลกรัม ต่อเนื้อ 1 กิโลกรัมสำหรับเนื้อวัว
จึงไม่น่าแปลกใจที่อุปสงค์ของเมล็ดธัญพืชจึงพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงเกือบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เราสังเกตเห็นการปรับตัวขึ้นของราคาพืชผลทางการเกษตรอย่างรุนแรงเพียงแค่ในช่วง 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา สาเหตุที่ดูจะมีน้ำหนักมากกว่าในการอธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวก็คือ การหันมาให้การสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวมวลของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ด้วยการพุ่งสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อเมริกาจึงมีนโยบายลดการพึ่งพิงการใช้น้ำมันที่ตนเองจะต้องนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ โดยหันไปให้การสนับสนุนการนำเอาพืชผลทางการเกษตรที่ตนเองผลิตได้มาเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงให้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอาเมล็ดข้าวโพดมาเปลี่ยนเป็นเอทานอลเพื่อนำไปผสมใช้กับน้ำมันเบนซินในรถยนต์
ช่วงปี 2550 ที่ผ่านมาเมล็ดข้าวโพดคิดเป็นปริมาณราว 85 ล้านตัน ได้ถูกนำไปผลิตเอทานอลในสหรัฐอเมริกาเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมันดิบ โดยปริมาณเมล็ดข้าวโพดดังกล่าวนับเป็นการเพิ่มขึ้นราวเกือบ 6 เท่าตัวในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา
การให้การสนับสนุนทางการเงินเพื่อสร้างความนิยมในพลังงานทดแทนได้ทำให้เกษตรกรในอเมริกาหันมาปลูกข้าวโพดแทนการปลูกเมล็ดธัญพืชประเภทอื่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกเมล็ดธัญพืชอื่นๆ อาทิ ข้าวสาลี ถั่วเหลือง หรือแม้แต่ฝ้ายได้ปรับตัวลดลงและส่งผลให้เกิดการพุ่งขึ้นของราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้ในท้ายที่สุด
และเมื่อราคาของพืชผลทางการเกษตรที่ใช้เลี้ยงสัตว์มีราคาเพิ่มสูงขึ้น ราคาของเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคต่างๆ ก็ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปรากฏการณ์ Agflation ได้ก่อให้เกิดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐที่น่าสนใจตามมา เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคนในแต่ละประเทศ
ในประเทศไทยเราพบเห็นการบังคับใช้มาตรการควบคุมราคาสินค้าเกษตรบางประเภทเพื่อบรรเทาปัญหาการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายของประชาชน ในขณะเดียวกันก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
มาตรการในลักษณะคล้ายๆ กันได้ถูกบังคับใช้ในอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกครับ อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดคำถามติดตามมาเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามุ่งประเด็นไปที่ตัวผู้รับประโยชน์และตัวผู้เสียประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว
มาตรการควบคุมราคาเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวผู้บริโภคสินค้าเกษตรครับ แต่เป็นผลเสียต่อตัวผู้ผลิตสินค้า โดยผู้ที่ ได้รับประโยชน์เชิงเปรียบเทียบมากที่สุด ก็คือคนที่บริโภคสินค้าเกษตรแต่ไม่ได้มี ส่วนร่วมในกระบวนการผลิต และผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้ที่สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้มากเกินกว่าปริมาณการบริโภคของตนเอง
