Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
โลกสีเขียว
เพชร มโนปวิตร


ระบบจ่ายตรง..โมเดลการอนุรักษ์นกน้ำหายากในเขมร

ตอนที่แล้วผมได้เล่าถึงการสร้างแรงจูงใจด้านการอนุรักษ์ด้วยระบบจ่ายตรง (Direct payment) ให้ชุมชนท้องถิ่นแทนที่จะไปทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการวางแผนระดับมหภาคหรือกระบวนการสร้างจิตสำนึกเพื่อเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นซึ่งนับวันจะต่อกรกับระบบทุนนิยมได้ยากเต็มที คราวนี้จึงจะขอนำตัวอย่างโครงการอนุรักษ์ในเขมรที่ได้นำโมเดลนี้ไปปฏิบัติจริงและดูเหมือนว่ากำลังจะกลายเป็นผลสำเร็จอันน่าพอใจของทั้งฝ่ายอนุรักษ์และชุมชนท้องถิ่น

ความจริงการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมกับการอนุรักษ์สามารถทำได้หลายรูปแบบอาทิ การเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นได้ใช้ประโยชน์และจัดการผลผลิตธรรมชาติ เช่น ระบบการเก็บหาของป่าในพื้นที่ป่ากันชน การสร้างรายได้จากกิจกรรมทางเลือก เช่นการส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การจ่ายเงินชดเชยเพื่อแลกกับสิทธิในการครอบครองที่ดินแล้วนำมาทำเป็นเขตอนุรักษ์ เช่นการซื้อที่ดินเพื่อจัดตั้งเป็นเขตอนุรักษ์เอกชน ไปจนถึง การจ่ายค่าตอบแทนชาวบ้านเพื่อทำให้กิจกรรมอนุรักษ์เป็นอาชีพทางเลือก เช่นการว่าจ้างพรานให้มาเป็นเจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่า แต่ไม่ว่าจะใช้แนวทางใดโจทย์สำคัญคงอยู่ที่ว่าเราจะสามารถสร้างระบบการตรวจวัดความสำเร็จได้อย่างไรที่จะทำให้แน่ใจว่าแนวทางที่นำมาใช้นั้นเกิดผลดีต่อเป้าหมายการอนุรักษ์ (Conservation target) อย่างแท้จริง

สำหรับนักอนุรักษ์ที่ทำงานปกป้องสัตว์ป่าบริเวณที่รอบตอนเหนืออันกว้างใหญ่ของเขมร เป้าหมายการอนุรักษ์ของพวกเขาคือบรรดานกน้ำหายากหลายชนิดที่พบทำรังวางไข่ที่นี่เพียงแห่งเดียวในโลก

ความโดดเด่นของที่ราบขนาดใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ Northern Plains แห่งนี้ คือ ความเป็นทุ่งหญ้าธรรมชาติผสมป่าเต็งรังและพื้นที่ชุ่มน้ำอันอุดมสมบูรณ์ซึ่งแทบหาไม่ได้อีกแล้วในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความที่ประเทศกัมพูชาตกอยู่ในภาวะสงครามมายาวนานพื้นที่หลายแห่งรวมทั้งที่ราบตอนเหนือจึงกลายเป็นดินแดนต้องห้ามและตกสำรวจ ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยที่สำคัญที่สุดของสัตว์ในกลุ่มวัวป่าโดยเฉพาะกูปรีและวัวแดงจนได้ชื่อว่าเป็น “เซเรงเกติ” แห่งเอเชีย หลังจากสงครามสงบลงนักชีววิทยาจึงเริ่มกลับเข้าไปสำรวจพื้นที่แห่งนี้อีกครั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 แม้จะพบว่าสัตว์ป่าอย่างกูปรีถูกล่าจนสูญพันธุ์หมดไปแล้ว แต่ยังคงพอมีสัตว์หายากหลายชนิดเหลืออยู่ไม่ว่าจะเป็นช้าง เสือโคร่ง วัวแดง กระทิง ละมั่ง

การค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุดของ Northern Plains ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่คือการสำรวจพบประชากรนกหายากระดับโลกหลายต่อหลายชนิดโดยเฉพาะนกน้ำขนาดใหญ่เช่น นกกระเรียน นกกระสาคอดำ นกตะกรุม นกตะกราม นอกจากนี้ยังพบนกแร้งได้ถึงสามชนิดได้แก่พญาแร้ง อีแร้งเทาหลังขาว และอีแร้งสีน้ำตาล และที่โดดเด่นจนเป็นไฮไลต์สำหรับเกจินักดูนกทั้งหลายคงต้องยกให้ นกช้อนหอยดำ (White-shouldered Ibis) และนกช้อนหอยใหญ่ (Giant Ibis) ที่จัดว่าอยู่ในระดับเดียวกับนกแต้วแล้วท้องดำของบ้านเราคือใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critical Endangered) และจากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันที่นี่เป็นพื้นที่แห่งเดียวในโลกที่ยังมีรายงานการสร้างรังวางไข่ของนกทั้งสองชนิด

เมื่อนักอนุรักษ์ทราบถึงคุณค่าความสำคัญของพื้นที่จึงได้เริ่มต้นออกแบบโครงการอนุรักษ์ แนวทางที่มีศักยภาพคือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพราะสามารถตอบโจทย์สำคัญเรื่องการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนท้องถิ่นซึ่งมีฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างยากจนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ได้

กลุ่มนักอนุรักษ์ของสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ได้เริ่มเข้าไปดำเนินโครงการในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งบริเวณ Tmatboey ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่นกทำรังวางไข่ที่สุด พวกเขาเริ่มด้วยการคัดเลือกชนิดพันธุ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยพิจารณาถึงโอกาสทางด้านการตลาดและศักยภาพของพื้นที่ ผลปรากฏว่านกช้อนหอยดำและนกช้อนหอยใหญ่ได้รับการคัดเลือกขึ้นมาเป็นตัวชูโรง ความที่ทั้งสองชนิดจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในนกที่หายากที่สุดในโลกและพื้นที่แห่งนี้ก็เป็นพื้นที่เดียวที่มีรายงานการสร้างรังวางไข่ ในแง่การอนุรักษ์จึงมีความสำคัญมาก ส่วนในแง่การตลาด “Rarity” ก็สามารถดึงดูดกลุ่มนักดูจากต่างประเทศได้ไม่ยาก ประกอบกับการเดินทางก็ไม่ลำบากเกินไปเพราะใช้เวลาเพียงประมาณ 4 ชั่วโมงทางรถจากเสียมราฐ ซึ่งเป็นหัวเมืองการท่องเที่ยวนครวัดอยู่แล้ว ชื่อของ Tmatboey Ibis Tourism Site จึงเกิดขึ้นในสารระบบการท่องเที่ยวธรรมชาติของเขมรตั้งแต่นั้น

การดำเนินการขั้นต่อมาคือการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยว มีการจัดตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านอันประกอบไปด้วยตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง 9 คน ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการจัดการ “กองทุนพัฒนาหมู่บ้าน” ในนามของชุมชน รายได้หลักของกองทุนนี้มาจากนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักดูนกที่จะบริจาคคนละประมาณ 30 เหรียญสหรัฐในกรณีที่พวกเขาได้เห็นนกที่อยากเห็นสมใจ ส่วนสมาชิกในชุมชนอื่นๆ ก็ได้ประโยชน์จากการบริการที่พักแบบโฮมสเตย์ บริการอาหาร เครื่องดื่ม หรือทำหน้าที่เป็นไกด์ท้องถิ่น (วันละ 5 เหรียญ)

ในแง่การปกป้องคุ้มครองนก คณะกรรมการหมู่บ้านได้จัดการให้สมาชิกในชุมชนทุกคนเข้าชื่อกันรับรองกฎกติกาเรื่องการห้ามล่านกและการอนุรักษ์พื้นที่ทำรังวางไข่ของนก ถ้าสมาชิกคนใดในชุมชนไม่เคารพกฎกติกาดังกล่าว แผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งหมดจะถูกยกเลิกทันที หรือไม่ผู้ฝ่าฝืนจะถูกตัดสิทธิ์จากการได้รับผลประโยชน์

