วันอังคารที่ 4 มีนาคม อาจจะเป็นวันชี้ชะตาของการหาตัวแทนพรรค Democrat เนื่องจาก มีการเลือกตั้งขั้นต้นใน 4 มลรัฐคือ เท็กซัส (193 เสียง) โอไฮโอ (141 เสียง) เวอร์มอนต์ (15 เสียง) และโรดไอแลนด์ (21 เสียง) แน่นอนว่า ทั้ง Obama และ Clinton ต่างทุ่มสุดตัวในเท็กซัสและโอไฮโอ ซึ่งมีจำนวน Delegates มหาศาล
Bill Clinton วิเคราะห์สถานการณ์ว่า ถ้าไม่สามารถโค่น Obama ลงอย่างเด็ดขาดในเท็กซัสและโอไฮโอ ศรีภรรยาของเขาคงต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน
แรกทีเดียว นักวิเคราะห์มองว่าเท็กซัสเป็นสนามของ Clinton เนื่องจาก มลรัฐแห่งนี้ประกอบด้วยกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์เชื้อสายสเปน (Hispanic Voter) ถึง 1 ใน 3 ฐานเสียงกลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนของ Obama ตลอดมา ในการเลือกตั้งขั้นต้นที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย Obama ได้คะแนนเสียงจากกลุ่มคนเชื้อสายสเปนเพียง 30% เท่านั้น ขณะที่ Clinton กวาดไป 70%
หากเราวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งขั้นต้นในสนามแรกๆ จะเห็นว่า ผู้สมัครทั้งสองมีฐานเสียงหลักต่างกลุ่มกัน
ฐานเสียงหลักของ Clinton คือ กลุ่มคนขาว กลุ่มคนสูงอายุ (เกิน 65 ปี) กลุ่มคนทำงานที่มีรายได้น้อย (ต่ำกว่า 50,000 เหรียญสหรัฐต่อปี) กลุ่มคนที่มีการศึกษาระดับต่ำกว่ามหาวิทยาลัย กลุ่มผู้หญิง กลุ่มคนชนบท กลุ่มคนเชื้อสายสเปน และกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านเศรษฐกิจ
ส่วนฐานเสียงหลักของ Obama คือ กลุ่มคนดำ กลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว กลุ่มคนทำงานที่มีรายได้มาก (สูงกว่า 50,000 เหรียญสหรัฐต่อปี) กลุ่มคนที่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยและสูงกว่า กลุ่มผู้ชาย กลุ่มคนเมือง กลุ่มผู้ใช้สิทธิ์อิสระ กลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องอิรัก และกลุ่มสมาชิกพรรค Republican ที่หันมาลงคะแนนให้พรรค Democrat
แต่เมื่อการเลือกตั้งขั้นต้นดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ฐานเสียงหลักของทั้งสองผู้สมัครมีการเปลี่ยนแปลงอย่างลื่นไหล หลอมรวมกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้งขั้นต้นหลังจาก Super Tuesday ซึ่งผลการเลือกตั้งในหลายมลรัฐ ชี้ว่า Obama เข้าตีฐานเสียงของ Clinton ให้กลายเป็นของเขาได้สำเร็จ
ชัยชนะครั้งสำคัญของ Obama ในเวอร์จิเนียและวิสคอนซินชี้ว่า Obama เอาชนะ Clinton ในกลุ่มคนทำงานที่มีรายได้ต่ำ กลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านเศรษฐกิจ (จากได้รับคะแนนเสียง 44% ใน Super Tuesday เป็น 55% ในปัจจุบัน) และกลุ่มคนผิวขาว (จาก 41% ใน Super Tuesday เป็น 53% ในปัจจุบัน)
จะเห็นได้ว่า คะแนนเสียงของ Obama ในกลุ่มคนผิวขาวถือว่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งในพื้นที่ทางภาคใต้ ซึ่งมีลักษณะอนุรักษ์นิยมสูง Obama ก็ยังเก็บชัยชนะได้
หากย้อนกลับไปยังการเลือกตั้งขั้นต้นที่มลรัฐเซาท์แคโรไลนาเมื่อเดือนมกราคม แม้ Obama จะเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่ง แต่ได้คะแนนเสียงจากกลุ่มคนผิวขาวประมาณ 25% เท่านั้น แต่ใน Super Tuesday เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เขาได้เสียงจากกลุ่มคนผิวขาวที่มลรัฐจอร์เจีย อีกหนึ่งในมลรัฐทางใต้ ถึง 56% ทีเดียว หากสามารถเอาชนะในกลุ่มคนผิวขาวจากมลรัฐทางใต้ได้ แสดงว่าเรื่องสีผิวไม่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับการแข่งขันทั่วประเทศ
ส่วนอีก 2 กลุ่มที่ Obama ตีตื้นจนได้คะแนนเสียงเท่ากับ Clinton แล้ว คือกลุ่มผู้หญิง (จาก 41% ใน Super Tuesday เป็น 48% ในปัจจุบัน) และกลุ่มคนที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับมหาวิทยาลัย (จาก 42% ใน Super Tuesday เป็น 50% ในปัจจุบัน)
ด้านกลุ่มคนสูงอายุ คะแนนเสียงของ Obama ก็เพิ่มขึ้นถึง 8% หลัง Super Tuesday (จาก 31% เป็น 39%) นอกจากนั้น Obama ยังเอาชนะ Clinton ในกลุ่มคนเชื้อสายสเปนในเวอร์จิเนียและแมรี่แลนด์ได้อีกด้วย ไม่ต้องพูดถึงคะแนนเสียงที่ได้จากกลุ่มคนผิวดำ กลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว และกลุ่มผู้ใช้สิทธิ์อิสระไม่สังกัดพรรค ที่นับวันจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะหยุดอยู่
ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า ฐานเสียงของ Obama ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ ฐานเสียงของ Clinton หดแคบลง ในช่วงหลัง บนเวทีประกาศชัยชนะ Obama เปลี่ยนมาเรียกการรณรงค์หาเสียงของเขา โดยใช้คำว่า “Movement” แทนที่คำว่า “Campaign” เขาพยายามจะส่งสารว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การหาเสียงเพื่อเอาชนะเลือกตั้ง แต่คือการรวมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มคนหลากหลายกลุ่มที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ยุคใหม่ ด้วยมือของคนรุ่นใหม่ ด้วยความคิดใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจใหม่
“Movement” เพื่อเปลี่ยนแปลงอเมริกาของเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน สนามเท็กซัสจะเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ และเป็นสนามพิสูจน์ว่า Obama กำจัดจุดอ่อนสำเร็จแล้วหรือยัง
ชัยชนะในเท็กซัสอาจทำให้เขาได้เป็นตัวแทนพรรค Democrat แต่ชัยชนะในกลุ่มคนเชื้อสายสเปนในเท็กซัสอาจทำให้เขาได้เป็นประธานาธิบดี
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2551

