storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


โต้ ดร.โกร่ง เรื่อง ‘สถาบันประกันเงินฝาก’

- ภาวิน ศิริประภานุกูล -


หลังจากได้อ่านคอลัมน์ “คนเดินตรอก” ของ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ในประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2550 ที่มีชื่อว่า “สถาบันประกันเงินฝาก” แล้ว ผมรู้สึกสับสนครับ ความสับสนดังกล่าว ไม่ได้เกิดจากข้อมูลบางส่วนในบทความไม่ตรงกันเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามที่ ดร.วีรพงษ์ตั้งเอาไว้ว่า “เราสมควรจะมีสถาบันประกันเงินฝากอย่างเป็นทางการหรือไม่ ?” ต่างหาก

ภาพของสถาบันประกันเงินฝากในบทความดังกล่าวดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย ซ้ำร้ายยังก่อให้เกิดความระส่ำระสายในระบบสถาบันการเงินเข้าไปเสียอีก แต่สำหรับผม กลับมีความคิดตรงกันข้ามกันโดยสิ้นเชิง จึงขอแสดงความเห็นแย้ง ดร.โกร่ง หลายประเด็นในบทความชิ้นนี้

1. ทำไมต้องมีการประกันเงินฝาก

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่เรายังไม่มีการจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากอย่างเป็นทางการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ทำหน้าที่โดยนัยในการคุ้มครองเงินฝากให้กับผู้ฝากเงินทั่วไป การประกันเงินฝากนี้มีประโยชน์ครับ

สถาบันการเงินเป็นช่องทางในการไหลเวียนเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพช่องทางหนึ่ง การที่ผมจะนำเงินเหลือเก็บ 1 พันบาทไปหาคนกู้เพื่อสร้างรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ มันทำได้ยากครับ ผมต้องไปตามหาผู้กู้ที่ต้องการกู้แค่ 1 พันบาท ผมต้องร่างสัญญาเงินกู้ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ใช้อีกทีเมื่อไหร่ ผมต้องคอยตามเก็บดอกเบี้ย และอาจต้องฟ้องร้องต่อศาลถ้าหากคนกู้เบี้ยวหนี้ผม สุดท้ายหนึ่งปีผมได้ดอกเบี้ยเงินกู้ 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเงินได้ 100 บาทพอดี ผลตอบแทนแค่นี้ผมอาจตัดสินใจเก็บเงินใส่ตุ่มฝังดินตั้งแต่ตอนเริ่มแล้วครับ คนที่ต้องการกู้เงินก็มีปัญหาไม่ต่างกัน สถาบันการเงินเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางและสร้างประสิทธิภาพในการถ่ายเทเงินทุนจากคนที่มีเงินเหลือเก็บไปสู่คนที่ต้องการกู้เงินเพื่อนำเงินนั้นไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง สถาบันการเงินเก็บรวบรวมเงินจากผู้ฝากและเป็นจุดหมายที่ชัดเจนของผู้ที่ต้องการกู้เงิน เป็นการลดต้นทุนข้อมูลข่าวสารและการดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องทุกอย่าง

ทีนี้สถาบันการเงินต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ฝาก ถ้าหากสถาบันการเงินเก็บเงินฝากทั้งหมดไว้กับตัวก็ไม่มีทางที่จะหารายได้มาจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากเงินได้ สถาบันการเงินต้องนำเงินฝากเหล่านี้ไปปล่อยกู้เพื่อสร้างรายได้ เพื่อให้คุ้มต้นทุนในการดำเนินการ สร้างกำไร และสามารถนำเงินมาจ่ายดอกเบี้ยตอบแทนผู้ฝากเงินได้ ดังนั้นการถือเงินสดของสถาบันการเงินจึงอยู่ในปริมาณที่ต่ำกว่าจำนวนเงินฝากแน่นอน