การเลือกใช้นกมาเป็นเงื่อนไขทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างแนวทางการจัดการคือ การท่องเที่ยว เข้ากับ เป้าหมายการอนุรักษ์คือ นก ผลประโยชน์ทั้งหมดจากการท่องเที่ยวจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพการจัดการพื้นที่ ถ้าไม่มีนก หรือถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติเสื่อมโทรม การท่องเที่ยวรูปแบบนี้ก็จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ และไม่มีผลประโยชน์ต่างๆ ตามมาให้กับชุมชน

ปัจจุบันคณะกรรมการหมู่บ้านสามารถรับผิดชอบจัดการดูแลจัดการการท่องเที่ยวได้ด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด ชาวบ้านเริ่มเกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นเพราะมีแขกต่างบ้านต่างเมืองมาเยี่ยมเยือนเป็นประจำ จากการดำเนินงานมา 5 ปี Tmatboey Ibis Tourism Site เริ่มโด่งดัง และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มนักดูนกทั่วโลก และพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และมีแนวโน้มว่าใช้เวลาท่องเที่ยวนานขึ้น ซึ่งช่วยให้เกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชนมากขึ้นเรื่อยๆ

ตั้งแต่เริ่มมีการส่งเสริมการดูนกในพื้นที่ ปัญหาการล่านกช้อนหอยเกือบจะหมดไปอย่างสิ้นเชิง เพราะสมาชิกในชุมชนทุกคนรู้ว่านกทั้งสองรวมทั้งสัตว์ป่าอื่นๆ เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว ประชากรนกช้อนหอยดำเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น ส่วนประชากรนกช้อนหอยใหญ่ก็ไม่ลดน้อยไปกว่าเดิม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญที่สุดจนถึงขณะนี้

ความสำเร็จของโครงการทำให้หลายฝ่ายเกิดความหวังว่าอาจนำโมเดลดังกล่าวไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ของ Northern Plains ได้ เช่น พื้นที่อนุรักษ์นกแร้งที่มีการให้อาหารซึ่งเป็นซากสัตว์เสริม หรือที่เรียกว่า Vulture restaurant รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์เป็ดก่า ซึ่งเป็นนกเป็ดน้ำหายากอีกชนิดหนึ่ง

อีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้ระบบการจ่ายตรงคือโครงการปกป้องรังนก (Bird Nest Protection Program) ในพื้นที่ Northern Plains นอกเหนือจากการล่าและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพื่อทำการเกษตร การเก็บไข่นกมาขายนับเป็นภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดต่อความอยู่รอดของนกใกล้สูญพันธุ์หลายชนิดในพื้นที่

โครงการปกป้องรังนกจึงเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 หลักการง่ายๆ คือเมื่อชาวบ้านเจอรังนก เขาสามารถมีรายได้จากการเป็นผู้เฝ้ารังนกในอัตราวันละ 1 เหรียญสหรัฐตั้งแต่พบรังไปจนกว่าลูกนกจะออกจากรัง โดยมีเจ้าหน้าที่เต็มเวลาสองคนเป็นคนคอยตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินงาน

ปรากฏว่าวิธีง่ายๆ ที่ไม่ได้ลงทุนมากมายสามารถเปลี่ยนนักล่าในชุมชนมาเป็นนักอนุรักษ์ได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ประชากรนกหลายชนิดเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นนกกระเรียน นกตะกรุม นกช้อนหอยใหญ่ รวมไปถึงนกหายากอีกหลายชนิดที่ได้รับการดูแลรัง เพราะนอกจากจะลดเรื่องของการเก็บไข่ไปขายโดยตรงแล้ว การเฝ้าระวังรังยังช่วยให้นกถูกรบกวนน้อยลงและมีโอกาสประสบความสำเร็จในการสร้างรังวางไข่มากขึ้น

การคำนวณต้นทุนในการดำเนินงานโดยใช้วิธีนี้พบว่า ในฤดูกาล 2548-9 ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้นประมาณ 25,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับการดูแลรังนก 219 รัง หรือตกรังละ 114 เหรียญสหรัฐ ประมาณครึ่งหนึ่งของงบประมาณหมดไปกับการว่าจ้างชาวบ้านเฝ้ารังนก อีกครึ่งหนึ่งใช้ไปในเรื่องของการสำรวจและติดตามประชากรนก ส่วนในปีถัดมาก็ใช้งบประมาณไปประมาณเท่าเดิมสำหรับการดูแลและติดตามรังนก 342 รัง หรือตกประมาณรังละ 74 เหรียญสหรัฐเท่านั้น ร้อยละ 80 ของรายได้ทั้งหมดนี้ตกอยู่กับชาวบ้านโดยตรง

โครงการปกป้องรังนกเป็นการสร้างรายได้อย่างถูกกฎหมายให้กับชาวบ้าน แทนที่จะต้องเสี่ยงหารายได้ด้วยการล่าหรือการขโมยลูกนกซึ่งผิดกฎหมาย ค่าตอบแทนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณคนละ 100 เหรียญสหรัฐต่อปี แต่ก็มีบางรายที่ได้มากกว่า 400 เหรียญสหรัฐ แม้จะดูว่าเป็นเงินไม่มากแต่หากพิจารณาสภาพเศรษฐกิจของชุมชนที่มีรายได้ต่อหัวต่อปีเฉลี่ยเพียง 300 เหรียญสหรัฐ จะเห็นว่าเป็นสัดส่วนรายได้ที่น่าพอใจสำหรับคนส่วนใหญ่

ทั้งสองโครงการดูเหมือนจะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีโดยเฉพาะกับพื้นที่ Northern Plains ซึ่งเป็นที่รวมของนกและสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ระดับโลกหลายชนิด โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงความคุ้มทุน และเปรียบเทียบกับแนวทางการอนุรักษ์แบบอื่นที่อาจต้องใช้เวลาและงบประมาณที่สูงกว่านี้มาก

จุดแข็งของทั้งสองโครงการอยู่ที่การเชื่อมโยงเป้าหมายการอนุรักษ์เข้ากับแนวทางการดำเนินงานโดยตรง และมีระบบการสำรวจติดตามประชากรนกที่ชัดเจน ซึ่งข่าวที่น่ายินดีก็คือจำนวนประชากรนกหายากหลายชนิดกำลังฟื้นฟูประชากรกลับคืนมา ผลพลอยได้สำคัญในระยะยาวคือทำให้นกเหล่านี้กลายเป็นพระเอกในสายตาของชาวบ้าน เพราะเป็นผู้สร้างงาน สร้างรายได้ ส่งเสริมให้ชาวบ้านมีทัศนคติที่ดีขึ้นสำหรับการอยู่ร่วมกับนก และเข้าใจความสำคัญของการจัดสรรพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์

ปัจจุบันมีการสร้างเสริมศักยภาพของชุมชนในด้านเทคนิคการบริหารจัดการโครงการและการรับมือกับแรงกดดันความต้องการใช้ประโยชน์ทรัพยากรจากกลุ่มคนภายนอก รวมไปถึงการแสวงหาความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชนโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและการเกษตร เพื่อให้มีหน่วยงานสนับสนุนการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน

บางทีเราอาจเรียนรู้ที่จะคิดนอกกรอบและสามารถนำเอาโมเดลการอนุรักษ์แบบง่ายๆ แบบนี้เข้ามาประยุกต์ใช้ในการอนุรักษ์ของบ้านเราได้อย่างเหมาะสม เพราะถึงที่สุดแล้วความยั่งยืนในการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพหรือพื้นที่อนุรักษ์ที่ไหนๆ ย่อมขึ้นอยู่กับทัศนคติและความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่นโดยรวมในที่นั้นๆ นั่นเอง



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter