ต้องยุบ กกต.แทนยุบพรรค ถ้า…
prasong_lert@yahoo.com
มีข่าวว่า คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงคดียุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยมีนายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) นายมนเฑียร สงฆ์ประชา อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชัยนาท กรรมการบริหารพรรคชาติไทย และนายสุนทร วิลาวัลย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ปราจีนบุรี กรรมการบริหารพรรคมัชฌิมาธิปไตย เป็นการกระทำส่วนตัว พรรคไม่มีส่วนรู้เห็น
แม้คณะอนุกรรมการไม่ได้มีมติว่าให้ยกคำร้องโดยตรงเพราะเป็นอำนาจของ กกต.ที่จะพิจารณาเรื่องนี้ในวันที่ 18 มีนาคม แต่ความเห็นของอนุกรรมการดังกล่าวก็เท่ากับเสนอกกต.ว่าไม่ควรส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคทั้งสอง
จึงเป็นข้อสรุปในข่าวของสื่อมวลชนส่วนใหญ่ว่า พรรคทั้งสองรอดจากการถูกยุบพรรค
ก่อนที่จะถกเถียงกันว่า กกต.น่าจะมีมติออกไปในทางใดนั้น ควรพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังนี้
หนึ่ง กกต.มีมติให้ใบแดงนายมนเฑียร และนายสุนทร ซึ่งหมายความว่าข้อเท็จจริงยุติในชั้น กกต.ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลทั้งสองกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ฯลฯ หรือมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าก่อ (บางการ) ให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำดังกล่าว (พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2550 มาตรา 103 วรรคแรก)
สอง เมื่อข้อเท็จจริงยุติในชั้น กกต.ข้างต้น คณะอนุกรรมการจึงไม่สามารถมีความเห็นแตกต่างจาก กกต.ในข้อเท็จจริงดังกล่าว เพราะถ้ามีความเห็นแตกต่างจาก กกต. นอกจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือของ กกต.แล้ว ยังมีโอกาสจะถูกบุคคลทั้งสองฟ้องว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการให้ใบแดง
สาม คณะอนุกรรมการมีหน้าที่เพียงพิจารณาว่า การกระทำของบุคคลทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการบริการพรรคด้วยเข้าข่ายที่ กกต.ต้องทำคำร้องเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคตามกฎหมายเลือกตั้ง (มาตรา 103 วรรคสอง) หรือไม่
เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายคือ ถ้าการกระทำฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งของบุคคลที่ กกต.ให้ใบแดง
1.ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็นหรือ
2.ปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
3.ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นวิธีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
4.ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เสนอคำร้องผ่านอัยการสูงสุด) เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น
จากบทบัญญัติดังกล่าวเห็นชัดว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง (มีบทบัญญัติที่สอดคล้องรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 237) กำหนดเงื่อนไขตายตัวบังคับให้ กกต.ต้องทำคำร้องเสนอศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ถ้า “หัวหน้าพรรค” หรือ “กรรมการบริหารพรรคผู้ใด” มีส่วนรู้เห็นการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง
คำว่า “กรรมการบริหารพรรคผู้ใด” หมายถึง กรรมการบริหารเพียงคนใดคนหนึ่งเท่านั้นก็เข้าเงื่อนไขของกฎหมายแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมการบริหารทั้งคณะ
แต่กรณีที่เกิดขึ้น บุคคลทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เป็น “ผู้กระทำ” “บงการ” หรือ “สนับสนุน” ให้ผู้อื่นกระทำฝ่าฝืนกฎหมายซึ่งร้ายแรงยิ่งกว่าการ “มีส่วนรู้เห็น” หรือ “ปล่อยปละละเลย” เสียอีก
ดังนั้น เมื่อ กกต.ให้ใบแดงแก่บุคคลทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการบริหารด้วย จึงเข้าข่ายที่ต้องทำคำร้องเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอย่างแน่นอน ไม่มีทางพิจารณาเป็นอื่น
สี่ การที่คณะอนุกรรมการมีข้อสรุปที่อ้างว่า การกระทำของบุคคลทั้งสอง ทำในฐานะส่วนตัว และพรรคไม่มีส่วนรู้เห็นนั้น เป็นข้ออ้างที่ทำให้กฎหมายเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ถูกทำลายและไม่สามารถบังคับใช้ได้
อย่าลืมว่า การซื้อเสียงของบุคคลทั้งสอง (ข้อยุติในชั้น กกต.) ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ นอกจากตัวเองซึ่งเป็นผู้สมัครแล้ว พรรคยังได้ประโยชน์ที่ได้ ส.ส.เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น การทำให้พรรคชนะการเลือกตั้งก็เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรค จึงไม่มีทางแยกได้ว่าการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งเป็นการกระทำในนามส่วนตัวหรือกรรมการบริหารพรรค
เว้นแต่เป็นการกระทำที่ไม่เกี่ยวกับกิจการพรรคการเมือง เช่น ไปทะเลาะวิวาทและฆ่าผู้อื่น
ขณะเดียวกัน การอ้างว่าพรรคไม่มีส่วนรู้เห็นเพราะพรรคไม่เคยมีมติหรือมีข้อห้ามให้มีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นข้ออ้างที่ไร้เดียงสา แต่ผู้ที่เชื่อคำกล่าวอ้างดังกล่าวไร้เดียงสายิ่งกว่า เพราะไม่มีทางที่พรรคการเมืองใดจะมีมติให้ผู้สมัครหรือกรรมการบริหารผู้ใดกระทำผิดกฎหมาย
ดังนั้น ถ้า กกต.มีความเห็นเช่นเดียวกับคณะอนุกรรมการแล้ว ผู้ที่สมควรถูกยุบน่าจะเป็น กกต.มากกว่า เพราะเป็นผู้ที่ทำลายกลไกกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 15 มีนาคม 2551



