“สมัคร” ต้องโวย “ทักษิณ”
prasong_lert@yahoo.com
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกมาโวยวายภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ได้สร้างความยุ่งยากให้แก่คณะรัฐมนตรี ทำให้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องใช้เวลาในการชี้แจงแก่รัฐมนตรีนานกว่าปกติ
ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจของนายสมัครหรือไม่ ที่ต้องการพูดให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550 (เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช.) เลวร้ายมาก จึงพูดให้คลุมเครือตามสไตล์
“มีเรื่องที่มันไม่น่าคาดคิดเลย คือเรื่องที่ว่ารัฐธรรมนูญที่เขาทำไว้ ป.ป.ช. เขามาชี้แจง กลายเป็นเรื่องใหญ่เลย โอ้โห! เป็นปัญหา ไม่น่าเชื่อเลยก็แล้วกัน ที่เขียนไว้เนี่ยมันทำลายครอบครัวเขา ครอบครัวเขาอยู่กันมา ทำกันมาดีๆ เขาทำกันไม่ได้เลย ผมจะไม่ลงในรายละเอียด คือมันเสียหายเลย มันเสียหายครอบครัวหมด
“หมายความว่า คนเราจะเลือกอาชีพที่ตั้งใจไม่ได้เพราะอย่างนี้ เพราะ ไอ้ความเกลียดแค้นชิงชังไม่ชอบ มันอยู่ในรัฐธรรมนูญหมด แต่ก่อนเป็นระเบียบโน่นนี่ แต่นี่เป็นรัฐธรรมนูญเลย โอ้ย (ถอนหายใจ) ต้องด้วยความระมัดระวังเลย.... เพราะว่าเราไม่เคยคิดว่า มันจะเป็นอันตรายเลย แต่มันอันตรายมาก เลย และเบื้องต้นก็มีปัญหา”
จากถ้อยแถลงของนายสมัครและการหาข้อมูลเพิ่มเติมทำให้รู้ว่า เรื่องที่นายสมัครโวยวายคือ
1. การยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรีต่อ ป.ป.ช.
2. การกระทำต้องห้ามของรัฐมนตรีในส่วนที่ว่าด้วยการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องการจำกัดการถือครองหุ้นของรัฐมนตรีในบริษัท จำกัด หรือห้างหุ้นส่วน จำกัด (มาตรา 269) ซึ่งตาม พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 จำกัด ห้ามรัฐมนตรีถือหุ้นเกินร้อยละ 5 ของทุนจดทะเบียน
ทั้งสองเรื่องเมื่อตรวจดูรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เพียงแต่เพิ่มเติมรายละเอียดบางอย่างเพื่อให้รัดกุมขึ้น และป้องกันการหลีกเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
เรื่องการยื่นรายการแสดงบัญชีทรัพย์สิน บทบัญญัติที่เพิ่มเติมคือ “การยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน....ให้รวมถึงทรัพย์สินของผู้ดำรง ตำแแหน่งทางการเมืองที่มอบหมายให้อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมด้วย” (มาตรา 259 วรรคสาม)
เรื่องการจำกัดการถือครองหุ้นของรัฐมนตรี ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 การจำกัดการถือครองหุ้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของรัฐมนตรี แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ให้รวมถึงภรรยา บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมถึงหุ้นที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่น ซึ่งจะไม่สามารถถือครองรวมกันเกิน 5% ได้ (มาตรา 269)
การเพิ่มบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ใช่อยู่ดีๆ เติมเล่นกันสนุกๆ แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ คุณหญิงพจมาน ภริยา มีพฤติกรรมในการหลีกเลี่ยงรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ส่วน คือ
หนึ่ง เอาหุ้นบริษัทชินคอร์ป และบริษัทต่างๆ ซุกไว้กับคนใช้ คนขับรถ และยาม โดย พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่า ไม่รู้เรื่องการซุกหุ้นดังกล่าว ทั้งๆ ที่มีการซุกหุ้นไว้ในชื่อคนรับใช้เป็นมูลค่ากว่าหมื่นล้าน ตั้งแต่ ปี 2537 โดยโยนให้เป็นการกระทำของคุณหญิงพจมานเพียงคนเดียวอย่างกล้าหาญ
แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความผิดด้วยเสียง 8 ต่อ 7 แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องซุกหุ้นไว้กับคนรับใช้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
สอง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต้องการถือครองหุ้นไว้เกิน 5% ต้องแจ้งให้ประธาน ป.ป.ช.ทราบ และโอนหุ้นจำนวนดังกล่าวให้นิติบุคคล ซึ่งมีหน้าที่จัดการหลักทรัพย์ไปบริหารจัดการโดยนายกฯและรัฐมนตรีจะเข้าไปบริหารหรือจัดการใดๆ เกี่ยวกับหุ้นหรือกิจการของบริษัทนั้นมิได้
แต่ พ.ต.ท.ทักษิณหลีกเลี่ยงด้วยการทำเป็นการขายหุ้นทั้งหมดให้ นายพานทองแท้ ชินวัตร ซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วกับเครือญาติรวมถึงบริษัท “นอมินี” ต่างๆ โดยไม่ยอมโอนให้นิติบุคคลซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการหลักทรัพย์ไปบริหารจัดการ แต่การขายหุ้นดังกล่าวทำกันในรูปของการกู้เงิน ไม่มีการจ่ายเงินกันจริง
จากการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีหลักฐานที่ส่อให้เห็นว่า ในการบริหารจัดการหุ้นนั้นมี “มือที่มองไม่เห็น” เป็นผู้จัดการแทนลูกๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งหมด
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเพิ่มเติมบทบัญญัติในทั้งสองเรื่องดังกล่าวจึงสมเหตุสมผล (คงมีบรรดา “ศรี ธนญชัย” คิดวิธีการหลีกเลี่ยงและซุกซ่อนทรัพย์สินและหุ้นได้อีกอย่างแน่นอน) และมิได้ทำให้การ แสดงบัญชีทรัพย์สินและการปฏิบัติตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญยุ่งยากขึ้นกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 สักมากน้อย
แต่ถ้านายสมัครยังคิดว่า การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว จะเป็นจะตายขึ้นมาก็ให้ลาออกไปซะ เพราะมีคนพร้อมเสียบแทนอีกเพียบ หรือถ้าจะโวย ก็ต้องไปโวย พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นผู้ก่อกรรมไว้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551



