เศรษฐกิจขาลง?
- ณ พัฒน์ -
napatization@gmail.com
ช่วงนี้สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ยังคงมีอะไรให้น่าจับตามองเหมือนเคยครับ มีอะไรใหม่ๆ น่าตื่นเต้นมาให้ติดตามและเรียนรู้ไปกับสถานการณ์ได้แบบระทึกใจ
เมื่อวันจันทร์ที่ 21 มกราคมที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงกันแบบไม่เกรงใจใคร (จนบางคนเรียกว่าเป็น black monday รอบสอง) เพราะคนเริ่มเป็นห่วงสถานการณ์ในสหรัฐอเมริกา ที่กำลังบานปลายอย่างเห็นได้ชัด สัญญาณ หลายๆ อย่างเริ่มชี้ชัดว่า เศรษฐกิจสหรัฐกำลัง เข้าสู่ภาวะชะลอตัว (ส่วนจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือเปล่า ต้องคอยดูกันครับ)
ราคาบ้านยังตกอย่างต่อเนื่อง ยอดขายปลีกช่วงวันหยุดสิ้นปีไม่ได้ดีอย่างที่คิด ชี้ให้เห็นว่า การบริโภคเริ่มชะลอตัว ภาคเศรษฐกิจที่เคยเป็นเครื่องจักรสำคัญอย่างภาคธุรกิจ เริ่มแสดงงบฯ สิ้นปีที่ไม่ได้ดีอย่างที่คาดไว้ ตัวเลขการจ้างงานก็แผ่วปลาย ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ใครๆ คาดกันไว้
ธนาคารหลายๆ แห่งเริ่มออกงบการเงินโชว์ตัวเลขตัดขาดทุนจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์กันแบบไม่อายใคร และขนาดของการตัดขาดทุนของแต่ละธนาคารก็ใหญ่โตมโหฬาร จนคน เริ่มจะชินแล้วเพราะออกมากันเยอะเหลือเกิน
นี่ยังไม่นับเหตุการณ์ประหลาดที่ Societe Generale ของฝรั่งเศส ที่ว่ากันว่า trader คนเดียวทำธนาคารเสียหายไปกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ เรียกว่าทำให้ Nick Leeson ที่ทำธนาคาร Bearings เจ๊งไปนั้น กลายเป็นคดีเด็กๆ ไปเลย (แต่ผมยังสงสัยอยู่ จะเป็นไปได้หรือที่นาย Jerome Kerviel คนนี้จะสามารถรอดสายตา จากระบบบริหารความเสี่ยงของธนาคารไปได้ ถ้าไม่มีคนอื่นร่วมด้วย ผมว่าอีกหน่อยคงมีตัวละครเพิ่มขึ้นอีกแน่ๆ น่าสนใจอีกแล้วครับงานนี้)
นอกจากนี้สถานการณ์ในตลาดการเงินโลกก็เริ่มเปลี่ยนจากการขาดสภาพคล่องจากการขาดทุนจากสินทรัพย์ subprime ของธนาคารบางแห่ง ไปสู่ภาวะเครดิตตึงตัว เพราะสถาบันการเงิน เริ่มไม่มั่นใจในสถานการณ์ กลัวธนาคารอื่นจะ เจ๊งบ้าง (เพราะไม่รู้ว่าจะมี surprise อะไรออกมาให้เห็นอีก) หรือกลัวลูกค้าจะเบี้ยว นั่งกอดเงิน ตัวเองไว้ก่อนปลอดภัยกว่า
ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ไปนานๆ ตลาดการเงินโลก คงแย่ เพราะในภาวะที่มีความผันผวนของสถานการณ์แบบนี้ ใครก็ต้องการสภาพคล่อง
หลังจากตลาดทั่วโลกตกคืนวันจันทร์ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นวันหยุด เปิดมาวันอังคาร Federal Reserve ซึ่งคงทำงานกันทั้งคืน ประกาศตัดดอกเบี้ย Federal Funds Rate แบบนอกรอบทีเดียว 75 basis points !
ถ้าใครติดตามนโยบายการเงินของสหรัฐอเมริกา คงรู้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต เอามากๆ เพราะปกติ FOMC (Federal Open Market Committee) จะเจอกันแค่ปีละแปดครั้ง แต่ละครั้งก็ต้องคิดแล้วคิดอีก วิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจกันจนกระดาษทะลุ ถึงจะตัดสินใจกันได้ว่าจะปรับดอกเบี้ยหรือเปล่า และปรับแต่ละครั้ง ก็ปรับแค่ครั้งละ 25 basis points (0.25%) ถ้าไม่เป็นเหตุเร่งด่วนจริงๆ FOMC คงไม่ประชุมกันคืนวันหยุด และไม่ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยกันแรงๆ แบบนี้ (เข้าใจว่าครั้งสุดท้ายที่ FOMC ปรับ ดอกเบี้ยแบบนอกรอบ คือสองวันหลังจากเกิดเหตุการณ์ September 11 เมื่อปี 2001 ที่ Fed Funds rate ลดไปทีเดียว 50 basis points)
แม้ว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดแรงกดดันในตลาดการเงินได้พอสมควร (และป้องกันไม่ให้ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงอย่างรุนแรงตามตลาดอื่นๆ ไปได้แบบเฉียดฉิว) แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณตอกย้ำว่า FOMC กำลังเป็นห่วงเรื่องความเสี่ยง ที่ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย
และล่าสุด (ขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับอยู่นี้) ที่ประชุม FOMC รอบปกติ เพิ่งจะมีมติลดดอกเบี้ย Fed Funds rate อีก 50 basis points เพราะเป็นห่วงว่าตลาดบ้านที่กำลังร่อแร่อยู่ใน ขณะนี้ จะพาเอาเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยจนกู่ไม่กลับ
เรียกว่ามีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึงร้อยละ 1.25 ภายในเวลาแค่แปดวัน รับรอง ได้เลยครับว่าในประวัติการเงินยุคใหม่ของสหรัฐอเมริกา (หรือประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย) เราไม่เคยเห็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบฮวบฮาบขนาดนี้ (เข้าใจว่าเป็นการปรับนโยบายการเงินครั้งใหญ่แบบรวดเร็วที่สุดตั้งแต่ปี 1982)
หลังจากประกาศลดดอกเบี้ยแบบเอาใจตลาดหุ้น ตลาดหุ้นอเมริกาก็ขึ้นขานรับข่าว Dow Jones พุ่งขึ้นไปกว่าสองร้อยจุด ก่อนจะตกลงกลับมาเกือบสองร้อยจุดในชั่วโมงถัดมา หลังจากข่าวว่าผู้ประกันพันธบัตรรายสำคัญอย่าง Ambacอาจจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงไปอีก แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวของตลาดการเงินท่ามกลางข่าวร้ายที่กำลังพุ่งเข้าใส่อย่างเมามัน
เรื่องผู้ประกันพันธบัตรกำลังตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ กำลังเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจ เป็นอย่างมาก เพราะนักลงทุน (รวมทั้งสถาบันการเงิน) จำนวนมากประกันความเสี่ยงจากการลงทุนในพันธบัตรโดยการซื้อ “ประกัน” จากผู้ให้ประกันพันธบัตร ถ้าเกิดผู้ให้ประกันเกิดเจ๊งขึ้นมา ผู้ลงทุนเหล่านี้ที่คิดว่าตัวเองได้รับการคุ้มครอง จากการลงทุนในพันธบัตร คงมีอะไรให้ประหลาดใจเมื่อเรียกเงินคืนไม่ได้จากทั้งผู้ออกพันธบัตร และผู้ประกันพันธบัตร และอาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องไปทั้งระบบ เมื่อไม่สามารถเชื่อใจใครได้ เพราะไม่รู้ว่าใครมีความเสี่ยงอะไรบ้าง
และเพื่อตอกย้ำความเป็นห่วงเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ และคงกลัวว่านโยบายการเงินอย่างเดียว (ที่ขยายตัวขนาดนี้) คงไม่พอจะกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลสหรัฐก็กำลังออกนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาอีก นโยบายดังกล่าวที่ผมเข้าใจว่ายังเถียงกันอยู่แต่ใกล้จะเสร็จเต็มที มีมูลค่ากว่า 150 พันล้านเหรียญสหรัฐ (!) มีทั้งการคืนเงินภาษี (tax rebate)ให้กับผู้มีรายได้น้อย (แต่ยื่นแบบภาษีเมื่อปีก่อน) ไปจนถึงคนชั้นกลาง เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่คนว่างงาน และการลดภาษีภาคธุรกิจโดยเพิ่มการตัดค่าเสื่อมราคา เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุน
โดยหวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้คนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และภาคธุรกิจลงทุนเพิ่มขึ้น
แต่กระนั้นหลายๆ คนก็มองว่า เหมาะสม หรือไม่ที่รัฐบาลสหรัฐที่กำลังมีปัญหาเรื่องการขาดดุลงบประมาณและมีหนี้ก้อนโต จะเพิ่มการขาดดุลมากขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่นโยบายการคลังแบบชั่วคราวนี้อาจจะไม่ได้มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไรนัก (สหรัฐเคยให้ tax rebate หลังเศรษฐกิจซบเซาช่วงปี 2001 และพบว่าประชาชนไม่ได้เอาเงิน rebate นี้ออกมาใช้กันสักเท่าไร)
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ อย่างสหรัฐอเมริกาชะลอตัวอย่างรุนแรงขึ้นมา คงมีผลกระทบไปทั่วโลก ทั้งผ่านทางช่องทางการค้าและช่องทางการเงิน เมืองไทยก็ควร เตรียมตัวกันไว้สักหน่อย เผื่อว่าเศรษฐกิจที่ใครๆ ว่ากำลังเซื่องๆ ซึมๆ อาจจะแย่ลงไปกว่านี้
นอกจากนี้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่อยู่ในช่วงขาลง คงเพิ่มแรงกดดันให้กับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐให้อ่อนตัวลงไปอีก คงไม่เป็นที่แปลกใจเท่าไร ถ้าเราจะเห็นเงินไทยแข็งขึ้นไปกว่านี้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551



