Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
มองขวา
ภาวิน ศิริประภานุกูล + ณ พัฒน์


หรืออเมริกาจะตามรอยญี่ปุ่น?

- ณ พัฒน์ -

napatization@gmail.com


ตอนนี้นักเศรษฐศาสตร์เริ่มจะเลิกถกเถียงกันแล้วครับว่า เศรษฐกิจอเมริกาจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือไม่ (บางคนบอกว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐได้เริ่มขึ้นแล้ว) แต่หลายๆ คนถามแทนว่า เศรษฐกิจ อเมริกาจะถดถอยแบบหนักหนา และยาวนานขนาดไหน

บางคนถึงกับเปรียบเทียบสถานการณ์ที่อเมริกากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้กับญี่ปุ่นเมื่อต้นทศวรรษ 90 ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอยแบบยาวนาน ทุกวันนี้หลายคนยังมึนๆ งงๆ อยู่ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นฟื้นตัวจากภาวะถดถอยรอบที่แล้วหรือยัง

ภาพฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ที่กำลังแตกกระจายกับปัญหาที่กำลังรุมเร้าระบบสถาบันการเงินสหรัฐอยู่ในขณะนี้ คงทำให้นักสังเกตการณ์หลายๆ คนอดเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับ “ทศวรรษที่หายไป” ของญี่ปุ่นไม่ได้

คงยังจำกันได้ว่า หลังสงครามโลก ครั้งที่สอง ญี่ปุ่นก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น มหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมๆ กับราคาอสังหาริมทรัพย์ และราคาสินทรัพย์อื่นๆ (เช่น ตลาดหุ้น)

เศรษฐกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอย (เศรษฐกิจหดตัวเป็นครั้งแรก) ประมาณ ปี 1993 (แม้ว่าราคาอสังหาริมทรัพย์และดัชนีตลาดหุ้นเริ่มตกมาก่อนหน้านั้นแล้ว) หลังจากนั้นเป็นต้นมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็อยู่ในสภาพร่อแร่ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ (ถ้าไม่ติดลบ) และเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำหรือติดลบ ในบางปี

คนที่เคยไปญี่ปุ่นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และมีความรู้สึกว่าของญี่ปุ่นแพงมาก ถ้ากลับไปทุกวันนี้ อาจจะรู้สึกว่า ไม่เท่าไรละว้า

เชื่อไหมครับว่า ระดับ GDP ของญี่ปุ่น (นับค่าเป็นหน่วยเยนญี่ปุ่น) ทุกวันนี้ ยังต่ำกว่าเมื่อครั้งยังรุ่งโรจน์เมื่อต้นทศวรรษ 90 ด้วยซ้ำ สะท้อนให้เห็นถึงโอกาส ในการเจริญเติบโตที่หายไปในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมา

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นตกต่ำเป็นเวลานาน (มาก) น่าจะมาจากระบบการเงิน (และระบบเศรษฐกิจ) ของญี่ปุ่น ที่มีธนาคารเป็นศูนย์กลาง เมื่อสินทรัพย์ลดมูลค่าลงอย่างรวดเร็ว ทำให้งบดุลของภาคธนาคารและภาคธุรกิจ ที่ถือครองสินทรัพย์อยู่ในรูปที่ดินและหุ้นของบริษัทในเครือ อยู่ในสภาพย่ำแย่

ธนาคารญี่ปุ่นหลายแห่งมีขนาดใหญ่มาก จนตกอยู่ในสภาพ too big too fail รัฐบาลไม่กล้าเข้าไปจัดการธนาคารแบบเด็ดขาด ปล่อยให้ธนาคารเหล่านี้นั่งทับทรัพย์สินที่ไม่มีคุณภาพอยู่เป็นเวลานาน ธนาคารไม่สามารถทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อ ให้แก่ภาคธุรกิจได้ เพราะตนเองก็ขาดสภาพคล่อง

เพราะฉะนั้นไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะต่ำลงขนาดไหน ถ้าธนาคารไม่ปล่อยกู้ (หรือถ้าภาคธุรกิจไม่รู้จะกู้ไปทำอะไร) ก็ไม่ค่อยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสักเท่าไร และก่อนหน้าที่เศรษฐกิจจะทรุด บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งย้ายแหล่งการผลิตออกไปนอกประเทศ ยังทำให้จำนวนคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และการบริโภคภายในประเทศเซื่องซึมต่อเนื่องเป็นเวลานาน

นอกจากนี้โครงสร้างของประชากรญี่ปุ่นที่กำลัง “ชรา” ขึ้นโดยรวม (เพราะคนญี่ปุ่นมีลูกน้อย) ยิ่งทำให้คนญี่ปุ่นออมเงินมาก ยิ่งทำให้การบริโภคไม่โตอย่างที่ใครๆ หวังไว้ และยิ่งราคาสินค้าลดลง คนยิ่งออมเงินมากขึ้น เพื่อใช้บริโภคในวันข้างหน้าแทน

นโยบายเศรษฐกิจมหภาคก็ไม่สามารถฉุดญี่ปุ่นออกจากสภาพเศรษฐกิจซบเซาได้ คงยังจำกันได้ว่า มีการพูดถึงเรื่อง “กับดักสภาพคล่อง” กันอย่างแพร่หลาย เพราะหลายๆ คนไม่เข้าใจว่า ทำไมการใช้นโยบายการเงินและการคลังแบบผ่อนคลายแบบสุดๆ เป็นระยะเวลานาน ถึงยังไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้

สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐในตอนนี้ ก็คล้ายๆ กับญี่ปุ่นในขณะนั้น เศรษฐกิจ กำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องมาจาก การปรับตัวลดลงของราคาสินทรัพย์ (โดยเฉพาะราคาอสังหาริมทรัพย์) สถาบันการเงินหลายแห่งกำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่ คุณภาพสินทรัพย์ในงบดุลลดลงอย่างรวดเร็ว ธนาคารหลายแห่งหยุดปล่อย สินเชื่อ สภาพคล่องในระบบการเงินเริ่มตึงตัว และปัญหากำลังขยายตัวจากที่เคยถูกจำกัดอยู่เฉพาะภาคสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ เริ่มมีข่าวแล้วว่า ผู้ออกพันธบัตรบางราย (เช่น รัฐบาลท้องถิ่น) เริ่มจะมีปัญหาในการระดมทุน

แล้วอเมริกาจะเป็นเหมือนญี่ปุ่นหรือเปล่า?

หลายคนบอกไม่แน่ครับ แต่ผมว่ามีหลายๆ ประเด็นที่อเมริกาไม่เหมือนญี่ปุ่น ที่อาจจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอเมริกาอาจจะไม่ยาวนานแบบญี่ปุ่น

อย่างแรกที่เห็นได้ชัด คือ ความสำคัญของภาคธนาคาร อย่างที่บอกครับ ระบบธนาคารของญี่ปุ่นมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมาก ยอดสินเชื่อจากภาคธนาคารสู่ภาคเอกชนของญี่ปุ่น สูงกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของ GDP เมื่อระบบธนาคารไม่สามารถ ทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรทางการเงินได้ ทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบแทบจะหยุดชะงัก

ในขณะที่อัตราส่วนดังกล่าวในสหรัฐอเมริกา อยู่ที่แค่ประมาณร้อยละ 60 ของ GDP เพราะระบบการเงินของสหรัฐพึ่งพาระบบตลาดมากกว่าญี่ปุ่น ยอดหนี้จำนวนมากที่แม้ว่าจะถูกปล่อยผ่านธนาคาร ถูกถือโดยนักลงทุน โดยผ่านการ securitization บริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งสามารถระดมทุนผ่านทางตลาดการเงิน ได้โดยตรง

ความเสี่ยงของระบบการเงินจึงถูกกระจายไปสู่นักลงทุนจำนวนมาก เมื่อเกิดปัญหาขึ้น จำนวนผู้ได้รับผลกระทบอาจจะ มีมากกว่า แต่ระบบการเงินก็ไม่ได้เป็นอัมพาตจนทำงานไม่ได้ (นั่งนึกๆ ดูนะครับ ถ้าธนาคารถือหนี้เน่าซับไพรมไว้กับตัวเองทั้งหมด ป่านนี้เราคงได้ยินข่าวธนาคารล้มกันระเนระนาดไปแล้วละครับ) และหวังว่าถ้าปัญหาเริ่มคลี่คลาย ตลาดการเงินน่าจะสามารถกลับมาทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรทางการเงินได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องรอเวลานานๆ แบบญี่ปุ่น

ค่าเงินดอลลาร์ที่กำลังอ่อนตัวลงน่าจะมีส่วนช่วยให้นักลงทุนนอกประเทศ (เช่น กองทุนความมั่งคั่งทั้งหลาย) รู้สึกว่าราคาสินทรัพย์ในประเทศถูกลงยิ่งขึ้น และเข้ามาช้อนซื้อและช่วยไม่ให้ราคาสินทรัพย์ตกรวดเร็วเกินไป และยังช่วยภาคการส่งออกให้มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย

ส่วนในกรณีของญี่ปุ่น ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอยู่ในช่วงขาขึ้น ในช่วงที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาเศรษฐกิจ เพราะญี่ปุ่นเกินดุลการค้าเป็นจำนวนมาก เมื่อเศรษฐกิจซบเซาและการนำเข้าลดลง ค่าเงินเยนยิ่งแข็งค่าขึ้น

ฐานะงบดุลของธุรกิจก็น่าจะมีส่วนช่วยให้อเมริการอดพ้นอาการซบเซาแบบนานๆ ได้ เพราะตอนนี้ภาคธุรกิจของสหรัฐยังคงแสดงความแข็งแกร่งให้เห็นอยู่ หนี้ภาคธุรกิจก็อยู่ในระดับต่ำ (ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการ outsourcing ที่ลดการลงทุนและการก่อหนี้ไปได้เยอะ)

นอกจากนี้ราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้สูงเกินเหตุแบบสมัยญี่ปุ่น (เชื่อไหมละครับว่า ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ทุกวันนี้ยังไม่ถึง 2/3 ของระดับดัชนีช่วงรุ่งเรืองปี 1989 ด้วยซ้ำ !) การปรับตัวของราคาหุ้นจึงไม่น่าที่จะรุนแรงมากนัก

ก็คอยจับตาดูกันครับ หวังว่าสิบปีหลังจากนี้ เราคงไม่ต้องคอยมานั่งเดากันนะครับ ว่าเมื่อไรเศรษฐกิจสหรัฐถึงจะฟื้นตัวสักที!


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 มีนาคม 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter