open online ขอไว้อาลัยแด่การจากไปของ วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ นักต่อสู้เพื่อคนทุกข์
วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ จากไปอย่างสงบ ในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๐
กำหนดการฌาปนกิจศพ ๖-๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๐ ณ วัดวชิรธรรมสาธิต สุขุมวิท ๑๐๑/๑
....................
วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ นักต่อสู้เพื่อคนทุกข์
- อรสม สุทธิสาคร สัมภาษณ์ / บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช ถ่ายภาพ -

สมัชชาคนจนปักหลักอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาลมากว่าเดือนแล้ว....ชาวบ้านจำนวนร่วม ๒๐,๐๐๐ คนหลั่งไหลจากชนบททุกสารทิศมาชุมนุมเรียกร้องสิทธิอันควรมีควรได้ของเขาจากรัฐบาล
มหกรรมทวงสัญญาสมัชชาคนจนครั้งนี้ได้ชื่อว่ามีจำนวนคน (ผู้ร่วมทุกข์) มาชุมนุมมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ได้ชื่อว่ามีการจัดระบบวางระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
แม้ว่าชาวบ้านกว่า ๑๐๐ กลุ่มปัญหาจะต้องเดินทางจากชนบทห่างไกลเพื่อเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันท่ามกลางไอร้อนใต้ผ้าเต็นท์และควันพิษจากเมืองกรุงเป็นระยะเวลานานนับเดือน
หากการต่อสู้ของพวกเขาก็ไม่ได้สิ้นหวังและโดดเดี่ยวจนเกินไปนัก เมื่อยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่เข้าใจ เห็นใจและตัดสินใจก้าวเข้าร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อพวกเขาตลอดมา
และหนึ่งในกลุ่มคนที่เข้าร่วมเป็นแกนนำที่ปรึกษาสมัชชาคนจนครั้งนี้ คือผู้หญิงคนหนึ่งที่ร่วมขบวนการต่อสู้เพื่อคนทุกข์ยากมายาวนาน
ปัจจุบันเธอทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่ง จากบทบาทการต่อสู้เพื่อคนทุกข์ยากอย่างเด่นชัดมายาวนาน ในปีนี้เธอจึงได้รับเกียรติให้เป็นองค์ปาฐกของมูลนิธิโกมลคีมทอง ในหัวข้อ “ทำไมต้องช่วยคนจน”
บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตอันเป็นเบ้าหลอมชีวิตในบางแง่มุมของเธอ...วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์
....................
สารคดี: ครอบครัวหล่อหลอมมาอย่างไรบ้าง คุณวนิดาจึงมีแนวทางการทำงานอย่างที่เป็นอยู่นี้
วนิดา: ครอบครัวของดิฉันเป็นครอบครัวคนจีน พ่อมาจากซัวเถาตั้งแต่ยังหนุ่ม แม่ก็เป็นคนจีน มาอยู่เมืองไทยตั้งแต่เด็กๆ พ่อเป็นพวกเสรีประชาธิปไตย ชอบแนวคิดแบบซุนยัตเซ็น เหตุผลหนึ่งที่เขาหนีมาจากจีน ก็เพราะไม่เห็นด้วยกับระบอบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ช่วงที่จีนเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมืองจีนมีปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง ประชาชนยากจนและอดอยาก ตอนนั้นคนจีนอพยพมาเมืองไทยกันมาก มีการบอกต่อๆ กันไปว่าเมืองไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ พ่อเองมีญาติห่างๆ อยู่ที่เมืองไทยคนหนึ่ง ทั้งครอบครัวมีพ่อมาคนเดียว ทั้งที่ครอบครัวพ่อเป็นครอบครัวใหญ่มาก มีลูกๆ ๑๐ กว่าคน ตอนอยู่เมืองจีนพ่อเป็นครู เขาเขียนหนังสือสวย เขียนเก่ง มาเมืองไทยก็เริ่มต้นทำงานรับจ้าง พอแต่งงานแล้วก็ทำการค้า ต้องเดินทางไปทุกจังหวัด แต่ก็ยังอ่านหนังสือไทยไม่ออก เวลาจะไปจังหวัดไหนก็ใช้วิธีจำตัวเลขตามสถานีรถไฟเอา
ดิฉันและพี่น้องอยู่ในวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมของคนจีนมาตลอด ตอนเป็นเด็กไม่ได้สุขสบายมาก แต่ก็ไม่ถึงขนาดยากจน เป็นชนชั้นกลางที่ต้องดิ้นรน พ่อทำธุรกิจตั้งโรงงานทำยากันยุงโรงงานเล็กๆ กิจการไม่ค่อยดีนัก มีคนงานอยู่ ๒๐-๓๐ คน พ่อต้องออกไปขายเอง ไปเก็บเงินเอง จึงเดินทางอยู่ตลอด ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน เดือนหนึ่งอยู่บ้านไม่กี่วัน แต่พ่อรักลูกมาก เวลาที่อยู่กับลูก เขาจะให้ทุกอย่าง พ่อชอบนั่งคุยกับลูกแม้ว่าจะไม่ค่อยมีเวลา
ส่วนแม่ก็ทำหน้าที่เป็นคนจัดการดูแลลูก ส่งลูกเข้าเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญเพราะอยากให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนดีๆ ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยมีเงิน สมัยก่อนการเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นเรื่องยากมาก ต้องมีเงิน แต่เขาก็ดิ้นรน เที่ยวเอาเหล้า เอาบุหรี่ไปให้ครู ไปหาจนเขาเห็นใจให้เข้ามา แต่ไม่ใช่ให้เข้าเรียนนะ ให้เข้าสอบเฉยๆ แต่ก็โชคดีที่สอบเข้าได้ทุกคน พอดิฉันสอบเข้าได้ สำหรับน้องก็ไม่ยากแล้ว พี่น้องก็เลยได้เรียนโรงเรียนฝรั่งทุกคน ดังนั้นแนวความคิดของพวกเราพี่น้องก็ค่อนข้างเสรีหน่อย เพราะโรงเรียนฝรั่งเขาไม่ค่อยได้สอนขนบธรรมเนียมแบบไทยมาก
ดิฉันคิดว่าพ่อแม่เลี้ยงลูกได้ดีตามสมควร พยายามเท่าที่เขาทำได้ ตระกูลดิฉันนี่จ่ายค่าเทอมช้าทุกที จะมีการขอครูใหญ่ว่าขอสอบก่อน แล้วค่อยจ่ายเงินทีหลัง (หัวเราะ)
ดิฉันเป็นลูกคนที่ ๒ มีพี่น้องทั้งหมด ๗ คน ดิฉันเริ่มทำกิจกรรมช่วงชั้นมัธยม ตอนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ ดิฉันเรียนอยู่ชั้น ม.ศ. ๕ ก็ไปเดินขบวนกับเขา ที่บ้านไม่รู้หรอก ช่วงนั้นเราเริ่มรับรู้ปัญหาสังคมมากขึ้น พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เป็นช่วงที่ประแสประชาธิปไตยขึ้นสูงมาก ทุกคนไม่ใช่เฉพาะตัวดิฉันถูกดึงเข้าสู่กระแสนี้หมด อาจเป็นเพราะเราเป็นวัยรุ่นอยู่ในช่วงนั้น เราก็เลยมีความคิดค่อนข้างรุนแรง ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสังคม คือเราไปเห็นสภาพคนถูกเอารัดเอาเปรียบ กรรมกร ชาวนาถูกรังแก เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เราก็รับไม่ได้
สารคดี : คุณวนิดาเข้าป่าช่วงไหน
วนิดา : ปี ๒๕๑๙ หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ดิฉันเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เก็บหน่วยกิตได้ ๑๐ กว่าหน่วยเท่านั้น เพราะมัวแต่ทำกิจกรรม ไม่ค่อยได้เข้าเรียน อาจารย์เขาติดประกาศทั่วเลย ให้เราไปพบ ตอนตัดสินใจเข้าป่า เราไม่ได้คิดว่าในป่าเป็นยังไง รู้แต่ว่าอยู่ในเมืองไม่ได้แล้ว เพราะการปราบปรามประชาชนรุนแรงมาก โดยเฉพาะคนที่อยู่ในขบวนการนักศึกษา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยจะโดนหนัก เพราะตอนนั้นศูนย์กลางนิสิตฯ กลายเป็นพลังที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคม แรงต่อต้านคือกลุ่มขวาจัดพวกที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เขามองว่ากลุ่มนี้ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์อย่างเดียว ก็เลยเกิดการปะทะกัน ก่อนหน้านั้นก็มีรุ่นพี่เข้าป่าไปเยอะ อยู่ในเมืองไม่ได้ พวกนี้ถูกคุกคามหนัก ถ้าไม่เข้าป่าก็ตาย เพราะในช่วงนั้นมีการลอบฆ่าผู้นำนักศึกษา ผู้นำกรรมกร ผู้นำชาวนากันมาก เข้าป่าไปนี่ไม่ได้รู้หรอกว่าข้างในเป็นยังไง เรารู้แต่ว่ามีพรรคคอมมิวนิสต์ไทยอยู่ที่นั่น เป็นองค์กรจัดตั้งของกลุ่มคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐด้วยการใช้กำลังอาวุธ
สารคดี : อยู่ในป่ากี่ปีคะ
วนิดา : ดิฉันเข้าป่าทางใต้ อยู่ทางใต้ประมาณ ๔ ปี แล้วไปอยู่ทางอีสานอีก ๒-๓ เดือน
สารคดี : ทางบ้านรู้ถึงการตัดสินใจครั้งนี้ไหมคะ
วนิดา : ไม่รู้ เพราะไม่ได้บอก ดิฉันไม่เคยตัดสินใจก่อนหน้านั้น มาตัดสินใจวันที่ ๖ ตุลา คิดว่าคนส่วนใหญ่ตัดสินใจวันนั้น เพียงแต่อาจจะมีการประสานงานช่องทางการเข้าป่าไว้ก่อนหน้านั้น ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น คุณอยู่ในเมืองไม่ได้ คุณจะหลบภัยยังไง เรื่องเข้าป่าไม่ยาก เพราะคนเข้ากันเยอะ แล้วคนในชนบทช่วงนั้นก็มีความกดดันสูงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการต้อนรับคนที่รัฐบาลไม่ต้องการก็เป็นไปได้ เรานั่งรถไฟไป แล้วก็ลงข้างทางเดินเข้าป่าไปเลย มีคนมารับ
สารคดี : ชีวิตในป่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง
วนิดา : ก็ดีนะ ได้อะไรเยอะ มันทำให้เราต้องพึ่งตัวเอง เราเป็นคนเมือง การอยู่ในป่าเขาต้องใช้ชีวิตที่เข้ากับธรรมชาติ ใช้วัสดุจากธรรมชาติ ทำให้เราได้ปรับตัว เช่น เราจะต้องรู้ว่าเส้นทางเดินในป่าเป็นยังไง ทำยังไงถึงจะไม่ไปเจอสัตว์ร้ายในป่า เรื่องการกินอยู่ ถือเป็นการปรับครั้งใหญ่ เพราะเราไม่เคยกินแบบนั้น อาหารก็หามาจากธรรมชาติ ต้องรู้จักวิธีหาหน่อไม้ ต้องรู้จักปลูกข้าว ขุดดิน ต้องทำทุกอย่างเพื่อการอยู่รอด แล้วก็ต้องฝึกทหารด้วย เพราะเราเป็นขบวนการที่ต้องติดอาวุธ ฝ่ายตรงข้ามเราเขาก็ใช้กำลังอาวุธปราบปรามเรา เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้จักการใช้อาวุธ รู้จักป้องกันตัว แต่ก็เน้นการป้องกันตัวเป็นหลัก การฝึกทางทหารก็เพื่อจะให้เข้าใจว่าเราควรจะอยู่สภาพไหน ควรจะเดินทางแบบไหน ควรจะใช้ที่ตั้งแบบไหน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดอันตรายหรือถูกโจมตีได้
ดิฉันว่าข้อดีอย่างหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์ก็คือเขาสอนให้เรารู้จักเรียนรู้ รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน วิธีคิดนี้อาจจะมาจากเมืองจีน เพราะข้อนี้อยู่ในคติพจน์ของเหมาเจ๋อตุง ตรงนี้ที่ทำให้ปัญญาชนที่เข้าไปโดยส่วนใหญ่สามารถอยู่ได้ เขาพยายามทำตัวเป็นนักเรียนน้อย พยายามเรียนรู้ว่าชาวนา กรรมกรยากลำบากยังไง เขาอยู่กันได้ยังไง เราก็ต้องอยู่ได้ แล้วก็เรื่องวิธีคิดที่จะต้องปรับ คือวิธีคิดของปัญญาชนรุ่นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นวิธีคิดแบบต้องรับใช้ประชาชน ต้องรับใช้คนในสังคม
สารคดี : เข้าป่าหลายปี มีคนดูแลบ้างหรือเปล่าคะ
วนิดา : มี ก็ดูแลกันทุกคน แต่ดิฉันมีเพื่อนซึ่งคล้ายๆ กับเป็นแฟนกัน เขาเสียชีวิตอยู่ในป่า เขาบู๊หนักกว่าดิฉันอีก ดิฉันว่าเสี่ยงแล้วนะ แต่เขาเสี่ยงหนักกว่า เขาเลยตายก่อน เขาเป็นแนวหน้าอยู่แถวอีสาน เป็นนักศึกษาคนแรกๆ ที่ตายในป่า เราไม่ได้คิดว่าความรักของเราคือคนสองคน เราต้องทำภารกิจอื่น เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีการเรียกร้องกัน แล้วตอนนั้นตายกันเยอะ ไม่เฉพาะแต่คนที่เรารักหรือคนที่รักเราตาย แต่เพื่อนฝูงพี่น้องก็ตายกันเยอะ คนที่ไม่สมควรจะตายก็ตาย อย่างกรณี ๖ ตุลา ถ้าเป็นสภาพปัจจุบันเราอาจจะมีความรู้สึกมาก แต่สภาพตอนนั้นเหมือนกับคนที่อยู่ในสภาวะสงครามที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่การเสียชีวิตของผู้คน
สารคดี : ช่วงออกมาจากป่าแรกๆ เคว้งคว้างบ้างไหม คุณวนิดาจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไร
วนิดา : ช่วงนั้นสับสน เพราะในป่าสภาพแวดล้อมเป็นอย่างหนึ่ง วิธีคิดของผู้คนก็อย่างหนึ่ง เป้าหมายในการมีชีวิตก็อย่างหนึ่ง แต่พอออกมาสู่สังคมใหญ่ มันเหมือนกับว่าเราแปลกแยก เราเป็นคนกลุ่มน้อย หรือเป็นคนที่คิดไม่เหมือนเพื่อน อันนี้ไม่ใช่เฉพาะดิฉันที่เป็นอย่างนี้ เพื่อนก็เป็นเหมือนๆ กัน บางคนเป็นมากถึงขั้นปรับตัวไม่ได้ก็มี หรือบางคนต้องใช้เวลาปรับตัวค่อนข้างนาน ตอนนั้นดิฉันยังคิดหนัก ขนาดไม่ยอมไปทำบัตรประชาชน ยังมีความคิดต่อต้านอยู่ คล้ายๆ กับเป็นพวกขวางโลก พวกนอกคอก แล้วก็คิดว่าจะอยู่ยังไงดี แต่เนื่องจากว่าตอนนั้นมีปัญหาทางบ้าน พ่อต้องคดีล้มละลาย พ่อไปออกเช็คไว้เยอะ ค้ำประกันให้เพื่อน พอเกิดเรื่องแทนที่เขาจะช่วยเรารับผิด เขาก็ไม่ช่วย ลายเซ็นในเช็คก็เป็นลายเซ็นพ่อ พ่อก็รับคนเดียวไป ทีนี้เช็คมีหลายใบ ความผิดก็หลายกระทง พวกเราพี่ๆ น้องๆ ต้องช่วยกันหาเงินมาประกันตัวเอาพ่อออกมา ดิฉันทำทุกอย่างนะ เป็นแม่ค้าหาบเร่ก็เคย วิ่งหนีตำรวจมาแล้ว แม่ค้าหาบเร่ด้วยกันเขาบอกคนนี้วิ่งเร็วกว่าเพื่อนเลย (หัวเราะ) ด้วยความที่เราไม่เคยเจอไง คนอื่นเขาแค่เข็นรถแอบ แต่เราวิ่งไปเป็นกิโลเลย ถึงหน้าลำไยดิฉันก็หาบลำไยขาย รวมทั้งขนมต่างๆ ทำอยู่ไม่นาน จากนั้นก็ไปทำงานก่อสร้าง ทำอยู่อาทิตย์หนึ่งก็ไม่ไหวเหมือนกัน
ส่วนใหญ่ดิฉันจะขายของ ขายเสื้อผ้า ขายหนังสือเด็ก ก็มีเพื่อนๆ ช่วย ตรงไหนมีแผงว่าง เขาก็ให้เราไปขาย เดือนนึงขายได้สองสามพัน หรือสี่ห้าพัน พออยู่ได้ ช่วงนั้นน้องๆ บางส่วนก็ยังเรียนกันอยู่ ทำงานหาเงินพิเศษด้วย แล้วก็เอาเงินมาลงขันกัน พี่น้องช่วยตัวเองได้ ไม่เคยมาขอเงินพี่ ต่อมาก็เริ่มดีขึ้น ไม่มีเจ้าหนี้มายืนหน้าบ้านก็พอแล้ว ก่อนนี้เคยมีคนมายื่นโนติส บอกจะยึดบ้าน บางคนก็มาตรวจดูว่าในบ้านมีข้าวของมีค่าอะไรบ้าง เขาส่งทนายมาขู่ จะตามจับ โชคดีที่ตามไม่เจอ พ่อก็คงจะเข็ด หลบไปต่างจังหวัดเลย
สารคดี : สภาวะตอนนั้นเป็นยังไงคะ เริ่มเป็นผู้ใหญ่ ?
