ตอนที่แล้วผู้เขียนยกตัวอย่างพฤติกรรมของบริษัทไทยบางรายที่ทำธุรกิจแบบค่อนข้างไร้ "ความรับผิดชอบต่อสังคม" ถึงแม้จะโฆษณาประชาสัมพันธ์ "กิจกรรมซีเอสอาร์" มากมาย วันนี้ผู้เขียนขอเล่าเรื่องนี้ต่ออีกตอนหนึ่ง เพราะในบรรดากระแสคลื่นต่างๆ ในทะเลโลกาภิวัตน์ ซีเอสอาร์ (ย่อมาจาก Corporate Social Responsibility) เป็นกระแสที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเบาบางลง ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายอันดี เพราะถ้าซีเอสอาร์ไม่กลายเป็นกระแส บริษัทจำนวนมากที่ไม่เคยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฝ่ายอื่นๆ นอกจากผู้ถือหุ้น ก็จะยังไม่ถูกสังคมกดดันให้ทำตัวดีกว่าเดิม มิพักต้องพูดถึงบริษัทประเภท "ธรรมาภิบาลล้มเหลว" บางบริษัทที่โกงแม้กระทั่งผู้ถือหุ้นรายย่อย เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น
เนื่องจากคอลัมน์นี้ตอนที่แล้วอธิบายความแตกต่างระหว่างซีเอสอาร์ "แท้" กับ "เทียม" ในเบื้องต้นไปแล้ว วันนี้ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างพฤติกรรมที่สะท้อนการไม่รับผิดชอบต่อสังคม (ซึ่งเราอาจเรียกว่า "ซีเอสอาร์ล้มเหลว") อีกบางกรณี ซึ่งล้วนเข้าข่ายพฤติกรรมไม่รับผิดชอบสองประการที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในแวดวงธุรกิจไทย แต่ไม่ค่อยได้รับการตีแผ่และวิเคราะห์ให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ได้แก่ 1) การผลักความเสี่ยงหรือต้นทุนในการทำธุรกิจจากฝ่ายบริหารลงมาสู่พนักงาน หรือกลุ่มอื่นๆ ที่มีอำนาจการต่อรองต่ำกว่า และ 2) การออกแบบกลไกตรวจสอบถ่วงดุลที่ผิดพลาดและบิดเบี้ยว สร้างปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน บิดเบือนแรงจูงใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจนกลไกตรวจสอบถ่วงดุลไม่สามารถทำงานได้อย่างแท้จริง ในภาพรวม พฤติกรรมการผลักความเสี่ยงหรือต้นทุนในการทำธุรกิจของบริษัท ซึ่งควรเป็นภาระหน้าที่ของฝ่ายบริหารลงไปสู่ฝ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะพนักงานนั้น เป็นปัญหาที่สะท้อนความไม่รับผิดชอบของบริษัทต่อพนักงาน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มสำคัญ พฤติกรรมนี้พบเห็นได้มากมายในธุรกิจหลายสาขาในประเทศไทย แต่อาจจะไม่ปรากฏต่อสายตาสาธารณชน อาทิ บริษัทร้านสะดวกซื้อเจ้าใหญ่ที่มีเครือข่ายกว้างขวางทั่วประเทศ อาจจะบังคับให้ลูกจ้างต้องควักเงินของตัวเองซื้อซาละเปาถ้าขายไม่หมดตอนจบวัน และอาจจะทำโทษลูกจ้างโทษฐานยอมให้สินค้าบางชิ้นหมดสต๊อก (มีคนเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ลูกจ้างคนหนึ่งของร้านสะดวกซื้อเจ้านี้ถึงขนาดขอซื้อสินค้าชิ้นสุดท้ายคืนจากลูกค้า โดยเสนอซื้อที่ราคาสูงกว่าราคาป้าย เพราะกลัวว่าจะถูกทำโทษ) แทนที่บริษัทจะบริหารความเสี่ยงจากการที่สินค้าขายไม่หมดหรือขายหมดเร็วด้วยตัวเองดังที่ควรจะเป็น เพราะเป็นความเสี่ยงในการทำธุรกิจตามปกติ
การผลักความเสี่ยงในการทำธุรกิจจากผู้บริหารไปสู่ผู้ที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า เช่น ลูกจ้างรายวันนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในแวดวงธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายสินค้าเป็นชิ้นๆ หากยังเกิดขึ้นในธุรกิจบริการด้วย ยกตัวอย่างจากวงการธุรกิจหลักทรัพย์ที่ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ มีปัญหาหนึ่งที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เนืองๆ คือนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตติ้ง) หลอกเอาเงินของลูกค้าไปซื้อขายหุ้นในพอร์ตของตัวเอง วิธีโกงแบบง่ายๆ ที่ทำกันคือบอกเบอร์บัญชีขอให้ลูกค้าโอนเงินเข้า หลอกว่าเป็นบัญชีของลูกค้าแต่จริงๆ แล้วเป็นบัญชีส่วนตัวของมาร์เก็ตติ้ง พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น บางบริษัทกลับไม่ยอมขอโทษ ไม่ยอมรับผิด บอกว่าลูกค้าต้องไปไล่เบี้ยกับมาร์เก็ตติ้งคนนั้นเอง บริษัทไม่เกี่ยว บางบริษัทนอกจากจะปฏิเสธความรับผิดชอบแล้ว ยังต่อว่าลูกค้ากลายๆ ด้วยว่า ไม่ยอมอ่านนโยบายของบริษัทและวิธีการซื้อขายหุ้นให้เข้าใจก่อนเอง ถ้าลูกค้าถูกโกงก็ถือว่า "ช่วยไม่ได้ บริษัทเตือนแล้วไม่ฟัง"
พฤติกรรมแบบนี้เป็นการ "ปัดความรับผิดชอบ" ที่แย่มากในความเห็นของผู้เขียน เพราะงานของมาร์เก็ตติ้งล้วนทำไปในนามของบริษัท บริษัท (หมายถึงผู้บริหาร) จึงควรต้องยืดอกรับผิดชอบความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อลูกค้า นอกจากนี้ ถ้าบริษัทปัดความรับผิดชอบเมื่อพนักงานของบริษัทโกงลูกค้า ก็ย่อมเกิดคำถามว่า มาตรการควบคุมภายใน (internal audit) ต่างๆ นานาที่หลายบริษัทอวดอ้างว่ามีคุณภาพได้มาตรฐานสากลนั้น มีจุดมุ่งหมายหลักอันใด ถ้ามิใช่การปกป้องคุ้มครองลูกค้า? เมื่อพนักงานบริษัทรายใดถูกจับได้ว่าโกงลูกค้า ก็หมายความว่ามาตรการควบคุมภายในของบริษัทรายนั้นล้มเหลวหรือมีข้อบกพร่อง จึงต้องนับเป็น "ความผิด" ของบริษัท บริษัทจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างไร?
บริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทอื่นใดที่ทำตัวทำนองนี้ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่ามี "ความรับผิดชอบต่อลูกค้า" อย่างแท้จริง
นอกจากการผลักความเสี่ยงในการทำธุรกิจจะเป็นปัญหาด้านซีเอสอาร์ที่พบเห็นได้ท ั่วไปในแวดวงธุรกิจไทยแล้ว ปัญหาด้านซีเอสอาร์อีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ ปัญหากลไกตรวจสอบใช้การไม่ได้จริง เพราะถูกออกแบบมาอย่างบิดเบี้ยว ทำให้แรงจูงใจของผู้ที่ควรจะทำหน้าที่ตรวจสอบบิดเบือนตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่รายหนึ่งจ้างชาวประมงในชุมชนด้วยค่าจ้างสูงถึงสองแสนบาทต่อเดือน ให้เลี้ยงหอยในน้ำตื้นที่ติดกับโรงไฟฟ้า เพื่อเอาไปทำประชาสัมพันธ์ว่าน้ำในบริเวณโรงไฟฟ้าสะอาดจนเลี้ยงหอยได้ ไม่มีสารปนเปื้อน ท่านคิดว่าชาวประมงคนนั้นจะอยากพูดความจริงหรือไม่ ถ้ามีสารปนเปื้อนในน้ำจริงๆ?
ถ้าบริษัทเอกชนเป็นผู้ออกเงินจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ทำรายงานประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งเป็นรายงานที่โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทุกโครงการในประเทศต้องทำ และจะจ่ายค่าจ้างก้อนโตก้อนสุดท้าย (มักเรียกว่า "success fee" หรือ "ค่าจ้างเมื่องานสำเร็จ") หลังจากที่ EIA ฉบับนั้น "ผ่าน" คือได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานรัฐแล้ว ท่านคิดว่าบริษัทที่ปรึกษาที่ได้รับค่าจ้างจากบริษัทเจ้าของโครงการ จะอยากทำรายงาน EIA อย่างตรงไปตรงมา ระบุผลเสียของโครงการอย่างชัดเจน จนเห็นชัดว่า EIA ของโครงการนี้ "ไม่ควรผ่าน" หรือไม่?
นี่เป็นตัวอย่างเพียงบางกรณีของปัญหาจาก "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ในภาคอุตสาหกรรมที่บิดเบือนแรงจูงใจของผู้ที่ควรจะทำหน้าที่ "ตรวจสอบ" บริษัท ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลมีปัญหา ถึงจะมีอยู่แต่ก็ใช้การไม่ได้
กล่าวโดยหลักการ การมี "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ไม่ใช่เรื่องเสียหายในตัวมันเอง ถ้ามีกลไกป้องกันหรือควบคุมไม่ให้ผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นก่อให้เกิดปัญหา ยกตัวอย่างเช่น ถ้านาย ก. ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งในคณะกรรมการของบริษัท A เป็นเจ้าของบริษัท B ซึ่งเป็นบริษัทส่วนตัว ถ้าบริษัท B ต้องการจะเข้ามาเสนอขายบริการให้กับบริษัท A นาย ก. ก็ควรจะเดินออกจากห้อง ไม่โหวตลงคะแนนเสียง ในวันที่คณะกรรมการบริษัทมีประชุมเพื่อตัดสินใจเรื่องนี้ เพราะเป็นผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อน
แต่ในกรณีการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีปัญหา ปัญหาอยู่ที่การ "สร้าง" ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ไม่มีอยู่เดิม ในทางที่ทำให้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ทำงาน และในเมื่อกลไกไม่ทำงาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเห็นผู้ด้อยโอกาสที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม เดินทางเข้ากรุงมาประท้วง เรียกร้องความยุติธรรมอยู่เนืองๆ
ปัญหากลไกตรวจสอบภาคธุรกิจไม่ทำงาน เป็นปัญหาใหญ่เมื่อคำนึงว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมาของไทยมักทำไปแบบ "สุดโต่ง" และไร้ความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้อาศัยอยู่ในชุมชนในบริเวณอุตสาหกรรม ซึ่งในหลายกรณีนอกจากบริษัทจะไม่รับผิดชอบแล้ว ยังทำธุรกิจแบบ "ชุ่ย" โดยที่ภาครัฐก็ไม่เคยกำกับดูแลหรือลงโทษบริษัทผู้ผิดอย่างจริงจังอีกด้วย
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สมาชิกชนชั้นกลางจำนวนมากยังมองไม่เห็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน และสิ่งที่มองเห็นก็มักจะเป็นสิ่งที่นำเสนอผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ย่อมมีอำนาจยึดครองพื้นที่สื่อมากกว่าชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากนี้ คนจำนวนมากยังมองประเด็นทำนองนี้แบบตื้นๆ ว่า ถ้าไม่ "ขาว" (เช่น ควรสร้างโรงไฟฟ้า) ก็ต้องเป็น "ดำ" (ไม่ควรสร้างโรงไฟฟ้า) ถ่ายเดียว ทั้งๆ ที่ประเด็นเหล่านี้มีความสลับซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะใช้มุมมองแบบตื้นเขินเช่นนั้นอีกแล้ว เช่น คำถามที่สำคัญเกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่ใช่เป็นคำถามว่า "ควรจะสร้างหรือไม่" แต่เป็นคำถามที่ต้องเจาะลึกในรายละเอียด เช่น ควรจะสร้างเมื่อไร ที่ใด ขนาดกี่เมกะวัตต์ รัฐมีมาตรการชดเชยและรองรับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร และมีมาตรการป้องกันผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอะไรบ้าง
ถึงที่สุดแล้ว ความ "ดี" หรือ "เลว" ของการพัฒนาอุตสาหกรรม คงไม่ได้อยู่ที่ว่ามัน "ควรทำ" หรือไม่ เพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นเรื่อง "ดี" ในหลักการอยู่แล้ว (เพราะสามารถสร้างงาน เพิ่มรายได้ของประเทศ ฯลฯ) แต่อยู่ที่คุณภาพและปริมาณของ "ผลลัพธ์" รวมทั้ง "ผลข้างเคียง" ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาดังกล่าว ว่าทำให้กลุ่มใดได้ประโยชน์ กลุ่มใดเสียประโยชน์ ผู้เขียนคิดว่าโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมใดก็ตามที่ส่งผลให้คนกลุ่มที่เป็นผู้มีฐานะมั่นคงอยู่แล้ว (เช่น เจ้าของบริษัท) ได้รับประโยชน์มากกว่าเดิม ในขณะที่คนกลุ่มที่ด้อยโอกาส ไร้อำนาจต่อรองอยู่แล้วในสังคม (เช่น ชาวบ้านในชุมชน) ต้องลำบากหรือเดือดร้อนมากกว่าเดิม บริษัทที่ดำเนินโครงการพัฒนานั้นย่อมไม่อาจเรียกได้ว่ามี "ความรับผิดชอบต่อชุมชน" ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการของพวกเขา และในกรณีเช่นนี้ เราก็ควรจะหันกลับมาทบทวน "เงื่อนไข" และ "ลักษณะ" ของการพัฒนาอย่างละเอียด เพื่อดูว่าเราควรทำอย่างไรให้การพัฒนาครั้งต่อๆ ไปมีลักษณะที่อ่อนโยนมากขึ้น เป็นธรรมต่อผู้ด้อยโอกาสมากขึ้น
ในประเทศไทย เขื่อนปากมูลเป็นตัวอย่างอันดีของการพัฒนาแบบมักง่ายและไร้ความรับผิดชอบต่อชุมชน เป็นเขื่อนที่คณะกรรมการเขื่อนโลก (World Commission on Dams - WCD) สรุปไว้อย่างชัดเจนในรายงานศึกษากรณีนี้ว่า ประสบความล้มเหลวในทุกด้าน โดยผลการศึกษาดังที่เก็บความในนิตยสารสารคดี ปีที่ 16 ฉบับที่ 188 เดือนตุลาคม 2543 ระบุว่า "กำลังไฟฟ้าที่เขื่อนปากมูลผลิตได้จริงนั้น น้อยกว่าที่ทาง กฟผ. คาดการณ์ไว้ตอนแรกหลายเท่า คือจาก 150 เมกะวัตต์ เหลือเพียง 20.81 เมกะวัตต์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนในการสร้างเขื่อนทั้งหมดที่เพิ่มสูงขึ้น จากที่คาดการณ์ไว้ตอนแรกกว่าหนึ่งเท่าตัว คือจาก 3,880 ล้านบาท เป็นกว่า 8,000 ล้านบาท เขื่อนแห่งนี้จึงไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจดังที่คาดการณ์ไว้ ส่วนในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการฯ สรุปว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนปากมูลไม่ได้เป็นไปตามแนวทางที่ธนาคารโลกกำหนดไว้ กล่าวคือมิได้มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และหามาตรการแก้ไขผลกระทบอย่างเหมาะสมก่อนดำเนินโครงการ นอกจากนี้ก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ทาง กฟผ. ก็ไม่เคยมีการหารือกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ และไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ตลอดจนกระบวนการแก้ไขผลกระทบแต่อย่างใด"
ปัญหาการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบ "สุดโต่ง" ในไทย ซึ่งเราอาจเรียกว่า "ภาวะซีเอสอาร์ล้มเหลว" ก่อให้เกิดคำถามว่า การพัฒนาที่ "ถูกต้อง" นั้นควรมีหน้าตาอย่างไร แนวคิดค่อนข้างใหม่เรื่อง "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" (sustainable development) นั้นสอนอะไรเราได้บ้าง
โปรดติดตามตอนต่อไป.