ในสภาวะปกติ ระบบแบบนี้คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ในช่วงที่เราเริ่มพบเห็นการเบี้ยวหนี้เงินกู้เยอะขึ้นแม้ว่าจะไม่มากนักหรือเราได้ยินข่าวลือว่าระบบสถาบันการเงินมีปัญหา และเราก็รู้ว่าสถาบันการเงินแต่ละแห่งถือเงินสดในจำนวนที่น้อยกว่าเงินฝากทั้งหมด การพยายามไปถอนเงินฝากคืนเป็นคนแรกๆก็เป็นการกระทำที่มีเหตุผล เพราะจะมีเพียงผู้ถอนเงินรายแรกๆเท่านั้นที่จะมีสิทธิได้รับเงินคืนจากเงินสดที่สถาบันการเงินถืออยู่

และด้วยวิธีคิดแบบนี้ แม้เราจะมีปัญหาเบี้ยวหนี้เพียงเล็กน้อยในระบบสถาบันการเงิน ปัญหาดังกล่าวอาจลุกลามได้ เพราะแม้แต่สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับกิจการที่มั่นคงก็ถือเงินสดในมือน้อยกว่าปริมาณเงินฝาก ถ้าหากผู้ฝากเงินทั้งหมดแห่ไปถอนเงินฝากพร้อมๆกัน สถาบันการเงินดังกล่าวก็ไม่สามารถที่จะหาเงินสดมาใช้คืนทั้งหมดได้ทันอย่างแน่นอน

สุดท้าย การเบี้ยวหนี้แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้สถาบันการเงินทั้งระบบล้มละลายได้ การประกันเงินฝากมีประโยชน์ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบสถาบันการเงิน ไม่ทำให้ปัญหาเล็กๆน้อยๆลุกลามเป็นปัญหาใหญ่จากการตื่นตระหนกของผู้ฝากเงินหรือข่าวลือ ต้นทุนในการดำเนินการช่วงปกติก็อยู่ในระดับต่ำ เพราะถ้าหากเป็นปัญหาเล็กๆน้อยๆที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินอย่างแท้จริง ธปท.ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปดำเนินการใดๆ

2. ปัญหาในระบบสถาบันการเงินจากการประกันเงินฝากของ ธปท.

แต่การที่ ธปท.ทำหน้าที่ประกันเงินฝากโดยนัยก็สร้างปัญหา เนื่องจากการประกันเงินฝากโดยนัยทำให้ ธปท.ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรในการคืนเงินฝากให้กับผู้ฝากบางคนและไม่คืนเงินฝากให้กับบางคน ธปท.ต้องประกันเงินฝากเต็มจำนวนให้กับผู้ฝากเงินทั้งหมดไปโดยปริยาย การประกันเงินฝากเต็มจำนวนนี้มีปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ในระบบสถาบันการเงิน

ยกตัวอย่างเช่น ภายหลังการแตกของฟองสบู่ในตลาดหุ้นราคาหุ้นตกลงไปมาก คนเล่นหุ้นที่กู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อนำไปเก็งกำไร ไม่มีทางที่จะหาเงินมาใช้คืนเงินกู้ได้ หลักทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันเงินกู้ก็คือหุ้นที่ตนเองไปซื้อมา และสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับคนเล่นหุ้นมากๆก็มีปัญหาเพราะคนเล่นหุ้นส่วนใหญ่เบี้ยวหนี้ จะไปยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันมาก็ไม่มีมูลค่า สถาบันการเงินเหล่านี้ไม่มีความสามารถที่จะหาเงินมาจ่ายเงินคืนผู้ฝากเงินได้

