รัฐบาล(พันธุ์)ผสมบนเส้นด้าย

prasong_lert@yahoo.com


"ชีวิตที่แขวนบนเส้นดาย" เป็นประโยคที่ทำให้เราเข้าใจถึงความเสี่ยงของผู้ที่ตกอยู่ในสภาพที่ไม่แน่นอนได้เป็นอย่างดี

เมื่อคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมทางการเมืองแล้ว รัฐบาล (พันธุ์) ผสมที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ และ (น่าจะ) มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ตกอยู่ในสภาพ "รัฐบาลบนเส้นดาย" ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นอย่างมากเช่นกัน

ประการแรก นายสมัคร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาทุจริตการจัดซื้อรถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของ กทม. มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท สมัยเป็นผู้ว่าฯกทม. พร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และบุคคลอื่นรวม 7 คน

คดีดังกล่าว ถ้าคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) สรุปสำนวนส่งอัยการสูงสุดได้ภายในเดือนมีนาคม 2551 อัยการสูงสุดต้องส่งสำนวนให้แก่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในเดือนพฤษภาคม 2551

ถึงเวลานั้น ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีที่ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตที่ต้องเดินขึ้นศาลฎีกาฯทุกสัปดาห์เป็นเวลาติดต่อกันนานประมาณ 3-4 เดือนโดยไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มกัน ส.ส.เหมือนคดีอาญาทั่วไป (รัฐธรรมนูญ มาตรา 277 วรรคสาม)

นอกจากภาพลักษณ์ของประเทศจะพังอย่างยับเยินแล้ว ถ้าศาลฎีกาฯพิพากษาว่า นายสมัครมีความผิด ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพร้อมกับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะในทันที และสภาก็ต้องโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี "นอมินี" คนต่อไป

คำถามคือ ในช่วงที่ชะตาชีวิตของนายสมัครแขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้และต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการต่อสู้คดี ที่คาดหวังว่าจะทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มที่นั้น เป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน

ประการที่สอง พรรครัฐบาลที่ประกอบด้วยพรรคการเมือง 6 พรรค รวม 315 เสียง ในจำนวนนี้พรรคชาติไทย (35 เสียง) และมัชฌิมาธิปไตย (9 เสียง) มีผู้สมัคร ส.ส.ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ให้ใบแดง) ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 237) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พ.ศ.2550 (มาตรา 103) กำหนดให้ กกต.ต้องทำคำร้องเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคทั้งสองซึ่งคาดว่าคงใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 3-4 เดือน

ประเด็นที่พรรคการเมืองทั้งสอง สามารถต่อสู้ในศาลรัฐธรรมนูญได้ คือกรรมการบริหารพรรคที่ถูกใบแดงทุจริตในการเลือกตั้งหรือไม่เท่านั้น

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า มีการทุจริตเลือกตั้ง เงื่อนไขตามกฎหมายกำหนดให้ยุบพรรคสถานเดียว

นั่นหมายความว่า พรรคชาติไทยแทบสูญพันธุ์เพราะ ส.ส.ของพรรคเป็นกรรมการบริหารเกือบทั้งหมดทำให้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนาน 5 ปี จึงต้องพ้นสภาพ ส.ส.ในทันทีด้วย

ขณะที่ ส.ส.พรรคมัชฌิมาฯอาจย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชาชนได้ภายใน 60 วัน รัฐบาลจะมีเสียงเหลือเพียง 280 เสียง (315-35) ซึ่งไม่แน่ว่าในการเลือกตั้งซ่อมจะได้เสียงกลับมาจำนวนเท่าใด

อนึ่ง การที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย อ้างว่ามีความจำเป็นต้องไปร่วมกับพรรคพลังประชาชน มิเช่นนั้นจะไม่สามารถจัดตั้งให้รัฐบาลมีเสถียรภาพได้เป็นการกล่าวที่ไม่มีมูลความจริง เพราะถึงพรรคชาติไทยไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน รัฐบาลก็จะมีเสียงถึง 280 เสียง

แม้รัฐธรรมนูญ (มาตรา 177 วรรคสอง) จะห้ามรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ออกเสียงในเรื่องเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่ หรือการมีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องนั้น ประมาณว่า มี ส.ส.ที่อาจได้แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี 30 คน ในการลงมติในสภา ฝ่ายรัฐบาลก็ยังมีเสียงถึง 250 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้าน (ประชาธิปัตย์+ชาติไทย) มีเพียง 200 เสียงเท่านั้น

นอกจากนั้นในการลงมติไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนั้น ให้ถือเสียงไม่ไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งเป็นหลัก หมายถึงเสียงโหวตไม่ไว้วางใจต้องมีถึง 241 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้าน (ประชาธิปัตย์+ชาติไทย) มีเพียง 200 เสียงเท่านั้น

ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ลิ้นของนักการเมืองพลิกพลิ้วไปตามผลประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

ประการที่สาม ถ้านายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้สมัคร ส.ส.แบบสัดส่วนกลุ่มที่ 1 และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนซึ่งถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ถูกแจกใบแดงหลังจากประกาศรับรองหรือได้เป็น ส.ส.แล้ว (ต้องผ่านการชี้ขาดของศาลฎีกาฯด้วย)

รัฐธรรมนูญ มาตรา 237 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ (มาตรา 115 ประกอบ มาตรา 103) กำหนดให้ กกต.ต้องทำคำร้องเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคพลังประชาชนเช่นเดียวกัน

ถ้าพรรคพลังประชาชนถูกยุบย่อมหมายถึงการพังทลายของรัฐบาลในทันที เพราะจะมี ส.ส.ที่เป็นกรรมการบริหารพรรคส่วนหนึ่งสิ้นสภาพ ส่วน ส.ส.ที่เหลือต้องหาพรรคสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน

ทั้งหมดนี้คือปัจจัยความเสี่ยงที่ทำให้รัฐบาล (พันธุ์) ผสมตั้งอยู่บนเส้นดาย

เว้นแต่เมื่อยึดอำนาจรัฐได้แล้วจะใช้กลไกอำนาจรัฐที่มีอยู่ควบคุมกระบวนการยุติธรรมและองค์กรตามรัฐธรรมนูญได้อยู่หมัดเหมือนกับอดีตที่อดีตผู้นำเคยทำมาแล้ว


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 19 มกราคม 2551