ทำไมต้องอุ้มแบงก์?
- ณ พัฒน์ -
napatization@gmail.com
ช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา เกิดอาการผันผวนอย่างหนัก ขึ้นๆ ลงๆ ทำลายสถิติแบบติดๆ กัน จนผู้สังเกตการณ์อย่างผมยังเหนื่อยแทน
บางคนบอกว่า วิกฤตการณ์ทางการเงินรอบนี้เลวร้ายที่สุด ตั้งแต่ great depression ในช่วงปี ค.ศ.1930 นู่น
และข่าวใหญ่ช่วงนี้คงหนีไม่พ้นกรณีที่ J.P. Morgan Chase ประกาศขอซื้อกิจการ Bear Sterns วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ ในราคาแค่ $2 ต่อหุ้น เป็นเงินแค่ 236 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งๆ ที่ก่อนปิดตลาดวันศุกร์ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศซื้อกิจการ ราคาหุ้น Bear Sterns ยังอยู่แถวๆ $60 ต่อหุ้น และราคาหุ้น Bear Sterns เมื่อต้นปีที่แล้ว เคยขึ้นไปถึงกว่า $150 ต่อหุ้น
ว่ากันว่าแค่มูลค่าของตึกสำนักงานของ Bear Sterns ยังมีมูลค่าเยอะกว่านั้นเกือบห้าเท่า!
การขอเข้าซื้อกิจการเกิดขึ้นหลังจาก มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วตลาดว่า Bear Sterns กำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่ หนี้สินพอกพูน ในขณะที่ทรัพย์สินจำนวนไม่น้อยอยู่ในรูปสินทรัพย์ที่หนุนหลังโดยอสังหาริมทรัพย์ ลดค่าแบบฮวบฮาบ จนแทบไม่มีค่า
กลุ่มคนที่โดนกระทบอย่างหนักคือ พนักงานครับ เพราะรวมกันถือหุ้นกว่าหนึ่งในสามของหุ้นทั้งหมด และในขณะเดียวกันก็อาจจะโดนปลดออกจากงานอีกด้วย... เรียกว่าโดนสองเด้งครับ
(แต่หลังจากถูกต่อต้านอย่างหนักจาก ผู้ถือหุ้น J.P. Morgan ก็ขึ้นราคาเสนอซื้อเป็น $10 ต่อหุ้น)
เป็นที่รู้กันดีว่า การเข้าเสนอซื้อกิจการของ J.P. Morgan Chase ครั้งนี้ ได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่จาก Federal Reserve โดยให้เงินกู้ระยะยาว ดอกเบี้ยต่ำ ที่ค้ำประกันโดยทรัพย์สินของ Bear Sterns กว่าสามหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้ J.P. Morgan สามารถรับภาระผูกพันและหนี้สินมูลค่ามหาศาลของ Bear Sterns ได้
หลังจากเมื่อสองเดือนที่แล้ว เราเห็น Federal Reserve เข้าทำงานวันหยุด และสั่งประกาศลดดอกเบี้ยนอกรอบไปแล้ว รอบนี้ Federal Reserve ต้องเหนื่อยทำงานวันหยุดอีกรอบ และประกาศลดอัตราดอกเบี้ย discount rate ลง 25 basis points เพื่อลดความตื่นตระหนกในตลาดการเงิน เพราะข่าว Bear Sterns ล้ม
แม้ว่า Federal Reserve จะไม่ได้เข้าซื้อกิจการ Bear Sterns โดยตรง แต่ Federal Reserve ก็เข้าไปรับความเสี่ยงโดยการให้เงินทุน เพราะถ้ามูลค่าทรัพย์สินของ Bear Sterns เกิดลดไปจากวันที่เข้าไปซื้อ J.P. Morgan จะต้องรับผิดชอบแค่ 1 พันล้านเหรียญแรกเท่านั้น ความเสียหายที่เหลือ Federal Reserve ต้องรับไปเต็มๆ
ดูๆ ไปก็ไม่ต่างจาก Federal Reserve เข้าไปซื้อหุ้นของ Bear Sterns เองเท่าไรนัก
การเอาเงินหลวงไปรับความเสี่ยงของธนาคารเอกชนคงไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะเกิดขึ้นบ่อยๆ ในประวัติศาสตร์การเงินโลก (คงยังจำกันได้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็เข้าไปซื้อกิจการของบริษัทเงินทุนและธนาคารหลายแห่ง สมัยมีวิกฤตการเงินช่วงปี 2540-2541 และขาดทุนไปไม่น้อย เกิดเป็นปัญหาการเมืองใหญ่โตว่า รัฐบาลจะเข้าไปชดเชยการขาดทุนนี้อย่างไร)
แต่ที่อาจจะฟังดูแปลกสำหรับอเมริกาไปสักหน่อย คือ ปกติแล้วหน้าที่จัดการกับสถาบันการเงินที่มีปัญหา ไม่ใช่หน้าที่ของ Federal Reserve แต่เป็นหน้าที่ของสถาบันประกันเงินฝาก (FDIC) หรือ หน่วยงานของรัฐบาลอื่นที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณโดยตรง (เช่น RTC ในสมัยวิกฤตการณ์ Saving and Loans ช่วงปี 1980s)
แต่รอบนี้ Federal Reserve คงต้อง ทำหน้าที่เอง เพราะ Bear Sterns ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ จึงไม่ได้เป็นสมาชิกของ FDIC (แต่บางคนก็ตั้งข้อสังเกตว่า Federal Reserve ไม่ได้มีหน้าที่กำกับดูแลบริษัทวาณิชธนกิจแบบ Bear Sterns ด้วยซ้ำ แล้ว Federal Reserve ควรจะเข้ามาจัดการปัญหาแบบนี้หรือไม่)
นอกจากการเข้าไปรับความเสี่ยงแบบเกือบจะโดยตรง โดยการเข้าซื้อกิจการของธนาคารที่มีปัญหาแล้ว Federal Reserve ยังเปิดหน้าต่างเงินกู้แบบใหม่ โดยขยายชนิดของสินทรัพย์ที่จะนำมาใช้ค้ำประกัน ให้รวมไปถึงสินทรัพย์ที่หนุนหลังโดยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้เพื่อเปิดช่องทาง อัดฉีดเงินเข้าระบบ และลดความตึงตัว ในตลาดการเงินที่แทบจะไม่มีใครให้ใครยืมเงินกันแล้ว
แม้ว่าจะได้รับคำชื่นชมจากตลาดการเงิน แต่เท่ากับว่า Federal Reserve เข้าไปรับความเสี่ยงจากสินทรัพย์ประเภทนี้ ที่ยังไม่มีใครรู้ว่ามูลค่าที่แท้จริงคือเท่าไร
ปัญหาที่หลายๆ คนเริ่มพูดถึงกันแล้วกับมาตรการแปลกใหม่เหล่านี้ คือ มันคุ้มกันหรือไม่ที่จะเอาเงินภาษีเข้าไปรับความเสี่ยง และ “อุ้ม” สถาบันการเงิน
สำหรับกรณี Bear Sterns หลายๆ ฝ่ายมองเห็นตรงกันว่า ถ้าปล่อยให้ Bear Sterns เจ๊งไปเฉยๆ อาจจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้ เพราะ Bear Sterns เป็น ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดอนุพันธ์และตลาดอื่นๆ และเป็นคู่ค้ากับสถาบันการเงินอื่นๆ มากมาย ถ้า Bear Sterns เบี้ยวสัญญาและภาระผูกพันทั้งหลาย จะส่งผลต่อเป็นลูกโซ่ทำให้ตลาดการเงินหยุดชะงักไปทั้งระบบ และอาจจะมีสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ต้องปิดตัวลงก็เป็นได้
การสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา “bank run” ทั้งระบบ ซึ่งอาจจะทำให้ เกิดต้นทุนในการแก้ไขปัญหามากกว่านี้หลายเท่า
แต่แน่นอนว่าการจัดการปัญหาเหล่านี้ ในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอนและมีข้อมูลไม่ครบถ้วน ย่อมมีต้นทุนสูง ในขณะเดียว ก็อาจจะสร้างแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะสถาบันการเงินรู้ว่า ไม่ว่าจะทำให้ เกิดความเสี่ยงอย่างไร ทางการคงจะเข้ามาช่วยอยู่แล้ว
แต่บางคนก็บอกว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลามานั่งห่วงปัญหาเรื่องแรงจูงใจ ปัญหานี้น่าจะพูดถึงกันตั้งแต่สมัยที่ปล่อยให้มีการปล่อยกู้กันแบบหละหลวม จนทำให้เกิดปัญหาอยู่ทุกวันนี้
การถ่วงน้ำหนักระหว่างต้นทุนที่จะเกิดขึ้นกับรัฐในการเข้าแทรกแซงระบบการเงิน กับผลประโยชน์ที่ (น่าจะ) ได้รับจากการเข้าไปจัดการปัญหาอย่างรวดเร็ว และสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ยังคงเป็นปัญหาหนักอกให้ผู้กำหนดนโยบายต้องตัดสินใจ (และโดนด่า) มาตลอด และคงจะยังเป็นปัญหาที่ได้รับการถกเถียงกันไปอีกนาน
และน่าสนใจครับ ว่าสุดท้ายแล้ว ต้นทุนของการแก้ไขปัญหารอบนี้จะสูงขนาดไหน และ Federal Reserve จะมีศักยภาพในการจัดการปัญหาได้ดีขนาดไหน
หนังฉากนี้เพิ่งจะเริ่มครับ และคงยังจะไม่จบง่ายๆ และไม่รู้จะมีฉากที่เรา คาดไม่ถึงโผล่มาอีกหรือเปล่า
น่าติดตามชมครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 มีนาคม 2551



