“Stagflation ?”
- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
pawin@econ.tu.ac.th
การเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วโลกครับและดูเหมือนว่าตั้งแต่เข้าปี 2551 เป็นต้นมา ความหวาดวิตกต่อการชะลอตัวอย่างรุนแรงในประเทศสหรัฐอเมริกาจะยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้น ไปเรื่อยๆ
จากในช่วงกลางปี 2550 ที่หลายฝ่าย ต่างคาดคะเนว่าปัญหาซับไพรมหรือหนี้อสังหาริมทรัพย์คุณภาพต่ำไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามากนัก โดยปัญหาดังกล่าวน่าจะเพียงแค่ชะลอการเติบโตของอเมริกาลง ส่งผลเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ และจบลงภายในหนึ่งปี
กลายเป็นว่าตั้งแต่ช่วงปลายปี 2550 จนถึง เดือนมกราคม 2551 ที่ผ่านมาปัญหาดังกล่าว ดูเหมือนจะลุกลามบานปลายมากยิ่งขึ้น จนอาจ ถึงขั้นทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก
คำว่า stagflation ถูกพูดถึงกันมากยิ่งขึ้น โดยมีการถกเถียงกันในวงกว้างว่าระบบเศรษฐกิจประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สภาวะดังกล่าวแล้วหรือยัง ซึ่งสำหรับคุณอลัน กรีนสแปน อดีตผู้ว่า การธนาคารกลางสหรัฐชื่อดัง ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ABC เมื่อกลางเดือนธันวาคม ปีที่แล้วไว้ว่า “ยังครับ แต่เราเพียงแค่ เห็นอาการเริ่มต้นของสภาวะดังกล่าวแล้ว”
stagflation เป็นการรวมเอาคำสองเข้ามาไว้ด้วยกัน นั่นคือ คำว่า stagnation (การชะลอตัวของสภาวะเศรษฐกิจ) และคำว่า inflation (ปัญหาเงินเฟ้อ) ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อระบบเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะชะลอตัว รายได้ของผู้คน ลดลงหรืออยู่ในระดับคงที่ แต่ดันมีปัญหาเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นคือราคาสินค้าต่างๆ กลับแพงขึ้น
เห็นได้ชัดครับว่าผู้คนเดือดร้อนเมื่ออยู่ภายใต้สภาวะดังกล่าว
เราเริ่มสังเกตเห็นสภาวะ stagflation ในประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ในด้านรายได้ เราเห็นปัญหาซับไพรมที่กำลังเล่นงานบรรดาสถาบันการเงินและธุรกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับภาคธุรกิจทั้งสองอยู่
ในอีกด้านหนึ่งเรารู้สึกได้ถึงสภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ในประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ราคาน้ำมันแพงขึ้น สินค้าเกษตรที่ผลิตภายในประเทศแพงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงซึ่งส่งผลให้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพงขึ้น
ที่สำคัญประเทศจีนซึ่งเคยเป็นแหล่งผลิตสินค้าราคาถูกป้อนผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาก็กำลังมีปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ ซึ่งทำให้ไม่มีแรงจูงใจที่จะรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้เคลื่อนไหวใกล้เคียงกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตอีกต่อไป
ถึงแม้ว่ารายละเอียดของคำว่า stagflation ในแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามระดับความรุนแรงของปัญหา แต่ดูเหมือนทุกคนจะมีความเห็นตรงกันว่าประเทศสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญความเสี่ยงที่ชัดเจนที่จะเผชิญกับสภาวะ ดังกล่าว
และที่น่าสนใจก็คือปัญหา stagflation เป็นปัญหาที่สร้างความปวดหัวให้กับนักเศรษฐศาสตร์มหภาคได้มากที่สุดปัญหาหนึ่งครับ การแก้ไขปัญหา stagflation นี้ยาก และไม่น่า จะสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว
เราสามารถชะลอการเกิดเงินเฟ้อได้ในกรณีปกติจากการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยลดอุปทาน (supply) ของเงินในระบบเศรษฐกิจลง ซึ่งจะทำให้ผู้คนมีเงินในกระเป๋าลดลงเพื่อนำไปซื้อสินค้าในปริมาณเท่าเดิม และส่งผลให้ราคาสินค้า ปรับตัวลดลงเพื่อแย่งเงินในกระเป๋าของผู้บริโภค ที่ลดลงไป
แต่การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว จะยิ่งก่อให้เกิดการชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจ มากขึ้นไปอีกในสภาวะ stagflation
ในทางกลับกัน เราจะบรรเทาปัญหาการชะลอตัวของสภาวะเศรษฐกิจได้โดยการ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เพิ่มอุปทานของเงิน ในระบบเศรษฐกิจ เพิ่มการใช้จ่ายของภาครัฐลดภาษี ฯลฯ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้คนมากยิ่งขึ้น
แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ และถ้าอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับ ที่มีปัญหาอยู่แล้วมันก็จะยิ่งทวีผลกระทบของปัญหามากขึ้นไปอีก
วิธีการแก้ปัญหา stagflation ที่ดีที่สุดคือการแก้ปัญหาทางด้านอุปทานหรือการเพิ่มปริมาณผลผลิตภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้นครับ นโยบายที่น่าจะเกี่ยวข้องก็ได้แก่ การเพิ่มทักษะความสามารถของแรงงาน การลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ ในการผลิต การปรับปรุงระบบ สาธารณูปโภค พื้นฐานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ในการผลิต การส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีทางการผลิตสินค้า ฯลฯ แต่นโยบายเหล่านี้ต้องการระยะเวลาในการออกดอกออกผล และมักจะถูกมองว่าไม่ทันใจ หรือทันต่อ เหตุการณ์
