ทำไมประเทศกำลังพัฒนาไม่เอา NAMA?
เอกสารข่าวฉบับที่ 3 (กุมภาพันธ์ 2551)
- อิสร์กุล อุณหเกตุ -
การเจรจาประเด็นการเข้าถึงตลาดของสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตร (Non-Agricultural Market Access: NAMA) เป็นประเด็นการเจรจาหลักในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบโดฮา (Doha Round) ในเวทีองค์การการค้าโลก การเจรจาในประเด็นดังกล่าวมักถูก “จับเป็นตัวประกัน” โดยประเทศพัฒนาแล้วเพื่อใช้ในการต่อรองในการเจรจาประเด็นสินค้าเกษตรอยู่เสมอ ความเชื่อมโยงระหว่างการเจรจาในหลายประเด็น โดยเฉพาะระหว่างการเจรจาประเด็นการเปิดเสรีสินค้าเกษตรกับการเข้าถึงตลาดของสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรสร้างความสลับซับซ้อนและอ่อนไหวให้แก่การเจรจามาโดยตลอดและส่งผลให้การเจรจารอบโดฮาไม่มีความคืบหน้าจนกระทั่งต้องหยุดชะงักลงนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2549 เป็นต้นมา
ความล้มเหลวในการการประชุมนอกรอบระหว่างประเทศแกนนำในการเจรจาอันได้แก่ บราซิล อินเดีย สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ที่เมืองพอตส์ดัม ประเทศเยอรมนี เพื่อผลักดันการเจรจารอบโดฮาต่อไป เมื่อเดือนมิถุนายน 2550 ส่งผลให้ประธานกลุ่มการเจรจาประเด็นสินค้าเกษตรและสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลกต้องพยายามหาทางออกให้แก่การเจรจารอบโดฮาด้วยการเสนอโครงร่างข้อเสนอฉบับใหม่ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2550 อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาตอบสนองโครงร่างข้อเสนอในประเด็นสินค้าอุตสาหกรรมของนาย Don Stephenson ประธานกลุ่มการเจรจาการเข้าถึงตลาดของสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตรนัก
เสียงคัดค้านโครงร่างข้อเสนอดังกล่าวที่ดังชัดเจนที่สุดมาจากกลุ่มประเทศ NAMA-11 ซึ่งเป็นกลุ่มเฉพาะกิจ (ad hoc) ของประเทศกำลังพัฒนาที่มีจุดยืนร่วมกันในประเด็นการเข้าถึงตลาดสินค้าที่มิใช่สินค้าอันประกอบด้วยประเทศสมาชิกปัจจุบัน 10 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล อียิปต์ อินเดีย อินโดนีเซีย นามิเบีย ฟิลิปปินส์ แอฟริกาใต้ ตูนิเซีย และเวเนซุเอลา (สาธารณรัฐประชาชนจีนเคยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก แต่มิได้แสดงจุดยืนร่วมกับกลุ่มนับตั้งแต่ต้นปี 2549) โดยกลุ่ม NAMA-11 กล่าวว่า โครงร่างข้อเสนอที่ดีจำเป็นต้องมีศักยภาพในการสร้างพื้นฐานของการเจรจา พันธะสัญญาที่แท้จริง และฉันทมติร่วมกันของประเทศสมาชิก ซึ่งโครงร่างข้อเสนอดังกล่าวมิได้มีคุณสมบัติดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อโครงร่างข้อเสนอนี้จะส่งผลให้ประเทศสมาชิกต้องลดภาษีสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรมากกว่าเมื่อเทียบกับสินค้าเกษตร และยังเป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนในเรื่อง ‘วาระแห่งการพัฒนา’ ซึ่งควรจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศกำลังพัฒนามากกว่าเหตุผลทางธุรกิจของประเทศพัฒนาแล้ว โดยควรเริ่มต้นจากการลดนโยบายที่เป็นการบิดเบือนการค้าสินค้าเกษตรของประเทศพัฒนาแล้ว ก่อนที่จะเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาเปิดตลาดสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรเพิ่มเติมแต่โครงร่างข้อเสนอดังกล่าวกลับทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้อง ‘วางเดิมพัน’ ด้วยการเปิดเสรีสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรในระดับสูง เพื่อให้ประเทศพัฒนาแล้วตอบแทนด้วยข้อเสนอในประเด็นสินค้าเกษตรในระดับเดียวกัน
กลุ่ม NAMA-11 ชี้ว่า โครงร่างข้อเสนอดังกล่าวที่กำหนดให้ใช้สูตรสวิส (Swiss Formula) ในการเจรจา โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ที่ใช้ในสูตร (Coefficient) อยู่ระหว่าง 8 – 9 สำหรับประเทศพัฒนาแล้วและ 19 – 23 สำหรับประเทศกำลังพัฒนาประเด็นของสูตรการลดภาษี ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องลดภาษีมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วไม่เป็นไปตามหลักการต่างตอบแทนที่น้อยกว่าการต่างตอบแทนอย่างเต็มรูปแบบ (Less than Full Reciprocity: LTRF) นอกจากนี้ ข้อเสนอในการพัฒนาการเข้าถึงตลาดตามโครงร่างดังกล่าวละเลยระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันของประเทศสมาชิก และไม่สอดคล้องกับระดับการพัฒนาของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศตามวรรค 6 (Paragraph 6 Countries) ของกรอบความตกลงการเข้าถึงตลาดของสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรในกรอบการเจรจาเดือนกรกฎาคม 2004 (July Package 2004) และกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดเล็กและเปราะบาง (Small and Vulnerable Economies: SVEs) ทั้งที่ประเด็นการพัฒนาเป็นหัวใจหลักของการเจรจารอบโดฮา
นอกจากเสียงโจมตีโครงร่างข้อเสนอจากประเทศกำลังพัฒนาแล้ว ประเทศพัฒนาน้อยที่สุดก็แสดงท่าทีคัดค้านโครงร่างข้อเสนอดังกล่าวเช่นกัน โดยเลโซโทแสดงความเห็นว่า โครงร่างข้อเสนอดังกล่าวมิได้สะท้อนถึงข้อผูกพันที่ได้ตกลงกันเมื่อครั้งการประชุมระดับรัฐมนตรีที่ฮ่องกง ในประเด็นการเข้าถึงตลาดสำหรับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ขณะที่ไนจีเรียแสดงความเห็นว่า ไนจีเรียไม่เชื่อว่า โครงร่างข้อเสนอของประธานกลุ่มการเจรจาฯ จะสามารถผลักดันการเจรจารอบโดฮาให้ก้าวหน้าต่อไปได้ เนื่องจากโครงร่างข้อเสนอดังกล่าวมิได้มี “วาระแห่งการพัฒนา” เป็นหัวใจหลัก นาย Yonov Agah ทูตไนจีเรียประจำองค์การการค้าโลกกล่าวว่า การเจรจารอบนี้มิใช่รอบแห่งการเข้าถึงตลาด หากแต่เป็นรอบแห่งการพัฒนา ภาคหัตถอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวและเปราะบางของประเทศยากจนต้องไม่ถูกผลักดันเข้าไปสู่การแข่งขันจากต่างชาติ อันจะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมในระดับท้องถิ่น
จากการคัดค้านโครงร่างข้อเสนอดังกล่าว ทำให้นาย Don Stephenson แถลงในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของกลุ่มเจรจาการเข้าถึงตลาดของสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรในเดือนตุลาคม 2550 ว่า จะมีการแก้ไขโครงร่างข้อเสนอดังกล่าวและเผยแพร่ให้ประเทศสมาชิกพิจารณาในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2550 ผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากคาดการณ์ว่า หากประเทศสมาชิกไม่สามารถหาข้อสรุปในเรื่องกรอบการเจรจาทั้งในประเด็นสินค้าเกษตรและสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรนี้ได้ภายในสิ้นปีนี้ การเจรจารอบโดฮาอาจต้องพบกับความล้มเหลวโดยมิพักต้องสงสัย ดังนั้น จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า โครงร่างข้อเสนอฉบับแก้ไขของกลุ่มการเจรจาการเข้าถึงตลาดของสินค้าที่มิใช่สินค้าเกษตรจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องการมากขึ้นเพียงไร และจะได้รับเสียงตอบรับจากประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศพัฒนาน้อยที่สุดอย่างไร.