วนิดา : ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใหญ่ตอนไหน (หัวเราะ)
สารคดี : คุณวนิดาท้อแท้รันทดกับชีวิตช่วงนั้นขนาดไหน
วนิดา : ดิฉันคิดว่าคนที่แย่กว่าเรามีเยอะ ถ้าสมมุติว่าตัวเองลำบาก ก็จะไปเทียบกับคนที่แย่กว่าเรา ลำบากกว่าเรา ช่วงนั้นดิฉันรับทำวิจัยกับเพื่อนๆ มีงานอะไรทำหมด เดินขายโน่นขายนี่ก็ทำ การทำวิจัยทำให้ได้เข้าไปในสลัม เมื่อไปเห็นก็นึกว่าเขาแย่กว่าเราเยอะ จนดิฉันเรียนจบแล้ว ใช้เวลาเกือบ ๘-๙ ปี หนี้สินถึงหมด
สารคดี : หลังออกจากป่า คุณวนิดากลับมาเรียนใหม่อีกกี่ปี
วนิดา : ๓ ปีกว่า ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ตอนกำลังเรียนใกล้จบก็ไปทำงานที่บริษัทอาคเนย์ประกันภัย และทำทัวร์ด้วย เป็นไกด์นำเที่ยวในประเทศ เพราะตัวเองชอบเที่ยว แต่ไม่มีเงิน คิดหาทางว่าทำยังไงจึงจะได้เที่ยว มีทางเดียวคือต้องเป็นไกด์ งานหนักหน่อย แต่ก็ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ได้เจอผู้คนมากมาย ก็สนุกนะ สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทย ดิฉันไปเกือบทุกที่ ทำทัวร์อยู่ ๔-๕ ปี ไม่ได้สังกัดบริษัทไหน เขาจะมาจ้างเอง เราก็รับเป็นครั้งๆ ไป
สารคดี : จุดไหนที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ทำให้ก้าวเข้ามาทำงานเพื่อสังคม
วนิดา : พอใช้หนี้ได้หมดก็ไม่รู้จะหาเงินไปทำไมแล้ว บางคนเห็นดิฉันค้าขายเก่ง ก็จะลงทุนตั้งโรงงาน ให้ดิฉันเป็นผู้จัดการ แต่เราได้เห็นการแก่งแย่งกัน การเอารัดเอาเปรียบกัน ระบบทุนนิยมทำให้คนเป็นอย่างนั้น แม้แต่เพื่อนหรือพี่น้องกัน ถ้าเข้าไปอยู่ในธุรกิจเดียวกันหรือแข่งขันกัน ก็แทบจะฆ่ากันไปเลย เพื่อนดิฉันหลายคนออกจากป่าก็มาทำธุรกิจการค้า ก็แทบจะฆ่ากัน ทั้งๆ ที่อยู่ในป่ารักกันขนาดตายแทนกันได้ ดิฉันรู้สึกว่าถ้ามีทางเลือกดีกว่านั้นก็ไม่อยากทำ แล้วถ้าจะให้เลือกระหว่างการเสียเงินกับเสียเพื่อน ดิฉันยอมเสียเงินดีกว่า ในวงการที่มีการแข่งขันเอาตัวรอด ก็จะมีการเหยียบย่ำกัน ทำลายกันเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ ถ้าไม่ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน ตัวเองก็จะไม่รอด เพราะถูกสังคมบีบให้เป็นอย่างนั้น
ดิฉันก็เริ่มเบื่อ เราน่าจะไปทำอย่างอื่น ดิฉันไม่ชอบทำอะไรที่จำเจ แล้วไม่ใช่เป็นคนที่คิดอยากมีบ้าน มีรถ แต่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ ตามความพอใจ นึกสนุกก็ทำ ไม่มีความสุขก็ไม่ทำ ตอนนั้นเริ่มคิดว่า เอ๊ะ ตัวเองจะทำอะไรต่อไป ช่วงที่ดิฉันยังทำงานด้านธุรกิจ ดิฉันมีน้องๆ ทำงานอยู่ในแวดวงเอ็นจีโอ (NGO – Non-governmental organization องค์กรพัฒนาเอกชน) หลายคน พอมีเวลาว่างก็ไปช่วยน้องทำงานเอ็นจีโอบ้าง บางทีก็ไปร่วมรณรงค์กับขบวนการสันติภาพ ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ น้องสาวอีกคนก็ทำงานในสลัม ก็ไปช่วยเขาอยู่
งานด้านเอ็นจีโอที่ดิฉันสนใจ จะเป็นงานที่เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ดิฉันเองเมื่อสมัยเด็กๆ เคยร่วมเดินขบวนต่อต้านคัดค้านการสร้างสถานีเรดาร์บนดอยอินทนนท์ แต่ไม่สำเร็จ ดิฉันเริ่มเข้ามาทำงานในแวดวงเอ็นจีโออย่างจริงจังในช่วงปี ๒๕๓๒-๒๕๓๓ กับโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ดูแลปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม งานที่ดิฉันรับผิดชอบงานแรก คือ ปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำ ดิฉันมีหน้าที่ให้ความรู้เชิงวิชาการกับประชาชน ตรงไหนเขามีปัญหาเรื่องอะไร เราก็ไปช่วยเขา ตอนนั้นไปช่วยเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้นกับเขื่อนปากมูล ช่วงนั้นเขื่อนแก่งเสือเต้นยังไม่ได้สร้าง ก็ไปคุยกับชาวบ้านสะเอียบ จังหวัดแพร่ และก็ลงมาคุยกับชาวบ้านที่เขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลฯ ตอนนั้นสถานการณ์เริ่มดุเดือดแล้ว มีชาวบ้านออกมาคัดค้านกันบ้างแล้ว พอเราไปเห็นชาวบ้านเราก็สงสาร เพราะเขาถูกปิดล้อม ถูกผู้มีอิทธิพลข่มขู่ ฝ่ายชนชั้นกลางก็ไม่กล้าออกมาช่วย เพราะเขาข่มขู่กันหนัก นักการเมืองที่เคยร่วมต่อสู้ด้วยกัน พอสู้ไปสักพักก็ไม่ไหว ทิ้งชาวบ้าน ๔๐๐-๕๐๐ คนให้สู้อยู่กลุ่มเดียว
สารคดี : คุณวนิดาคิดอย่างไรจึงตัดสินใจลงไปช่วยเหลือชาวบ้านที่เขื่อนปากมูล
วนิดา : ดิฉันไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่เคยคิดว่าจะเหมาะหรือไม่เหมาะ เห็นอะไรไม่ถูกต้อง เราก็จะเข้าไปเลย อย่างชาวบ้านที่อุบลฯ ตอนที่เข้าไป เขาไม่มีใครที่จะเป็นที่ปรึกษาได้ ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาช่วยก็ถูกบีบออกไปหมด ถูกอิทธิพลท้องถิ่นบีบถึงขั้นข่มขู่เอาชีวิตกัน จนกระทั่งไม่กล้าสู้ แต่ดิฉันเป็นคนต่างถิ่น ก็ทะเล่อทะล่าเข้าไป ชาวบ้านส่วนใหญ่คิดว่าเราเป็นนักศึกษา ทางการเองก็งงๆ ว่าคนนี้มาจากไหน ดิฉันก็ปล่อยให้เขาคิดว่าเป็นนักศึกษา จะได้ปลอดภัยหน่อย (หัวเราะ)
สารคดี : ตอนนั้นมีแนวร่วมเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านหลายคนไหมคะ
วนิดา : มี แต่น้อย ก็มีนักศึกษาและเอ็นจีโอบางส่วนที่ดิฉันเคยทำงานด้วย หรือเพื่อนๆ บางคนในมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าฯ แต่เขาก็ไม่กล้าเปิดตัวกันเต็มที่ เพราะสมัยนั้นเอ็นจีโอไม่ค่อยกล้าออกหน้าในเรื่องพวกนี้ อาจจะมีปัญหาหลายอย่างเช่นเรื่องความมั่นคง แต่ดิฉันเปิดตัวเต็มที่ ดิฉันคิดไม่เหมือนคนอื่น ดิฉันคิดว่าสิ่งอะไรที่ไม่ถูกต้อง เราก็ควรจะกล้าประกาศออกไปว่าไม่ถูก เราทำอยู่ข้างหลังก็อาจจะได้ แต่ไม่เต็มที่ ดิฉันก็เลยออกไปอยู่กับชาวบ้านเลย ช่วงนั้นเอ็นจีโอบางส่วนไม่ค่อยเห็นด้วย เขามองว่าเอ็นจีโอน่าจะอยู่เบื้องหลัง ทำเงียบๆ ดิฉันบอกบางเรื่องทำได้ แต่บางเรื่องก็ทำไม่ได้ บางเรื่องต้องไปสู้ด้วยกัน ทีนี้การต่อสู้ของกลุ่มชาวบ้านปากมูนค่อนข้างดุเดือดและต่อเนื่อง ชาวบ้านเองก็ไม่ยอมหยุด ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่อยากให้สร้างเขื่อน สิ่งที่เขากลัวก็คือเรื่องน้ำท่วม เรื่องการสูญเสียอาชีพ การสูญเสียที่ดินและทรัพย์สิน
ดิฉันเข้าไปเต็มที่ ไม่ได้แยกตัวว่าเป็นเอ็นจีโอหรือเป็นชาวบ้าน ดิฉันมีความรู้สึกว่าแม่น้ำมูนเป็นแม่น้ำสำคัญ ถ้าเกิดว่าเขาทำได้สำเร็จ ก็จะทำให้เกิดความเสียหายหนัก การที่คนเข้ามาร่วมกับเราน้อย ไม่ได้หมายความว่าเขาเห็นด้วยกับการก่อสร้าง เพียงแต่ว่าเขาอาจไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ในขณะที่ดิฉันคิดว่าน่าจะออกแรงสักหน่อย เผื่อมันจะต้านได้
สารคดี : ลงมาช่วยชาวบ้านเป็นการส่วนตัว ?
วนิดา : ก็ไม่รู้ละ ดิฉันอยากจะเข้าร่วมก็มาร่วมเลย ก็มีปัญหาในองค์กรอยู่พอสมควร แต่ดิฉันเข้าใจว่าทุกคนมีข้อจำกัด จะทำเหมือนกันหมดไม่ได้ ดิฉันก็ขอลาออกจากองค์กรเอง
สารคดี : ทำงานอย่างนี้ คุณวนิดาเคยถูกขู่ไหม
วนิดา : มีใบปลิวโจมตีดิฉันเยอะ ด่าแบบเสียๆ หายๆ แต่ถึงขั้นข่มขู่จะเอาชีวิต สร้างสถานการณ์ขึ้นมานี่ยังไม่เคย แต่ดิฉันก็ระวังตัวว่าเราจะต้องไม่ประมาท เคยคิดว่าอย่างดีก็แค่ตาย เขาจะทำอะไรเราได้มากกว่านี้ แต่บางครั้งก็กลัวเหมือนกันเมื่อเห็นคนบางคนถูกเล่นงาน ถูกกลั่นแกล้ง แต่เดี๋ยวเดียวความกลัวก็หายไป
สารคดี : คิดว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร
วนิดา : อาจจะเป็นคนใจร้อน ตัดสินใจเร็ว ตรงไปตรงมา ไม่ค่อยอ้อมค้อม เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองระดับหนึ่ง แต่ถ้าผิดเราก็ยอมรับ ไม่ถึงขนาดดึงดันนะ
สารคดี : มีใครเป็นแบบอย่างในการทำงาน
วนิดา : คิดว่ามีเยอะ ดิฉันชอบอ่านหนังสือ พยายามศึกษาจากคนอื่น แต่จะไม่เชื่อมั่นคนคนเดียว เราจะศึกษาข้อดีของหลายๆ คน ไม่ยึดว่าใครจะต้องเป็นพระเจ้าของเรา
สารคดี : ในการชุมนุมแต่ละครั้งมีการเจรจาต่อรองกันมากมาย คุณวนิดามีหลักการในการเจรจาต่อรองอย่างไร
วนิดา : การเจรจาต่อรองน่าจะเป็นเรื่องของประสบการณ์มากกว่า คือเราทำบ่อยครั้งเข้า เราก็เข้าใจมากขึ้น แต่หลักการจริงๆ แล้วไม่เหมือนการเจรจาต่อรองเรื่องการค้า แต่เป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่มีความเดือดร้อน กับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้องเป็นผู้แก้ไข เราในฐานะผู้แทนในการเจรจาของฝ่ายที่เดือดร้อน หน้าที่ของเราคือ ทำยังไงให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ข้อมูลหรือรับรู้ความเดือดร้อนของชาวบ้านได้มากที่สุด แล้วพยายามโน้มน้าว เปลี่ยนแปลงให้ฝ่ายรัฐช่วยเหลือหรือแก้ไข แล้วทำยังไงจะให้กลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือ ถ้าเราแข็งเกินไปก็อาจจะไม่สำเร็จ หรือบางครั้งถ้าเราอ่อนเกินไป ความช่วยเหลือก็จะไม่เต็มที่
การเจรจาต่อรองเป็นศิลปะที่จะต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ บางครั้งเราก็ล้มเหลว บางครั้งเราก็ได้ แต่จะได้ร้อยเปอร์เซ็นต์คงเป็นไปไม่ได้ ในโลกของการต่อรอง ไม่มีใครได้และใครเสียร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะทำยังไงให้พอใจ ให้ยุติวิกฤตการณ์นั้นได้
สารคดี : นอกจากประสบการณ์ที่เรียนรู้ด้วยตัวเองแล้ว มีใครเป็นที่ปรึกษาบ้างไหม
วนิดา : แบบนั่งสอนคงไม่มีหรอก แต่มีรุ่นพี่และอาจารย์เป็นที่ปรึกษา ดิฉันปรึกษาคนเยอะ เพราะต้องการความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่ก็ไม่ใช่ที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการ บางคนก็อาจจะมีความเห็นไม่ดีต่อเรา บางครั้งเรารู้สึกรับไม่ได้ แต่บางครั้งเราก็ต้องรับไว้ เพราะมันเป็นอีกด้านหนึ่งที่เขามองหรือเข้าใจ การจะผ่านกระบวนการตรงนี้ กว่าเราจะเข้าใจตรงนี้ ก็ต้องผ่านผิด-ถูกมาก่อน ดิฉันคิดว่ามีคนหวังดี มีคนเจตนาดีต่อคนยากไร้ทั่วไปเยอะ เพียงแต่เขาไม่ปรากฏตัวเท่านั้นเอง เหมือนกับเวลาทำงาน ดิฉันไม่ได้ทำคนเดียว มีคนช่วยเยอะ เขาไม่ต้องการชื่อเสียง ไม่ต้องการปรากฏตัว ช่วยอยู่เงียบๆ บางครั้งก็ทำงานหนักกว่า ทำได้ดีกว่าที่ดิฉันทำด้วย
ดิฉันคิดว่าคนเหล่านี้เป็นคนที่สำคัญ ถ้าไม่มีคนเหล่านี้ ขบวนการของประชาชนไม่มีทางเข้มแข็ง มันต้องประกอบด้วยความหลากหลาย ที่ผ่านมาดิฉันถึงไม่อยากให้สัมภาษณ์ เพราะรู้สึกละอายใจ ดิฉันไม่ใช่คนเดียวที่ทุ่มเท แต่เราก็ต้องพูด เพื่ออย่างน้อยเราเป็นกระบอกเสียงของคนหลายๆ คนได้ แต่ดิฉันยืนยันว่า การต่อสู้เรียกร้องเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าสำเร็จ ไม่ใช่ความสามารถของดิฉันคนเดียว แต่ถ้ามันล้มเหลว ดิฉันก็มีส่วนร่วมด้วยแน่นอน
สารคดี : คุณวนิดาเคยถูกกล่าวหาว่าเป็นมือที่สาม ยุยงให้สังคมแตกแยก
วนิดา : ได้รับข้อกล่าวหานี้ตั้งแต่เป็นนักศึกษาแล้ว ในสังคมนี้ไม่มีมือที่สามหรอก แต่จะมีหลายๆ มือเลยแหละ เพราะความขัดแย้งในสังคมไม่ใช่เรื่องของคู่กรณีคู่หนึ่ง แต่มันเกี่ยวพันกันไปหมด สมมุติว่าชาวนาขัดแย้งกับเจ้าของที่ดิน หรือชาวนาถูกเจ้าหน้าที่ข่มเหงรังแก เราได้รับผลกระทบไหม มีแน่นอน เพราะชาวนาเป็นผู้ปลูกข้าว ข้าวที่ผลิตได้ก็นำมาเลี้ยงดูคนอื่นซึ่งไม่ได้ปลูกข้าว เราทำงานอย่างอื่นแลกเปลี่ยนเป็นการตอบแทน เห็นได้ว่ามันเกี่ยวพันกันไปหมด
มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่ากัน ออกมาจากท้องแม่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย มีแต่สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดเท่าเทียมกันหมด แต่ทำไมคนส่วนหนึ่งต้องทำงานหนัก เพื่อเลี้ยงดูคนอีกกลุ่มหนึ่ง ดิฉันคิดว่าตรงนี้อาจจะเกิดความไม่เป็นธรรม มีความเหลื่อมล้ำอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ใช่ความผิดของชาวนาที่เกิดมาต้องมาทำงานหรือยากจน แต่ว่าเป็นความผิดแน่นอนถ้ามีคนเอารัดเอาเปรียบเขา เราเป็นเราไม่ได้ถ้าไม่มีคนปลูกข้าวให้เรากิน เพราะเราต้องกินข้าว เราเป็นเราไม่ได้ถ้าไม่มีคนทอผ้าให้เราใส่ เพราะเราทอเองไม่ได้ ฉะนั้นดิฉันคิดว่าทุกอย่างต้องช่วยเหลือเจือจานกัน ทุกคนในสังคมต้องพึ่งพาอาศัยกันหมด ใครก็ตามที่พูดว่าเราคือมือที่สาม เขานั่นแหละที่พยายามกีดกันและให้คนกลุ่มนั้นถูกรังแกไปเรื่อยๆ เป็นวิธีการแบ่งแยกแล้วปกครอง ดังนั้นดิฉันจึงไม่ค่อยได้สนใจว่าจะเป็นมือที่เท่าไร เพราะเรื่องนี้มันต้องช่วยกันหลายๆ มือ ไม่ใช่ภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือว่าศาล แต่เป็นภาระของทุกคน
สารคดี : การถูกกล่าวหา ถูกใส่ร้ายด้วยวิธีการสกปรกหลายอย่าง คุณวนิดารู้สึกอึดอัดหรือเหนื่อยใจบ้างไหมคะ
วนิดา : โอ๊ย มีเยอะ เขาออกใบปลิวว่าเป็นชู้กับคนนั้น เป็นเมียน้อยคนนี้ นอนกับคนนั้น ส่วนใหญ่เป็นใบปลิวในท้องถิ่น ดิฉันไม่ซีเรียสเท่าไรนะ ถือว่าเป็นวิธีการของเขาที่จะทำลายเรา แต่ว่าเราอย่าไปทำอย่างเขาเท่านั้นเอง เรามักจะใช้วิธีชี้แจงเหตุผลมากกว่า หลักการที่จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี มีหลักคิดข้อหนึ่งว่าเราต้องรู้จักให้อภัย เราต้องเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเป็นอย่างนั้น อย่าไปโกรธ เพราะโกรธก็ไม่มีประโยชน์ เรายังมานั่งนึกว่าดีแล้วที่เราไม่เคยทำร้ายหรือไปทำลายจิตใจใคร
สารคดี : ในการชุมนุม คุณวนิดาคิดว่าตัวเองเป็นคนกลางหรือเป็นตัวแทนของคนชนบท
วนิดา : บทบาทที่หนึ่งคือเป็นตัวแทนหรือเป็นสะพานเชื่อม แต่อีกบทบาทหนึ่งก็คือ เป็นตัวแทนของผู้ที่เสียประโยชน์หรือผู้ได้รับผลกระทบ หรือเป็นตัวแทนของธรรมชาติซึ่งไม่อาจเรียกร้องต่อมนุษย์ได้ เราเห็นธรรมชาติถูกทำลาย แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็น โดยเฉพาะคนเมือง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่เข้าใจว่าขณะนี้แม่น้ำสายนั้นถูกทำลายแล้ว ป่าบริเวณนั้นกำลังจะถูกทำลาย เขาไม่รู้ ตรงนี้เราจะเชื่อมได้ยังไง ถ้าเราต้องการปกป้องตรงนั้น จะไปยืนเอาแขนโอบต้นไม้ไว้...มันปกป้องไม่ได้ แต่ทำยังไงเราจึงจะให้คนกลุ่มหนึ่งหรือคนส่วนใหญ่มาช่วยเรา ตอนที่เราคัดค้านการสร้างเขื่อนปากมูล เราก็ทำอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้มีการสร้าง เพราะจะเกิดผลบานปลายตามมาอย่างแน่นอน นี่คือความคิดของเรา แต่คนอื่นเขาอาจไม่ได้คิดเหมือนเรา เพราะบทเรียนนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย ครั้นสร้างเขื่อนปากมูลแล้ว เกิดผลกระทบขึ้นในภายหลังจริงๆ เราก็ต้องทำให้เห็นว่านี่คือบทเรียนบทใหญ่ซึ่งสังคมไทยจะต้องเรียนรู้ จะต้องไม่ให้เกิดขึ้นกับแม่น้ำสายอื่นอีก หรือว่าทำยังไงจะช่วยแก้ไขให้แม่น้ำสายนี้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้ นี่เป็นกระบวนการที่เราทำอยู่ แต่ไม่ได้บอกว่าเราทำคนเดียวจึงจะสำเร็จ เราต้องอาศัยวิธีการ อาศัยคนมากมายมาช่วยกัน อาศัยการพูดทำความเข้าใจ และก็อาศัยเวลา ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ เราต้องใช้เวลา ต้องมีความอดทน ต้องรอคอยให้คนเข้าใจได้
สารคดี : แต่ก่อนชาวบ้านไม่รู้ว่าตนมีสิทธิที่จะเรียกร้อง แต่ถึงวันนี้ชาวบ้านเริ่มรู้สิทธิของตัวเองแล้ว ในอนาคตเมื่อชาวบ้านกล้าและแกร่งที่จะเรียกร้องด้วยตัวเอง บทบาทของคุณวนิดาหรือขององค์กรพัฒนาเอกชนจะลดลงหรือเปลี่ยนไปไหม
วนิดา : การที่ชาวบ้านจะรู้จักสิทธิของตัวเองทั้งหมด ดิฉันคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ แต่ชาวบ้านบางกลุ่มที่รู้จักสิทธิของตัวเอง เอ็นจีโอก็ไม่มีความสำคัญในแง่การให้ความคิด แต่อาจจะมีบทบาทในแง่การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เพราะคนที่รู้สิทธิของตัวเองก็ต้องรู้ข้อมูลด้วย และข้อมูลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สภาพสังคมก็เปลี่ยนไปตลอด ดิฉันคิดว่าถ้าเราเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ เราต้องร่วมมือกับชาวบ้าน เราเป็นพวกอนุรักษ์คนเดียวไม่ได้ เราต้องหาคนมาช่วย และกลุ่มที่สำคัญที่สุดก็คือชาวบ้านที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นๆ เขาจะปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาตินั้นๆ ได้ดีที่สุด
ทำยังไงเขาจึงจะมีความเข้มแข็งในการรักษาทรัพยากรตรงนั้นไว้ได้ ทำยังไงเขาจะเข้าใจว่ากระแสบริโภคนิยมเป็นเรื่องของการหลอกลวง เป็นกระแสที่ทำลาย คนที่รู้น้อยกว่ามีอำนาจน้อยกว่าจะตกเป็นเหยื่อ ตรงนี้นี่เองที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา ท่ามกลางการทำงาน เราได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ว่า จริงๆ แล้ว การปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมหรือการจะทำให้สังคมสงบหรือเกิดสันติภาพ ไม่อาจทำได้ด้วยเราคนเดียวหรือด้วยกลุ่มคนน้อย แต่ต้องใช้พลังมหาศาล หน้าที่ของเราคือเชื่อมทุกพลังเข้าด้วยกันเป็นลูกโซ่ เราเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการนั้นเท่านั้นเอง
สารคดี : การคุมม็อบซึ่งจำนวนคนมากขนาดหมื่นสองหมื่นไม่ใช่เรื่องง่าย มีปัญหาต้องแก้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการเป็นตัวกลาง ยืนอยู่ระหว่างชาวบ้านกับรัฐบาล เป็นความคาดหวังของทั้งสองฝ่าย สภาวการณ์เช่นนี้น่าจะทำให้เครียดได้ง่ายไหมคะ
วนิดา : คนเยอะๆ มาอยู่รวมกัน จะต้องมีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถ้าสามารถทำให้ใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ มีเป้าหมายเดียวกัน ถึงจะรักษากติการ่วมกันได้ ชาวบ้านที่มาอยู่หน้าทำเนียบ ไม่ใช่เป็นการย้ายชุมชนหรือย้ายถิ่นฐานมา แต่เป็นการมารวมกันเพื่อต่อสู้ โดยมีเป้าหมายเดียวกัน มีวิธีการเดียวกัน และมีการตกลงร่วมกัน ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ม็อบหน้าทำเนียบสามารถอยู่ได้โดยไม่เกิดความวุ่นวาย แต่ทีนี้มันขึ้นอยู่กับการจัดการด้วย กระบวนการจัดการก็คือ ให้ตัวแทนชาวบ้านทุกคนทุกระดับมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกานี้
ที่ผ่านมา บางม็อบหรือบางกลุ่มมักจะใช้ผู้นำเดี่ยวสั่งการ ซึ่งลักษณะแบบนี้ใช้ได้กับคนจำนวนน้อย แต่ใช้ไม่ได้กับคนเยอะ กิจกรรมใดก็ตามที่ขาดการมีส่วนร่วมของคนทุกระดับ หรือตัวแทนตามสัดส่วนแล้ว ก็จะทำให้กิจกรรมนั้นมารวมศูนย์อยู่ที่คนไม่กี่คน คนอื่นไม่ได้เข้าใจด้วยว่าเป้าหมายในการต่อสู้คืออะไร วิธีการมีอย่างไร เพราะฉะนั้นเขาจะทำได้ไม่นานก็จะอ่อนล้าหมดแรงไป คือเหมือนคนแบกโลกทั้งโลกไว้
ทำไมทุกอย่างต้องมาที่ทำเนียบรัฐบาล ก็เพราะว่าบ้านเมืองเราไม่เคยกระจายให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลจัดการชีวิตของตัวเอง แม้แต่หมู่บ้านนี้จะจัดการเรื่องในหมู่บ้านนี้ก็ต้องมาถามรัฐบาลที่กรุงเทพฯ นี่แหละคือความอ่อนแอของระบบที่เป็นอยู่ ในการจัดการม็อบก็เหมือนกัน ถ้าคุณยังจัดการแบบรวมศูนย์ คือมีผู้นำเพียงไม่กี่คนเป็นผู้จัดการ เป็นผู้ทำแทน เป็นผู้เข้าใจ มันก็ทำไม่ได้ ดังนั้นประชาชนที่มาที่นี่ทุกคนสามารถเจรจาได้ ทุกคนจะรู้ว่าปัญหาของตัวเองคืออะไร ข้อเรียกร้องคืออะไร เข้าใจตรงนี้ตรงกันหมด และรู้ด้วยว่าเงื่อนไข ระยะเวลาเป็นยังไง จะต้องมีการประชุม พูดคุยตกลงกันทุกวัน และมีผู้แทนทุกระดับเข้าร่วม เราเปิดสภาประชาชนทุกวัน
สารคดี : ม็อบก็เหมือนกับการวางรากฐานประชาธิปไตยให้แก่ชาวบ้านทางหนึ่งใช่ไหม
วนิดา : ใช่ ม็อบคือการใช้ประชาธิปไตยทางตรงของประชาชน
สารคดี : มีการวิเคราะห์กันว่า ม็อบคราวนี้มีการจัดการระบบได้ดีที่สุดตั้งแต่มีม็อบมา ทั้งที่คนมากมายกว่าทุกครั้ง
วนิดา : ชาวบ้านที่มารวมกันกลุ่มนี้เป็นชาวบ้านที่ร่วมต่อสู้กันมานาน แกนนำเกือบครึ่งหรือเกินครึ่งรู้จักกันมาก่อน ผ่านการหล่อหลอม ผ่านการต่อสู้กันมา สมัชชาคนจนเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ไม่ใช่จู่ๆ ก็มารวมกันเลย ในภาวะปรกติที่ยังไม่เป็นม็อบ ประชาชนเขาก็รวมตัวกันทุกเดือนๆ อยู่แล้ว ฉะนั้นเอ็นจีโอหรือที่ปรึกษาก็เป็นเพียงตัวเชื่อมให้เกิดเวทีร่วมกัน เวทีนี้จะปรึกษาหารือ เพื่อกำหนดกิจกรรมหรือกำหนดยุทธวิธีร่วมกัน กำหนดวิธีการและเป้าหมายร่วมกัน
สารคดี : แล้วคุณวนิดามีวิธีการอย่างไร
วนิดา : ไม่ใช่ดิฉันคนเดียวนะ เราทำกันหลายคน ถ้าเป็นม็อบรับจ้างมันทำไม่ได้ เพราะอะไร ถ้าทุกคนรับจ้างมา ตกเย็นก็จะรอรับเงิน ถ้า ๒ วันไม่จ่ายเงินก็รวนแล้ว ม็อบรับจ้างอยู่ได้ไม่เกิน ๓ วัน ต้องปรนเปรออย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นนี่เป็นบทพิสูจน์ว่า ที่รัฐมนตรีทั้งหลายว่าเป็นม็อบรับจ้าง ต่อให้รัฐมนตรีคนนั้นมาจ้างก็ยังทำไม่ได้ขนาดนี้ สมมุติจ่ายเงินให้ม็อบรับจ้าง ๑๐,๐๐๐ คน จ่ายทุกวัน ดิฉันว่าไม่สามารถจัดระบบให้อยู่ในระเบียบวินัยอย่างนี้ได้ ม็อบแบบนี้เหมือนกองทัพประชาชน คือใช้อุดมการณ์เดียวกัน ใช้ใจเดียวกัน
สารคดี : ตั้งแต่ม็อบแรกจนถึงม็อบคราวนี้ คุณวนิดาเห็นความเปลี่ยนแปลงของชาวบ้านในการต่อสู้อย่างไร
วนิดา : ชาวบ้านเรียนรู้ได้เร็ว ที่ผ่านมา เขาถูกจำกัดอยู่แต่ในหมู่บ้าน อยู่แต่ในชนบท หรืออยู่แต่กับการทำมาหากินแบบจำเจ เขาก็จะมีความรู้สึกเกี่ยวกับธรรมชาติ หรือภูมิปัญญาแต่ละเรื่อง แต่พอเขาออกมาร่วมต่อสู้ข้างนอก เขาจะเริ่มตื่นตัวในสิทธิมนุษยชน เขาจะเข้าใจทันทีว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครมีอำนาจเหนือกว่าคนอื่นได้โดยที่ไม่ยุติธรรม นี่คือหลักการขั้นพื้นฐานที่ถ้าชาวบ้านเข้าใจ เขาจะเกิดพลังขึ้นมา ที่ผ่านมาเขาจะถูกกดอยู่หมู่บ้าน เขาไม่รู้ว่าเขามีสิทธิ์ที่จะเรียกร้อง เขานึกว่าชีวิตเขาขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ เวลาเข้าหาเจ้านาย เขาจะกลัว ไม่เป็นตัวของตัวเอง พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้ควบคุมชีวิตของตัวเอง แต่พอเขาเข้าร่วมกระบวนการต่อสู้ เขาเริ่มเข้าใจว่าเขาสามารถกุมชีวิตตัวเองได้ เขาสามารถเป็นตัวของเขาเองได้ เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าชาวบ้านกลุ่มนี้ไม่ค่อยกลัวถ้าต้องพูดคุยกับรัฐมนตรีหรือตัวแทนจากรัฐบาล เขาจะกล้าปะทะคารมด้วย
สารคดี : หลายคนมองว่าเป็นเพราะเอ็นจีโอสอนการต่อสู้ให้แก่เขา
วนิดา : เอ็นจีโอไม่ได้สอนหรอก แต่การต่อสู้สอนเขา เอ็นจีโอหลายคนก็ไม่ได้คิดแบบนี้ ไม่เคยคิดจะต่อต้านกับอำนาจรัฐที่ไม่ยุติธรรม ดิฉันคิดว่าการต่อสู้สอนคน กระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสอนคนให้เรียนรู้
สารคดี : คุณวนิดาเองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับชาวบ้านด้วย
วนิดา : ใช่
สารคดี : อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณวนิดายังยืนหยัดอยู่
วนิดา : ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ก็เพราะนักต่อสู้ด้วยกันนี่แหละ น้องๆ พี่ๆ ชาวบ้านที่ร่วมต่อสู้กันมา ให้กำลังใจกัน พวกที่ด่าเราก็มี แต่คนที่ให้กำลังใจเราก็เยอะ บางครั้งอาจจะมีท้อแท้บ้าง แต่แป๊บเดียวก็เลิกคิด
สารคดี : เคยคิดจะพลิกผันตัวเองออกจากเส้นทางนี้ไหมคะ
วนิดา : ไม่เคยคิดถึงขั้นนั้น ไม่เคยท้อแท้ถึงขั้นว่าไม่เอาแล้ว อาจจะวูบขึ้นมาเป็นพักๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องความไม่เข้าใจกันมากกว่า อาจเป็นเพราะดิฉันเป็นคนที่ไม่ได้คาดหวังอะไรสูง เมื่อเกิดอะไรที่ลงต่ำ ก็ไม่ได้ถึงขั้นประสบความผิดหวัง
สารคดี : คุณวนิดามีรายได้ไหม อยู่ได้อย่างไร
วนิดา : ดิฉันได้รับเงินจากเอ็นจีโอ เอ็นจีโอก็ได้รับมาจากเอกชนที่บริจาคให้เป็นค่าตอบแทนสำหรับคนที่ทำงานด้านสังคม ดิฉันมีเงินเดือน แต่ไม่มากหรอกถ้าเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน ห่างกันไม่รู้กี่เท่า
สารคดี : แล้วเงินที่ใช้จ่ายในม็อบล่ะคะ
วนิดา : การทำม็อบไม่ได้ใช้จ่ายเงินของใครเลย เป็นเงินของชาวบ้านทั้งหมด เขาเอาเสบียงมาเอง แล้วถ้าเงินหมด เขาก็จะไปรับจ้างทำงานข้างนอก รายได้อีกทางก็มาจากผู้สนับสนุน ซึ่งเป็นคนทั่วไปที่ติดตามข่าวและเข้าใจการต่อสู้ของชาวบ้าน และคนที่อยู่ในกิจกรรมอย่างเดียวกัน
สารคดี : เคยรู้สึกว่าตัวเองตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองบ้างไหม
วนิดา : เรื่องนี้เราต้องระมัดระวัง ดิฉันคิดว่าคนที่ปลิ้นปล้อนมากที่สุด น่าจะเป็นอาชีพนักการเมือง นักการเมืองรับปากหรือให้สัญญาได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งยามที่เขานอนหลับ เขาอาจจะละเมอให้สัญญา และคำพูดของเขาก็จะเปลี่ยนได้ทุกชั่วโมง
สารคดี : คนที่มีความคิดเพื่อสังคม เขาจะยังสามารถต่อสู้ยืนหยัดอยู่ได้ไหม เมื่อเขาต้องเข้าไปสู่ระบบการเมือง
วนิดา : ระบบการเมืองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไม่อาจทำให้คนดีสามารถแก้ไขปัญหาอย่างที่ต้องการได้ ถึงแม้ว่าจะทำได้ แต่ดิฉันคิดว่าน้อยมาก และเขาต้องลงแรงอย่างเหนื่อยยาก ถ้าเขาคิดต่อสู้เพื่อสังคมจริงๆ ดิฉันคิดว่าไม่คุ้มที่จะเป็นนักการเมือง แต่ถ้าคิดว่าจะได้มีชื่อเสียงเกียรติยศ ได้ช่วยชาวบ้านบ้าง ได้อะไรหลายอย่างรวมๆ กัน อันนี้อาจจะได้ ประชาธิปไตยแบบบ้านเราต้องใช้หลายๆ ทาง ถ้าผู้แทนใช้ไม่ได้ ก็ต้องใช้การเดินขบวนนี่แหละ คือมาเรียกร้องกันทางตรง ในโลกนี้ดิฉันไม่เคยเห็นระบบผู้แทนที่ไหนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ เห็นแต่ในหนังสืออุดมการณ์อย่าง “ยูโทเปีย” ของจริงดิฉันว่าไม่มีหรอก
เรื่องของมนุษย์ เรื่องของสังคม ต้องช่วยกัน เป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กๆ ทั้งหลายจะต้องช่วยตนเองเป็นหลัก ส่วนเกินที่เหลือจากการทำให้ตัวเองอยู่รอด ก็เอามาช่วยส่วนรวม ระบอบการปกครองทุกวันนี้ทำให้ทุกคนเลิกพึ่งตัวเอง หันมาพึ่งรัฐ แล้วคนที่เข้ามากุมอำนาจรัฐก็ฉกฉวยตรงนี้ในการจัดสรรเสียใหม่ให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นมา อย่างระบบเมืองนี่เห็นชัด ถ้าไม่มีรัฐบาลก็พัง ใครจะหาน้ำใครจะหาไฟมาบริการประชาชน เพราะการจัดการรวมศูนย์หมด แต่ถ้าเป็นชนบทไม่มีปัญหา ถ้าเขายังพึ่งตัวเองได้นะ ทุกวันนี้ที่เขามานั่งล้อมทำเนียบกัน ก็เพราะว่าเขาสูญเสียการพึ่งตัวเอง ทำมาหากินไม่ได้ ไม่รู้จะอยู่ต่อไปยังไง ที่ดินไม่มี เคยจับปลาก็จับไม่ได้ ไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้ จะแก้ปัญหาปากท้องยังไง เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ
นี่คือการสูญเสียการพึ่งตัวเอง แต่รัฐไม่ได้เข้าไปดูแลตรงนี้ ถ้ารัฐเข้าไปจัดการ ถ้าคุณหาปลาไม่ได้อีกต่อไป รัฐจ่ายเงินเดือนให้ทุกเดือน เขาก็อยู่ได้ แต่นี่ไม่มี แต่ถ้ายังเป็นระบบเมือง รัฐประกันทุกอย่าง ประกันการว่างงานด้วยการส่งเสริมแบบอื่น ประกันเรื่องระบบสาธารณูปโภค ประกันเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ คนเมืองก็พออยู่ได้ แต่คนชนบทถ้าทิ้งก็ทิ้งเลย เหมือนพ่อเหมือนแม่ที่คลอดลูกมาแล้วทิ้ง
สารคดี : คุณวนิดารู้สึกอย่างไรที่ถูกทางการเขาเรียกว่านักยุทธศาสตร์ฝ่ายประชาชน
วนิดา : ก็คงมีหลายคนช่วยกัน ไม่ใช่เฉพาะดิฉันคนเดียว เพียงแต่ดิฉันอาจจะทำต่อเนื่องมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง อาจจะทำแบบเป็นหลักเป็นฐาน เป็นจริงเป็นจังมากกว่า แต่จริงๆ แล้วหลายคนช่วยกัน ดิฉันไม่คิดว่าคนคนเดียวจะสามารถทำงานใหญ่ได้ งานใหญ่ต้องอาศัยคนมาก
สารคดี : คิดว่าตัวเองทำงานใหญ่เกินตัวไหม
วนิดา : เคยคิดบ่อยๆ ว่าทำไมเราทำเรื่องที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ พวกข้าราชการเขาก็มาถาม บอกคุณทำไมหาโจทย์ยากๆ ให้ผมเรื่อยเลย หาที่มันง่ายๆ ไม่ได้หรือ (หัวเราะ)
สารคดี : อะไรที่ทำให้คุณวนิดาได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน
วนิดา : เรามีใจเดียวกับเขา ชาวบ้านเขาจะไม่เรียกร้องว่าเราต้องกินเหมือนเขา อยู่เหมือนเขา เขาจะดูแลเราอย่างดี พอรู้ว่าเรากินอะไรไม่ได้ เขาจะไม่เอาสิ่งนั้นให้เรากิน แต่จะหาสิ่งอื่นมาให้ทันที สมมุติว่าพูดหลุดปากออกไปนิดเดียวว่าเราไม่ชอบอย่างนี้นะ เขาจะไม่เอาสิ่งนั้นมาวางไว้บนโต๊ะเราเลย ชาวบ้านเขาจะไม่เรียกร้อง แต่เขารู้สึกว่าเราเป็นที่พึ่ง อย่างน้อยที่สุดก็ในช่วงที่เขากำลังลำบาก หรือในช่วงที่เขาอ่อนแอ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าการยอมรับของชาวบ้านไม่ใช่เรื่องยาก เขาจะไม่เคยสืบถามด้วยว่าดิฉันเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มาทำไม มาจากไหน รับเงินใครมาช่วยเขา เขาไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ ขอให้มีคนช่วยเขาเท่านั้นแหละ เรื่องการยอมรับของชาวบ้าน อย่าว่าแต่ดิฉันเลย ใครก็ได้เดินผ่านบ้านเขา เขายังเรียกให้พักหรือเรียกให้กินข้าว เขาถึงถูกหลอกง่าย เพราะซื่อ เนื่องจากภายในหมู่บ้านไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน แล้วเวลาชาวบ้านสู้ เขาก็สู้จริงๆ ผิดจากดิฉัน ดิฉันไม่ใช่คนกล้าหรอก ถ้าเป็นคนกล้าคงตายไปนานแล้ว เป็นเพราะรู้จักเอาตัวรอด ถึงอยู่มาได้จนป่านนี้ (หัวเราะ)
สารคดี : ดูคุณวนิดามีความสุขที่ได้ทำงานช่วยคนจน
วนิดา : ช่วยคนที่ถูกเอาเปรียบมากกว่า คือไม่ค่อยชอบอะไรที่ไม่ยุติธรรม รังแกกันซึ่งๆ หน้า เราไม่ชอบ แต่เนื่องจากเราเป็นหญิงด้วยนะ ถึงได้รอดมาถึงทุกวันนี้ ถ้าเป็นผู้ชายก็อาจจะไม่มีคนคอยดูแลปกป้อง อาจจะถูกทำร้ายร่างกายไปนานแล้ว ความเป็นผู้หญิงทำให้เราระวังตัว และคนไม่กล้าทำอะไรเรามาก เพราะถ้าเขาทำเรา เท่ากับว่าเขารังแกคนที่อ่อนแอกว่า แต่อีกอย่างหนึ่ง เป็นเพราะดิฉันไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับบุคคลอื่นๆ ไม่เคยด่าใคร ก้าวร้าวกับใคร หรือท้าทายใคร
สารคดี : บนภาระหนักเช่นนี้ คุณวนิดามีด้านสดใสของชีวิตบ้างไหมคะ
วนิดา : ดูงานแล้วเหมือนจะเครียดนะ แต่ดิฉันไม่ค่อยรู้สึกว่าเครียด อาจเป็นเพราะว่าไม่ใช่เป็นคนชอบอยู่เฉยๆ ดิฉันไม่ค่อยรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่สดใสนะ เป็นคนมองโลกในแง่ดี มีคนพูดเยอะว่าดิฉันเป็นอย่างนั้น ดิฉันคิดว่าควรจะต้องเป็นอย่างนั้น ถึงจะทำงานได้ ถ้ามองคนในแง่ร้าย คุณก็จะเข้ากับใครไม่ได้ หรือว่าคุณมองโลกในแง่ร้าย คุณก็จะไม่กล้าทำอะไร เพราะรู้สึกว่ามันจะประสบความล้มเหลวหรือไม่ได้ผลไปตลอด ดิฉันเป็นนักฝัน เพ้อฝันไปเรื่อยๆ
มีคนสงสัยเยอะ แต่ไม่กล้าถาม ว่าทำไมไม่มีแฟน ดิฉันว่าต้องไปถามคนอื่นว่าทำไมเขาไม่คิดเอาดิฉันเป็นแฟนบ้าง (หัวเราะ) เขาอาจจะรู้สึกไม่กล้ามั้ง กลัวเป็นม่าย หรือกลัวเราติดคุก
สารคดี : การมีครอบครัวกับการทำงานเพื่อสังคม น่าจะไปด้วยกันได้ไหม
วนิดา : ไปด้วยกันไม่ง่ายนะ ถ้าเป็นผู้หญิงยิ่งยาก สังคมไทยเรา ผู้ชายไม่ค่อยมีส่วนในการดูแลครอบครัวเท่าไร เพราะมีผู้หญิงเป็นหลัก ทีนี้ถ้าดิฉันแต่งงานมีลูก คงจะทำงานอย่างนี้ไม่ได้แน่นอน ดิฉันจะต้องดูแลลูก ดูแลครอบครัวให้ดี ไม่ต้องถึงขนาดมีสามี แค่มีคู่รักก็ยุ่งแล้ว (หัวเราะ) นอกจากต้องหาคู่รักที่ทำงานด้วยกัน แต่ก็หายาก ที่มีก็ตายไปแล้ว การจะจัดชีวิตที่มีคู่ครองด้วย กับชีวิตที่เราอยากเป็นไม่ใช่เรื่องง่าย ดิฉันคิดว่าไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่ว่าแอนตี้ ดิฉันเห็นด้วยกับการที่มนุษย์จะต้องมีคู่ครอง แต่ไม่มีก็ไม่เดือดร้อน เพราะดิฉันสามารถรักลูกคนอื่นได้เหมือนลูกตัวเอง และสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อคนที่มีครอบครัวทั้งนั้น สมมุติว่าดิฉันเจอคนที่ชอบก็อาจจะมีครอบครัว แต่ต้องเหมาะสมด้วย ไม่ใช่ชอบกันอย่างเดียว
สารคดี : คุณวนิดาเอาพลังที่ไหนมาทุ่มเทกับการทำงาน
วนิดา : การทำงานทุกอย่างต้องทุ่มเทด้วยใจรัก ไม่ว่าทำงานอย่างดิฉันหรือทำงานอื่นใด สมมุติว่าเป็นศิลปิน อย่าง ฟาน ก็อก เขารักศิลปะ เขาทุ่มเทมาก แม้ชีวิตเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนอะไรเลย ดิฉันว่าเป็นเรื่องของใจมากกว่า
สารคดี : ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของคุณวนิดาคืออะไร
วนิดา : ก็คือให้มีชีวิตตามอย่างที่เราคิด ที่เราอยากจะเป็น ไม่ถูกคนอื่นกำหนด เป็นชีวิตที่เรามีส่วนในการกำหนด แต่ถ้าเราจะใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น เราก็ต้องถูกเขากำหนดบ้าง อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา ก็ใช้ชีวิตอย่างเสรีเท่าที่มนุษย์น่าจะมีนั่นแหละ แค่นั้นดิฉันพอใจแล้ว ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอะไร อนาคตดิฉันอาจจะเป็นแม่ค้าขายข้าวแกง หรืออาจจะเป็นครูสอนเด็กๆ ก็ได้ ดิฉันไม่ได้กังวลต่ออนาคตมาก ถ้าคิดอยากจะเป็นอะไรก็เป็นเลย ดิฉันไม่อยากสร้างเงื่อนไขในชีวิต ทำให้มันง่ายๆ เปลี่ยนก็เปลี่ยนง่าย
สารคดี : การที่ใช้เสรีภาพของตัวเองมาตั้งแต่วัยรุ่น มีปัญหาขัดแย้งกับทางบ้านบ้างไหม
วนิดา : ถ้าหมายถึงพี่น้อง ไม่มี ถ้าหมายถึงพ่อแม่ มีแน่นอน คนที่เป็นพ่อแม่ ถ้ามีลูกอย่างดิฉันก็ต้องไม่เห็นด้วย พ่อแม่มีความรักและความห่วง โดยไม่คำนึงว่าสิ่งที่ลูกทำนั้นผิดหรือถูก นั่นเป็นเรื่องทัศนะที่อาจแตกต่างกัน แต่ความรักและความห่วง มาก่อนและเป็นเรื่องใหญ่
สารคดี : แล้วแก้ปัญหานี้อย่างไร
วนิดา : ก็ไม่ได้แก้อะไรมาก พยายามพูดคุย เข้าใจก็เข้าใจ ไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ (หัวเราะ) แต่ว่าเราก็ไม่ทอดทิ้งเขา ความเห็นที่ขัดแย้งก็ขัดแย้งกันไป ถ้าจะว่าดิฉันเป็นลูกที่พ่อแม่เป็นห่วงที่สุดก็อาจจะเป็นได้ แต่พ่อแม่เขาก็ห่วงลูกทุกคน คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ เขาก็ห่วงลูกจนเขาตายนั่นแหละ ในสายตาของพ่อแม่ เขาคิดว่าดิฉันทำงานเสี่ยงที่สุด แต่ตัวดิฉันเองคิดว่าทุกชีวิตเสี่ยงเท่ากัน
สารคดี : เคยคิดบ้างไหมว่าตัวเองเป็นคนเสียสละ
วนิดา : (นิ่งคิดครู่หนึ่ง) เรื่องนี้ไม่ค่อยคิดเท่าไร ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน ไม่ใช่เรื่องว่าใครคนใดคนหนึ่งต้องเสียสละ คนอื่นเขาก็เสียสละ คนที่ทำงานกับเราเสียสละทุกคน จริงๆ แล้วชาวบ้านเป็นผู้เสียสละ เขาถูกขับไล่ ถูกเวนคืนที่เพื่อสร้างเขื่อน ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าใช้ เรามีโอกาสมากกว่า เราก็ช่วยเขา มีแรงพอจะช่วยเขาได้เราก็ช่วย ดิฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้เสียสละ ไม่ได้คิดว่าเป็นนักบุญหรือแม่พระ และก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นหญิงเหล็ก คนอื่นเขาเหล็กกว่าดิฉันเยอะ ดิฉันเป็นคนธรรมดา เพียงแต่ดิฉันเป็นคนไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมจำนนง่ายๆ เท่านั้น
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารสารคดี ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๑๔๕ มีนาคม ๒๕๔๐



