ว่าด้วยแผ่นดินแม่
prasong_lert@yahoo.com
เห็นภาพข่าวในโทรทัศน์แว้บแรก นึกว่า สมเด็จพระสันตะปาปา เสด็จฯเยือนประเทศไทย เพราะเป็นภาพข่าวที่เห็นจนชินตา เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาไปเยือนประเทศไหน ทันทีที่ทรงลงจากบันไดเครื่องบิน พระองค์จะก้มพระวรกายลงจุมพิตแผ่นดินทุกครั้ง
แต่พอดูดีๆ อ้าว!! กลายเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก้มลงกราบตรงบาทวิถีหน้าอาคารสนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณที่ออกจากห้องวีไอพี
ทำให้สงสัยตะหงิดๆ ว่า กราบมาตุภูมิด้วยศรัทธา หรือกราบอาคารสนามบินสุวรรณ “ที่มี พระคุณ” ?
สอบถาม คุณไมเคิล ไรท หรือ เมฆ มณีวาจา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านภาษา ประวัติศาสตร์ โบราณคดีว่า ทำไมเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปา โดยเฉพาะ สันตะปาปา จอห์น ปอลที่ 2 ต้องจุมพิตแผ่นดินประเทศที่ไปเยือนทุกครั้ง
คุณไมเคิล ไรท ให้ความรู้ว่า ตามความเชื่อของชาวคริสต์ พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ประทานแผ่นดินให้แก่มนุษย์ แผ่นดินจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่เพียงแต่สมเด็จพระสันตะปาปา เท่านั้น ที่จุมพิตแผ่นดินที่ไปเยือนทุกครั้ง ชาวคริสต์ที่เคร่งศาสนามากๆ เมื่อตื่นเช้ามาก็จะก้มลงจูบแผ่นดินทุกครั้งด้วยความศรัทธา
แต่สังคมหรือวัฒนธรรมไทยนั้น คุณไมเคิล ไรท บอกว่า ไม่เคยเห็นหรือ ได้ยินว่ามีการกระทำในลักษณะเดียวกับชาวคริสต์
(มีแต่ สุเทพ วงศ์กำแหง ซึ่งลี้ภัยอยู่ในจีนแดงระยะหนึ่งในยุคจอมพลสฤษดิ์และได้กลับเมืองไทย แต่งเพลง “บ้านเรา” ซึ่งมีเนื้อเพลงท่อนหนึ่งว่า “ทรุดกายลงจูบดิน”)
สำหรับกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อลงจากเครื่องบินแล้ว ไม่ได้ก้มลงกราบมาตุภูมิในทันที แต่ได้ทักทาย กอดจูบลูกเมีย เข้าไปนั่งในห้องวีไอพี เพื่อรอพิธี การตรวจคนเข้าเมืองซึ่งกินเวลาไปประมาณ 20 นาที ออกจากห้องวีไอพี ทักทาย ส.ส.และสมาชิกพรรคพลังประชาชนที่ไปต้อนรับหน้าห้องวีไอพี (ช่วงนี้ช่างภาพสื่อมวลชนยังเข้าไปทำข่าวถ่ายภาพไม่ได้)
เมื่อก้าวพ้นออกจากอาคารมาซึ่งนักข่าวช่างภาพรออยู่เต็ม จึงก้มลงกราบหน้าผากจรดบาทวิถี
สร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็น (ผ่านสื่อ) จำนวนมากที่รู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณรักแผ่นดินเกิดอย่างสุดจิตสุดใจ ซึ่งหมายความว่า ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่แผ่นดิน ซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกงไม่กิน ไม่หลีกเลี่ยงภาษีแม้แต่บาทเดียว?
แต่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งเพราะทันทีที่กลับถึงบ้านเกิดเมืองนอน พ.ต.ท.ทักษิณต้องตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 12 มีนาคม ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณเองกล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวว่า
“...วันนี้กลับมาเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหา ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ เหมือนเป็นผู้ต้องหาที่สำคัญ ผมรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมและครอบครัว...”
เคยนั่งถกแถลงกับอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งยืนยันว่า เมื่อศึกษาคดีจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกในข้อกฎหมายแล้วเห็นว่า ไม่มีทางที่จะผิดอาญาได้เพราะเป็นการขายที่ดินทอดตลาดซึ่งใครก็ซื้อได้ ดังนั้น จึงเป็นการจงใจกลั่นแกล้ง พ.ต.ท.ทักษิณ
แม้จะผิดในทางอาญาตามมาตรา 100 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการเป็นคู่สัญญากับรัฐก็ไม่เข้าข่ายที่จะขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ขึ้นศาลอาญาปกติเพราะมิได้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ดังนั้น จึงพยายามตั้งข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ด้วยความรู้ทางกฎหมายที่มีน้อยนิดจึงบอกว่า ถ้าแม้น พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย ไม่เข้าข่ายที่จะมีความผิดทางอาญา แต่มีคำถามง่ายๆ กับอดีตรัฐมนตรีดังนี้
หนึ่ง พรรคพลังประชาชนและกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ต่างเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งในประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยมีระดับการพัฒนา ถ้าภริยาผู้นำประเทศซื้อขายที่ดินของรัฐที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ชะตากรรมของผู้นำประเทศจะเป็นอย่างไร
ขนาดภริยา (อดีต) นายกรัฐมนตรีอังกฤษไปซื้อห้องชุดและได้ส่วนลดไม่กี่เปอร์เซ็นต์ยังถูกถล่มอย่างหนัก
สอง การที่ภริยาผู้นำประเทศ (ไทย) เข้าประมูลซื้อที่ดินมูลค่าหลายร้อยล้านบาทกับหน่วยงานของรัฐ โดยที่ผู้นำประเทศรู้เห็นเป็นใจ (มีการลงนามในเอกสารยินยอม) สะท้อนระดับจริยธรรมว่า อยู่ในระดับไหน สมควรที่จะเป็นผู้นำหรือไม่
ที่สำคัญคือ คู่แข่งในการประมูลซึ่งเป็นพ่อค้าใหญ่จะกล้าสู้ราคาหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาพ่อค้าไทยมักไม่อยากมีข้อพิพาทหรือเหยียบตาปลาผู้มีอำนาจรัฐในมือโดยไม่จำเป็น
สาม การที่ครอบครัวผู้นำประเทศร่ำรวยล้นฟ้าเป็นแสนล้านบาท แต่หวังประโยชน์จากการซื้อที่ดินจากรัฐมูลค่าไม่กี่ร้อยล้านบาท อาจทำให้คนเข้าใจว่า มีนิสัยบาทเดียวไม่ยอมให้กระเด็น?
หรือถ้าอ้างว่า ซื้อที่ดินสำหรับสร้างที่อยู่อาศัย ก็สะท้อนให้เห็นว่า ระดับความยับยั้งชั่งใจ ที่จะรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรอยู่ในระดับใด?
หรือพฤติกรรมเช่นนี้ ผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตยเห็นว่า เป็นความภักดีต่อแผ่นดินอย่างสุดจิตสุดใจ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 1 มีนาคม 2551



