- ‘กัลปพฤกษ์’ -
kalapapruek@hotmail.com
(บทความพิเศษเนื่องในวาระครบรอบสิบปีกำเนิด DVD ภาพยนตร์)
.....................
หมายเหตุก่อนอ่าน
อย่าพลาดชม! THE MAN FROM LONDON ผลงานภาพยนตร์ที่ดีที่สุดของผู้กำกับ BELA TARR ในงานเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 5 ณ โรงภาพยนตร์ ESPLANADE CINEPLEX ถนนรัชดาภิเษก
ฉายเพียง 2 รอบเท่านั้น
วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2550 เวลา 20:10 น. และ วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน 2550 เวลา 15:30 น.
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมจาก website ของเทศกาลที่ http://www.worldfilmbkk.com
......................
อารัมภบท
นวัตกรรม DVD นี่ช่างเป็นของขวัญอันล้ำค่าจากฟากฟ้าที่ส่งลงมาสมนาคุณให้กับเหล่าคนรักหนังบนพื้นโลกใบนี้อย่างแท้จริง ใครจะเคยคิดว่าเจ้าแผ่นโลหะกลม ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยังไม่ได้สักกึ่งคืบ แถมยังมีรูตรงกลางขนาดสอดดัชนีนางเข้าไปได้หนึ่งองคุลี จะสามารถบรรจุเอาภาพและเสียงของภาพยนตร์ขนาดความยาวหลายชั่วโมงลงไปได้โดยไม่เสียความคมชัด แถมยังสามารถเสริมใส่คำบรรยายใต้ภาพหรือ subtitles เป็นภาษาต่าง ๆ ได้ถึง 32 ภาษา หรือถ้าไม่อยากกวาดลูกตา ก็ยังสามารถเลือกเสียงพากย์นั่งฟังได้อย่างสบายใจกันถึง 8 track นี่ยังไม่นับรวม Special Features ต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น หนังตัวอย่างหลาก version รวมฉากที่ถูกตัดทอน เบื้องหลังขั้นตอนของการถ่ายทำ บทสัมภาษณ์รวมถึงประวัติการทำงานของผู้กำกับและนักแสดง commentary track อันละเอียดยิบ music video เพลงประกอบ และอื่น ๆ อีกมากมายจิปาถะที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสกับหนังเรื่องนั้น ๆ กันอย่างทั่วถึงทุกซอกมุม
ไม่เพียงแต่จะเป็นการรวบรวมสิ่งละอันพันละเยอะที่เกี่ยวข้องกับตัวภาพยนตร์บรรจุไว้ในสื่อเก็บข้อมูลขนาดกะทัดรัดเท่านั้น แต่ DVD ยังมีส่วนในการกระตุ้นวัฒนธรรมการดูหนังของคอหนังรุ่นใหม่ให้คึกคักขึ้นมาได้ไม่แพ้ยุคสมัยที่ videotape เริ่มออกตีตลาดเมื่อกลางทศวรรษ 1970’s กันเลย นับตั้งแต่ภาพยนตร์แนววินาศภัยสุดมันเรื่อง Twister (1996) ของผู้กำกับ Jan de Bont ออกวางจำหน่ายเป็นเรื่องแรกเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ปี 1997 DVD ภาพยนตร์ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนสามารถแทนที่ม้วน videotape อันหนาเตอะและแผ่น laserdisc อันเทอะทะได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี และด้วยกรรมวิธีการผลิตที่สะดวกง่ายแถมยังสามารถเก็บไว้ดูได้ยาวนานโดยไม่ต้องเดือดร้อนรำคาญกับความชื้นและการขึ้นรา ทำให้เราสามารถหาชมภาพยนตร์จากสื่อ DVD ที่มีออกมาใหม่แบบไม่ยอมให้เว้นว่างไปเพียงสักหนึ่งสัปดาห์
ด้วยอานิสงส์อันนี้เองที่ทำให้ภาพยนตร์เก่าเก็บหลาย ๆ เรื่องที่คอหนังในยุค Pre-Internet ทั้งหลายเคยนั่งเฝ้านอนฝันว่าสักวันจะมีบุญวาสนาได้หาชม ก็กลับมามีโอกาสได้ผุดได้เกิดกันอีกครั้งจนเป็นที่สมหวังของนักดูหนังชนิดต้นคอกันไปตาม ๆ กัน จากผลงานที่หาดูกันอย่าง โค-ตะ-ระ ยากเพราะไม่เคยมีการผลิตออกมาในสื่อทุติยภูมิใด ๆ อย่าง หนังหลุดโลกของผู้กำกับกลุ่ม Panic Movement หนังดิบสุดขั้วของ Andy Warhol งานชิ้นเก่า ๆ ของ Arnaldo Jabor, Chantal Akerman, Joao Caesar Monteiro, Theo Angelopoulos, Ritwik Ghatak, Fons Rademakers, Youssef Chahine, Sergei Paradjanov, Andrzej Zulawski, Ousmane Sembene, Alexander Kluge, Otar Iosseliani, Dusan Makavejev หรือ Shyam Benegal ก็กลับกลายมาเป็นสินค้าที่สามารถหาซื้อได้ทางไปรษณีย์ แบบไม่ต้องรอให้มีผู้จัดงานเทศกาลรายไหนมา Retrospective ให้กันเลย เพราะเดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็สามารถจัดเทศกาลหนังแบบส่วนตัวได้ง่าย ๆ ภายในบ้านเรือน . . .

ปกภาพยนตร์เรื่อง Twister (1996) DVD แผ่นแรกที่ออกวางจำหน่าย
และเนื่องในวาระครบรอบ 10 ปีการก่อกำเนิดผลิตภัณฑ์ DVD ภาพยนตร์ในปี 2007 นี้ ผู้เขียนจึงใคร่ขอถือโอกาสสดุดีนวัตกรรมความบันเทิงที่ทรงคุณค่ามหาศาลต่อวงการภาพยนตร์นานาชาติไม่เลือกสมัย ด้วยบทความย้อนสำรวจผลงานภาพยนตร์ของ Bela Tarr ผู้กำกับชาวฮังการีที่คุณูปการของสื่อ DVD ทำให้ผลงานเรื่องเก่า ๆ ของเขาได้ฟื้นคืนชีพกลับสู่วงการอีกครั้ง เปิดโอกาสให้คอหนังในสหัสวรรษใหม่ได้รู้จักความเป็นมาและเป็นไป ก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จจากผลงานภาพยนตร์ชิงปาล์มทองคำเรื่องล่า The Man from London ซึ่งจะมากร่วมฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 5 ให้ชาวไทยได้ดูกันในปีนี้ด้วย จึงขอเชิญผู้อ่านทุกท่านร่วมกัน “เปิดกรุ DVD” เพื่อสัมผัสกับ “โลกอัศจรรย์ไร้สีของ Bela Tarr” กันได้ ณ บัดนี้
เปิดกรุ DVD . . . โลกไร้สีของ Bela Tarr
จำได้ดีว่าครั้งแรกที่ผู้เขียนได้ยินชื่อของ Bela Tarr ก็ในฐานะของผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Satantango งานชื่อประหลาดที่ติดอันดับหนึ่งในสิบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำทศวรรษ 1990’s ของนิตยสาร Village Voice ซึ่งปรากฏอยู่ในบทความ “Some films of the 90’s” ของ Bill Mousoulis จาก website http://www.sensesofcinema.com เมื่อได้พบเห็นผลงานแปลกหูติดอยู่ในอันดับสำคัญ ๆ ความอยากรู้อยากเห็นก็กระตุ้นให้ผู้เขียนต้องหาข้อมูลโดยพลันว่าหนังเรื่องนี้มันมีดีอย่างไรหนอ ถึงได้รับการยกยอเสียอย่างเลิศเลอถึงเพียงนี้ หลังจากที่ key ข้อมูลลงใน website หากินอย่าง Internet Movie Database เพียงช่วง 1 enter ผู้เขียนก็ได้รับความรู้เพิ่มเติมว่า Satantango เป็นงานภาพยนตร์สีขาวดำเกี่ยวกับความล่มสลายของวิถีชนบทในฮังการี โดยมีความยาวรวมสิริรวมทั้งสิ้น 450 นาที และมีทีเด็ดอยู่ที่ฉากการถ่ายภาพฝูงวัวเดินย่ำไปมาบนดินโคลนเป็นเวลากว่า 10 นาทีโดยไม่มีตัดทอน! ด้วยข้อมูลเพียงเท่านี้ผู้เขียนก็สามารถตัดสินใจได้ทันทีว่าหนังเรื่องนี้จะต้องจัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็จะไม่ยอมพลาดโอกาสได้ชม . . .