สำหรับผู้ผลิตเหล่านี้ แทนที่พวกเขาจะได้รับประโยชน์จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าที่ตนเองผลิตในช่วงนี้ ก็กลายเป็นว่าพวกเขาเหล่านั้นจำเป็นต้องกลายเป็นผู้เสียสละเพื่อลดทอนความเดือดร้อนของ ผู้บริโภคคนอื่นๆ
คำถามที่น่าสนใจต่อมาตรการประเภทนี้ก็คือ ภาครัฐควรหรือไม่ที่จะเข้าไปให้ การช่วยเหลือผู้บริโภคสุทธิด้วยการทำร้าย ผู้ผลิตสุทธิของสินค้าในภาคเกษตร โดยการจะตอบคำถามนี้เราจำเป็นจะต้องมีข้อมูลที่บ่งชี้สถานะทางเศรษฐกิจของ ผู้บริโภคสุทธิเมื่อเปรียบเทียบกับสถานะ ของผู้ผลิตสุทธิ
ในกรณีที่ข้อมูลส่วนใหญ่บ่งชี้ว่าผู้บริโภคสุทธิในสินค้าเกษตรมักจะเป็นกลุ่มคนที่มีระดับรายได้อยู่เหนือกว่าค่าเฉลี่ย ในขณะที่ผู้ผลิตสุทธิมีฐานะที่ด้อยกว่า การเข้าไปควบคุมราคาดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่งครับ
นอกไปจากนั้น มาตรการดังกล่าวมักจะรักษาสถานะความไม่สมดุลในตลาดสินค้าภาคเกษตรต่อไป เนื่องจากการควบคุมราคาทำให้ปริมาณการบริโภคบิดเบือนไปจากระดับที่ควรจะเป็น และจะยิ่งส่งผลเสียต่อระดับราคาสินค้าเกษตรในอนาคตต่อเนื่องไปอีกเรื่อยๆ
แน่นอนครับว่า เรามักพบเห็นผู้คน กลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นผู้บริโภคสุทธิในสินค้าเกษตร และมีรายได้อยู่ในระดับต่ำกว่า ค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตามมาตรการที่ให้การสนับสนุนทางด้านรายได้หรือการแจกจ่ายคูปองส่วนลดที่พุ่งเป้าให้ความช่วยเหลือไปที่ตัวผู้บริโภคกลุ่มนี้โดยตรง ดูเหมือนจะมีความสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของ ภาครัฐมากกว่า ในขณะที่จะส่งผลกระทบต่อการบิดเบือนในตลาดสินค้าเกษตร น้อยกว่า
ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มรายได้ที่เราได้ยินได้ฟังจากทางภาครัฐก็มักจะมีลักษณะของการงดเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ การให้การสนับสนุนผู้ซื้อบ้านใหม่ ฯลฯ
มาตรการเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่อผู้คนกลุ่มใหญ่ แต่ก็มักจะนำมาซึ่งคำถามในลักษณะเดียวกันกับคำถามก่อนหน้านั่นคือ ผู้ได้รับประโยชน์กับมาตรการดังกล่าวเป็นกลุ่มคนกลุ่มไหน และภาครัฐจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มคนกลุ่มดังกล่าว
ในทางกลับกัน เรากลับยังไม่เห็นมาตรการเพิ่มรายได้จากทางภาครัฐที่ชัดเจนมากนัก ที่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มคนนอกภาคเกษตรที่มีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มคนจนๆ ในเมืองใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักและชัดเจนที่สุดจากปรากฏการณ์ Agflation ที่กำลังเกิดขึ้นนี้
จะเห็นข่าวก็แต่พ่อค้าแม่ค้าขายหมูบางคนจำเป็นจะต้องปิดเขียงหมูของตนเองลงเพราะเนื้อหมูราคาแพงขึ้นมาก ผู้บริโภคจึงไม่นิยมซื้อ และก็ไม่เห็นภาครัฐจะดิ้นรนให้ความช่วยเหลือมากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลองมองเทียบกับกรณีที่ผู้ผลิตสินค้า ส่งออกบางรายต้องปิดตัวลงเพราะเงินบาทแข็งค่า
ในความคิดของผม ภาครัฐยังสามารถที่จะลดภาระที่ตนเองไม่มีความจำเป็นจะต้องทำลงได้เยอะเลยครับ หันมาเอาเวลาและทรัพยากรส่วนใหญ่ไปทุ่มเททำหน้าที่ที่สมควรจะต้องทำดีกว่าครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 เมายน 2551



