นอกเหนือจากผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่แล้ว การแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาทุกครั้งจะมีผู้สมัครอิสระ ซึ่งไม่สังกัดพรรค หรือสังกัดพรรคทางเลือกที่สามต่างๆ เข้าร่วมแข่งขันด้วยจำนวนมาก แต่โดยมากมีสภาพเพียงไม้ประดับ และไม่เป็นที่สนใจของสื่อสารมวลชน รวมถึงประชาชนทั่วไป เว้นแต่บางปีที่มีผู้สมัครอิสระที่มีชื่อเสียงระดับประเทศลงชิงชัย
ผู้สมัครอิสระยากจะประสบความสำเร็จภายใต้ระบบการเมืองแบบสองพรรค เพราะขาดกลไกในการดำเนินกิจกรรมการเมืองในระดับมลรัฐและระดับท้องถิ่น อีกทั้ง ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดี ตัดสินกันด้วยคะแนนเสียงของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral Vote) ไม่ใช่คะแนนเสียงของประชาชนทั้งประเทศ (Popular Vote)
นอกจากนั้น การหาเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศต้องใช้เงินทุนมหาศาล และผู้สมัครต้องเป็น ‘คนดัง’ ที่เป็นที่รู้จักระดับชาติ ที่สำคัญ กฎหมายของแต่ละมลรัฐยังกำหนด ‘เงื่อนไข’ ที่ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้ชื่อของผู้สมัครปรากฏในบัตรเลือกตั้ง เช่น ต้องมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงชื่อสนับสนุนผู้สมัครอิสระตามจำนวนที่กำหนด ซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ละมลรัฐ ตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่นรายชื่อ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการรับสมัคร เป็นต้น (โดยทั่วไป มีเพียงผู้สมัครจากสองพรรคใหญ่เท่านั้น ที่มีชื่อปรากฏอยู่ในบัตรเลือกตั้งของทุกมลรัฐ)
เมื่อมีอุปสรรคและต้นทุนในการลงสมัครมากมายเช่นนี้ ที่ผ่านมา ผู้สมัครอิสระคนสำคัญที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ จึงมักเป็นมหาเศรษฐี ซึ่งมีเงินเหลือใช้มากพอที่จะนำมาถลุงเล่น ผู้สมัครอิสระที่ดังที่สุด และประสบความสำเร็จสูงสุดในการแข่งขัน คือ Ross Perot นักธุรกิจชาวเท็กซัส เศรษฐีระดับ 4,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 1992 และ 1996 โดยมีชื่อปรากฏอยู่ในบัตรเลือกตั้งครบทุกมลรัฐ ทั้งยังได้ขึ้นเวทีดีเบตร่วมกับ Bill Clinton และ George H.W. Bush ในปี 1992 ทั้งสามครั้งด้วย
ในปี 1992 ซึ่ง Clinton ชนะ Bush ได้เป็นประธานาธิบดี Perot ได้คะแนนเสียงทั้งประเทศสูงถึง 19% คิดเป็นเกือบ 20 ล้านเสียง แถมบางช่วงมีคะแนนนิยมนำหน้าผู้สมัครจาก 2 พรรคใหญ่ด้วยซ้ำ แม้จะได้รับคะแนนเสียงมากมาย แต่ Perot ไม่ได้ Electoral College (คณะผู้เลือกตั้ง) เลยแม้แต่เสียงเดียว เพราะการเลือกตั้งในทุกมลรัฐใช้ระบบ Winner-take-all คือ ผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงจากประชาชนสูงสุดในมลรัฐจะได้ Electoral College ของรัฐนั้นไปทั้งหมด
แม้ Perot จะไม่ชนะที่หนึ่งในมลรัฐใดเลย แต่ก็เอาชนะผู้สมัครหลักได้ใน 2 รัฐ โดย Perot มีคะแนนสูงเป็นอันดับสองที่มลรัฐเมน ตามหลัง Clinton แต่เอาชนะ Bush ได้ และที่มลรัฐยูทาห์ ซึ่งเข้าที่สองตามหลัง Bush แต่เอาชนะ Clinton ได้ นี่ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของผู้สมัครอิสระ ซึ่งแลกมาด้วยเงินส่วนตัวที่ใช้หาเสียงประมาณ 65 ล้านเหรียญสหรัฐ
4 ปีต่อมา Perot ก็ยังหลงกลิ่นการเมือง คราวนี้เขาถึงกับตั้งพรรคเอง ชื่อ Reform Party และเป็นตัวแทนพรรคลงสมัคร แต่เขาไม่ได้รับคะแนนนิยมสูงเหมือนครั้งแรก โดยได้คะแนนเสียงเพียง 8% เท่านั้น หลังจากนั้น บทบาททางการเมืองของ Perot และพรรคของเขาก็เงียบหายไป
นอกจาก Ross Perot แล้ว ผู้สมัครอิสระคนดังอีกรายหนึ่งคือ Ralph Nader อดีตนักกฎหมาย อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย ปัจจุบัน เขาเป็นนักเขียน นักเคลื่อนไหวทางการเมืองด้านสิทธิผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และประชาธิปไตย Nader เป็นตัวแทนภาคประชาชนลงสมัครประธานาธิบดีทุกครั้งตั้งแต่ปี 1992 ถึง 2004 แม้ชื่อของเขาจะไม่ปรากฏในบัตรเลือกตั้งของทุกมลรัฐ และยังไม่เคยได้ขึ้นเวทีดีเบตร่วมกับผู้สมัครหลักของสองพรรคเลยก็ตาม
แต่ครั้งที่ Nader มีชื่อเสียงก้องโลกคือ การเลือกตั้งในปี 2000 ซึ่งเป็นการชิงชัยกันระหว่าง George W. Bush กับ Al Gore ในครั้งนั้น Nader ได้คะแนนเสียงทั่วประเทศ 2.74% เขาถูกชี้นิ้วหาว่าเป็นผู้ที่ทำให้ Bush ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะตัวเขาเป็นคนตัดคะแนนของ Gore ในสนามตัดสินที่มลรัฐฟลอริดา ซึ่งการนับคะแนนมีปัญหาจนเรื่องต้องขึ้นถึงศาลสูง
ที่ฟลอริดา Bush เอาชนะ Gore อย่างฉงนและเฉียดฉิวเพียง 537 คะแนนเท่านั้น (จากผู้ลงคะแนนเกือบ 6 ล้านคน) โดยที่ Nader ได้คะแนนเสียงในฟลอริดา 97,421 เสียง ซึ่งว่ากันว่า หากไม่มีเขา คะแนนเสียงเหล่านั้นจะกลายเป็นของ Gore มากกว่า Bush หลายเท่า จนส่งผลให้ผลเลือกตั้งเปลี่ยน
สำหรับการเลือกตั้งในปี 2008 Nader ยังไม่ประกาศตัวแน่ชัดว่าจะลงสมัครอีกหรือไม่ แต่เมื่อต้นปี เขาได้ตั้งคณะกรรมการสำรวจโอกาสการลงสมัคร (Exploratory Committee) แล้ว และยังไปร่วมดีเบตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรค Green อีกด้วย
นอกจาก Nader แล้ว ผู้สมัครอิสระอีกคนหนึ่ง ซึ่งคนทั่วสหรัฐอเมริกาจับตามองอย่างมากในเวลานี้ ได้แก่ Michael Bloomberg มหาเศรษฐีระดับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ วัย 65 ปี เจ้าของสถานีโทรทัศน์ สำนักข่าวการเงินและข้อมูล Bloomberg L.P. ผู้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก 2 สมัย (2002 – ปัจจุบัน)
Bloomberg เป็นสมาชิกพรรค Democrat มายาวนาน แต่กลับลงชิงชัยในตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กในนามพรรค Republican เมื่อปี 2002 และเพิ่งประกาศลาออกจากพรรคไปเมื่อกลางปี 2007 ที่ผ่านมานี้เอง ทำให้ตอนนี้เขาไม่สังกัดพรรคใด เป็นนายกเทศมนตรีอิสระที่ทำงานโดยขอรับเงินเดือนปีละหนึ่งเหรียญเท่านั้น
แม้ Bloomberg จะออกมาประกาศว่าจะไม่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในคราวนี้ แต่ก็ยังแทงกั๊กอยู่บ้าง โดยจัดตั้งคณะกรรมการสำรวจโอกาสการลงสมัคร และมีการทำวิจัยสำรวจโอกาสการได้รับเลือก ทั้งยังมีกลุ่มการเมืองประกาศตัวสนับสนุนให้ลงสมัคร รวมถึงมีข่าวว่าเขาไปพบนักการเมืองอาวุโสหลายคน รวมถึงกุนซือการเมืองจำนวนหนึ่ง เพื่อเตรียมตัวประกาศลงสมัครในช่วงเดือนมีนาคม แต่รายงานข่าวเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ยืนยันแต่อย่างใด บางสำนักปล่อยข่าวว่า เขาอาจจะเป็นรองประธานาธิบดีให้กับผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง
ประวัติศาสตร์สอนเราว่า แม้เงินจะมีความสำคัญในการเล่นการเมือง แต่เงินไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในการเมืองของสหรัฐอเมริกา แม้จะร่ำรวยมากเพียงใด ก็ยากยิ่งที่ผู้สมัครอิสระจะซื้อทำเนียบขาวได้ ทำได้เต็มที่ก็เพียงการสร้างสีสันและตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเล่นเท่านั้น
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551