ในกรณีนี้ ธปท.ซึ่งทำหน้าที่ประกันเงินฝากโดยนัยต้องเข้ามาดำเนินการ โดย ธปท.ต้องหาเงินไปคืนให้กับผู้ฝากเงินทั้งหมดเต็มจำนวน ยิ่งวิกฤตการณ์ในระบบสถาบันการเงินมีขนาดใหญ่มากเท่าไหร่ ธปท.ยิ่งมีปัญหามากขึ้นเท่านั้น ลองดูปริมาณเงินฝากทั้งหมดในธนาคารพาณิชย์ที่แสดงในตารางที่ 1 ประกอบครับ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2550 ปริมาณเงินฝากทั้งหมดในธนาคารพาณิชย์มีทั้งสิ้นราว 6.76 ล้านล้านบาท เกือบเท่ากับ GDP ของประเทศเราปีที่แล้ว เงินจำนวนนี้ไม่มีทางที่ ธปท.จะสามารถหามาคืนได้ทั้งหมด

ตารางที่ 1 : เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ไทย จำแนกตามขนาดบัญชีเงินฝาก

ที่มา: เว็บไซต์ ธปท. (http://www.bot.or.th/bothomepage/databank/Financial_Institutions/New_Fin_Data/CB_Menu_E.htm)

ในทางปฏิบัติ วิธีการที่จะแก้ปัญหาภายใต้ต้นทุนที่ต่ำที่สุดคือการลดปริมาณผู้ที่จะเดินทางมาถอนเงินให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่ง ธปท.สามารถทำได้โดยการประกาศอุ้มสถาบันการเงินทั้งระบบ ให้ความมั่นใจกับผู้ฝากว่าจะไม่มีสถาบันการเงินไหนล้มละลายเพื่อลดอาการตื่นตระหนกของผู้ฝาก อาศัยการปรับโครงสร้างหนี้ การลดทุน การอัดฉีดเงินทุนเพิ่มเติม เพื่อรักษาสถานะของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง และในที่สุดสถาบันการเงินต่างๆก็ดำเนินธุรกิจกันต่อไปภายหลังวิกฤต เงินทุนที่ ธปท.อัดฉีดให้กับสถาบันการเงินเหล่านี้ก็เงินภาษีของพวกเรานี่แหละครับ

ภายหลังวิกฤต เจ้าของสถาบันการเงินเดิมก็อาจนำเอากำไรในการประกอบกิจการไปซื้อคืนเงินลงทุนที่ ธปท.ใช้อัดฉีดในช่วงวิกฤตได้ และพวกเขาก็ยังคงสถานะความเป็นเจ้าของสถาบันการเงินเหล่านั้นได้ดังเดิม

การแก้ปัญหาแบบนี้มีปัญหาในตัวมันเองครับ การเข้าไปอุ้มสถาบันการเงินให้สามารถดำเนินกิจการได้ต่อไปภายหลังช่วงวิกฤต โดยที่เจ้าของกิจการเหล่านี้แทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรในระยะยาว ทำให้พวกเขาเลือกที่จะปล่อยกู้แบบสุ่มเสี่ยงเพื่อหากำไรในระดับสูง ใครจะมาเตือนพวกเขาว่าตลาดหุ้นไทยมีปัญหาฟองสบู่ก็ไม่เป็นไร พวกเขาก็ยังคงพอใจที่จะปล่อยกู้ให้กับคนเล่นหุ้นเหล่านั้น ถ้าฟองสบู่ยังไม่แตกพวกเขาก็ได้กำไรในระดับสูง ถ้าฟองสบู่แตกพวกเขาก็รอ ธปท.เอาเงินภาษีเข้ามาอุ้ม ปล่อยกู้แบบสุ่มเสี่ยงอีกทีในอนาคต และนำกำไรระดับสูงที่ได้ไปซื้อกิจการคืนกลับมา ในทางเศรษฐศาสตร์เราเรียกปัญหาการปล่อยกู้สุ่มเสี่ยงแบบนี้ว่าปัญหา Moral Hazard

3. ภาพจำลองวิกฤตการณ์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540

ในส่วนนี้ผมจะจำลองภาพวิกฤตการณ์สถาบันการเงินของประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2540 ที่ผ่านมา ผ่านตัวละครจำลองสามตัว ซึ่งได้แก่ คุณรวย เสี่ยแบงก์ และไอ้ดำครับ คุณรวยเป็นนักธุรกิจใหญ่และยังลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นด้วย เสี่ยแบงก์เป็นเจ้าของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ส่วนไอ้ดำเป็นพนักงานทำความสะอาดในบริษัทแห่งหนึ่งของคุณรวย