หลังจากเฝ้าคอยรอมาเนิ่นนานอีกหลายปี ก็ยังคงไม่มีวี่แววว่าจะมีโอกาสได้สัมผัสภาพยนตร์เรื่องนี้จากแหล่งใด จนกระทั่งเมื่อราวปลายเดือนเมษายน ปี 2000 เมื่อทางเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประกาศรายชื่อภาพยนตร์ในสาย Director’s Fortnight ซึ่งก็ปรากฏมีภาพยนตร์เรื่องใหม่นามไฉไลว่า Werckmeister Harmonies ของผู้กำกับ Bela Tarr รวมอยู่ด้วย ความหวังที่จะได้พิสูจน์ผลงานสักชิ้นของผู้กำกับที่รู้จักเพียงชื่อเสียงเรียงนามรายนี้จึงเริ่มโชนแสงขึ้น แม้ว่าจะต้องรอลุ้นให้หนังประสบความสำเร็จในการจัดฉายจนมีค่ายหนังสนใจนำไปจัดจำหน่าย ซึ่งก็ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้มีการผลิตเป็น DVD ออกขายให้ได้สั่งซื้อกันโดยสะดวกง่ายไม่ต้องตามไปดูถึงในเทศกาล
และระหว่างที่รอชมผลงานของผู้กำกับฮังการีท่านนี้อยู่นั้น ผู้เขียนก็เริ่มมีโอกาสได้พูดคุยกับบรรดาคอหนังชั้นเทพปกรณัมอย่าง สนธยา ทรัพย์เย็น เจ้าสำนักดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) สหายสนิทอย่างคุณ Madeleine de Scudery และผู้กำกับที่กำลังจะดังอย่าง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (สมัยพี่แกยังทำ ‘ดอกฟ้าในมือมาร’) ในกิจกรรมฉายหนังเล็ก ๆ ของ Kick the Machine และได้ทราบว่าหมู่มิตรรุ่นพี่เหล่านี้ต่างก็ประจักษ์ถึงชื่อเสียงและกิตติศัพท์ของ Bela Tarr และเฝ้าหาโอกาสที่จะได้สัมผัสกับงานของเขาอย่างสุดปรารถนาโดยถ้วนหน้ากัน ถึงขั้นที่ผู้กำกับอภิชาติพงศ์ ได้ลั่นวาจาเอาไว้อย่างฉะฉานว่า ถ้าผู้ใดสามารถหาหนังเรื่อง Satantango มาให้เขาดูได้ เขายินดีอนุญาตให้ผู้นั้นจูบปากเขาอย่างดูดดื่มจนพอใจ!!! (ใครคนไหนอยากสัมผัสรสจุมพิตของผู้กำกับมือหนึ่งแห่งเมืองไทย ก็รีบไปเสาะหาแผ่น DVD หนังเรื่องนี้กันได้ หวังว่าเจ้าตัวคงยังไม่เปลี่ยนใจคืนคำ!) แต่ถึงแม้จะมีแนวร่วมเพิ่มขึ้นอย่างไร ความใฝ่ฝันที่จะได้สัมผัสกับภาพยนตร์เรื่องนี้ในตอนนั้น ก็คงไม่ต่างไปจากการฝันเปียกไปวัน ๆ ของเด็กหนุ่มวัยเจริญพันธุ์ (ขอหยิบยืมสำนวนของคุณสนธยา ทรัพย์เย็น) เพราะถึงแม้จะมี DVD ออกใหม่มาทุกวัน แต่พวกเราก็เข้าใจกันดีว่า ถ้ามีค่ายไหนเกิดทะลึ่งผลิตหนังเรื่อง Satantango ออกมาจริง ๆ จะมีคนบ้าจี้วิ่งไปซื้อกันซักกี่รายให้ได้คุ้มทุน?
กาลเวลาล่วงเลยมาถึงปี ค.ศ. 2004 ปีเดียวกันกับที่ภาพยนตร์เรื่อง “สัตว์ประหลาด!” ของผู้กำกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้เข้าร่วมประกวดและคว้ารางวัล Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ DVD ภาพยนตร์ชุดแรกของผู้กำกับ Bela Tarr จึงได้ฤกษ์เผยโฉมออกมาสมนาคุณเหล่าแฟนานุแฟนที่อุตส่าห์ตั้งหน้าตั้งตาคอยรอมาหลายปี DVD ชุดนี้เป็นผลงานของค่ายภาพยนตร์โลกยักษ์ใหญ่ Artificial Eye ของประเทศอังกฤษ ประกอบไปด้วยภาพยนตร์สองเรื่องคือ Damnation (1988) และ Werckmeister Harmonies (2000) ซึ่งก็คงได้อานิสงส์จากการที่ภาพยนตร์เรื่องหลังได้ออกฉายในวงแคบ ๆ ในประเทศอังกฤษ จึงต้องมีการผลิตเป็น DVD ตามออกมาโดยอัตโนมัติ พอได้ทราบข่าวผู้เขียนก็เกิดอาการตื่นเต้นจัด สั่งซื้อภาพยนตร์เรื่องนี้แบบ online ล่วงหน้ากันตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาวางแผงโดยไม่สนใจสนนราคา ซึ่งพนักงานที่ www.blackstar.com ก็ช่างทำงานกันแข็งขันนักหนา ส่งหนังมาให้ผู้เขียนทางไปรษณีย์ถึงตรงกับวันที่หนังออกวางตลาดในอังกฤษกันเลยทีเดียว เมื่อได้แผ่นมาแล้วก็ไม่รอช้า รีบคว้าหนังทั้งสองมา Double Bill ดูควบต่อกันในทันใด ดูจบก็เปรยกับตัวเองว่าลีลาอันเชื่องช้าเอื่อยเนือยด้วยจริตกวีสีขาวดำนี่เองหนาที่เขาเรียกกันว่าหนังของ Bela Tarr
หลังจากที่ได้เปิดบริสุทธิ์ผลงานของ Bela Tarr ไปถึงสองเรื่องติดแล้ว ความหื่นกระหายที่จะเสาะหาผลงานเรื่องอื่น ๆ ของเขาก็เริ่มทุเลาลง จะมีก็เพียงแต่ Satantango เท่านั้นที่ยังต้องเฝ้าจับตาหาโอกาสดูกันต่อไป กระทั่งวันดีคืนดีผู้เขียนก็มีอันได้เห็นปก DVD ของค่าย Facets Video รวมผลงานเก่าในยุคแรกเริ่มการทำหนังของ Bela Tarr ออกมาพร้อมกันถึงสามเรื่องคือ Family Nest (1979) The Outsider (1981) และ The Prefab People (1982) จาก website ของพี่ชายผู้ไม่นิยมใส่ contact lens ที่ไม่มีคอหนังวงในคนไหนไม่รู้จัก ซึ่งผู้เขียนเองก็หักห้ามใจที่จะหาซื้อมาเก็บไว้ไม่ได้ เพราะอย่างไรผู้กำกับรายนี้ก็นับได้ว่าเป็นคนทำหนังอีกคนหนึ่งซึ่งต้องคอยติดตามผลงาน
จนสุดท้ายเมื่อปลายปี 2006 ที่เพิ่งจะผ่านมา วันที่ผู้เขียนเฝ้ารอคอยมาแสนนานก็เดินทางมาถึง เมื่อ DVD ภาพยนตร์เรื่อง Satantango ได้ออกวางจำหน่ายในประเทศอังกฤษเป็นครั้งแรกโดยค่าย Artificial Eye เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน โดยบรรจุกันเป็น Box Set เพราะต้องใช้ DVD ถึงสามแผ่นจึงจะจุความยาวหนังได้ทั้งหมด! วางขายกันในราคา 29.99 ปอนด์ ไม่มีการลดทอน และจากประสบการณ์ในครั้งก่อนผู้เขียนก็เลือกที่จะนิ่งนอนด้วยความเย็นใจ จนในที่สุดก็สามารถหาซื้อร่างทรงของ DVD ชุดนี้ได้จากร้านพี่สาวอัธยาศัยดีแต่ชื่อเล่นไม่ค่อยเป็นสตรีที่ตลาดนัดสวนจตุจักรในราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาท!
เมื่อมานั่งนึกย้อนกลับไปก็ให้รู้สึกประหลาดใจว่าผู้เขียนทนได้อย่างไรเมื่อต้องเห็น DVD เรื่อง Satantango ของ Bela Tarr ที่เคยเฝ้าหาโอกาสดูมาแสนนาน ตั้งนิ่งอยู่บนชั้นปะปนกันกับหนังที่ยังไม่ได้ดูเรื่องอื่น ๆ อย่างถูกหมางเมิน จะด้วยหน้าที่การงานที่ต้องจัดการให้ทันวาระเบื้องหน้า หรือมัวแต่คอยหาวันว่างไร้ภาระเพื่อจะได้ตั้งใจดูอย่างจริงจังไม่ต้องมานั่งกดปุ่ม Pause ก็ตาม วันเวลาก็ล่วงเลยมาเป็นไตรมาสกว่าที่ผู้เขียนจะได้โอกาสสัมผัสกับผลงานอันเป็นตำนานเรื่องนี้ นี่ถ้าไม่ต้องเขียนบทความแนะนำภาพยนตร์เรื่อง The Man from London ของ Bela Tarr ให้กับนิตยสาร FILMAX แล้ว ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะมีจังหวะได้ดูผลงานของ Bela Tarr กันใน พ.ศ. ใด
แต่เมื่อได้ย้อนกลับไปทำความรู้จักกับงานของ Bela Tarr กันแบบเกือบจะครบถ้วนกระบวนความแล้ว ก็ทำให้ผู้เขียนมองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในแนวทางการทำงานของเขาได้อย่างกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น จนอดไม่ได้ที่นำมุมมองของตัวเองมาถ่ายทอดให้คุณผู้อ่านได้ลองสดับตรับฟัง โดยจะขอสรุปเล่าเฉพาะผลงานสำคัญ ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา นั่นก็คือผลงานสีขาวดำห้าเรื่องดังจะได้สาธยายขยายความกันต่อไปตามลำดับดังนี้. . .
FAMILY NEST (1979)
ชื่อต้นฉบับ: Családi tüzfészek / ผู้ผลิต: Facets Video / สัญชาติ DVD: สหรัฐอเมริกา / นักแสดงนำ: Laszlo Horvath, Laszlone Horvath, Gabor Kun และ Gaborne Kun / บทภาพยนตร์: Bela Tarr / ผู้ถ่ายภาพ: Ferenc Pap / ผู้ตัดต่อ: Anna Kornis / ดนตรีประกอบโดย: Janos Brody, Mihaly Moricz, Szabolcs Szorenyi, Bela Tolcsvay และ Laszlo Tolcsvay
เพียงได้เปิดประเดิมกับผลงานภาพยนตร์เรื่องแรก Family Nest ผู้เขียนก็เป็นอันต้องรู้สึกตกอกตกใจ เพราะหนังเรื่องนี้แทบไม่มีส่วนใดใกล้เคียงกับผลงานในยุคหลังของเขาที่คนดูส่วนใหญ่รู้จักกันเลย หลังจากที่เคยโม้เอาไว้อย่างมั่นอกมั่นใจ ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้มีส่วนละม้ายคล้ายงานของ Bela Tarr เห็นทีจะต้องขอกลับไปแก้ไขคำพูดเสียใหม่ว่า “ใกล้เคียงกับงาน ยุคหลัง ๆ ของ Bela Tarr” น่าจะถูกต้องแม่นยำกว่า ค่าที่จุดเริ่มต้นในการทำงานของเขานั้น มันช่างมีรูปลักษณ์ที่ห่างไกลจากผลงานแนวกวีสีขาวดำสี่เรื่องหลัง ๆ ของเขาอย่างสุดกู่เสียเหลือเกิน
จะไม่ให้ต่างกันอย่างไรไหว ในเมื่อ Family Nest เป็นหนังที่หยิบใช้ลีลาของงานสารคดีมาถ่ายทอดสภาพชีวิตของครอบครัวใหญ่ในเมืองหลวงของฮังการีที่การอาศัยอยู่ร่วมกันในห้องจัดสรรแคบ ๆ ของพ่อตา แม่ยาย ลูกชายและสะใภ้ คงทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการกระทบกระทั่งด้วยความรำคาญกันเอง หนังเปิดเรื่องอย่างดิบกร้านด้วยการแสดงกิจวัตรการเดินทางไปทำงานของตัวละครลูกสะใภ้ที่ถูกใส่ร้าย โดยการใช้ภาพขาวดำเกรนแตกหยาบถ่ายทำกันอย่างเรียบง่ายไร้จริต จากนั้นหนังก็จะพาคนดูไปสัมผัสกับความแออัดของสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเธอและครอบครัวในฉากโต๊ะอาหารค่ำ ซึ่งสมาชิกทุกคนจะต้องอดทนฟังคำบ่นพร่ำของชายชราวัยทองวาทะคะนองกันแบบยาวนานกว่า 17 นาที ชนิดที่ถ้าไม่รู้ว่าเป็นหนังของ Bela Tarr หลาย ๆ คนก็คงอดคิดไม่ได้ว่า เอ? . . . นี่ตาผู้กำกับ John Cassavetes เค้าไปทำหนังฮังการีเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ถึงตอนนี้กล้องก็ทำหน้าที่ถ่ายทอดความน่าอึดอัดของความจำกัดของพื้นที่ด้วยการใช้วิธีจับภาพตัวละครในระยะใกล้แล้วค่อย ๆ แพนมาแพนไปตามแต่ว่าใครที่กำลังเป็นฝ่ายพ่นคำบ่น เมื่อได้สัมผัสกับความสับปะรังเคกันจนเกินพอแล้ว หนังก็เริ่มติดตามรายละเอียดชีวิตของฝ่ายคู่สามีภรรยากันต่อ โดยฝ่ายชายก็หันไประบายความกำหนัดใคร่ที่ต้องเก็บไว้ด้วยการจับหญิงเคราะห์ร้ายมาข่มขืน ในขณะที่ฝ่ายหญิงซึ่งมิได้รู้เห็นอะไรกับพฤติกรรมเลวระยำของฝ่ายชาย ก็ตั้งหน้าตั้งตาบากหน้าถ่อไปวิงวอนขอ quota ห้องพักจากเจ้าหน้าที่เพียงเพื่อจะได้มีห้องเล็ก ๆ กับหลืบครัวสำหรับตัวเธอและลูกผัวได้อยู่อาศัยกันโดยไม่ต้องไปพึ่งพาใคร ๆ ให้ถูกหยาม สองฉากนี้เองที่ทำให้คนดูรู้สึกได้ว่าหนังของ Bela Tarr ในยุคแรก ๆ นั้นมุ่งเน้นความสมจริงกันขนาดไหน scene ทั้งสองกินเวลาหนังเกินความจำเป็นไปยืดยาว แต่ความเอาใจใส่ในรายละเอียดอันน่าอดสูใจก็กลับทำให้หนังทวีความหดหู่ได้มากยิ่งขึ้น ด้านการแสดงของนักแสดงสมัครเล่นทั้งหลายก็ดูจะทำหน้าที่ได้ดีจนเกินคาด จากตัวละครที่แทบจะไม่มีอะไรน่าสนใจในตอนต้น หนังค่อย ๆ เผยอารมณ์ความรู้สึกลึก ๆ ข้างในของพวกเขาผ่านการระบายความในใจอันเนิ่นนานแต่กินใจได้พลัง หยดน้ำตาที่หยาดคาอยู่ตรงปลายจมูกของตัวละครสามีในฉากสุดท้ายนั้น ราวกับกลั่นออกมาจากความบอบช้ำที่ตกตะกอนอยู่ภายใน มิใช่เพียงการแสดง . . .
ทุกครั้งที่ผู้เขียนได้ชมภาพยนตร์ขาวดำที่สร้างขึ้นในยุคสมัยที่ใครต่อใครต่างใช้ฟิล์มสี ก็เป็นอันต้องมีคำถามจากความสงสัยเกิดขึ้นในใจเสมอว่า ทำไมผู้กำกับจึงเลือกใช้ภาพขาวดำแทนที่จะนำเสนอกันด้วยภาพที่มีสีสัน สำหรับในกรณีของ Family Nest นั้น สมมติฐานที่น่าจะเข้าทีก็มีอยู่ด้วยกันสองประการ คือความประหยัดย่อมเยาในการถ่ายทำ และการใช้ภาพขาวดำเป็นตัวแทนของโลกอันหม่นมัวไร้ความสดใสของตัวละคร แต่ครั้นจะให้ฟันธงว่าเป็นเพราะเหตุผลไหนก็ดูจะสร้างความลำบากใจอยู่เหมือนกัน เพราะถ้าจะดูจาก Family Nest เพียงเรื่องเดียวนั้น มันก็ยังเป็นไปได้ทั้งสองทาง
คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่ หากคนดูคนไหนจะเลือกชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อความ ‘บันเทิง’ เพราะเจตนาของ Family Nest นั้นมิได้ทำขึ้นเพื่อมุ่งหวังจะโกยเงินจากใครต่อใคร แต่มันเป็นการใช้ ‘สื่อ’ ภาพยนตร์เป็นตัวฟ้องถึงสภาพชีวิตที่เป็นจริง ของผู้คนในฮังการียุค communist อย่างที่หนังเองได้ประกาศเอาไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง มันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่อยู่ในหนัง แต่มันก็สามารถจะเกิดขึ้นได้จริง ๆ”
THE PREFAB PEOPLE (1982)
ชื่อต้นฉบับ: Panelkapcsolat / ผู้ผลิต: Facets Video / สัญชาติ DVD: สหรัฐอเมริกา / นักแสดงนำ: Robert Koltai และ Judith Pogany / บทภาพยนตร์: Bela Tarr / ผู้ถ่ายภาพ: Ferenc Pap และ Barna Mihok / ผู้ตัดต่อ: Agnes Hranitzky
หลังจากเปิดประเดิมกันอย่างหนักแน่นจริงจังด้วย Family Nest แล้ว Bela Tarr ก็หันไปทำหนังสีเกี่ยวกับนัก violin หนุ่มผู้มีพรสวรรค์แต่ไม่มั่นใจในฝีมือตนเองจนต้องกลายเป็นคนใช้แรงงานขี้เมาในเรื่อง The Outsider เมื่อปี 1981 ก่อนที่จะหวนกลับมาทำหนังขาวดำอีกครั้งใน The Prefab People
The Prefab People (แปลได้คร่าว ๆ ว่าคนที่อาศัยอยู่ในห้องจัดสรร) เป็นงานที่เหมือนจะเป็นตอนต่อของ Family Nest อยู่ในที จากการปิดท้ายด้วยการพร่ำพรรณาถึงความสุขในชีวิตของคู่สามีภรรยาเพียงถ้าพวกเขาได้มีที่อยู่เป็นของตัวเองใน Family Nest ผู้กำกับ Bela Tarr ก็เหมือนจงใจจะสืบทอดเรื่องราวใน Prefab People ด้วยการแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้สามีภรรยาคู่นั้นจะสามารถหาห้องจัดสรรได้จริง ๆ แต่สิ่งที่พวกเขาวาดหวังเอาไว้อาจจะไม่สวยงามดังฝันก็เป็นได้
ใน Prefab People ผู้กำกับ Bela Tarr เริ่มใช้นักแสดงมืออาชีพแทนนักแสดงมือสมัครเล่นมารับบทเป็นคู่สามีภรรยาที่เหมือนจะแต่งงานกันมาเพื่อเป็นคู่รักคู่ปรับกันเสียจริง ๆ หนังเปิดเรื่องด้วยการเก็บข้าวของของฝ่ายสามีที่กำลังจะหนีจากครอบครัวไปอย่างซึ่ง ๆ หน้า ปล่อยให้ฝ่ายภรรยาต้องอุ้มลูกร้องห่มร้องไห้กล่าวคำผรุสวาทโวยวายด่าทอสามีชีกอของตัวเองที่ไม่คิดจะรับผิดชอบอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น จากนั้นหนังก็ flashback กันโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยกลับไปยังการฉลองวันครบรอบแต่งงาน 9 ปีของสองสามีภรรยาคู่นี้เมื่อครั้งยังปรองดองกันดี ก่อนที่จะเริ่มมีปากเสียงกันอีกทีด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง โดยเนื้อหาส่วนที่เหลือของหนังก็ดูจะไม่มีอะไรมากไปกว่าการสลับกันสุมฟืนและคืนดีกันของสองผัวเมียที่ชวนให้ละเหี่ยหัวใจกันเสียเหลือเกิน
Bela Tarr ทำหนังเรื่อง Prefab People นี้ขึ้นมาเหมือนจะบอกกันแบบกลาย ๆ ว่า การที่ครอบครัวหนึ่ง ๆ จะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสบายนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะอยู่อาศัยกันตามลำพังหรืออยู่ท่ามกลางญาติโกโหติกามากหน้าหลายตากันแต่อย่างใด แต่สาเหตุแห่งความชอกช้ำระกำทรวงของตัวละครต่าง ๆ ในหนังของเขานั้น มันส่งผลมาจากการถูกจำกัดอิสระในสังคม communist ที่คอยบงการชีวิตพวกเขาอยู่นั่นเอง ฉากหนึ่งที่แสดงมุมมองทางการเมืองของ Bela Tarr ได้อย่างเด่นชัดก็คือ ช่วงที่ตัวละครสามีสั่งสอนลูกน้อยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์หน้าจอโทรทัศน์ โดยร่ายยาวกันตั้งแต่ อนารยธรรมยุคบรรพกาล ระบบศักดินาขุนน้ำขุนนาง โลกทุนนิยมและการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่พัฒนาจนกลายมาเป็นจักรวรรดินิยม จนถึงลัทธิสังคมนิยมที่พัฒนาจนกลายมาเป็นระบอบcommunist ที่พวกเขากำลังเผชิญ! ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นดั่งหลักฐานฟ้องถึงความล้มเหลวของการปกครองตามหลักสังคมนิยมที่รังแต่จะทำให้ผู้คนต้องอดทนรนต่อสภาวะไร้เสรีภาพจนต้องหันมาระบายออกใส่กันผ่านการทะเลาะเบาะแว้ง
สำหรับการใช้ภาพขาวดำใน The Prefab People ก็ดูจะมีเหตุผลที่ชัดเจนขึ้นกว่าใน Family Nest เมื่อตัวละครทั้งหลายในหนังยุคแรกของเขานั้น ล้วนแต่เป็นกลุ่มคนที่ต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างสิ้นหวังซังกะตาย การถ่ายทอดด้วยโลกที่ปราศจากสีสันจึงน่าจะเป็นการสะท้อนถึงความเหี่ยวเฉาทางจิตวิญญาณของตัวละครได้ดียิ่งกว่า ลีลาอันสมจริงและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความระหองระแหงในครอบครัวใน The Prefab People ชวนให้นึกเทียบไปถึงหนังกลุ่ม Kitchen Sink Drama ชั้นดีของอังกฤษอย่าง Look Back in Anger (1958) Saturday Night and Sunday Morning (1960) หรือ This Sporting Life (1963) เลยทีเดียว
DAMNATION (1988)
ชื่อต้นฉบับ: Kárhozat / ผู้ผลิต: Artificial Eye / สัญชาติ DVD: สหราชอาณาจักร / นักแสดงนำ: Miklos Szekely B., Vali Kerekes และ Gyula Pauer / บทภาพยนตร์: Bela Tarr และ Laszlo Krasznahorkai / ผู้ถ่ายภาพ Gabor Medvigy / ผู้ตัดต่อ: Agnes Hranitzky / ดนตรีประกอบโดย: Mihaly Vig
พลิกแนวแบบหักศอกกับเลยสำหรับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่หกของ Bela Tarr หลังจากทำหนังกึ่งสารคดีสะท้อนชีวิตใต้ม่าน Communist ไปสามเรื่อง และงานแนวทดลองสีสันสดใสไปอีกสองเรื่องคือ Macbeth (1982) และ Almanac of the Fall (1982) ในที่สุด Bela Tarr ก็ได้ค้นพบลีลาน้ำเสียงเฉพาะตัวของตัวเองกันเสียทีในผลงานสีขาวดำเรื่องนี้ โดยเขาได้ร่วมกับนักเขียนชาวฮังการี Laszlo Krasznohorkai ช่วยกันรังสรรค์เรื่องราวของคนงานเหมืองถ่านหินหนุ่มที่เกิดไปตกหลุมรักนักร้องสาวในบาร์ Titanik อย่างหัวปักหัวปำทั้ง ๆ ที่เธอมีเจ้าของแล้ว เขาจึงต้องวางแผนหลอกล่อชายคนรักของนักร้องสาวให้ประกอบอาชญากรรม เพื่อเขาจะได้ไปแจ้งตำรวจและมีโอกาสได้ครอบครองแม่นักร้องนางนั้นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาตีหัว!
ความแปลกใหม่สำคัญที่ปรากฏใน Damnation ก็คือลีลาในการกำกับภาพที่ขรึมขลังอลังการโดยฝีมือการถ่ายทำของตากล้อง Gabor Medvigy จากภาพขาวดำแบบดิบหยาบอย่างงานสารคดีที่ Bela Tarr เคยใช้ใน Family Nest และ The Prefab People ก็ได้กลายมาเป็นความประณีตบรรจงในการลงแสงเงารวมทั้งการเคลื่อนไหวกล้องกันอย่างแช่มช้อยสุดพิถีพิถัน ในส่วนของจังหวะหนังนั้นก็ถูกผ่อนหน่วงราวกับหยิบยืมท่วงทำนองของบทกวีมาใช้ด้วยการแช่ทิ้งภาพในบางฉากเอาไว้ให้ได้สูดลมหายใจก่อนที่จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทางด้านบรรยากาศหนังนั้นก็สามารถรังสรรค์ได้อย่างขมุกขมัวสลุกสลัวจนชวนให้อึดอัดกับความมืดมัวที่กดทับ แถมยังมีการใช้ ‘น้ำ’ มาช่วยเสริมสร้างความรู้สึกอับชื้น ซึ่งก็จะมีทั้งที่เป็นหยดเม็ดใส ๆ ที่ร่วงไหลจากปลายก๊อก ที่ตกกระหน่ำเป็นลำสายกระจัดกระจายกระทบโคลน ไปจนถึงที่รดราดจนเจิ่งนองไปทั่วทั้งพื้นและผิวผนัง ซึ่งก็ยิ่งทวีพลังความเยียบเย็นให้กับตัวหนังกันอย่างได้ผลดียิ่งนัก
แต่ความโดดเด้งในเชิงสไตล์ที่ละม้ายคล้ายงานของ Andrei Tarkovsky นี้ใช่ว่าจะส่งผลดีให้กับหนังได้อย่างตลอดรอดฝั่งเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อมันยังต้องทำหน้าที่พื้นฐานคือการถ่ายทอดเนื้อหาซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ความจัดจ้านทางด้านเทคนิคในระดับเมามันก็อาจจะกลายเป็นการขวางกั้นความต่อเนื่องของเรื่องราวจนไม่อาจสืบสาวโยงใยให้เข้าใจได้เช่นกัน ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเจนทีเดียวในหลาย ๆ ช่วงของ Damnation เมื่อผู้กำกับ Bela Tarr เหมือนจะหมกมุ่นอยู่กับลวดลายลีลามากเกินไปจนลืมไปว่ากำลังเล่าเรื่องอะไรอยู่ จาก plot หนังที่มิได้ซับซ้อนวุ่นวาย เลยต้องกลายเป็นความวกวนที่น่าเบื่อหน่ายขาดความชัดเจนใด ๆ จนพาลให้คนดูละความสนใจไปได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว
จะอย่างไรก็ตาม Damnation ก็ยังคงเป็นงานที่น่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งของ Bela Tarr ในฐานะที่มันเป็นหมุดหลักสำคัญของการเปลี่ยนแนวทางในการทำงานจากลีลาจริงใจแบบ ‘บ้าน ๆ’ ในหนังยุคก่อนหน้ามาเป็นการใส่จริตด้านภาพกันแบบ ‘อย่างหนา’ จนแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็น ‘ผลงาน’ ของผู้กำกับคนเดียวกัน!
SATANTANGO (1994)
ชื่อต้นฉบับ: Sátántangó / ผู้ผลิต: Artificial Eye / สัญชาติ DVD: สหราชอาณาจักร / นักแสดงนำ: Mihaly Vig, Putyi Horvath, Janos Derzsi, Miklos Szekely B. และ Peter Berling / บทภาพยนตร์: Bela Tarr ดัดแปลงจากนิยายชื่อเดียวกันของ Laszlo Krasznahorkai / ผู้ถ่ายภาพ Gabor Medvigy / ผู้ตัดต่อ: Agnes Hranitzky / ดนตรีประกอบโดย: Mihaly Vig
หลังจากที่ได้ประเดิมสไตล์แปลกใหม่เอาไว้ใน Damnation แล้ว Bela Tarr ก็ตอกย้ำสถานะนักทำหนังแนวกวีสีขาวดำที่มุ่งเน้นความอลังการด้านงานภาพและบรรยากาศกันต่อทันทีในอภิมหาภาพยนตร์ความยาวเจ็ดชั่วโมงครึ่งที่ชื่อ Satantango ด้วยผลงานเรื่องนี้เองที่ทำให้ Bela Tarr ได้ ‘เลื่อนตำแหน่ง’ กลายเป็นผู้กำกับระดับแถวหน้าไปโดยปริยาย หลาย ๆ คนที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์สุดมหัศจรรย์เรื่องนี้ก็มักจะมีอันต้องกล่าวชื่นชมกันอย่างเลิศลอย ไม่ว่าจะเป็นนักวิจารณ์ดังอย่าง Susan Sontag หรือ Jonathan Rosenbaum นิตยสารหนังค่ายต่าง ๆ ไปจนถึงผีคอหนังใน Internet ทั้งหลายที่ช่วยกันสาธยายสรรพคุณของภาพยนตร์เรื่องนี้กันแบบปากต่อปากว่ามันเป็นงานในระดับดี ‘มั่กมากกกกกกก’ ชนิดไม่อยากให้คอหนังคนไหนต้องพลาดไปเลยทีเดียว
สำหรับเรื่องราวของ Satantango นั้น Bela Tarr ก็ได้มาจากนิยายชื่อเดียวกันของ Laszlo Krasznahorkai ซึ่งเคยร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Damnation นั่นเอง โดยจะถ่ายทอดถึงความล่มสลายของวิถีการใช้ชีวิตร่วมกันของผู้คนในหมู่บ้านชนบทของฮังการียุคหลัง communist ที่การคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองจนปราศจากความเกรงอกเกรงใจผู้ใด ย่อมทำให้มนุษย์ไม่สามารถอยู่กันได้ไม่ว่าจะภายใต้ระบอบสังคมแบบไหนก็ตาม หนังจับเรื่องราวไปที่ตัวละครหลัก ๆ สามรายด้วยกันคือ Irimias ชายหนุ่มท่าทีมีอุดมการณ์ซึ่งกำลังจะหวนคืนหมู่บ้านแห่งนี้อีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปจนใคร ๆ นึกว่าเขาตายไปแล้ว เขาเดินทางกลับมาพร้อมแผนชั่วร้ายภายใต้ใบหน้ามุ่งมั่นของนักคิดนักฝันที่ชวนให้ไว้วางใจ รายที่สองคือหมอชราที่ดูท่าจะรักษาสังขารของตัวเองไม่ไหว กิจวัตรประจำวันของเขาไม่ใช่การรักษาพยาบาลใคร ๆ แต่เป็นการใช้กล้องส่องทางไกล ‘แอบดู’ พฤติกรรมของชาวบ้าน แล้วจดบันทึกไว้เป็น diary รายบุคคล! ส่วนตัวละครเด่นรายสุดท้ายก็คือเด็กหญิงที่ใบหน้าดูจะชราเกินวัยซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าโลกนี้โหดร้ายกับเธออย่างไรจึงปราศจากความบริสุทธิ์สดใสแบบเด็กโดยทั่วไป แถมยังมีนิสัยอยากให้คนอื่นมาอิจฉาริษยาและชอบรังแกสัตว์สี่ขาตัวเล็กกว่าเพื่อแสดงอำนาจบารมีขี้ปะติ๋วที่เธอไม่สามารถใช้ข่มขู่ใคร ๆ ได้ สำหรับตัวละครนอกเหนือจากนี้ก็จะเป็นชาวบ้านชาวนาธรรมดา ๆ ซึ่งดูจากหน้าตาของแต่ละคนแล้วก็ชวนให้รู้สึกหม่นทึมซึมกะทือตามไปด้วย ราวกับจะรู้ตัวว่าพวกเขาเกิดมาเพื่อเจอแต่ความซวย ซวย ซวย ซวย ซวย แล้วก็ซวย จนป่วยการที่จะมานั่งอมยิ้มวาดหวังถึงการใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข โดยหนังจะผูกโยงตัวละครต่าง ๆ เหล่านี้ ด้วยวิธีในการฉ้อฉลซ่อนกลกันเองของชาวบ้าน ผ่านการเฝ้ามองของสายตาสองคู่คือตัวละครหมอและเด็กหญิงผู้อมทุกข์รายนั้นนั่นเอง
สิ่งที่พิสดารที่สุดในภาพยนตร์เรื่อง Satantango เรื่องนี้ซึ่งก็มีต้นตอมาจากนิยายก็คือการใช้โครงสร้างอย่างเดียวกับ step การเต้น tango นั่นคือแบ่งเรื่องราวทั้งหมดออกเป็น 12 บท จากนั้นถึงทดเดินหน้าไปหก แล้ววกกลับมาที่เก่า ไม่ต่างจากการเดินออกแล้วถอยเข้าจนครบ 12 ก้าวพอดิบพอดี Bela Tarr เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าเขารักษาโครงสร้างนี้บทประพันธ์ดั้งเดิมโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยอาจจะมีการแต่งแต้มรายละเอียดในแต่ละบทอยู่บ้างเพื่อให้หนังสามารถมีรายละเอียดด้านภาพที่สามารถจับต้องได้มากขึ้น เรื่องราวจึงเริ่มต้นด้วยเสียงระฆังหง่างเง่งที่ปลุกตัวละครให้ตื่นขึ้น ลำดับไล่ไปจนถึงฉากการเต้นรำครั้งใหญ่และความตายของตัวละคร ก่อนที่จะย้อนมาหาต้นตอของเสียงระฆังตอนต้นเรื่องกันอีกครั้ง เป็นอันจบกระบวน
แต่เมื่อดูจากเนื้อหาโดยรวมจริง ๆ ที่หนังพยายามจะนำเสนอแล้ว ผู้เขียนก็ไม่เห็นว่าจะมีความจำเป็นอะไรใด ๆ ที่ผู้กำกับจะต้องเลือกใช้โครงสร้างที่อ้างอิงจากการเต้นรำเช่นนั้น การเล่าแบบย้อนไปย้อนมามีส่วนทำให้น้ำหนักทางด้านแก่นสาร Satantango ต้องอ่อนล้าโรยแรงลงไปอย่างเห็นได้ชัด หนังตุปัดตุเป๋ไปทั้งการเปลี่ยนมุมมองของตัวละครในฉากเดียวกันโดยไม่มีการเพิ่มความลึกของเรื่องราว การใช้บทพูดอันยืดยาวที่ไม่ค่อยได้สาระ ไปจนถึงการให้รายละเอียดกันอย่างฟูมฟายจนคนดูไม่รู้ว่าส่วนไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ ทำให้การติดตามเรื่องราวใน Satantango นั้น ต้องเป็นไปอย่างยุ่งยากพัลวันจนคนดูอาจจะหมดความสนใจกันไปง่าย ๆ กันทีเดียว การใช้เทคนิคเล่าเรื่องที่พิสดารในหนังเรื่องนี้จึงไม่ต่างไปจากการพยายามออกลวดลายลีลาซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นการสะดุดขาตัวเองจนหกล้ม ทำให้เรื่องราวที่ควรจะเฉียบคมต้องระเหยหายไปกับสายลมอย่างน่าเสียดาย ยิ่งเมื่อได้เห็นผู้กำกับ Gus van Sant หยิบยืมเทคนิควิธีการเล่าเรื่องบางอย่างจากหนังเรื่องนี้ไปใช้ในงานสุดไฉไลอย่าง Elephant (2003) แล้ว ก็ไม่แคล้วจะต้องแอบดูแคลนฝีไม้ลายมือในการเล่าเรื่องของ Bela Tarr ว่ายังไม่สามารถเทียบชั้นผู้กำกับอเมริกันรุ่นน้องรายนี้ได้เลยจริง ๆ
แต่ในส่วนของการกำกับภาพของ Satantango นั้นก็เรียกได้ว่ายังคงความสุดเฉียบเนี้ยบนิ้งชวนให้ต้องนิ่งงันกันในหลาย ๆ ฉากกันเลยทีเดียว เริ่มกันตั้งแต่ฉากนำเข้าสู่เรื่องราวอันเป็นที่กล่าวขวัญ นั่นก็คือการถ่ายภาพฝูงวัวเดินย่ำโคลนติดต่อกัน 10 นาที ด้วยการเคลื่อนกล้องที่เชื่องช้าสง่างามด้วยความบริสุทธิ์ ชนิดหยุดลมหายใจคนดูกันได้ตั้งแต่ scene แรก แต่ที่ผู้เขียนยังแปลกใจอยู่ไม่หายก็คือ แล้วฉากนี้มันไปเกี่ยวข้องอะไรอันใดกับหนังส่วนที่เหลือ เพราะตลอดช่วงเวลา 410 นาทีต่อไปนั้นก็ไม่เห็นจะมีการกลับมาอ้างอิงใช้ไม่ว่าจะในส่วนของสไตล์ภาพหรือเนื้อหาเรื่องราวก็ตามที เสร็จจากการอารัมภบทด้วยฝูงวัวกันแล้ว หนังก็เริ่มออกลีลาด้วยภาษาภาพที่วิจิตรเพริดแพร้วอย่างเต็มที่ ซึ่งก็มีตั้งแต่ภาพการหันหลังเดินเท้าอันยาวนานของเหล่าตัวละครผ่านท้องถนนที่กรรโชกไปด้วยลมพายุจนขยะมูลฝอยต้องลอยกรูแลดูอลังการอย่างไม่เคยพบเห็น ลูกเล่นการ freeze ภาพที่ผู้กำกับสั่งให้ตัวละครนับสิบหยุดการเคลื่อนไหว ก่อนที่กล้องก็จะค่อย ๆ เลื่อนผ่านไปแลดูแปลกใหม่น่าตื่นใจยิ่งนัก นอกจากนี้ผู้กำกับยังรู้จักใช้ลีลาพิสดารอย่างการให้ตัวละครสนทนากันนอก frame การให้เสียงบรรยายความฝันขณะกล้องกำลังพัลวันวนถ่ายตัวละครที่กำลังเรียงรายนอนหลับ ไปจนถึงการแช่ภาพที่แน่นิ่งเนิ่นนานแม้ว่าตัวละครจะเดินผ่านไปแล้วหลายนาที ซึ่งลีลาโหยละห้อยอิ่งอ้อยแบบไม่ค่อยตัดภาพนี้แหละที่มีส่วนทำให้ Satantango เป็นหนังที่ต้องใช้ทั้งกำลังภายในในระดับสูงอยู่สักนิดหากคิดจะดูให้จบ นี่ขนาด guru หนังหลุดกระแสที่ผู้เขียนให้ความเคารพ (บอกไม่ได้จริง ๆ ว่าใคร) ก็เคยสารภาพว่าต้องยอมสยบมอบความบริสุทธิ์ให้กับปุ่ม Fast Forward ไปเพราะเรื่องนี้!
สำหรับเหตุผลของการใช้ภาพสีขาวดำในงานยุคหลังของ Bela Tarr ก็ดูจะปรากฏชัดเจนขึ้นใน Satantango ด้วยเนื้อหาเรื่องราวที่มุ่งสะท้อนถึงจิตใจอันหม่นมัวของตัวละครรวมทั้งการมุ่งสะท้อนบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังราวกำลังอยู่ในโลกใหม่ ซึ่งก็ทำให้ผู้กำกับไม่สามารถจะสาดสีสันใด ๆ ลงไปในหนังได้โดยปริยาย เพียงจินตนาการง่าย ๆ ว่าหนังเรื่องนี้จะสูญเสียความงดงามไปขนาดไหนถ้าผู้กำกับเกิดเลือกใช้ film สี ก็คงจะมีคำตอบให้ได้อย่างชัดเจนแล้วว่าทำไมหนังส่วนใหญ่ของ Bela Tarr จะต้องพึ่งพาเฉพาะสีขาวดำ
สรุปแล้ว Satantango จึงยังคงเป็นหนังที่ห่างไกลจากความเยี่ยมยุทธ์สุดยอดสำหรับผู้เขียนด้วยความบกพร่องที่มีมากพอ ๆ กับความโดดเด่นของตัวหนัง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรมันก็ยังคงความเป็นงานที่สุดแสนจะท้าทายที่คอหนังนอกกระแสทั้งหลายควรจะต้องยอมเสียเวลาดูให้ได้สักครั้ง ด้วยความเป็นตัวของตัวเองไม่ซ้ำรอยใครชนิดที่ไม่สามารถหาชมได้จากงานเรื่องไหน ๆ เลยจริง ๆ
WERCKMEISTER HARMONIES
ชื่อต้นฉบับ: Werckmeister harmóniák / ผู้ผลิต: Artificial Eye / สัญชาติ DVD: สหราชอาณาจักร / นักแสดงนำ: Lars Rudolph, Peter Fitz, Hanna Schygulla, Janos Derzsi และ Djoko Rosic / บทภาพยนตร์: Bela Tarr ดัดแปลงจากนิยาย “The Melancholy of Resistance” ของ Laszlo Krasznahorkai / ผู้ถ่ายภาพ Gabor Medvigy, Patrick de Ranter, Miklos Gurban et al / ผู้ตัดต่อ: Agnes Hranitzky / ดนตรีประกอบโดย: Mihaly Vig
สำหรับหนังเรื่องสุดท้ายที่จะขอเชิญชวนให้ได้เปิดกรุหาชมกันในคราวนี้ ก็อาจจะเป็นงานที่หลาย ๆ คนมีโอกาสได้สัมผัสผ่านหูผ่านตากันมาบ้างแล้ว นั่นก็คือผลงานเรื่อง Werckmeister Harmonies ที่รับคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ดังที่ได้กล่าวไป ซึ่ง Bela Tarr ก็ยังคงใช้บริการเรื่องราวจากนิยายของ Laszlo Krasznahorkai อยู่เช่นเดิม
หนังเล่าเรื่องราวผ่านเมืองอันเซื่องหงอยแห่งหนึ่งในฮังการี ซึ่งกำลังจะมีเหตุการณ์น่าตื่นเต้นเมื่อรถบรรทุกซากปลาวาฬยักษ์มีกำหนดจะเดินทางมาเปิดแสดงพร้อมการปรากฏตัวของ The Prince ณ กลางจัตุรัส Janos ชายหนุ่มสติทึ่มที่ดูจะอ่อนไหวต่อการหลงใหลอะไรง่าย ๆ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่อยากจะได้ชมร่างไร้วิญญาณของสัตว์น้ำชนิดนี้อย่างเหลือใจถึงกับรบเร้าให้ Gyorgy คุณลุงนักดนตรีซึ่งกำลังค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฎีประสานเสียงโบราณได้เดินทางไปดูกับเขา แต่เมื่อไม่สามารถเกลี้ยกล่อมได้ Janos จึงต้องถ่อไปเพียงลำพังยังจัตุรัสที่เต็มไปด้วยผู้คนจนได้เห็นเจ้าปลาวาฬจนสมใจ แต่เมื่อฝ่าย The Prince ต้องเปลี่ยนสภาพเป็นเจ้าชายล่องหนไม่ยอมปรากฏพระวรกาย เหตุการณ์จึงต้องกลายเป็นชนวนสู่ความวุ่นวายซึ่งสุดท้ายก็ลงเอยด้วยความโกลาหล
ความโดดเด่นในส่วนของเรื่องราวใน Werckmeister Harmonies ก็น่าจะอยู่ที่รายละเอียดต่าง ๆ ของ plot ที่ร้อยเรียงออกมาได้อย่าง romantic ช่างฝันช่างจินตนาการแบบเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น ความ hyper แบบกึ่งบ้ากึ่งดีของ Janos ที่จับคนเมามาหมุนควงแบบ ดวงจันทร์ โลก และดวงอาทิตย์ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์อุปราคา การมาถึงของขบวนรถบรรทุกซากปลาวาฬที่แลดูอลังการอย่างมีมนต์ขลัง ไปจนถึงความตั้งอกตั้งใจของ Gyorgy ที่จะประกาศให้ชาวโลกรู้ว่ารูปแบบการประสานเสียงโบราณของคีตาจารย์ชาวเยอรมัน Andreas Werckmiester นั้น มีผลสั่นสะเทือนได้ถึงมวลหมู่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาล!
อย่างไรก็ตาม Werckmeister Harmonies ก็ยังคงความปวกเปียกในการบอกเล่าแกนเรื่องสำคัญอันคล้ายจะเป็นเอกลักษณ์ของผู้กำกับ Bela Tarr ไปเสียแล้ว โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของหนังที่มีการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ มาถ่ายทอดนัยยะทางการเมืองและเรื่องของการใช้อำนาจอย่างแฝงเร้น แต่เมื่อโครงหลักของเรื่องราวที่ผู้กำกับยังไม่ได้พัฒนาไปจนถึงจุดที่เป็นชิ้นเป็นอัน สัญลักษณ์เหล่านั้นจึงยังไม่สามารถทำหน้าที่อะไรได้มากกว่าภาพประกอบอันเพลินตา! เอ? . . . หรือว่าเห็นทีจะต้องโยนความผิดให้ Laszlo Krasznahorkai เจ้าของบทประพันธ์ที่มาร่วมลงขันช่วยเขียนบท เพราะไม่ว่า Bela Tarr จะเอาเรื่องราวของเขามาสร้างกันในคราวใด ก็มักจะต้องได้เห็นหนังที่เห่อโหมไปด้วยรายละเอียดจนยากที่จะละเลียดเอาแกนหลักสำคัญของมันออกมาประกอบเป็นเรื่องราวเสียทุกครั้ง แต่พอเขาเปลี่ยนไปเอานิยายของ Georges Simenon มาดัดแปลงใน The Man from London ก็กลับกลายเป็นหนังที่ได้โครงสร้างหนักแน่นเป็นปึกแผ่นไปในทันที ผู้เขียนก็เลยอดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าตกลงผู้กำกับคนนี้เค้ามีฝีมือในการเล่าเรื่องขนาดไหนหรือย่างไรกันแน่?
แต่ไม่ว่าเรื่องราวใน Werckmeister Harmonies จะฟังดูโหวงเหวงเลื่อนลอยกันอย่างไร งานด้านภาพของมันก็ยังคงความเจิดจรัสสุกใสอย่างไม่ต้องเป็นห่วง หนังยังคงถ่ายทอดด้วยภาพขาวดำในลีลาลำนำกวีที่ดูจะละเอียดประณีตและละมุนละไมเสียยิ่งกว่างานเรื่องก่อน ๆ ของเขาเสียด้วยซ้ำ แต่ละฉากแต่ละตอนล้วนได้รับการออกแบบอย่างหมดจดงดงามชนิดที่สามารถติดตามนั่งดูได้ตลอดความยาวโดยไม่ต้องพึ่งพาเรื่องราวแต่อย่างใด แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำให้ผู้เขียนติดใจก็คือความฟูมฟายจนเกินพอดีของดนตรีประกอบที่ดูจะจงใจโหมสร้างบรรยากาศโหยละห้อยแบบมากล้นจนเกินไปสักนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเล่าเรื่องของตัวหนังเพียงลำพังยังไม่สามารถนำพาคนดูไปสู่อารมณ์ที่ต้องการได้ การใช้ดนตรีที่โหมประโคมจนเกินพอดีก็อาจจะชวนให้เกิดความสงสัยได้ว่านี่มันเป็นการพยายามจูงอารมณ์กันมากไปหน่อยไหม?
สรุปแล้ว Werckmeister Harmonies ก็ไม่ถึงกับเป็นงานที่ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรมากมาย หากจะไม่ใส่ใจกับความเป็นเหตุเป็นผลของเรื่องราวหรือเอาจริงเอาจังกับความสมบูรณ์พร้อมในทุก ๆ องค์ประกอบมากนัก เพราะลำพังเพียงความงดงามที่หนังมี ก็คงพอเพียงที่จะทำให้ใคร ๆ ‘หลงใหล’ หรือ ‘หลงรัก’ กลายเป็นหนังประจำหลักในดวงใจได้ง่าย ๆ โดยไม่เห็นจะต้องไปงุ่นง่านงมงายอะไรกับข้อบกพร่อง . . .
บทส่งท้าย
ถึงเวลานี้ ปริศนาแห่งมายาภาพยนตร์ของ Bela Tarr ที่ผู้เขียนเคยถวิลหา ก็ได้รับความกรุณาจากสื่อ DVD ที่นำพามาให้ดูถึงในบ้านโดยไม่ต้องถ่อสังขารไปไกลถึงเทศกาลไหน ๆ ถึงแม้ว่าจากผลงานทั้งหมดที่ได้พิสูจน์มาจะยังไม่สามารถดาลใจให้ผู้เขียนมอบตำแหน่งสุดยอดผู้กำกับระดับแถวหน้าให้กับเขาได้ในเวลานี้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า ผู้เขียนรู้สึกยินดีเป็นหนักหนาที่มีโอกาสทำความรู้จักกับผู้กำกับช่างฝันผู้มีสายตาที่ยิ่งใหญ่และละเมียดละไม สามารถรังสรรค์โลกแห่งแสงเงาใบใหม่อันพิลาศพิไลควรค่าแก่การเดินทางไปสัมผัสด้วยตัวของคุณเองสักครั้งในชีวิต . . .
หมายเหตุ: ติดตามอ่านบทความแนะนำภาพยนตร์เรื่อง THE MAN FROM LONDON ได้ในนิตยสาร FILMAX ฉบับเดือนตุลาคม 2550


