ความกลมกลืนที่ก้าวหน้าและถดถอย

“อีริค ฟรอมม์” นักจิตวิทยาแนวมนุษย์นิยมชาวเยอรมัน…ได้เคยพยายามอธิบายถึงความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ที่มีต่อ "ศาสนา” หรือต่อสิ่งที่เรียกกันว่า "พระเจ้า” เอาไว้อย่างน่าสนใจไม่น้อย คือเขาได้ตั้งสมมุติฐานในทางจิตวิทยาเอาไว้ทำนองว่า นับตั้งแต่มนุษย์คนแรกได้ปรากฏตัวขึ้นมาบนโลก…ไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะเป็น เผ่าพันธุ์ หรือเพศใดก็แล้วแต่ เมื่อเกิดและเติบโตขึ้นมาจนสามารถตระหนักได้ว่า ”ตัวตนของตน” ได้อุบัติขึ้นมาแล้วบนโลกใบนี้…มนุษย์ผู้นั้นจะถูกจู่โจมด้วยอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างทั้งในระดับจิตสำนึกหรือลึกลงไปถึงจิตใต้สำนึก… เช่นความรู้สึกถึงความแปลกแยก โดดเดี่ยว ความรู้สึกถึงความไม่มั่นคง-ปลอดภัย ความไร้พลัง ระหว่างตัวตนของตนกับสรรพสิ่งต่างๆที่แวดล้อมอยู่รายรอบ…??? ??? ???

ความพยายามที่จะเอาชนะความรู้สึกเหล่านี้ให้ได้ทั้งในระดับจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ด้วยการค้นหาคำตอบคำอธิบายใดๆ ก็ตาม ที่สามารถทำให้ตัวตนของตนเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า ”ความกลมกลืน” ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง เกิดความรู้สึกมั่นคง-ปลอดภัย ไม่โดดเดี่ยว เกิดพลังในการดำเนินชีวิตต่อไป จึงทำให้สิ่งที่เรียกว่า ”ศาสนา” หรือ ”พระเจ้า” อุบัติขึ้นมาในความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์นับตั้งแต่อดีตกาลมาจนตราบเท่าทุกวันนี้…!!!

คำอธิบายเช่นนี้…มันจะดูมีเหตุมีผล มีน้ำหนักมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่ แต่ถ้าหากเราหวนกลับไปมองประวัติศาสตร์ความเป็นมาของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่อุบัติขึ้นมาจากพื้นที่ใดๆ บนโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ที่เติบโตมาจากอารยธรรมใดๆ ก็ตามที ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า…สิ่งที่เรียกว่า ”ศาสนา” หรือ ”พระเจ้า” ที่ปรากฏตัวขึ้นมาแทบจะทันทีกับที่มนุษย์อุบัติขึ้นมา ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะตอบคำถามและให้คำอธิบายต่ออารมณ์ความรู้สึกต่างๆ อย่างที่ ”อีริค ฟรอมม์” ได้ตั้งสมมุติฐานไว้มาโดยตลอด…

ศาสนาดั้งเดิมของมนุษยชาติ ที่บรรดานักประวัติศาสตร์สรุปว่า ล้วนแล้วแต่มีต้นกำเนิดมาจากความเชื่อในแบบที่เรียกว่า ”วิญญาณนิยม” หรือที่ ”สุจิตต์ วงศ์เทศ” ปรมาจารย์ทางประวัติศาสตร์บ้านเราใช้คำเรียกง่ายๆ ว่า ”การนับถือผี” นั้น…ปรากฏให้เห็นอยู่ในทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชนชาติ และทุกพื้นที่ ซึ่งไม่ว่าความเชื่อเหล่านั้นมันจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของปัจเจกบุคคลคนใดคนหนึ่งในแต่ละครอบครัว เผ่าพันธุ์ ชุมชน หรือถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองการอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคมใดสังคมหนึ่งก็แล้วแต่…วิญญาณ ผี หรือเทพเจ้า ฯลฯ เหล่านั้น…ก็ล้วนแล้วแต่ได้แสดงออกถึงหน้าที่ในการช่วยขจัดความรู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว ความไม่มั่นคงปลอดภัยในอารมณ์ความรู้สึกของบุคคลนั้นๆ หรือสังคมนั้นๆ กันมาเสมอๆ… ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าเหยี่ยวนกเขาของชุมชนชาวอียิปต์ในภาคใต้ เทพเจ้าหมูของชาวอียิปต์ภาคเหนือ เทพเจ้าน้ำ เทพเจ้าดินของชาวสุเมเรียนในเมโสโปเตเมีย เทพเจ้าเสือ เทพเจ้าผีเสื้อของชาวพื้นเมืองในอเมริกากลาง อเมริกาใต้ เทพเจ้าต้นมะม่วงของชาวพื้นเมืองในอินเดีย เทพเจ้ากบ เทพเจ้าหมีของชาวพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เทพเจ้าสายฟ้า ปลาโลมาของชาวโพลินีเชียน…ฯลฯ ภาระหน้าที่ของเทพเจ้าเหล่านี้ก็คงไม่ได้ต่างไปจาก ”พระผู้เป็นเจ้า” ที่ปรากฏตัวขึ้นมาท่ามกลางอารมณ์ความรู้สึกอันโดดเดี่ยว แปลกแยก ของ ”อับราฮัม” ในระหว่างที่เร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ อยู่ในแผ่นดินคานาอันนั่นเอง…

แต่ภายใต้การตอบสนองต่ออารมณ์ความรู้สึกในลักษณะเช่นนี้…”อีริค ฟรอมม์” ได้ตั้งสมมุติฐานที่น่าสนใจต่อไปอีกว่า ในการสร้างคำตอบคำอธิบายที่ทำให้เกิดวิญญาณ ผี เทพเจ้า หรือพระผู้เป็นเจ้าที่เต็มไปด้วยความหลากหลายในแบบของใคร-ของมันเช่นนี้…ถ้าหากจะสรุปรวมความกันให้ชัดๆ แล้ว คำตอบ-คำอธิบายที่ว่าจะแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ๆ เท่านั้น นั่นก็คือ…ลักษณะที่ก่อให้เกิด ”ความกลมกลืนในแบบก้าวหน้า” กับลักษณะที่ก่อให้เกิด ”ความกลมกลืนในแบบถดถอย”…???

พูดง่ายๆ ว่า วิญญาณ ผี เทพเจ้า หรือพระผู้เป็นเจ้าที่ปรากฏขึ้นมาในความรู้สึกนึกคิดของบุคคล เผ่าพันธุ์ หรือชุมชนใดชุมชนหนึ่ง อาจจะเป็นตัวผลักดันให้บุคคล เผ่าพันธุ์ ชุมชนนั้นๆ เกิดการเรียนรู้ที่จะพัฒนาจิตสำนึก พัฒนาเหตุผล พัฒนาความรัก ความเข้าใจ ต่อผู้อื่นหรือต่อสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวให้เพิ่มขึ้นๆ จนสามารถหลุดพ้นไปจากการยึดมั่นใน ”อัตตา” หรือ ”ความเป็นตัวตนของตน” กันทีละเล็กทีละน้อย หรือสามารถทำให้ตัวตนของตนเกิดความกลมกลืนกับผู้คนอื่นๆ กับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ความกลมกลืนในลักษณะเช่นนี้จึงถือเป็นความกลมกลืนในลักษณะที่ก้าวหน้า และเป็นสิ่งที่ทำให้ศาสนาดั้งเดิมทั้งหลาย ค่อยๆ เกิดการพัฒนาการ จนกลายเป็นศาสนาชุมชน ศาสนาแห่งรัฐ ก่อนที่จะกลายมาเป็น…ศาสนาสากลต่างๆ อยู่ในทุกวันนี้…

แต่ในอีกด้านหนึ่ง…ความรู้สึกโดดเดี่ยว แปลกแยก หรือความรู้สึกถึงความไม่มั่นคง-ปลอดภัยในจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกของมนุษย์แต่ละราย ก็อาจจะทำให้วิญญาณ ผี เทพเจ้า หรือพระผู้เป็นเจ้า ที่ปรากฏขึ้นมาในความรู้สึกนึกคิดของใครต่อใคร ฉุดดึงบุคคลเหล่านั้น เผ่าพันธุ์ หรือชุมชนนั้นๆ…ให้หันกลับไปค้นหาความกลมกลืนในลักษณะตรงกันข้าม ความกลมกลืนที่เกิดจากการย้อนกลับไปหาจิตสำนึกดั้งเดิม ก่อนที่การตระหนักถึงความเป็นตัวตนของตนจะอุบัติขึ้นมา ความรู้สึกถึงความมั่นคง-ปลอดภัยในขณะที่ได้รับการปกป้องอยู่ในครรภ์มารดา หรืออยู่ในโลกก่อนการเกิด การถอยกลับไปสู่โลกแห่งความตาย ที่ตัวตนของตนจะได้รับการปกป้องจากวิญญาณ ผี เทพเจ้า ในลักษณะไม่ต่างไปจากที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากผู้มีอำนาจในสายเลือดครอบครัว จากผู้ที่เป็นพ่อ ผู้ที่เป็นหัวหน้าเผ่า หัวหน้าชุมชน หรือหัวหน้ารัฐ…ฯลฯ ความกลมกลืนในลักษณะเช่นนี้ถูกเรียกว่า…ความกลมกลืนในลักษณะถดถอย เพราะแทนที่มันจะทำให้เกิดการสลาย ”อัตตา” หรือตัวตนของตนลงไปจนสามารถสร้างความกลมกลืนกับผู้อื่น ด้วยความรัก ความเข้าใจ ด้วยการพัฒนาจิตสำนึกและความมีเหตุมีผลยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่มันกลับเป็นตัวทำให้เกิดการยึดมั่นใน ”อัตตา” ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะแสดงออกมาทางความเป็นตัวตนของตน ความยึดมั่นในครอบครัว เผ่าพันธุ์ หรือความเป็นรัฐเป็นชาติยิ่งขึ้นเรื่อยๆ…และสิ่งเหล่านี้มักจะนำไปสู่การบีบบังคับ หรือกดขี่ ผู้อื่นให้ต้องหันมาแสดงความกลมกลืนกับตัวเองกันเป็นหลัก…??? ??? ???

และแม้นว่าศาสนาดั้งเดิมทั้งหลาย จะได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นศาสนาสากลต่างๆ กันไปแล้ว แต่ลึกลงไปภายในจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกของแต่ละปัจเจกบุคคลที่ต่างก็อ้างว่านับถือศาสนาที่มีความเป็นสากล อย่างศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ฯลฯ กันเป็นส่วนใหญ่ นักจิตวิทยาอย่าง “ฟรอมม์” เชื่อว่า…ก็อาจจะยังมีสภาพไม่ได้แตกต่างไปจากอดีตกันซักเท่าไหร่นัก ดังที่เขาสรุปเอาไว้ว่า… “นับตั้งแต่ได้เกิดลัทธิกินคนในสมัยบรรพกาลเรื่อยมาจนถึงศาสนาสากลนั้น มนุษยชาติได้ให้คำตอบในการดำรงชีวิตเพียงไม่กี่คำตอบ และในชีวิตของแต่ละคนก็จะให้คำตอบหนึ่ง แม้นว่าโดยปกติเขาอาจไม่รู้ว่าเขากำลังให้คำตอบนั้นๆ ก็ตาม สำหรับในวัฒนธรรมตะวันตก คนแทบทุกคนมักจะคิดว่า…เขาได้ให้คำตอบของเขาด้วยศาสนาคริสต์ ศาสนายิว หรือโดยลัทธิอเทวนิยมอันมีเหตุมีผลก็ตาม…แต่ถ้าหากเราสามารถเอ็กซเรย์จิตใจของคนทุกคนได้ เราก็จะพบว่ามีสาวกของลัทธิกินคน ลัทธิบูชาสัตว์ ผู้ที่บูชารูปเคารพชนิดต่างๆ อยู่มากมาย ส่วนผู้ที่เป็นคริสต์ เป็นยูดาห์ เป็นพุทธหรือเป็นผู้ยึดมั่นอยู่ในศาสนาสากลกันจริงๆ…จะมีอยู่แต่เพียงแค่น้อยนิดเท่านั้น…”

ด้วยเหตุนี้….ถ้าหากเราหยิบเอาแนวคิดของนักจิตวิทยาอย่าง ”อีริค ฟรอมม์” มาใช้เป็นบรรทัดฐาน ในการพิจารณาถึงเรื่องราวของ ”พระเจ้า” ที่มักถูกนำมาอ้างอิงเอาไว้ในความเชื่อ-ความศรัทธาของ บุคคล และกลุ่มบุคคลต่างๆ ทั้งที่เคยมีมาในอดีตจนกระทั่งทุกวันนี้…มันก็น่าจะพออธิบายได้ว่า… เหตุใดผู้ที่เชื่อมั่นในพระเจ้าอย่างชาวยิวบางกลุ่มบางราย กับผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าอย่างพวกนาซีเยอรมัน ที่ต่างก็มีความรู้สึกต่อความเป็นสายเลือด เผ่าพันธุ์อันเข้มข้น รุนแรง ด้วยกันทั้งคู่…ถึงได้มีความคล้ายคลึงกันปานประดุจ ”สองด้านของเหรียญ” หรือเหตุใดที่พระเจ้าของผู้ที่คิดจะไล่ล่าการก่อการร้าย กับพระเจ้าของผู้ก่อการร้าย…จึงได้ถูกอ้างถึงในลักษณะที่แทบไม่ได้แตกต่างไปจากกันมากนัก นั่นก็คือ…ต่างก็เป็นพระเจ้าซึ่งแสดงออกถึงความประสงค์ในการที่จะบีบบังคับผู้อื่น ให้ต้องหันมายอมรับ หรือหันมาแสดงความกลมกลืนต่อ ”อัตตา” อันเข้มข้นรุนแรงของตัวเอง…มากกว่าที่จะสนใจในการยกระดับจิตสำนึกของตัวเองเพื่อให้สามารถสร้างความกลมกลืนกับผู้อื่นได้บนความมีเหตุมีผล หรือบนพื้นฐานแห่งความรัก ความเข้าใจ….!!!

แน่นอนว่า…พระเจ้าที่ถูกอ้างถึงในลักษณะเช่นนี้ ก็มีมาโดยตลอดทุกยุคทุกสมัย มีมาตั้งแต่ยุคที่ศาสนาดั้งเดิมในบางชุมชนยังยึดมั่นอยู่ในลัทธิกินคน ลัทธิบูชาสัตว์ มีมาจนกระทั่งศาสนาแห่งเผ่าพันธุ์ หรือศาสนาแห่งรัฐ ได้ถูกปฏิวัติโดยศาสนาสากลลงไปเรียบร้อยแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม…มันก็ยังไม่สามารถสลายอัตตาแห่งความเป็นปัจเจกบุคคล แห่งความเป็นเผ่าพันธุ์ ความเป็นรัฐ ความเป็นชาติลงไปได้แม้กระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้…แม้นว่าสงครามอันยืดเยื้อยาวนานนับเป็นร้อยๆ ปีอย่าง ”สงครามครูเสด” จะจบสิ้นลงไปกว่า ๗ ศตวรรษมาแล้ว แต่ข่าวคราวความขัดแย้ง การทำสงครามในนามของพระเจ้าหรือในนามของศาสนา ก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในหลายต่อหลายพื้นที่ในโลกนี้อย่างไม่ขาดสาย…

ไม่เพียงแต่ในแถบตะวันออกกลางที่เราสามารถเห็นภาพชาวคริสต์ ชาวมุสลิม ชาวยิวปะทะล้างผลาญกันครั้งแล้วครั้งเล่าในพื้นที่ประเทศต่างๆ จนคำว่า ”สันติภาพ” แทบจะไม่มีโอกาสเป็นจริงขึ้นมาได้เลย…ในเอเชียใต้ ภาพความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมกับชาวฮินดูที่ระเบิดขึ้นมาในประเทศอินเดีย ในช่วงปี ค.ศ. ๒๐๐๒ ส่งผลให้เกิดการฆ่าล้างผลาญระหว่างกันและกันจนจำนวนคนตายเพราะความขัดแย้งเหล่านี้ ตกเฉลี่ยไม่น้อยกว่า ๑๐๐ คนในแต่ละปี…แต่ก็ยังน้อยกว่าความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมกับฮินดู ในดินแดนแคชมีร์ที่กลายเป็นปัญหาระดับประเทศระหว่างอินเดียกับปากีสถาน จำนวนผู้ที่ล้มตายนับตั้งแต่ความขัดแย้งดังกล่าวปะทุขึ้นมาจนถึงช่วงปีค.ศ. ๑๙๘๙ โดยตัวเลขสถิติระบุเอาไว้ว่า น่าจะมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๓๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คนขึ้นไป…ส่วนในประเทศศรีลังกา สงครามระหว่างชาวทมิฬที่นับถือศาสนาฮินดูซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๕ เปอร์ซ็นต์ของประเทศกับชาวพุทธที่มีอยู่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตนับจนถึงปี ค.ศ. ๑๙๘๓ มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๖๕,๐๐๐ คนเข้าไปแล้ว…ฯลฯ

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้…การปะทะกันระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ ในเกาะอัมโบน ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนกรกฏาคม ปี ค.ศ. ๑๙๙๙ นอกจากจะก่อให้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวคริสต์จำนวนเกือบครึ่งร้อยกันอย่างอำมหิตเหี้ยมเกรียมแล้ว ชาวคริสต์อีกไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ รายได้ถูกขับไล่ออกจากถิ่นที่อยู่เดิม พร้อมกับการเผาอาคารบ้านเรือนและเผาโบสถ์อันเป็นที่เคารพสักการะของคนเหล่านี้… ส่วนในประเทศไทยนับตั้งแต่ชาวมุสลิมบางกลุ่มได้ก่อความไม่สงบขึ้นมาในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้แค่ช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น ได้เกิดการล้างผลาญชีวิตผู้คนไปแล้วนับเป็นพันๆ คน…ฯลฯ

ในแอฟริกา..ความขัดแย้งระหว่างชนเผ่ายูโรบาที่นับถือศาสนาคริต์ ซึ่งอาศัยอยู่ทางด้านใต้ของประเทศไนจีเรีย กับชาวมุสลิมที่อยู่ทางด้านเหนือก็ยังก่อให้เกิดการล้างผลาญกันอย่างไม่สิ้นสุด ในขณะที่ในประเทศอูกานดา กองกำลังกบฏชาวคริสต์ที่เรียกตัวเองว่า ”กองทัพของพระเจ้า” (Lord’s resistance Army) ได้ลักพาตัวเด็กไปเป็นทาสและนำไปข่มขืนจำนวนไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ คนในระหว่างการก่อสงครามกลางเมือง ส่วนในประเทศซูดานบรรดาชาวคริสต์และชนพื้นเมืองที่นับถือศาสนาดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ทางด้านใต้ของประเทศ ได้ถูกเข่นฆ่ากระทำย่ำยีจากชาวมุสลิมซูดานที่อยู่ทางด้านเหนืออย่างไม่หยุดหย่อน ไม่ต่างไปจากในประเทศแอฟริกาใต้ บรรดาชาวพื้นเมืองที่นับถือศาสนาดั้งเดิม หรือถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด-หมอผี ได้ถูกเข่นฆ่ากันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐๐รายในแต่ละปีตลอดช่วงระยะเวลาแห่งความขัดแย้งในเรื่องสีผิว…ฯลฯ

ในแถบยุโรป…ความขัดแย้งระหว่างผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์กับคาธอลิคในไอร์แลนด์เหนือ ในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ที่ถูกลอบสังหาร มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๓,๖๐๐ คนขึ้นไป..ในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิม ชาวคริสต์นิกายโรมันคาธอลิค และชาวคริสต์นิกายเซอร์เบีย ออร์เธอร์ดอกซ์ ได้ถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา และสงครามโคโซโว ในมาซิโดเนีย…ความขัดแย้งระหว่างชาวมาซิโดเนีย ออร์เธอร์ดอกซ์ กับชาวมุสลิมอัลบาเนียก็ยังคงไม่สิ้นสุด เช่นเดียวกับในไซปรัส…ความขัดแย้งระหว่างชาวคริสต์กับชาวเตอร์กมุสลิมก็ยังไม่อาจหาข้อยุติได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์…ฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯลฯ….