ก่อนหน้าที่เครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐ ชื่อว่า ”อีโนล่า เกย์” และ ”บ๊อกซ์ คาร์” จะบินขึ้นสู่น่านฟ้าเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิในประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำเอาระเบิดนิวเคลียร์ ๒ ลูกที่เรียกขานกันว่า ”ลิตเติลบอย” และ ”แฟตแมน”ไปทิ้งใส่ชาวญี่ปุ่นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น…ว่ากันว่าอนุศาสนาจารย์ประจำกองทัพอเมริกันได้สวดขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้าให้กับนักบินทั้ง ๒ ลำตามข้อความที่มีการบันทึกเอาไว้ดังนี้ว่า…
“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมหิทธานุภาพ…พระบิดาผู้ทรงไว้ซึ่งมหากรุณา ข้าฯ ขอสวดอ้อนวอนต่อพระองค์ ขอพระบิดาโปรดเมตตาประทานพรแก่พวกเขา ผู้ซึ่งจะโผผินสู่ท้องนภาในค่ำคืนนี้ โปรดคุ้มครองพวกเขาผู้ซึ่งจะมุ่งไปเสี่ยงภัยเบื้องหน้า…ในความมืดของสรวงสวรรค์แห่งพระองค์ ขอได้โปรดนำทางพวกเขา คุ้มครองร่างกายและจิตใจ นำพวกเขากลับมาสู่เรา…โปรดประทานกำลังกายกำลังใจให้พวกเขาในช่วงเวลาข้างหน้านี้ และโปรดประทานรางวัลให้กับความยากลำบากของภารกิจที่พวกเขาจะต้องเผชิญ เหนืออื่นใด…ข้าแต่พระบิดา ขอพระองค์โปรดประทานสันติภาพให้แก่โลก…ขอให้ข้าพระองค์และบรรดาเขาทั้งหลาย ได้ก้าวต่อไปในความศรัทธาและเชื่อมั่น…ว่ามีพระองค์อยู่เคียงข้าง ทั้งบัดนี้…และตลอดไป…อาเมน…”
หลังจากนั้นไม่นานนัก…ประวัติศาสตร์โศกนาฏกรรมแห่งการทำลายล้างที่เหี้ยมโหดและอำมหิตที่สุดเท่าที่เคยมีมาในหมู่มวลมนุษยชาติก็อุบัติให้เห็น…การสังหารหมู่มวลมนุษยชาติด้วยระเบิดนิวเคลียร์จากเครื่องบินทิ้งระเบิดลำแรกพร่าผลาญชาวเมืองนางาซากิจำนวนกว่า ๗๐,๐๐๐ คนให้เสียชีวิตโดยทันที บาดเจ็บสาหัสอีกเกือบ ๘๐,๐๐๐ คน ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความพิการและค่อยๆ ตายไปอย่างช้าๆ หลังจากนั้นอีกไม่น้อยกว่า ๑๒๐,๐๐๐ ชีวิต!!! ไม่ต่างอะไรกับที่ฮิโรชิมา จำนวนคนตายไม่น้อยกว่าระดับแสนคน ผู้บาดเจ็บ พิการ และทนทุกข์ทรมานกับพิษภัยของกัมมันตรังสีสืบต่อมาเป็นรุ่นๆ…สิ่งเหล่านี้ทำให้บทสวดอ้อนวอนอันอ่อนหวาน สวยงาม สละสลวย เปี่ยมไปด้วยความเคารพ-ศรัทธาที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า ของอนุศาสนาจารย์แห่งกองทัพก่อให้เกิดความน่ากังขาไม่น้อยว่า…เอาเข้าจริงๆ แล้ว…มันเป็นบทสวดสรรเสริญ ขอพรต่อ ”พระเจ้า” หรือ ”ซาตาน” กันแน่…???
บาทหลวงชาวไอริชชื่อว่า ”วิลเลียม จอห์นสตัน” ผู้แปลหนังสือเรื่อง ”เสียงระฆังจากนางาซากิ” และได้นำเอาคำบันทึกถึงการสวดอวยพรของอนุศาสนาจารย์ประจำกองทัพสหรัฐมาเผยแพร่เอาไว้ในหนังสือเล่มนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อ-ความศรัทธาของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งที่เรียกว่า ”พระเจ้า” หรือสิ่งสูงสุดใน ”ศาสนา” ต่างๆ ไว้น่าสนใจไม่น้อยว่า...
“เมื่อใดก็ตามที่สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า…หรือศาสนากลายเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้ควบคุม หรือ ครอบงำ…โดยใครก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์จอมปลอม หรือทุนนิยมที่แท้…เมื่อนั้น ศาสนาก็จะกลับกลายเป็นสิ่งที่…หลอกลวงอย่างยิ่ง!!! ศาสนาใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียน ยิว มุสลิม ฮินดู หรือพุทธ…จะเป็น…ศาสนาที่แท้ ก็ย่อมขึ้นอยู่กับว่าศาสนานั้นๆ ได้ถูกนำมาใช้ในการปรับจิตและวิญญาณ ความหยั่งรู้อย่างลึกซึ้ง และการปฏิวัติจิตสำนึกให้เกิดขึ้นมาได้หรือไม่??? และถ้าหากเป็นไปเช่นนั้น…ความเป็นศาสนาที่แท้นี่แหละ ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงมนุษย์คนหนึ่งคนใดได้โดยสิ้นเชิง เปลี่ยนแปลงความรู้สึกอันไร้สติ ความรู้สึกอันสับสนและความเก็บกดที่ถูกอัดเอาไว้ภายใต้ก้นบึ้งแห่งจิตใจของพวกเขาลงไปด้วย…”
แต่ดูเหมือนว่า…โดย ”ข้อเท็จจริง” เท่าที่เคยมีมาในอดีต จนตราบเท่าทุกวันนี้… แม้นว่าศาสนาที่เชื่อมั่นกันว่าเป็น ”ศาสนาที่แท้” จะปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว ในหมู่ผู้ที่ให้การยอมรับนับถือในศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู หรือกระทั่งศาสนายิวก็แล้วแต่…แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อย ที่ภายใต้การแสดงความเคารพ-ศรัทธาของผู้คนทั้งหลายต่อศาสนาแต่ละศาสนามันกลับไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในด้านจิตสำนึก สามารถสลายความรู้สึกอันสับสน ความเก็บกด ที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายใต้ก้นบึ้งแห่งจิตใจของมนุษย์ หรือสามารถสลาย ”อัตตา” ในแต่ละชนิดไม่ว่าจะปรากฏออกมาในรูปลักษณะของความเป็นปัจเจกบุคคล ความเป็นชาติ ความเป็นเผ่าพันธุ์ลงไปได้ซักเท่าไหร่นัก…??? ??? ???
ตลอดระยะเวลาที่สิ่งที่เรียกว่า ”พระเจ้า” หรือ ”ศาสนา” ถูกนำไปอ้างถึงในการปะทะขัดแย้ง หรือการทำสงครามระหว่างกันและกันในหมู่มวลมนุษยชาติ ดูเหมือนว่า…เบื้องหลังของข้ออ้างเหล่านั้น…ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วย ”อัตตา” ในลักษณะต่างๆ ที่ถูกอัดแน่นเอาไว้ในหมู่ผู้ที่ก่อการปะทะขัดแย้งระหว่างกันและกันเสมอๆ สองร้อยกว่าปีแห่งสงครามครูเสด ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความพยายามยึดครองดินแดนของฝ่ายหนึ่งโดยอีกฝ่ายหนึ่ง การแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง การค้า ของพ่อค้า ขุนนาง กษัตริย์ หรือแม้กระทั่งพระสันตะปาปา การเข่นฆ่ากันอย่างนองเลือดระหว่างชาวคาธอลิคกับโปรเตสแตนท์ในยุโรป แม้นว่าจะมีต้นเหตุความเป็นมาจากกรณีการปฏิรูปศาสนา แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็แยกไม่ออกไปจากผลประโยชน์ของกลุ่มก้อนองค์กรที่อาศัยศาสนาบังหน้า ผลประโยชน์ของอาณาจักรต่างๆ และความไม่รู้ของผู้คนที่ถูกครอบงำด้วยความหลอกลวง ความพยายามทำลายศาสนาพุทธโดยชาวฮินดู การกวาดล้างศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธโดยกองทัพอิสลามในอินเดีย…เกิดขึ้นภายใต้ความพยายามที่จะขยายจักรวรรดิของนักรบชาวเตอร์กที่ปราศจากความรู้ความเข้าใจต่อศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง การทำลายล้างศาสนสถานของลัทธิไศวนิกายกับไวษยนิกาย ที่ต่างก็เป็นศาสนาฮินดูทั้งคู่ ในอาณาจักรต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือการปะทะกันระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาฮินดูในดินแดนแถบนี้เมื่อครั้งอดีต…ก็ได้มีการพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่ารากฐานที่มามันเกิดจากการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองล้วนๆ….ฯลฯลฯลฯ
แม้กระทั่งความขัดแย้งในทุกวันนี้ที่มีการนำเอา ”พระเจ้า” และ ”ศาสนา” ไปใช้เป็นข้ออ้าง… ก็มีสภาพไม่ได้แตกต่างไปจากอดีตซักเท่าไหร่นัก เบื้องหลังของการเข่นฆ่าชาวคริสต์โดยชาวอิสลามที่เกาะอัมโบน ในอินโดนีเซียอย่างเหี้ยมโหดอำมหิต เมื่อสืบสาวถึงเบื้องหลังกันให้ชัดๆ แล้ว…ความขัดแย้งแรกเริ่มมันแทบไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับเรื่องความแตกต่างทางความเชื่อ หรือความแตกต่างในทางศาสนา แต่มันกลับกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งแตกแยกทางเผ่าพันธุ์ที่ถูกวางรากฐานเอาไว้โดยชาวดัทช์ที่เข้าไปยึดครองเกาะอัมโบนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๖๐๕ และได้เริ่มต้นกรรมวิธีสร้างความมั่นคงในระบอบการปกครองของตัวเอง ด้วยนโยบาย ”แบ่งแยก-แล้วปกครอง ”ตามแบบจักรวรรดินิยมทั้งหลายนั่นเอง ไม่ต่างไปจากความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าต่างๆ ในแอฟริกาที่ถูกทิ้งเอาไว้เป็นมรดกโดยนักล่าอาณานิคมชาวยุโรปรายต่างๆ ก็ได้กลายมาเป็นผลพวงความขัดแย้งในรวันดา ไนจีเรีย คองโก อูกานดา…ที่มีการนำเอา ”พระเจ้า” หรือ ”ศาสนา” มาอ้างอิงกันในภายหลัง….แน่นอนว่า… สิ่งเหล่านี้ย่อมสามารถนำไปใช้อธิบายต่อภาพความขัดแย้งในบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา ในไอร์แลนด์เหนือ ในรัสเซียและเชเชน ในแคชมีร์ ในศรีลังกา…ฯลฯ ได้ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะมันล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึง…ความพยายามที่จะยึดมั่นอยู่ใน ”อัตตา” แห่งความเป็นเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ความเป็นอาณาเขตดินแดน ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นจุดเริ่มต้นมาด้วยกันทั้งนั้น….
อันที่จริงแล้ว…นับตั้งแต่ในยุคอดีตดึกดำบรรพ์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการต่อสู้ขัดแย้งระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองไม่ว่าในระดับครอบครัว ชุมชน เผ่าพันธุ์ที่มีมาโดยตลอด…แต่ภายใต้ก้นบึ้งแห่งจิตใจอันเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสน เก็บกดของมนุษย์ในแต่ละกลุ่มแต่ละราย ซึ่งมันอาจจะเคยผลิตพระเจ้าที่มีหน้าตาแปลกๆ หรือศาสนาที่ก่อให้เกิดพิธีกรรมประหลาดๆ ขึ้นมาเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ท้ายที่สุดแล้ว…ความรู้สึกเช่นนี้ก็ได้ถูกยกระดับหรือถูกเปลี่ยนแปลงกันในระดับจิตสำนึก ด้วยภาพแห่งการต่อสู้กับสิ่งที่อยู่ลึกลงไปภายในตัวตนของความเป็นมนุษย์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าภาพการต่อสู้ระหว่าง ”มังกรแห่งความมืด” กับ ”เทพบุตรแห่งแสงสว่าง” การต่อสู้ระหว่าง ”ความไร้ระเบียบ” กับ ”กองทัพแห่งความมีระเบียบ” การต่อสู้ระหว่าง ”เทพเจ้าแห่งสันติภาพ” กับ ”เทพ-เจ้าแห่งสงคราม”…ฯลฯ อันปรากฏให้เห็นในระหว่างที่พระเจ้าแห่งชุมชน เผ่าพันธุ์ ทั้งหลายถูกยกระดับขึ้นมาเป็นพระเจ้าแห่งรัฐ หรือระหว่างที่มนุษย์ในแต่ละสังคม พยายามหาทางสร้างความกลมกลืนระหว่างกันและกันด้วย ”มาตรฐานทางศีลธรรม”ในแต่ละระดับ…
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อ ”ศาสนาแห่งรัฐ” ได้ถูกปฏิวัติโดย ”ศาสนาสากล” แต่ละศาสนา …ความพยายามที่จะยกระดับจิตสำนึกของมนุษย์ให้พ้นไปจากอัตตาแห่งความเป็นเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือความเป็นรัฐไปสู่…”ความเป็นมนุษย์สากล” ก็ได้ทำให้เกิดภาพของการต่อสู้ขัดแย้งระหว่าง ”พระเจ้าแห่งรัฐ” หรือ ”พระเจ้าแห่งเผ่าพันธุ์” กับ ”พระเจ้าแห่งสากลจักรวาล” ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน!!! ไม่ว่าจะในกรณีการคัดค้านแนวคิดเรื่องวรรณะในศาสนาฮินดูโดยศาสนาพุทธ การประกาศถึง ”พันธะสัญญาใหม่” แทน ”พันธะสัญญาเก่า” ที่ทำให้ ”พระเจ้าของชาวยิว” ในศาสนายูดาห์กลายเป็น ”พระเจ้าแห่งมวลมนุษยชาติ” ในศาสนาคริสต์ หรือแม้กระทั่งการต่อสู้เพื่อเอาชนะความเชื่อดั้งเดิมของชาวอาหรับเผ่าเบดูอินในเมืองเมกกะห์ ด้วยการประกาศศาสนาอิสลามของพระนบี โมฮัมหมัดก็ตาม…
แม้นว่าภาพแห่งการต่อสู้ขัดแย้งเหล่านี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งหมายของศาสนาในการยกระดับจิตสำนึกของมนุษย์กันมาเป็นขั้นๆ จนกระทั่ง ”ความเป็นศาสนาที่แท้” ที่ปรากฏอยู่ในแก่นสาระของศาสนาสากลทั้งหลายล้วนแล้วแต่ชี้ให้เห็นถึงความพยายามที่จะสลาย ”อัตตา” ที่ถูกเก็บกดเอาไว้ในตัวตนของความเป็นมนุษย์ ในความเป็นเผ่าพันธุ์ หรือในความเป็นรัฐเป็นชาติ…ไปสู่ความเป็น”มนุษย์สากล” ที่สามารถสร้างความกลมกลืนระหว่างกันและกันด้วยการปรับจิตวิญญาณ การพัฒนาเหตุผล ความรัก ความเข้าใจไปสู่ความหยั่งรู้อันลึกซึ้งถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า ”พระเจ้า” ให้เกิดขึ้นมาให้ได้…แต่แน่นอนว่า การที่มนุษย์ทั้งมวลจะสามารถเข้าถึงความหมายของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง… ก็อาจจะหนีไม่พ้นที่จะต้องเกิดภาพแห่งการต่อสู้ขัดแย้งครั้งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง…ก่อนที่ ”พระเจ้าที่แท้จริง” จะสามารถปรากฏตัวขึ้นมาภายในจิตใจของมนุษย์ในแต่ละราย??? และดูเหมือนว่าภาพการต่อสู้ขัดแย้งครั้งนี้ มันจะมีความเกี่ยวข้องไม่น้อยกับการที่จะพิสูจน์ให้เห็นต่อไปว่า…ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เรียกกันว่า ”พระเจ้าของชาวยิว” กับ ”พระเจ้าแห่งมวลมนุษยชาติ” นั้น…เป็นพระเจ้าองค์เดียวกันหรือไม่??? ??? ???
ใน ”บันทึกข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออนฯ” นั้น…มีข้อความช่วงหนึ่งที่ระบุเอาไว้ถึงความเป็นไปของศาสนาต่างๆ ในอนาคตอย่างน่าสนใจไม่น้อยว่า… “เมื่อเรามาอยู่ในอาณาจักรของเราแล้ว เราไม่ปรารถนาที่จะให้มีศาสนาอื่นๆ อยู่ นอกจากศาสนาที่มีพระเจ้าของเรา ซึ่งทรงดลบันดาลให้ชะตากรรมของเราถูกผูกมัดไว้ด้วยกัน กับสถานภาพที่เราเป็นประชากรผู้ได้รับเลือก และทรงทำให้ชะตากรรมของเรารวมอยู่กับชะตากรรมอันเดียวกันของโลก เพราะฉะนั้น…เราต้องกวาดเอารูปแบบความเชื่ออย่างอื่นออกไปเสียให้หมด ถ้านี่จะก่อให้เกิด…ความไม่เชื่อในพระเจ้า…อย่างที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้ มันก็ไม่ได้กีดขวางต่อทรรศนะของเรา เนื่องจากมันจะเป็นเพียงขั้นตอนที่จะต้องผ่าน และท้ายที่สุดแล้ว…มันจะเป็นการย้ำเตือนต่อคนรุ่นต่อๆ ไป ที่จะต้องฟังคำสอนของศาสดาของเราจนมั่นคง และยอมรับต่อระบบอัน ละเอียดลออ ประณีต บรรจงที่จะนำเอาผู้คนทั้งหมดในโลกมาอยู่ใต้อำนาจของเรา….”
อย่างที่ว่าเอาไว้แล้วว่า…บรรดาสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารที่ว่านี้ คงไม่อาจยืนยันได้ว่ามันมีเค้าโครงความจริงอยู่มากน้อยเพียงใด แต่ภายใต้ความเป็นไปของโลกในทุกวันนี้…ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าภายใต้การโจมตีของโลกวัตถุที่กำลังมีอำนาจครอบครองโลกทั้งโลกอยู่ในทุกวันนี้ และสามารถทะลุทะลวงพรมแดนทางจิตวิญญาณของมนุษย์ลึกเข้าไปทุกที มันกำลังทำให้ความเชื่อ-ความศรัทธาต่อสิ่งที่เรียกกันว่า ”พระเจ้า” หรือต่อ ”ศาสนา” ต่างๆ นั้น…นับวันมีแต่จะยิ่งเสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆ แม้นว่าพระเจ้าที่ว่านั้นจะเป็น ”พระเจ้าที่แท้” หรือแม้นว่าศาสนานั้นๆ จะเป็น ”ศาสนาที่แท้” หรือ ”ศาสนาที่มีความเป็นสากล” ก็ตาม… แต่การเสื่อมโทรมหรือการสูญสลายไปของพระเจ้าที่แท้หรือของศาสนาที่แท้… มันจะทำให้มวลมนุษยชาติต้องหันไปยอมรับ หรือศิโรราบอยู่ภายใต้อำนาจของสิ่งใดกันต่อไป…??? และสิ่งนั้นจะมีสถานะเป็น ”พระเจ้า” หรือเป็นอะไรกันแน่??? ที่สำคัญที่สุดก็คือ…สิ่งที่ว่านั้นมันจะนำพามวลมนุษยชาติไปสู่หนทางแบบไหน??? หนทางที่มนุษย์จะยังสามารถค้นหาและแสวงหาความกลมกลืนกับมนุษย์ด้วยกันเอง หรือกับพระเจ้าได้ด้วยเสรีภาพไม่ว่าทางร่างกายหรือทางจิตวิญญาณ อันเป็นสิ่งที่พระองค์มอบให้กับมวลมนุษย์มาตั้งแต่เริ่มแรก หรือหนทางที่เกิดจากการบังคับ…เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายต้องกลมกลืนกับพระองค์ด้วยการยอมศิโรราบต่ออำนาจของผู้ใดผู้หนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือชนชาติใดชนชาติหนึ่ง ที่ได้สร้างสมความเชื่อ-ความศรัทธาจนกลายมาเป็น ”อัตตา” อันแรงกล้าว่า… ตัวเองนั้น…คือ “ผู้ที่พระเจ้าได้เลือกสรรเอาไว้แล้ว…” ??? ??? ???

