The West Wing 2008: “It’s the Economy, Stupid”
ประโยคข้างต้นกลายเป็นประโยคคลาสสิกของการเมืองอเมริกันสมัยใหม่ไปแล้ว นับตั้งแต่ทีมงานของ Bill Clinton นำโดยกุนซือใหญ่ James Carville ใช้เป็นประเด็นหลักในการหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาจาก George H.W. Bush แห่งพรรค Republican ในปี 1992
การเลือกตั้งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในปี 1992 เป็นศึกล้มยักษ์ เพราะแรกเริ่มแทบไม่มีใครกล้าคิดว่านักการเมืองหนุ่มพรรค Democrat วัย 46 ปี อดีตผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอ จะสามารถล้มนักการเมืองลายคราม อดีตรองประธานาธิบดี 2 สมัย และประธานาธิบดี 1 สมัย วัย 68 ปี ลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคะแนนนิยมของประธานาธิบดี George H.M. Bush พุ่งสูงสุดถึง 90% ภายหลังสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 เพียงแค่หนึ่งปีก่อนหน้าการเลือกตั้งประธานาธิบดี
แต่ Bill Clinton ก็ทำได้อย่างหมดจดงดงาม นอกจากการชูธง ‘การเปลี่ยนแปลง’ ขายความใหม่สด รวมถึงเสน่ห์ส่วนตัว และความสามารถในการสื่อสารกับสาธารณะชั้นยอดแล้ว ความสำเร็จของ Clinton ยังมาจากแผนการหาเสียงที่เยี่ยมยอด โดยเฉพาะการเบี่ยงประเด็นว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของความมั่นคงหรือกิจการระหว่างประเทศ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐอเมริกาต่างหาก ซึ่งประธานาธิบดี Bush ผู้พ่อไม่ได้ให้ความสำคัญมากเพียงพอในการหาเสียง
ป้ายที่แขวนไว้ในสำนักงานใหญ่ของทีมงานหาเสียงของ Clinton ณ เมืองลิตเติลร็อก ที่ว่า “The Economy, Stupid” จึงกลายเป็นสโลแกนหลักของการหาเสียง จนพา Clinton เดินเข้าสู่ทำเนียบขาวได้อย่างองอาจ
จากอดีตสู่ปัจจุบัน ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากลายเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้ ปัญหาไล่เรียงมาตั้งแต่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงเป็นประวัติการณ์ การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนตัว พร้อมกับวิกฤตการณ์ซับไพรม์ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเงินและภาคเศรษฐกิจจริงไปทั่วโลก ด้านสถาบันการเงินเผชิญปัญหาขาดทุนหนัก เกิดวิกฤตสินเชื่อ เหล่านี้ล้วนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง จนหลายคนกังวลว่าเศรษฐกิจอเมริกากำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจล้มละลาย อัตราการว่างงานสูง ในขณะที่ ราคาน้ำมันในโลกก็พุ่งสูงแตะระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลไปแล้วเมื่อต้นปี 2551 ซึ่งสร้างแรงผลักดันให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ
แน่นอนว่า เมื่อเศรษฐกิจอเมริกามีปัญหา เศรษฐกิจโลกก็ย่อมมีปัญหาตามไปด้วย การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อชะตากรรมของสหรัฐอเมริกา หากยังส่งผลต่อชะตากรรมของเศรษฐกิจโลกด้วย
การคาดการณ์ต่อสภาวะเศรษฐกิจอเมริกาเริ่มเลวร้ายลงเรื่อยๆ จนประธานาธิบดี George W. Bush ต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาด ขนาด 145,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นมาตรการช่วยเหลือด้านภาษีให้แก่ภาคธุรกิจ และประชาชน เช่น การคืนภาษี การให้แรงจูงใจด้านภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนของภาคธุรกิจ เป็นต้น หลักคิดพื้นฐานก็คือ ให้เงินคงอยู่ในกระเป๋าภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนให้มากที่สุด เพื่อจะได้นำไปใช้จ่ายหรือลงทุนต่อ ให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ
เมื่อปัญหาเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องใหญ่พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทุกคนก็ถูกบังคับให้ต้องคุยเฟื่องเรื่องเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งผ่านสื่อสารมวลชนและการโต้วาทีชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค
หากสำรวจนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของผู้สมัครแต่ละคน ไม่ว่าจะมาจากพรรคใด ล้วนมุ่งไปในทิศทางเดียวกันคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ จะต่างกันก็ตรงวิธีการซึ่งแตกต่างกันไปตามอุดมการณ์เศรษฐกิจหลักของแต่ละพรรค
ในภาพรวม ฟากพรรค Democrat ก็เน้นนโยบายเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อสร้างงาน และให้การช่วยเหลือคนตกงาน คนจน และคนไร้บ้าน พร้อมไปกับนโยบายปฏิรูประบบภาษี เพื่อให้ชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง และคนทำงานจ่ายภาษีน้อยลง
ขณะที่พรรค Republican ก็เน้นนโยบายลดและเลิกการเก็บภาษีเป็นสำคัญ เช่น ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือเลิกเก็บภาษี เช่น ข้อเสนอให้เลิกเก็บภาษี Capital gains (Mitt Romney) ไปจนถึงข้อเสนอให้เลิกภาษีเงินได้ทั้งหมดของรัฐบาลกลางแล้วแทนที่ด้วยภาษีการบริโภค ที่เรียกว่า Fair Tax ซึ่งเก็บทุกคนเท่ากันที่อัตรา 23% (Mike Huckabee)
หากประเมินนโยบายเศรษฐกิจของผู้สมัครแต่ละคนของทั้งสองพรรค จะเห็นว่า นโยบายส่วนใหญ่เป็นนโยบายขายฝัน ยากจะปฏิบัติได้จริง เป็นเพียงนโยบายที่มุ่งเน้นเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองเพื่อชนะเลือกตั้งเป็นสำคัญ อีกทั้ง ยังขาดรายละเอียดและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน รวมถึงยังไม่ได้แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจอเมริกาเท่าที่ควร เช่นนี้แล้ว ผลสอบด้านเศรษฐกิจของผู้สมัครแต่ละคนจึงได้คะแนนไม่สูงมาก ยังไม่มีผู้สมัครรายใดที่โดดเด่นในระดับที่เป็นความหวังในการนำพาเศรษฐกิจอเมริกาให้หลุดพ้นจากปากเหวแห่งวิกฤต
คงไม่ใช่แค่คนอเมริกันเท่านั้น แต่นับจากนี้จนถึงวันเลือกตั้ง คนทั้งโลกคงต้องร่วมตะโกนกรอกหูเหล่าผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2008 ให้ต้องทำการบ้านด้านเศรษฐกิจหนักขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ก่อนที่เศรษฐกิจจะพังกันเป็นแถบทั่วโลก
It’s the Economy, Stupid !
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 มกราคม 2551