สิ่งที่เราเห็นจากภาคนโยบายในประเทศสหรัฐอเมริกาก็คือ การลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรง และมาตรการทางด้านภาษีเพื่อจัดการกับการชะลอตัวทางด้านรายได้ลงก่อน ส่วนปัญหาเงินเฟ้อที่จะตามมาดูเหมือนจะมีความสำคัญ ในลำดับถัดไป
เหตุผลของการทุ่มนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังกล่าวลงไปน่าสนใจครับ เนื่องจากส่วนประกอบหลักราว 70 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่การบริโภคของภาคประชาชน และอัตราการบริโภคของภาคประชาชนขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นและเงินในกระเป๋าของพวกเขาเป็นหลัก
การลดความตื่นตระหนกของผู้คนจากปัญหาซับไพรมโดยการเพิ่มเงินเข้าไปในกระเป๋าของ พวกเขาดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ มากกว่า ซึ่งนี่จะเป็นการลดสภาวะ overshooting หรือการตื่นตระหนกเกินจริงต่อปัญหาเศรษฐกิจ ได้ในระดับหนึ่ง หลายคนเชื่อว่านี่เป็นทางเดิน ที่ถูกต้องของทางการสหรัฐครับ และคาดว่า ปัญหา stagflation ของประเทศจะไม่เข้าสู่ สภาวะที่รุนแรง และการฟื้นตัวกลับจะทำได้ ภายในระยะเวลาไม่นานนัก
อย่างไรก็ตามยังมีคนกลุ่มใหญ่เชื่อกันว่า ระบบเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่น่าจะสามารถฟื้นตัวได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ประสบการณ์ในอดีตบอกเราว่าปัญหาวิกฤตการณ์สถาบันการเงินในประเทศพัฒนาแล้วไม่เคยจบลงภายในระยะเวลาสั้นกว่า 2 ปี
นอกจากนั้นหลายคนยังคาดการณ์ว่าภายหลังจากผ่านพ้นปัญหา overshooting ไปได้แล้ว ธนาคารกลางสหรัฐจะถูกบีบให้รับมือกับปัญหาเงินเฟ้อที่จะตามมาด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งหนึ่ง
โดยส่วนตัว ผมเห็นด้วยกับความคิดหลังว่า การฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา จะต้องอาศัยเวลาสักระยะหนึ่ง แต่การปรับตัว ของระบบเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้น่าจะเป็นไป อย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หวือหวารุนแรงเฉกเช่นวิกฤตการณ์บางครั้งในอดีต
และเมื่อไม่มีการปรับตัวอย่างรุนแรงของ ระบบเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ผลกระทบต่อ ประเทศอื่นๆ ที่จะตามมาก็ไม่น่าจะรุนแรงเช่นเดียวกันครับ
นอกจากนั้นการส่งผ่านผลกระทบจากการชะลอตัวของระบบเศรษฐกิจสหรัฐ อเมริกาไปยังประเทศกำลังพัฒนาในครั้งนี้น่าจะมีระดับความรุนแรงน้อยกว่าทุกครั้งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
ข้อมูลจาก World Bank หรือธนาคารโลก รายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมาประเทศกำลังพัฒนา ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนมูลค่าทางการค้าระหว่าง ประเทศของประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มสูงขึ้นจากราว 25 เปอร์เซ็นต์ในช่วงยี่สิบปีก่อนมาเป็นราว 35 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน
และที่สำคัญการค้าขายระหว่างกันของประเทศกำลังพัฒนาก็ปรับตัวสูงขึ้นเป็น อย่างมากครับ
ในปัจจุบันเราเห็นหลายบริษัทในประเทศไทย ที่สร้างรายได้อย่างงดงามจากการค้าขายแลกเปลี่ยนกับประเทศจีน อินเดีย กลุ่มประเทศ ตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน ในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน
บทบาทของประเทศสหรัฐอเมริกาในตลาดโลกกำลังลดลงเรื่อยๆ โดยเราได้เห็นการหดตัว อย่างต่อเนื่องของการนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ในช่วง ปีก่อน รวมไปถึงการปรับตัวลดลง ของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2550 เป็นต้นมา และเราก็ยังได้เห็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของมูลค่าการส่งออกของประเทศไทยในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นผลกระทบต่อการส่งออกของประเทศไทยอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิดครับ
นี่ยังไม่นับรวมการใช้จ่ายจากทางภาครัฐที่จะเพิ่มขึ้นมหาศาลจากการเข้ามาของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย ดังที่ได้โฆษณากันเอาไว้
หลายคนอาจคิดว่าประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สภาวะ stagflation เช่นเดียวกันกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่า เรายังห่างไกลจากปัญหาดังกล่าวพอสมควร
แม้แต่รายงาน Global Economic Perspectives ประจำปี 2551 ของธนาคารโลก ยังคาดการณ์ว่าการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจไทยในปี 2551 จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าการขยายตัวในปี 2550 ถึงแม้ว่ารายงานฉบับดังกล่าวจะได้คำนึงถึงผลกระทบของปัญหาซับไพรม เอาไว้ด้วยแล้ว
การระแวดระวังต่อปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำครับ แต่อย่าให้ ความระมัดระวังนั้นกลายเป็นความตื่นตระหนก ไปนะครับ มิฉะนั้นการตัดสินใจต่างๆ อาจผิดพลาดได้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551



