Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ความคิดเปิดผนึก
อภิชาต สถิตนิรามัย


การไฟฟ้านครหลวงกับ “มิเตอร์ที่สาม”

apichat@econ.tu.ac.th


ผมมีอาชีพสอนวิชาเศรษฐศาสตร์มาหลายปีแล้ว วิชา เศรษฐศาสตร์พื้นฐาน ที่นักศึกษาคณะไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกเรียนเองหรือถูกบังคับเรียนก็ตาม จะเป็นวิชาที่สอนให้นักศึกษาเข้าใจการทำงาน ของกลไกตลาด ทั้งในแง่ที่ทำงานได้ดีและในแง่ที่ตลาดล้มเหลว ผมเคยสอนวิชานี้ เป็นวิชาแรกของชีวิตความเป็นอาจารย์ แต่ก็สอนเพียงครั้งเดียว แล้วก็เลือกที่จะ ไม่สอนอีกเลยจนกระทั่งปัจจุบัน มีเหตุผลหลายประการที่ผมเลือกจะไม่สอนต่อไป แต่สาเหตุหนึ่งคือผมไม่มีความสามารถพอ ที่จะยกตัวอย่างการทำงานของกลไกตลาดที่เป็นรูปธรรมที่ “กินใจ” นักศึกษา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผม “เยาว์วัย” เกินไป ในขณะนั้นในแง่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อชีวิตจริงหรือชีวิตเป็นๆ ของผมเอง แต่ผมคิดว่าผมกำลังจะกลับไปสอนวิชานี้ใหม่อีกครั้งหนึ่งในเร็ววันนี้ ทั้งนี้ต้องขอ ขอบพระคุณกิจการใหญ่ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่มอบประสบการณ์ตรงและเป็นจริงให้แก่ผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไฟฟ้านครหลวง ต่อแต่นี้ไป ผมเชื่อว่าตัวอย่างประกอบบทเรียนของผมจะ “กินใจ” นักศึกษาแน่นอน

หัวใจหลักของวิชาเศรษฐศาสตร์ก็คือการทำงานของกลไกตลาดหรือกลไกราคาในการจัดสรรสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม เงื่อนไข อันจำเป็นที่จะทำให้ตลาดทำงานได้ดี ในแง่ที่จะเป็นผู้จัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพด้วยราคาที่เหมาะสมให้แก่ผู้บริโภค ก็คือระดับการแข่งขันในตลาดสินค้านั้นๆ หากระดับการแข่งขันมีสูง เราก็เชื่อว่าตลาดจะทำงานได้ดี เพราะผู้ผลิตต่างต้องแข่งขันกันทั้งในแง่คุณภาพของสินค้าและราคาเพื่อให้สินค้าของตนเตะตาต้องใจผู้บริโภคให้มากที่สุด ผู้บริโภคจึงมีทางเลือกมากมายว่าจะเลือกใช้สินค้าของผู้ผลิตรายใด จนทำให้เกิดคำขวัญว่า “Consumer is the king” หากผู้ผลิตรายหนึ่งไม่สามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึกเป็นพระเจ้าได้แล้ว ผู้บริโภค ก็จะหันไปหาผู้ผลิตอื่นๆ ที่ทำได้ ผู้ผลิต รายนั้นก็จะขายสินค้าไม่ออกและจะต้องเจ๊งไปในที่สุด ท้ายที่สุดแล้ว ตลาดก็จะเหลือแต่ผู้ผลิตที่สามารถผลิตสินค้าที่มีราคาและคุณภาพตอบสนองความต้องการของ ผู้บริโภคได้ดีที่สุด

แต่ระดับการแข่งขันจะมากจะน้อยในตลาดสินค้าประเภทใดๆ นั้น ขึ้นอยู่กับ ตัวแปรหลายๆ ตัว ตัวที่สำคัญมากๆ ก็คือลักษณะเฉพาะของสินค้านั้นๆ หากสินค้าหนึ่งมี “ความจำเป็น” มากต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะในแง่ที่เราหาสินค้าอื่นมาบริโภคทดแทนได้ยากแล้ว ตลาดสินค้านั้นก็มักจะมีระดับการแข่งขันต่ำ ตัวอย่างเช่นสินค้า ที่ชื่อว่า

“ไฟฟ้า” ผมคิดไม่ออกว่า หากบ้านผมไม่มีไฟฟ้าใช้แล้ว ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ผมจะหันไปเลือกสินค้าชนิดอื่นๆ มาทดแทนได้อย่างไรที่จะทำให้ผมสามารถดำรงชีวิตแบบปกติสุขเช่นคนอื่นๆ แน่นอน ผมคงจะมีชีวิตรอดได้ หากผมหันไป จุดเทียนหรือก่อกองไฟให้แสงสว่างและ ใช้ในการหุงหาอาหาร แต่นี้ย่อมแปลว่า ผมจะไม่มีน้ำเย็นจากตู้เย็นดื่มและใช้ อินเทอร์เน็ตไม่ได้ ในแง่นี้แล้ว ไฟฟ้าย่อมเป็นสินค้า “จำเป็นมาก” ต่อผม

ลักษณะเฉพาะในการผลิตและการจัดจำหน่ายของสินค้าชนิดหนึ่งๆ นั้น จะมีผล อย่างมากกับระดับการแข่งขันของตลาดสินค้านั้นด้วย หากผมคิดที่จะผลิตไฟฟ้า ใช้เอง ผมสามารถซื้อเครื่องปั่นไฟมาใช้เองได้ แต่แน่นอนว่าไฟฟ้าที่ผมผลิตเองจะมีต้นทุนที่แพงกว่าและมีคุณภาพสู้กับไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้านครหลวงไม่ได้ พูดอีกแบบคือธรรมชาติของการผลิตไฟฟ้านั้นจะต้องผลิตในขนาดที่ใหญ่พอ และย่อมต้องมีการเดินสายส่งไฟฟ้าให้เข้าถึงบ้านต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม ในแง่นี้แล้วการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าย่อมต้องการการลงทุนขนาดใหญ่ (โดยเฉพาะต้นทุนคงที่ เช่นเครือข่ายสายส่ง) และต้องการผู้บริโภคจำนวนมากๆ จึงจะคุ้มค่าแก่การลงทุน (economy of scale) ด้วยเหตุตลาดไฟฟ้าจึงมักมีผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายจำนวน น้อยราย

จากทั้งสองปัจจัยข้างต้น จึงทำให้การผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเป็นกิจการที่นักเศรษฐศาสตร์มักเรียกว่า “การผูกขาดโดยธรรมชาติ” ที่ทำให้ตลาดนี้รองรับผู้ผลิต ได้น้อยราย หรือแม้กระทั่งรายเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดจำหน่าย กล่าวคือมันจะไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จะให้มีบริษัทไฟฟ้าหลายๆ รายแข่งขันกันปักเสาและพาดสายไปทั่วบ้านทั่วเมือง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกที่จะซื้อไฟฟ้าจากบริษัทจัดจำหน่ายหนึ่งๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็อาจทำให้ทุกบริษัทขาดทุนและเจ้งไปเหมือนๆ กัน หากไม่เจ้งหมดก็อาจจะทำให้ต้นทุนค่าไฟแพงเกินกว่าที่จำเป็น ดังนั้นในต่างประเทศ จึงมักจะมีรัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของโครงข่ายสายไฟฟ้าเจ้าเดียว แต่อนุญาตให้มีบริษัทผลิตไฟฟ้าและบริษัทจำหน่ายไฟฟ้าหลายๆ ราย แข่งกันผลิตและแข่งกันขายไฟให้แก่ผู้บริโภค โดยใช้โครงข่ายไฟฟ้าร่วมกันผ่านกติกาที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

หันมาดูประเทศไทย เราอนุญาตให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นผู้ผูกขาดการผลิต (แม้ว่ามีผู้ผลิตอิสระในปัจจุบัน แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก) ในขณะที่ให้การไฟฟ้านครหลวงผูกขาดการขายไฟในกรุงเทพฯและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคผูกขาดการ จำหน่ายในต่างจังหวัด

ตัวอย่างประกอบบทเรียนเรื่องการผูกขาดที่ทำให้ผู้บริโภคนอกจากไม่ได้เป็นพระเจ้า ยังต้องกลายเป็น “ขอทาน” อีกด้วย ทั้งๆ ที่มีเงินจ่ายค่าไฟ ตัวอย่างนี้ เกิดขึ้นจริงระหว่างผมกับ การไฟฟ้านครหลวงเมื่อวานนี้เอง เรื่องมีอยู่ว่า ผมกำลังสร้างบ้านด้วยตัวเอง โดยไม่ได้ใช้บริการครบวงจรของบริษัทรับจ้างสร้างบ้านมืออาชีพ ทำให้ผมต้องไปติดต่อกับหน่วยงานสารพัดที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือการไฟฟ้านครหลวง เริ่มจากเมื่อจะลงมือก่อสร้าง ผมก็ต้องไปติดต่อขอใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฯ ก็ให้ผมทำสัญญาซื้อไฟชั่วคราวสำหรับการก่อสร้างเป็นเวลาหนึ่งปี และมาติดตั้งมิเตอร์ตัวที่หนึ่งให้ กาลเวลาก็ผ่านไปจนเกินหนึ่งปีเล็กน้อย บ้านผมก็ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ก็จวนแล้ว การไฟฟ้าฯ จึงเรียกผมไปทำสัญญาถาวร ผมก็ได้ไปจ่ายเงิน ทั้งค่ามัดจำและค่าอื่นๆ เป็นที่เรียบร้อย โดยทางเจ้าหน้าที่ผู้รับเงินก็บอกว่า เมื่อพร้อมแล้ว ก็ให้โทร.มานัดไปตรวจ สายไฟว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ แล้วจึงจะไปติดตั้งมิเตอร์ตัวที่สองให้ เวลาผ่านไปอีกประมาณหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งผมใช้ไปสำหรับการตั้งเสาไฟฟ้าเพื่อเตรียมรับสายและมิเตอร์ใหม่ แต่ก็ยังไม่พร้อมที่จะโทร.ไปนัดมาตรวจสาย เมื่อวานนี้เอง ผมได้รับโทรศัพท์ด่วนจากช่างก่อสร้างของผมว่าการไฟฟ้าฯ ได้เข้ามาตัดไฟฟ้าและมิเตอร์ชั่วคราวไปเรียบร้อยแล้ว โดยไม่แม้แต่จะบอกกับ ช่างที่อยู่หน้างานสักคำว่าจะตัดไฟ

เมื่อวานนี้ทั้งที่งานยุ่ง ผมก็ต้องบากหน้าไปติดต่อกับการไฟฟ้าทันที เพราะการก่อสร้างหยุดชะงักหมด เนื่องจากไม่มีไฟฟ้าใช้ และคิดไม่ถึงเลยว่าผมกำลังจะกลายเป็น “ขอทาน” ที่ไม่มีทางเลือกใดๆ ทั้งสิ้นจากการไฟฟ้านครหลวง

เมื่อเล่าเรื่องให้เจ้าหน้าที่ฟัง และถามว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะมีไฟฟ้าใช้ใหม่ เจ้าหน้าที่ก็ “อดทน” พอที่จะอธิบายให้ผมเข้าใจว่า ผมไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากจะต้องตั้งเรื่องเพื่อขอใช้ไฟชั่วคราวใหม่ ซึ่งจะต้องกินเวลาอีกหลายวันพร้อมกับต้องวางเงินมัดจำใหม่และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ใหม่หมดเป็นจำนวนหลายพันบาท โดยไม่สามารถใช้สัญญาชั่วคราวฉบับเดิมได้อีก ในขณะเดียวกัน ผมต้องทำเรื่องขอถอนเงินมัดจำเก่าของมิเตอร์ชั่วคราวออกอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นทางเลือกเดียวที่ผมมีอยู่ก็คือ ต้องหันไปเร่งรัดงานระบบไฟฟ้าของบ้านผมเองให้พร้อมที่จะรับมิเตอร์ถาวรให้เร็วที่สุด เพราะมันจะเร็วกว่าการตั้งเรื่องของใช้ไฟชั่วคราวใหม่ ซึ่งแปลว่าในระหว่างนี้ผมจะไม่มีไฟฟ้าใช้เลย

ประเด็นหลักในที่นี้คือ เนื่องจากมีอำนาจผูกขาดในการจัดจำหน่ายแต่เพียงรายเดียว ดังนั้น การไฟฟ้าฯ จึงไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องโทร.มาบอกผมก่อนที่จะทำการตัดไฟแต่อย่างใด เพราะรู้ดีว่าอย่างไรเสีย ผมก็ต้องคลานเข่ากลับไป “ขอทาน” ให้เขามาติดตั้งไฟฟ้าให้ผมใหม่อยู่ดี

ผลลัพธ์คือ จนถึงขณะนี้ผมยังไม่มีไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวงใช้ในการก่อสร้างต่อไป แต่ผมโชคดีที่ยังมีเพื่อนบ้านผู้อารีอนุญาตให้ผมต่อไฟจากบ้านของเธอมาใช้ไปพรางๆ ก่อน (หลังจากที่อนุญาตให้ผมต่อน้ำประปามาใช้ตั้งแต่เริ่มต้นการก่อสร้าง เนื่องจากผมขี้เกียจเกินกว่าที่จะไปผจญกับเขาวงกตของระบบราชการของการประปานครหลวงตั้งแต่ต้น)

ขอแถมอีกเล็กน้อยว่า ในขั้นตอน การขอคืนเงินมัดจำมิเตอร์นั้น ปรากฏว่ามีขั้นตอนคือ ต้องให้ตัวคนเป็นๆ เข้าไปยื่นเรื่องขอคืนเงิน แล้วการไฟฟ้าฯ ก็จะนัดหมายให้ท่านมารับเช็คไปเข้าบัญชีธนาคารเอาเอง เมื่อถามว่าจะขอให้การไฟฟ้าฯ ส่งเช็คให้ทางไปรษณีย์ หรือโอนเงินเข้าบัญชีของลูกค้าได้หรือไม่ คำตอบ คือไม่ได้ แปลว่าลูกค้าต้องเดินทางไปรับเช็คด้วยตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

ผมเชื่อแน่ว่า เมื่อผมใช้ตัวอย่างของ การไฟฟ้านครหลวงที่เกิดขึ้นโดยตรง กับตัวผมเองประกอบการสอนเรื่องความเลวร้ายของระบบผูกขาดที่มีต่อผู้บริโภคแล้ว นักศึกษาในชั้นเรียนของผมจะเข้าใจหัวใจของวิชาเศรษฐศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ผมต้องกราบขอบพระคุณการไฟฟ้านครหลวงเป็นอย่างมาก มา ณ ที่นี้ด้วย ในโอกาสที่มอบตัวอย่างอันมีค่ายิ่งนี้เป็นวิทยาทานประกอบการเรียนการสอนของผม


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter