ทำไมต้องขุดคุ้ยประวัติผู้นำ
มีหลายคนบอกว่า ควรหยุดเขียน (ขุดคุ้ย) ถึงประวัตินายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เสียที แต่เหตุผลที่ให้นั้นแตกต่างกัน
ฝ่ายแรก บอกว่า ไม่ควรนำเรื่องเก่ามาพูดหรือควรลืมเรื่องเก่าเสีย เพราะบ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้าจึงควรให้โอกาสในการทำงาน
ฝ่ายหลังบอกว่า เสียเวลาเปล่าเพราะถึงอย่างไร เพราะเป็นคนหน้า.... ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางสำนึก และยังคงแสดงพฤติกรรมเดิมๆ เหมือนที่ผ่านมา
นายสมัคร เองนั้น ระหว่างชี้แจงในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็แสดงความฉงนว่า ทำไมเมื่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศมาสัมภาษณ์นั้น ต้องถามนายสมัครว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือไม่ทุกคน
ความจริงแล้ว เป็นเรื่องน่าฉงนมากว่า ที่นายสมัครไม่รู้ว่า ทำไมผู้สื่อข่าวต่างประเทศต้องถามเรื่องนี้ทุกคน ถ้าทบทวนตัวเองให้ดีและไม่หลอกตัวเองแล้วนายสมัครอาจจะเข้าใจอะไรๆ ดีขึ้น
ใครดูคลิปที่นายสมัครให้สัมภาษณ์นักข่าวสาว สำนักข่าวอัลอัลจาเซียรา อินเตอร์เนชันแนล ใน “มติชนออนไลน์” จะเห็นนายสมัครแสดงอาการเดือดดาลเมื่อถูกถามเรื่องนี้ และใช้วิธีการเบี่ยงเบนประเด็น แทนที่จะตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา ตัวอย่างเช่น คุณอายุเท่าไหร่ (เป็นวิธีการเดียวกับที่นายสมัครใช้ตอบโต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์)
นักข่าวสาว: โอเค ดิฉันอยากจะย้อนกลับไปในปี 1976 (2519) ช่วงที่มีนักศึกษาประท้วงกัน และมีนักศึกษานับร้อยคน ถูกทำร้าย ถูกยิง แล้วก็ถูกเผา
สมัคร : คุณไปได้รายงานนั้นมาจากไหน
นักข่าวสาว : ประวัติศาสตร์บอกไว้ว่า คุณออกรายการวิทยุ ปลุกระดมม็อบ ให้มาทำร้ายนักศึกษา
สมัคร : ตอนนั้นคุณอายุเท่าไหร่? คุณเกิดหรือยัง?
แต่เมื่อถูกรุกไล่หรือนักข่าวไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวท่าทางขมึงทึงก็อ้างทันทีว่า ถูกใส่ร้าย
นักข่าวสาว : คุณปฏิเสธในเรื่องนั้นหรือไม่?
สมัคร : ผมไม่กังวลเรื่องนั้นเลย พวกเขาเขียนประวัติศาสตร์ที่สกปรกเกี่ยวกับตัวผม ผมยื่นฟ้องคนพวกนี้ต่อศาลมาหลายครั้งแล้ว
การที่นายสมัครไม่ยอมตอบเรื่องอย่างตรงไปตรงมายิ่งทำให้ผู้คนสงสัยในตัวนายสมัครมากยิ่งขึ้น ยิ่งคิดง่ายๆ ว่า ยุติการพูดเรื่องนี้แล้วเหตุการณ์จะจบแบบดื้อๆ ยิ่งไร้เดียงสา
นายสมัคร ลืมไปว่า ขณะนี้นายสมัครเป็นถึงนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่นายสมัครที่จะชิมไปบ่นไปตามอำเภอใจเหมือนแต่ก่อน
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากเป็นหน้าตาเกียรติยศของประเทศแล้ว ยังเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดในทางการเมืองที่จะให้คุณให้โทษ เอื้ออำนวยประโยชน์ให้ตนเอง พรรคพวกและผู้อื่นได้โดยง่าย
ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจึงต้องเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
การที่จะดูว่า บุคคลใดน่าเชื่อถือหรือไม่ ก็ต้องดูจากประวัติ นิสัยใจคอ พฤติกรรม และผลงานในอดีตที่ผ่านมา
ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยนั้น (เห็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนและนายสมัครคุยว่าต้องการประชาธิปไตย) การขุดคุ้ยประวัติ และพฤติกรรมของผู้นำมาตีแผ่เป็นเรื่องปกติ
ล่าสุดนายจอห์น แม็คเคน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ พรรครีพับลิกัน ก็ถูกหนังสือพิมพ์อย่างนิวยอร์กไทมส์และวอชิงตัน โพสต์ ขุดคุ้ยว่า อาจมีสัมพันธ์ในระดับพิเศษกับล็อบบี้ยิสต์สาวเมื่อ 8-9 ปีก่อน
ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา นายเคิร์ต วัลไฮลม์” อดีตประธานาธิบดีออสเตรีย อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ก็ถูกเปิดโปงว่า เกี่ยวพันกับกองทัพนาซีที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (อ่านรายละเอียดใน มติชนออนไลน์ www.matichon.co.th)
ความจริงแนวคิดดังกล่าวนั้นสอดคล้องกับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทาน เมื่อ พ.ศ.2512 ซึ่งตอนหนึ่งมีใจความว่า
“ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความเป็นปกติสุข เรียบร้อย จึงไม่ใช่การทำให้คนทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”
เพราะการที่เราจะดูว่า บุคคลใดดีหรือไม่ดีนั้นก็ต้องดูจากประวัติ พฤติกรรมและนิสัยใจคอดั้งเดิมของคนผู้นั้น
จริงอยู่ กรณีของนายสมัคร อาจมีผู้ตอบโต้ว่า ยังไม่มีใครวินิจฉัยว่า นายสมัครเลวจริงหรือไม่ซึ่งคล้ายกับตรรกะที่นายสมัครใช้ตอบโต้นักข่าวสาว
“คุณต้องเข้าใจว่ามีคนใส่ความผม ถ้าผมเป็นคนเลวจริง ถ้าผมคอร์รัปชั่น ทำไมผมได้รับเลือกตั้ง”
ใครจะวินิจฉัยนายสมัครอย่างไรก็ตาม ดูรูปข้างบนซึ่งเป็นช่วงที่นายสมัคร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการ กทม. และกลุ่มสมัชชาคนจนที่ประท้วงอยู่หน้าทำเนียบต้องก้มกราบเท้า
แต่นายสมัครทำอย่างไร ลองไปถามนายสมัครดู
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551



