สัญชาติคางคก
prasong_lert@yahoo.com
ผู้มีอำนาจบางคนทำตัวเหมือนคางคกขึ้นวอ ใช้อำนาจและแสดงท่าทีแบบ ลืมกำพืด ตัวเอง
มีคำพังเพยเปรียบเปรยว่า สัญชาติคางคก ถ้ายางหัวไม่ตก ไม่รู้สึกตัว
สองวันก่อนในการประชุมสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย รายงานที่ประชุมว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแสดงพฤติกรรมข่มขู่คาดโทษและสั่งตั้งกรรมการสอบกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และสั่งการให้ยึดคลื่นวิทยุ 5 สถานี ในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ คืนจากภาคเอกชนที่รับสัมปทานนั้น อาจเข้าข่ายการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และส่อเจตนาถึงการคุกคาม แทรกแซง และครอบงำการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
ผู้แทนสมาคมวิชาชีพสื่อกล่าวด้วยว่า แม้ว่ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ของรัฐ แต่ก็มีขอบเขตอำนาจหน้าที่เพียงการกำกับดูแล เชิงนโยบายในภาพรวม ส่วนการดำเนินการในรายละเอียดเป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการประจำเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยปฏิบัติที่จะรับนโยบายไปดำเนินการ
ขณะที่ บมจ.อสมท นั้น เป็นกิจการในตลาดหลักทรัพย์ มีคณะกรรมการบริษัทเป็นผู้กำกับดูแลการบริหาร การที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯออกมาให้สัมภาษณ์ให้กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.อสมท พิจารณาตัวเอง หรือส่งสัญญาณล่วงหน้าให้คณะกรรมการบริษัทที่จะตั้งขึ้นใหม่พิจารณาเปลี่ยนแปลงตัวกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เป็นการเข้าแทรกแซงก้าวก่ายให้พนักงาน หรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจพ้นจากตำแหน่ง ทั้งที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย อันเป็นการกระทำ ต้องห้ามตามมาตรา 268 ของรัฐธรรมนูญอาจจะทำให้นายจักรภพต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันทีตามมาตรา 182 (7) ที่บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อกระทำการ อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 268
แม้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯอ้างว่า ไม่ได้แทรกแซงการทำงานของ อสมท การเปลี่ยนตัวกรรมการผู้อำนวยการเป็นอำนาจของบอร์ด แต่การนำข้อมูลที่อ้างว่า อสมท ขาดทุน 27 ล้านบาท ในเดือนมกราคม 2551 ซึ่งมากที่สุดในรอบ 7 ปี มาเปิดเผย เป็นการปกป้องผู้ถือหุ้น และการยึดคลื่นวิทยุคืนจากเอกชน เป็นเพราะสัญญาเช่าหมดสัญญา และตามกฎหมายกรมประชาสัมพันธ์ต้องนำคลื่นมาบริหารจัดการเอง
อย่างไรก็ตาม เท่าที่ติดตามคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯมาหลายวัน พบว่าส่ออาการพลิ้ว เช่น เหตุผลในการยึดคลื่นคืนครั้งแรกบอกว่าเสนอแต่ข่าวร้ายของรัฐบาล เสนอข่าวไม่ สมดุล บอกว่ากรรมการผู้อำนวยการพิจารณาตัวเอง หรือให้คณะกรรมการ อสมท ชุดใหม่พิจารณา เปลี่ยนตัวกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งเข้าข่ายการแทรกแซงโดยอ้อมทั้งสิ้น
การที่มีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กลุ่มหนึ่ง ตกลงกันว่าจะใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญดำเนินการต่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ จึงเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่ง เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานว่าลักษณะการ กระทำแบบใดเป็นการกระทำต้องห้ามหรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเป็นการทดสอบว่ากลไกตามรัฐธรรมนูญใช้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน
สำหรับการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบพฤติการณ์ของนายจักรภพแบ่งออกเป็น 2 ทางคือ
หนึ่ง ส.ส.จำนวน 1 ใน 10 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดที่มีอยู่หรือเพียง 48 คน (จากจำนวน 480 คน) เข้าชื่อกัน ยื่นเรื่องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพของรัฐมนตรีว่าต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ (มาตรา 182 วรรคสาม และมาตรา 91)
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เห็นพรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ฝ่ายค้านมา ยังไม่เห็นลงมือตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจัง ได้แต่รำมวยป้อไปป้อมา จึงหวังยากที่จะให้พรรคประชาธิปัตย์ลงมือรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
สอง ส.ว.จำนวน 1 ใน 10 ของจำนวน ส.ว.ที่มีอยู่ทั้งหมดหรือเพียง 15 คน (จากทั้งหมด 150) เข้าชื่อกันเสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพเช่น เดียวกับ ส.ส.ซึ่งคงต้องดูว่าการเริ่มของ ส.ว.กลุ่มดังกล่าวข้างต้นจะประสบผลสำเร็จหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานภาพของรัฐมนตรีมีจุดอ่อนคือ ถ้าศาล รัฐธรรมนูญชี้ขาดว่ารัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งแล้ว สามารถแต่งตั้งรัฐมนตรีรายดังกล่าวกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งได้ทันที (ในทางกฎหมาย)
ดังนั้น ถ้าจะให้กลไกการตรวจสอบมีผลมิให้รัฐมนตรีคนดังกล่าวกลับเข้าดำรงตำแหน่งได้อีก ต้องใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 270-271 ซึ่ง ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือไม่น้อยกว่า 120 คนเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าชื่อยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาให้ถอดถอนรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งเพราะมีพฤติการณ์ส่อว่า จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
แต่การใช้ช่องทางนี้ต้องผ่านการไต่สวนของ ป.ป.ช. ก่อนส่งให้วุฒิสภาลงมติถอดถอน
ไม่ว่าจะเลือกช่องทางไหน น่าจะเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะเป็นการทดสอบกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การแพ้ หรือชนะ จึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 29 มีนาคม 2551