ไอ้ดำมีพ่อแม่ทำนาอยู่ต่างจังหวัดครับ ปีๆหนึ่งได้กำไรจากการปลูกข้าวเนื่องจากรัฐบาลเอาเงินภาษีมาช่วยพยุงราคาข้าวเปลือกเอาไว้ กำไรจากการปลูกข้าวไม่พอยาไส้ทั้งครอบครัว ไอ้ดำเลยต้องมาทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดให้กับคุณรวย ไอ้ดำทำหน้าที่ได้ดีครับ ไม่เคยผิดพลาดในการทำความสะอาด ยังได้รับคำชมจากคุณรวยอยู่บ่อยๆ อย่างไรก็ตามเงินเดือนที่ได้ก็แค่พอเลี้ยงชีพไปวันๆ ไม่มีเงินเหลือเก็บ

ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตคุณรวยได้กำไรจากการเก็งกำไรหุ้นมหาศาลซึ่งกำไรดังกล่าวคุณรวยเอาไปฝากไว้กับธนาคารของเสี่ยแบงก์ กำไรในตลาดหุ้นยังได้จูงใจให้คุณรวยไปกู้เงินจากธนาคารของเสี่ยแบงก์มาเพิ่มฐานในการเก็งกำไรของตน นอกจากนั้นบริษัทของคุณรวยก็เป็นธุรกิจส่งออกขนาดใหญ่จึงได้รับคำแนะนำจากเสี่ยแบงก์ให้กู้เงินตราต่างประเทศผ่านช่องทาง BIBF ดอกเบี้ยต่างประเทศในช่วงนั้นต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศไทยค่อนข้างมากแถม ธปท.ยังใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่เสียอีก คุณรวยจึงมีรายได้อีกจำนวนมหาศาลผ่านการกู้เงินต่างประเทศเพื่อนำมาฝากในประเทศไทย ในระยะหลังคุณรวยแทบไม่ได้สนใจกิจการส่งออกของตนเนื่องจากรายได้ของบริษัทเทียบไม่ได้กับรายได้จากการเก็งกำไรหุ้นและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศ

เสี่ยแบงก์ได้กำไรจากคุณรวยมหาศาล เนื่องจากกิจกรรมการเก็งกำไรในตลาดหุ้นถือเป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างเสี่ยงดังนั้นดอกเบี้ยที่ได้รับจากการปล่อยกู้จึงอยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่าจะมีอีกหลายคนต้องการกู้เงินจากธนาคารของเสี่ยแบงก์เพื่อนำไปลงทุนในกิจกรรมการผลิต แต่การปล่อยกู้ดังกล่าวได้ดอกเบี้ยต่ำเทียบไม่ได้กับการปล่อยกู้ให้กับคุณรวย เสี่ยแบงก์ยิ่งมั่นใจในการตัดสินใจปล่อยกู้ดังกล่าว เพราะรู้ว่า ธปท.ต้องเข้ามาอุ้มธนาคารของตนในสภาวะวิกฤต

ในปี พ.ศ. 2539 ธุรกิจส่งออกของคุณรวยเริ่มมีปัญหาเพราะคุณภาพในการผลิตตกต่ำลง แต่คุณรวยก็ยังคงมีรายได้มหาศาลจากตลาดหุ้นและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2540 คุณรวยตกใจเพราะ ธปท.ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ตลาดหุ้นตกต่ำเพราะต่างชาติถอนเงินลงทุน คุณรวยตัดสินใจไม่ใช้หนี้คืนธนาคารของเสี่ยแบงก์ ถึงแม้จะถูกฟ้องล้มละลาย แต่คุณรวยได้โอนทรัพย์สินต่างๆรวมทั้งเงินฝากไปให้กับภรรยาและบุตรเรียบร้อยแล้ว โชคยังดีที่ ธปท.ประกาศอุ้มธนาคารของเสี่ยแบงก์ทำให้เงินฝากของคุณรวยจำนวนมหาศาลยังคงได้รับการคุ้มครองโดยนัย คุณรวยประกาศล้มละลายในธุรกิจของตนเพราะไม่สามารถคืนหนี้ให้กับต่างประเทศได้

ธนาคารของเสี่ยแบงก์มีสถานะย่ำแย่เพราะปล่อยกู้ให้กับคุณรวยเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นการประกาศล้มละลายของบริษัทคุณรวยยังทำให้ธนาคารมีปัญหาใช้หนี้เงินตราต่างประเทศผ่านช่องทาง BIBF เพิ่มเติม อย่างไรก็ตามโชคยังดีที่ ธปท.เข้ามาอุ้มธนาคาร ถึงแม้เสี่ยแบงก์ต้องประกาศลดทุนเพื่อดำรงสถานะ และขอรับการอัดฉีดเงินทุนจาก ธปท. แต่เสี่ยแบงก์ก็ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธนาคารดังกล่าวอยู่ดี

ไอ้ดำไม่มีงานทำหลังวิกฤต จำเป็นต้องกลับบ้านไปพึ่งพาพ่อแม่ โชคไม่ดีที่รัฐบาลประกาศนำเงินภาษีปีนี้ไปใช้ในการพยุงสถานะธนาคารของเสี่ยแบงก์ รัฐบาลไม่มีเงินพอที่จะมารับประกันราคาข้าวเปลือก ราคาข้าวตกต่ำพ่อแม่ของไอ้ดำขาดทุนจากการทำนา ต่อมาไม่นานพ่อแม่ไอ้ดำล้มป่วยเพราะคิดมากเรื่องหนี้สิน และเสียชีวิตในที่สุดเพราะไม่มีเงินพอไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล

วิกฤตเศรษฐกิจในภาพจำลองดังกล่าวดูเหมือนเกิดจากนโยบายของ ธปท.และรัฐบาล และพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงของคุณรวยและเสี่ยแบงก์ อย่างไรก็ตามในท้ายที่สุดกลายเป็นว่าไอ้ดำและครอบครัว ซึ่งไม่เคยทำงานผิดพลาด ไม่เคยข้องเกี่ยวกับกิจกรรมที่นำประเทศไปสู่สภาวะวิกฤต ไม่เคยได้รับความสุขสบายจากระบบเศรษฐกิจฟองสบู่ กลับได้รับผลกระทบในทางลบที่หนักที่สุด หนักถึงขนาดไม่มีโอกาสแก้ตัวหรือเรียกร้องอะไรกลับคืนมาได้อีกในอนาคต

4. บทความ ดร.โกร่ง กับอาการปวดหัวของผม

มันจะดีกว่าไหมถ้าหากเสี่ยแบงก์ไม่ปล่อยกู้แบบสุ่มเสี่ยงให้กับคุณรวย? มันจะยุติธรรมกว่าไหมถ้าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตจำกัดวงอยู่แค่ผู้ที่มีส่วนในการนำมาซึ่งวิกฤต? มันจะดีกับคนส่วนใหญ่กว่าไหมถ้าหากภาครัฐไม่ต้องนำเงินภาษีจำนวนมหาศาลไปอุ้มสถาบันการเงิน ยังคงใช้จ่ายกับสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ต่อไป?

ถ้าหากสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่ ธปท.พยายามจัดตั้งอยู่ในขณะนี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการลดปัญหาการปล่อยกู้แบบสุ่มเสี่ยงของสถาบันการเงิน ในการจำกัดจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์สถาบันการเงิน ในการลดภาระของภาครัฐในการแก้ปัญหาวิกฤตแล้ว หลายท่านคงเข้าใจว่าทำไมผมถึงรู้สึกปวดหัวกับบทความของ ดร.โกร่ง

บทความดังกล่าวให้ภาพของสถาบันประกันเงินฝากที่ไร้ประโยชน์ แถมบางทียังดูเหมือนจะก่อให้เกิดปัญหาในระบบสถาบันการเงินขึ้นมาเสียอีก นี่ยังไม่นับข้อมูลที่สับสนบางส่วน และบทกระทืบส่งท้ายที่ว่า “โลกการเงินสมัยใหม่นี้เปลี่ยนไปมากแล้ว จะคิดแบบเก่าๆคงไม่ได้”

5. บทบาทของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

การจะลดพฤติกรรมการปล่อยกู้สุ่มเสี่ยงของสถาบันการเงินจำเป็นจะต้องสร้างผลกระทบทางลบที่ชัดเจนและรุนแรงเพียงพอให้กับพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงเหล่านั้น การประกันเงินฝากเต็มจำนวนโดยการใช้เงินภาษีเข้าไปอุ้มสถาบันการเงินที่มีปัญหา เป็นเสมือนการให้รางวัลกับสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้แบบสุ่มเสี่ยง มันเหมือนกับว่าถ้าคุณเจ๊งคุณจะได้รับเงินภาษีอัดฉีดถ้าคุณไม่เจ๊งคุณก็ไม่ได้ เราต้องกำจัดระบบแบบนี้ออกไป ปล่อยให้สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้แบบสุ่มเสี่ยงล้มละลาย ให้เจ้าของสถาบันการเงินรับชะตากรรมจากการปล่อยกู้แบบสุ่มเสี่ยงนั้น

ทีนี้การที่เราจะปล่อยให้สถาบันการเงินอย่างธนาคารพาณิชย์สักแห่งล้มมันมีผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้าง ลองกลับไปดูตารางที่ 1 ครับ จำนวนบัญชีเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดอยู่ในระดับ 71.5 ล้านบัญชี แน่นอนว่าคนไทยบางคนคงมีเงินฝากหลายบัญชี แต่จำนวนบัญชีระดับนี้ต้องมีผู้ฝากเงินอยู่กับธนาคารพาณิชย์ค่อนประเทศแน่นอน จำนวนผู้ฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งก็มีไม่น้อย นอกจากนั้นเรายังต้องการป้องกันการลุกลามของปัญหาเล็กๆในระบบสถาบันการเงินเนื่องจากการตื่นตระหนกหรือข่าวลือดังที่ผมได้กล่าวไว้ในตอนต้น ดังนั้นเราจึงยังต้องการสถาบันสักแห่งที่ทำหน้าที่ประกันเงินฝากอยู่

การจัดตั้งสถาบันประกันเงินฝากมีความได้เปรียบเหนือการรับประกันโดยนัยของ ธปท.ตรงที่เราสามารถระบุกฎเกณฑ์ในการใช้คืนเงินฝากได้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น เหมือนกับที่มีการระบุเอาไว้ใน พรบ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากว่าสถาบันฯจะคุ้มครองทุกบัญชีในวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท

ผู้ที่มีบัญชีเงินฝากต่ำกว่า 1 ล้านบาทก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบอะไรจาก พรบ.ฉบับนี้ เดิมเรามี ธปท.รับประกันเงินฝาก ในอนาคตเราก็มีสถาบันคุ้มครองเงินฝากมารับประกันเงินฝากของผู้ฝากเงินกลุ่มนี้แทน โดยการรับประกันดังกล่าวยังคงเป็นการรับประกันในวงเงินเต็มจำนวนเหมือนเดิม

ที่สำคัญตารางที่ 1 ได้แสดงว่าบัญชีเงินฝากในกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 98.77 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งหมด นี่ย่อมแสดงว่าการล้มละลายของสถาบันการเงินภายหลังการประกาศใช้ พรบ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างอีกต่อไป

การประกันเงินฝากในรูปแบบนี้ยังลดภาระภาครัฐลงไปอีกมากครับ ตัวเลขจำนวนเงินฝากที่แสดงในตารางที่ 1 เห็นแล้วน่าตกใจ บัญชีจำนวนแค่ 1.23 เปอร์เซ็นต์ที่มีเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาทครอบครองจำนวนเงินฝากที่เป็นสัดส่วนสูงถึง 74.40 เปอร์เซ็นต์ ผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤต บัญชี 1.23 เปอร์เซ็นต์ใช้ข้ออ้างถึงผลกระทบในวงกว้างเพื่อที่จะรับประโยชน์จากเงินภาษีในสัดส่วนสูงถึง 74.40 เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากภาครัฐลดการประกันบัญชีเงินฝากกลุ่มนี้ลงเหลือแค่บัญชีละ 1 ล้านบาท ภาระในส่วนนี้จะลดลงจาก 5 ล้านล้าน เหลือเพียง 8.8 แสนล้าน คิดเป็นภาระที่ลดลงราว 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเงินฝากทั้งหมดในประเทศ!!!

บัญชีกลุ่มนี้ยังมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากสูงมากพอเพื่อใช้ในการหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความเสี่ยงของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง นอกจากนั้นผมคิดว่าเจ้าของบัญชีกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับการบริหารความเสี่ยงต่างๆอยู่แล้วพอสมควร อาจมีบางส่วนที่มีเงินฝากอยู่ในระดับ1 – 5 ล้านบาทภายหลังการเกษียณอายุทำงานและไม่เคยบริหารความเสี่ยงมาก่อน คำแนะนำสำหรับคนกลุ่มนี้ง่ายมากครับ กระจายบัญชีเงินฝากเป็นบัญชีเล็กๆ ซื้อพันธบัตรเอาไว้บ้าง และเอาเงินบางส่วนไปซื้อประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ แค่นี้ก็แทบไม่ได้รับผลกระทบแล้วครับ

ผมคิดว่าเจ้าของบัญชี 1.23 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบในทางลบเพียงอย่างเดียวจาก พรบ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ภายหลังการประกาศใช้เราคงได้เห็นการแข่งขันของสถาบันการเงินต่างๆเพื่อแย่งชิงบัญชีกลุ่มนี้ ซึ่งก็น่าจะทำให้ผลตอบแทนในบัญชีกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็สูงขึ้นตามความเสี่ยงครับ และเราคงได้เห็นการเปิดเผยข้อมูลของสถาบันการเงินให้กับผู้ฝากเงินเพิ่มสูงขึ้น เพื่อจูงใจผู้ฝากอีกส่วนหนึ่ง

ที่สำคัญเราคงจะได้เห็นพฤติกรรมการปล่อยกู้แบบสุ่มเสี่ยงของสถาบันการเงินที่ลดน้อยลง และหวังว่ามันจะนำมาซึ่งความเสี่ยงในการเกิดวิกฤตการณ์ในระบบสถาบันการเงินที่ลดน้อยลง

ในกรณีที่หลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ไม่ได้ การจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากยังเพิ่มทางเลือกให้กับ ธปท.มากขึ้นในการจัดการกับวิกฤตครับ สำหรับสถาบันการเงินที่ยังมีสถานะทางการเงินดี ธปท.อาจเลือกที่จะอัดฉีดสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินนั้นแทน ใครอยากมาถอนก็มาครับ ฐานะของสถาบันการเงินทางบัญชีก็น่าจะคงเดิมเพียงแต่เปลี่ยนเจ้าหนี้จากผู้ฝากเงินเป็น ธปท. ภาระของ ธปท.และภาครัฐในการเข้ามาให้ความช่วยเหลือในลักษณะนี้มีน้อยมาก

และสำหรับสถาบันการเงินที่มีฐานะง่อนแง่น ธปท.สามารถเลือกที่จะตัดทิ้งโดยการปฎิเสธการให้ความช่วยเหลือได้ครับ จะมาอ้างว่าการล้มละลายของสถาบันการเงินส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างไม่ได้เพราะผู้คนวงกว้างได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากไปแล้ว การล้มละลายก็เป็นผลจากการปล่อยกู้ที่สุ่มเสี่ยงของสถาบันการเงินเอง ซึ่งเจ้าของบัญชีเงินฝากที่ไม่ได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวนก็น่าจะรับทราบและอนุมัติโดยนัยโดยการยังคงฝากเงินกับสถาบันการเงินแห่งนี้อยู่

ผมไม่เชื่อ ดร.โกร่ง ว่าในที่สุด ธปท.จะเข้ามาอุ้มสถาบันการเงินทุกครั้งที่มีปัญหา และผมไม่คิดว่าผู้ฝากเงินจะไม่เชื่อถือ ธปท.ภายหลัง ธปท.ประกาศคุ้มครองบัญชีเงินฝากในจำนวนที่น้อยลง จากการประกาศให้ความช่วยเหลือกับสถาบันการเงินที่ยังคงมีฐานะค่อนข้างดีเพียงอย่างเดียว

6. คำถามที่เหลืออยู่

โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นด้วยกับ พรบ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เป็นอย่างยิ่งครับ โดยผมเชื่อว่านี่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการลดโอกาสในการเกิดวิกฤตการณ์ในสถาบันการเงิน ในการจำกัดผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ ในการลดภาระของภาครัฐในการแก้ไขวิกฤต

ความกลัวเพียงประการเดียวที่ผมยังเหลืออยู่ คือ การแทรกแซงทางการเมืองในการตัดสินใจของ ธปท.ต่อการเข้าให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินที่มีปัญหา ผมเชื่อมั่นในบุคลากรของ ธปท.ครับ และผมก็เชื่อมั่นในเครื่องมือและระบบการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่ ธปท.มีอยู่ แต่การจะตัดสินใจจะเข้าให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินใดมันเป็นการตัดสินใจของ ธปท.ที่ผมมั่นใจว่ามีความรู้และข้อมูลต่างๆเหนือกว่าผม

ถ้าหากการตัดสินใจของ ธปท.เกิดขึ้นจากแบบจำลองและข้อมูลที่ ธปท.มีอยู่ ผมก็มั่นใจครับว่าเราจะมีระบบสถาบันการเงินที่มีความมั่นคงเพิ่มมากขึ้นภายหลังการประกาศใช้ พรบ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ในทางตรงกันข้ามถ้าหากการตัดสินใจของ ธปท.ยังคงถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมืองหรือเจ้าของสถาบันการเงินที่มีปัญหา ผมคิดว่าการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝากคงจะไม่ได้ช่วยอะไรมาก

ในขั้นตอนต่อจากนี้ผมจึงอยากที่จะเห็น ธปท.ประกาศกฎเกณฑ์ที่แน่ชัดที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเข้าให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินในกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ทาง ธปท.จะใช้ในการตัดสินใจ หรือแบบจำลองในการวัดฐานะของสถาบันการเงินต่างๆ หรืออย่างน้อยอาจแค่บอกกับเราว่าจะมีหนทางที่ชัดเจนใดให้การตัดสินใจของ ธปท.ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองเท่านั้นก็พอ

แค่บอกว่าผู้ว่าการ ธปท.จะไม่กลับไปอยู่ในกำมือของ รมว.คลัง เหมือนในสมัยก่อน ก็โล่งอกไปเปราะหนึ่งแล้วครับ

ผมก็ได้แต่หวังว่าการประกาศใช้ พรบ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ในประเทศไทย จะผ่านไปได้อย่างราบรื่น และก็หวังว่าจะมีผู้อ่านหลายท่านเห็นด้วยกับผมในการให้การสนับสนุน พรบ.ฉบับนี้

...

“โลกการเงินสมัยใหม่นี้เปลี่ยนไปมากแล้วจริงๆ จะคิดแบบเก่าๆคงไม่ได้”



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter