รหัสดนตรีพลิกวิถีโลก มองผ่านสายตานักรัฐศาสตร์
- อนันต์ ลือประดิษฐ์ สัมภาษณ์ -
ไม่มีใครปฏิเสธว่าสังคมไทยมีคนชื่นชอบเสียงดนตรีอยู่ทั่วไป แต่น่าแปลกใจ เหตุใดความรู้อันเกี่ยวข้องกับดนตรีกลับมีอยู่อย่างขาดแคลนเหลือเกิน เมื่อมีการจัดพิมพ์หนังสือดนตรีดีๆ สักเล่มหนึ่ง จึงมีเรื่องราวเบื้องหลังให้ถามไถ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นผลผลิตจากแรงงานแห่งความรักของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์คนหนึ่ง จุดประกาย หยิบบทสนทนากับผู้เขียนมาถ่ายทอด
ชื่อของ ดร.วีระ สมบูรณ์ เป็นที่รู้จักมักคุ้นกันดีในแวดวงประชาคมวิชาการ ในฐานะนักคิด-นักวิชาการที่มีมุมมองลึกซึ้งทางด้านสังคม โดยเฉพาะประเด็น ‘ผู้นำกับจริยธรรม’ นอกจากงานประจำที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เขามีผลงานออกสู่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ผ่านเวทีอภิปราย งานวิจัย และข้อเขียนด้านต่างๆ ที่ครอบคลุมเนื้อหาทางด้านรัฐธรรมนูญ, ประชาธิปไตย จนถึงพุทธศาสนา
ไม่เพียงหนังสือ ‘รัฐธรรมในอดีต’ , ‘ความไม่รู้ไร้พรมแดน’ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งปรัชญาวิทยาศาสตร์ อย่าง ‘วิทยาศาสตร์ในสังคมเสรี’ ที่แปลจากข้อเขียนของ พอล ฟายเออร์ราเบน เท่านั้น หากวีระยังเจียดเวลาจากงานประจำ เขียนคอลัมน์ ‘อริยวิถี’ ในนิตยสาร มติชนสุดสัปดาห์ ที่กระตุ้นความรู้สึกนึกคิดในด้านบวกอย่างน่าติดตามอีกด้วย
ในความเห็นของแวดวงคนใกล้ชิด ตัวตนของวีระมีมิติหลากด้านกว่านั้น เขาเป็นทั้งนักดนตรีสมัครเล่น ผู้สนใจในศาสตร์และศิลป์ของเสียงดนตรี โดยผลงานข้อเขียน ‘รหัสดนตรีพลิกวิถีโลก : เรื่องราวผู้คนผู้ปรับเปลี่ยนสำเนียงโลก’ (Music that Changed the World) ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ openbooks เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นสิ่งยืนยันถึงความจริงจังในเรื่องนี้
..............................
นอกจากเหตุผลในคำนำของหนังสือเล่มล่าสุดแล้ว ปัจจัยอะไรทำให้คุณจับปากกาเขียนเรื่องดนตรี ซึ่งจริงๆ แล้วน่าจะใช้เวลาและต้องทุ่มเทกำลังไม่น้อย
คือผมมีเพื่อนเป็นอาจารย์นักวิชาการกลุ่มหนึ่ง คบหากันมา จัดกิจกรรมทางวิชาการร่วมกันมาก็นานมากแล้ว ชื่อสถาบันจักรวาลวิทยา มีอาจารย์ธาวิต (สุขพานิช) อาจารย์สมเกียรติ (วันทะนะ) นครินทร์ (เมฆไตรรัตน์) มีอาจารย์ผู้ใหญ่ อย่าง อาจารย์นิธิ (เอียวศรีวงศ์) บางครั้งอาจารย์ชาญวิทย์ (เกษตรศิริ) ท่านก็กรุณาไปร่วมด้วย
พวกเราที่เป็นรุ่นหนุ่มสาวหน่อย (เมื่อหลายปีที่แล้ว) ก็รวมตัวกัน 10 กว่าคน ทีนี้ สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ โดยคุณปรีชา รุ่งเรืองกุล รับหน้าที่บรรณาธิการ ก็เชิญพวกเราไปทานข้าว แล้วก็คุยกันว่าพอจะช่วยเขียนอะไรได้บ้าง ผมก็มานั่งนึกดูว่าจะเขียนอะไรดี เพราะตัวเองไม่อยากจะเขียนการเมืองเท่าไหร่ ช่วงนั้นไม่ได้ติดตาม มัวแต่ไปทำอะไรอย่างอื่น ก็เลยคิดว่าเขียนเรื่องดนตรีดีกว่า ก็ไม่มีอะไร อยากจะวิจารณ์ดนตรีเป็นแผ่นเป็นชุด ก็เขียนไปตามที่เราสนใจ ก็เป็นงานที่ผมสนใจ
พอมีโอกาสก็ลองทำดู แล้วมันก็คงพอได้ ก็ทำต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งยุติลง ซึ่งถ้าไม่มีเหตุการณ์การเมืองอะไรมาบีบในตอนนั้น ก็คงเขียนต่อไปเรื่อยๆ
การทำงานในหลายๆ ด้าน ทำให้ภาพตัวคุณมีหลายมิติ ทั้งเรื่องดนตรี ศาสนา รัฐศาสตร์?
ความจริงคนเราก็เป็นอย่างนี้ล่ะ ผมว่านะ แต่เราถูกสภาพทำให้คนเราต้องตีกรอบแล้วสร้างสเปเชียลไลเซชั่นขึ้นมา เราพยายามบอกว่าเราจะไม่หลุดไปจากตรงนี้ อยู่แค่ตรงกรอบ ผมว่าคนเราไม่น่าจะต้องถูกตีกรอบแบบนั้น
จากข้อเขียนด้านดนตรี บ่งบอกว่าคุณไม่ได้ตีกรอบตัวเอง แต่สนใจไปยังดนตรีทุกแนว คลาสสิก แจ๊ส ร็อค บลูส์ เวิลด์มิวสิค เรื่อยไปจนถึงดนตรีกับปรัชญา และสุนทรียศาสตร์ คุณมีวิธีการเข้าถึงดนตรีที่หลากหลายอย่างไร
มันคง... (นิ่งคิด) ไปด้วยกันหมด สำหรับผม มันแยกกันไม่ออกว่านี่คือดนตรี นี่คือวิชาการ นี่คือปรัชญา หรือศาสนา ผมคิดว่าผมได้แต่ละอย่างพร้อมๆ กันไป บางทีเวลาผมฟังดนตรี ผมก็จะได้มิติของภาพสะท้อนเชิงสังคม การเมือง ในบางเพลงบางแบบ ในบางแนวก็โยงไปถึงเชิงสังคม เชิงปรัชญา อาจจะเชิงรัฐศาสตร์ที่ศึกษาอยู่ด้วยก็ได้ มันไม่ได้แยกจากกัน บางทีเราเกิดสนใจดนตรีในฐานะที่เป็นวัฒนธรรม เป็นวิถีชีวิต เป็นขบวนการทางสังคม มันก็เป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้
คนที่มีขอบเขตการรับรู้อีกแบบหนึ่ง อาจมองว่าดนตรีคลาสสิก กับเพลงโฟล์ค มันคนละเรื่องกัน ไม่สามารถไปด้วยกันได้ ด้วยความแตกต่างในความสลับซับซ้อนของดนตรี กับความเรียบง่าย เป็นต้น
อันนั้นขึ้นอยู่กับว่าเขาให้ความสำคัญกับอะไรเป็นด้านหลัก ผมคิดว่าถ้าเขาให้ความสำคัญกับความไพเราะ แล้วสิ่งที่สะท้อนชีวิตจิตใจของมนุษย์ออกมา ไม่ว่ามันจะซับซ้อน หรือมันจะเรียบง่าย ถ้ามีตรงนี้อยู่แล้ว มันก็เป็นจุดเริ่มต้นได้ทั้งนั้นแหละ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสลับซับซ้อนแล้วมันจะดี มันยากแล้วถึงจะดี หรือว่าเรียบง่ายแล้วจะใช้ไม่ได้
แล้วมันสามารถเชื่อมกันได้มั้ย ตัวอย่างของดโวชาร์คที่เสนอให้ชุมชนดนตรีคลาสสิกอเมริกันหันมาสนใจดนตรีของคนผิวสีในอเมริกา ซึ่งโดยการดำรงอยู่ของดนตรีคลาสสิกตอนนั้นสูงส่งมาก และไม่มีทางเกิดขึ้นได้ สะท้อนว่าจะต้องมีการพังทลายกำแพงบางอย่างเสียก่อน
ใช่ครับ ในแง่หนึ่ง ผมอาศัยทั้งการที่คนนั้นสามารถเข้าใจอะไรบางอย่างสิ่งที่ตัวเองเกี่ยวข้องด้วย แล้วในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ยึดติดกับมัน มองเห็นสิ่งเดียวกันในสิ่งที่คนอื่นทำด้วย หรือแบบอื่นๆ ที่คนอื่นทำ พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นคลาสสิก หรือจะมาแบบโฟล์ค ทั้งสองอย่างมีดนตรีที่ดีและห่วยเหมือนกัน มันไม่ได้แปลว่าอย่างหนึ่งเลิศเลอ ไม่ใช่อย่างนั้น บางทีสิ่งที่เป็นความซับซ้อนก็เพียงสร้างขึ้นมาให้มันซับซ้อนเล่นๆ ไปเรื่อยๆ ของมัน ผมว่ามันก็ไม่มีประโยชน์อะไร แค่ตอบสนองอีโก้ว่านี่ฉันทำนะ ทำให้มันแปลกออกไปอย่างนั้นแหละ
คือผมไม่มีอะไรจะ against กับคนที่อยากจะฟังแนวเดียวนะ ใครอยากฟังแนวเดียวของเขาก็ว่าไป แต่ในขณะเดียวกัน สำหรับผม นี่คือวิธีการฟัง วิธีการมอง ทำความเข้าใจ และเป็นความเพลิดเพลินในแบบผม เพราะฉะนั้น ผมฟังลูกทุ่ง ผมก็ฟังได้ หลายเพลงผมก็ชอบมาก ผมสามารถเชื่อมโยงบางอย่างถึงกันได้ อย่างเพลงบลูส์ กับเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ ฟังดีๆ จะว่ามันเป็นความสอดคล้องกันกับบลูส์ก็ได้

คุณคิดว่าในยุคสมัยที่ดนตรีเกี่ยวข้องกับการค้าขนาดนี้ ซึ่งบางคนอาจจะเรียกว่าเป็นทุนวัฒนธรรมหรืออะไรก็ตาม ในแง่ของกระบวนการสร้างสรรค์ ดนตรียังบริสุทธิ์อยู่ได้รึเปล่า
(นิ่งคิด) ได้ แต่มันยาก อยู่ยาก เพราะว่าระหว่างการสร้างสรรค์กับการตลาด จริงๆ ในสังคมสมัยใหม่ มันต้องไปด้วยกัน ขณะที่สมัยก่อน การสร้างสรรค์เป็นด้านหลัก แล้วใช้การตลาดเป็นตัวเสริม แต่เดี๋ยวนี้ การตลาดเป็นด้านหลัก การสร้างสรรค์เป็นตัวเสริมเท่านั้นเอง มันก็เลยยาก จะคิดอะไรออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมที่มีทางเลือกน้อยลงไปเรื่อยๆ อย่างสังคมไทย มันยิ่งยากเข้าไปใหญ่
ขณะที่ในเมืองนอก ตลาดมันใหญ่ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เรียกว่า นีช (niche) ขนาดของมันก็เพียงพอที่จะทำให้การสร้างสรรค์เกิดขึ้นมาได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปเริ่มต้นจากการเน้นที่การตลาดก่อน ส่วนภายหลังเมื่อติดตลาดแล้วขยายออกมาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ช่วงครบ 250 ปีชาตกาลโมสาร์ท คุณคงได้ยินมาว่ามีรายงานวิจัยบางชิ้นที่ระบุว่าการฟังเพลงโมสาร์ททำให้คนฟังฉลาดขึ้น ในเมืองไทยทำให้เกิดกระแสขายสินค้าเพื่อฟังโมสาร์ทกัน คุณมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่
คงมีอยู่เรื่อยๆ แหละครับ เพราะมันเป็นกระแสที่เราพยายามทำให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนามากที่สุด แล้วมีความได้เปรียบมากที่สุด นี่คือเรื่องปกติธรรมดา แต่ผมว่าถ้าทำแล้ว มันเป็นธรรมชาติ ผมว่ามันน่าจะเวิร์คกว่า ต้องฝืนทำ หรือเห็นคนอื่นเขาทำ ก็ทำตาม เพราะฉะนั้นระหว่างการทำให้ลูกฟังโมสาร์ท โดยที่พ่อแม่ไม่ได้ชอบโมสาร์ทเลย ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยกับโมสาร์ท มันเพราะยังไงก็ไม่รู้ เพียงเห็นว่าฟังแล้วฉลาด ผมว่าถ้าเป็นแบบนี้ มันจะยิ่งเป็นผลร้ายกับเด็กนะ เพราะเท่ากับสอนลูกไม่ให้กล้าเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เด็กเรียนรู้ในการฝืนทำในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่ได้ชอบ
แต่ถ้าพ่อแม่ชอบโมสาร์ท ชอบกันจริงๆ แล้วลูกพลอยได้ยินตามไปด้วย อย่างนั้นผมถือว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวกัน ถ้าแม่ร้องเพลงลูกทุ่ง แล้วร้องของตัวเองไป ชอบฟังชอบร้อง แล้วรู้สึกมีความซาบซึ้งในสิ่งที่ตัวเองร้องตัวเองฟัง ผมว่าแบบนั้นก็น่าจะมีส่วนทำให้เด็กฉลาดขึ้นได้เหมือนกันนะ
ถ้าพูดภาษาในภาษาวิชาการด้านการศึกษาก็คือ ดนตรีไปเสริมพัฒนาการของสมองซีกซ้าย คือสมองมนุษย์ต้องทำงาน 2 ข้าง แต่ระบบการศึกษาสมัยใหม่ ทำให้มนุษย์ต้องใช้สมองซีกเดียว คือการอ่านหนังสือ การอยู่กับสัญลักษณ์ที่เรียงไปเป็นท่อนๆ แบบนี้ (ชี้ไปที่ตัวหนังสือ) แล้วก็มีลักษณะเชิงตรรกวิทยาที่ชัดเจน เช่น คณิตศาสตร์ แม้กระทั่งการท่องพยัญชนะ นี่คือลักษณะของระบบเหตุผลอย่างหนึ่ง
แต่สมองซีกซ้ายเป็นสมองซึ่งทำงานด้วยการเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่ได้เรียงกัน ให้มันเข้ามาหากันได้ ดนตรีนี่เป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่นำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเรียงกันให้มาเรียงกันได้ แล้วก็ไม่มีความแน่นอนที่เราคาดเดาได้ อันนี้ผมหมายถึงดนตรีที่ดี ส่วนดนตรีที่ไม่ดี นี่เราคาดเดาได้ คือเรารู้แล้วว่า เดี๋ยวมันต้องอย่างนี้แหละ ถ้าเป็นดนตรีแบบนั้นก็คงไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่
ดนตรีนี่จึงไปเสริมสมองซีกซ้าย ถามว่าทำไมดนตรีจึงทำให้เด็กฉลาดขึ้น เพราะมันได้ 2 ข้างพร้อมๆ กันไป
นอกจากตัวอย่างตลาดนีชในต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทุนนิยมแล้ว เรายังพบว่า การจัดสมดุลระหว่างงานศิลปะกับงานเชิงพาณิชย์สามารถไปด้วยกันได้ดี คำถามคือรัฐไทยพึงจะมีบทบาทในเรื่องนี้ หรือไม่ อย่างไร
(นิ่งคิด) ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกันนะ ... ถ้ามันเป็นรัฐควรจะมีทุน ให้การสนับสนุนต่อสถาบันทางด้านดนตรี โดยรัฐไม่ต้องเข้าไปยุ่งนะรัฐไทยนี่ผมกลัวมาก เพราะเวลารัฐไทยทำอะไร รัฐไทยมักจะไม่ได้ไปสนับสนุนให้คนอื่นทำ รัฐไทยมักเข้าไปบอกว่า ต้องทำแบบนี้ แบบนี้ถึงจะเรียกว่ามาตรฐาน แบบนี้ถึงจะเรียกว่าถูกต้อง เมื่อทำแล้วยังต้องมาขออนุญาตรัฐก่อนนะ ไม่งั้นไม่ได้ทำ เพราะกลัวว่าจะผิดไปจากมาตรฐาน นี่คือลักษณะการทำงานของรัฐไทย ซึ่งอันตราย
แต่ถ้ารัฐมีลักษณะของการสนับสนุน แล้วไม่เข้าไปก้าวก่าย ยุ่งเกี่ยว หรือเข้าไปกำหนดมาตรฐานว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น รำต้องรำแบบนี้ แบบนี้เรียกว่าแต่งกายไทยถูกต้อง แบบนี้ไม่ถูกต้อง อุโบสถต้องแบบนี้ คือรัฐเข้าไปกำหนดมาตรฐานไว้หมด ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นผมคิดว่าไปกันใหญ่
ถ้ารัฐไทย เปิดโอกาสให้คนที่ไม่สามารถใช้ทุนขนาดใหญ่สร้างสรรค์งาน ทำให้เขามีโอกาสสร้างสรรค์งานออกมา ทำให้เกิดสื่อที่เป็นของสาธารณะ อย่างที่งานที่ไม่สามารถลงทุนกับแมสได้ ได้มีสื่อหรือมีช่องทางเผยแพร่อะไรต่างๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าอยู่ในบทบาทที่รัฐพึงจะทำได้
คุณพูดถึง ศาสนาคือเสียง ซึ่งค่อนข้างนามธรรมอยู่ไม่น้อย กรุณาขยายความด้วย?
อันนี้คือตัวอย่างชัดเจน เมื่อเราศึกษางานพุทธศาสนาทางทิเบต หรืองานที่เกี่ยวข้องกับตันตระยาน ซึ่งมีทั้งของฮินดู แล้วพุทธก็รับตันตระเข้ามาด้วย ถ้าเราพูดว่า ศาสนาคือเสียง ก็คือทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ในแง่หนึ่งมันคือ... จริงแล้ว มันเกิดขึ้นด้วยการรับรู้ทางสายตาเปล่า ผมว่าไม่ใช่ สายตาเป็นสิ่งที่รับรู้เข้าไปโดยอายตนะ ทางตา แต่ว่าความรู้สึกที่เกิดจากการรับรู้นั่นแหละ มันเป็นสิ่งที่เราใช้ตาเห็นไม่ได้ ความรู้สึกเวลาลมพัดมาเรารู้สึก เวลาใบไม้ไหวเราเห็นใบไม้ไหว แต่ความรู้สึกเย็นสบาย สดชื่นที่เราได้รับ เราไม่ได้เห็นด้วยตา หรือด้วยอายตนะแต่ว่ามันจะเกิดความรู้สึกบางอย่างข้างใน ซึ่งคำอธิบายในหลายศาสนาที่บอกว่า ความรู้สึกนั้นจริงๆ แล้ว มันสะท้อนออกมาเป็นเสียงอะไรบางอย่างข้างในก่อน เหมือนเวลาเราสบายใจ มันจะเกิดความรู้สึกว่า มีเสียงอะไรมากกว่าที่จะเป็นอย่างอื่น
คุณระบุว่าเสียงคือเครื่องมือในการพัฒนาสภาวะจิต มันเป็นเรื่องเดียวกันรึเปล่า
ถูกต้อง ในเมื่อมันเกิดการสั่นไหวของอารมณ์ จริงๆ แล้วมันกระทำให้เกิดความรู้สึก อยากจะเปล่งเสียง ซึ่งจริงๆ ก็คือการสั่นสะเทือนของจิตใจนั่นเอง
อย่างหนึ่ง เวลาเราไม่รู้ตัว เราก็จะฮัมของเราออกมาเอง อย่างเวลาเราอาบน้ำ เราอาจจะผิวปาก หรือเวลาเราเพลิดเพลินกับอะไรอยู่ เราอาจจะนึกถึงทำนองบางอย่างขึ้นมา ซึ่งจะเห็นได้ว่า อารมณ์ความรู้สึกแบบนั้น ในแวบแรกจะออกมาเป็นเสียง ส่วนจะเอาไปเขียนเป็นหนังสือ หรือวาดเป็นรูป มันคือกระบวนการที่ตามมา เพราะฉะนั้น เราเริ่มต้นที่เสียง ก็เท่ากับเราพยายามรับรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในจิตใจ อย่างทิเบต จึงเน้นเรื่องเสียง ทำนอง และจังหวะของการสวดมนต์ โดยที่บางทีสาระของสิ่งที่สวดหรือร้องนั่น มันอาจจะไม่รู้เรื่องเลยก็ได้ มันมีความเป็นสากลอยู่ในทำนองอันนั้น เหมือนเราฟังพระสวดโดยที่เราไม่รู้ว่าพระสวดอะไร แต่มันสามารถสร้างผลกระทบต่อความรู้สึกบางอย่างในใจเรา หรือดนตรี เราไม่ต้องพูดออกมาเป็นคำว่า “นี่ฟ้าผ่านะ !” อันนี้คือ “ท้องทุ่งนะ” ไม่ต้องบอก เสียงมันออกมา เราก็เกิดความรู้สึกทันทีว่ากำลังบอกสิ่งนั้นอยู่
คุณพูดถึงม่อจื๊อและขงจื๊อ ซึ่งมีทัศนะต่อดนตรีคนละด้าน โดยส่วนตัวคุณคิดอย่างไร นอกจากการปล่อยให้ผู้อ่านคิดเอง
ผมคงเห็นด้วยกับ ขงจื๊อ ล่ะนะว่าดนตรีทำให้คนมีวิธีคิด วิธีมองโลกในลักษณะหนึ่งได้ รวมทั้งเป็นตัวสร้างบรรยากาศ สร้างความเป็นชุมชน เป็นสังคม อะไรต่อมิอะไรขึ้นมาได้เช่นกัน ตามลักษณะของดนตรีนั้น เพราะฉะนั้น มันจึงกำหนดวิถีของผู้นำ พร้อมๆ ไปกับการที่ผู้นำสามารถใช้ดนตรีนั้น กำหนดลักษณะของความสัมพันธ์ หรือวิถีของความสัมพันธ์ในสังคมได้
แต่ถ้ามองในแง่ของขงจื๊อ ดนตรีที่ดีต้องเรียนรู้ผ่านจารีตเสียก่อน อย่าเพิ่งไปให้ความสำคัญแก่ความคิดสร้างสรรค์ เป็นปัจเจกหรือการแสดงออกของตัวตน พวกนั้นอย่าไปเน้นมัน เพราะว่าคนเราถ้าเริ่มต้นแบบนั้น ในที่สุดแล้ว มันจะไปสู่สิ่งสมัยนี้เรียกว่า ปัจเจกชนนิยม แล้วมันจะเสียทั้งพัฒนาการของตนเอง และความสัมพันธ์ต่อสังคม แล้วยังเสียเรื่องดนตรีอีกด้วย
ฉะนั้น มันต้องผ่านจารีตบางอย่างก่อน ถึงจะไปสู่จุดที่เราเรียกว่า อิมโพรไวเซชั่น หรือการด้น แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า เมื่อคนเราผ่านจารีตมาแล้ว เขาก็สามารถสร้างงานเป็นของเขาเองได้ อย่างนั้นถึงจะเรียกว่าเป็นมาสเตอร์ เป็นชั้นครู
อันตรายของการศึกษาดนตรีสมัยใหม่จึงอาจจะอยู่ที่ตรงนี้ก็ได้ คือการไปเน้นเรื่องของเทคนิค และความเป็นอินดิวิดวล โดยไม่รู้ว่ากว่าที่เขาจะอินดิวิดวลได้ขนาดนั้น กว่าที่เขาจะฟรีได้ขนาดนั้นมันผ่านจารีตและวินัยที่เข้มงวดขนาดนั้น ซึ่งสำหรับขงจื๊อ มันไม่ได้หมายความแค่จารีตกับวินัยเท่านั้น มันยังหมายถึงการที่ดนตรีเข้าไปอยู่ในสังคม เช่น การเล่นประกอบพิธีกรรม งานเลี้ยงสังสรรค์ หรือแม้กระทั่งงานศพ งานบูชาบรรพบุรุษ มันอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคมของเขา

คุณเคยบอกว่าระหว่างฟังเพลง คุณไม่สามารถทำอย่างอื่นไปพร้อมๆ กันได้ มีความหมายอะไรลึกซึ้งกว่านั้นมั้ย หรือคุณต้องการสื่อถึงอะไร
ผมว่าเวลานี้ดนตรีถูกปฏิบัติเหมือนเป็นเครื่องเคียงของชีวิต เหมือนกับเป็นตัวประกอบทุกอย่าง หมายถึงว่า คุณลองพิจารณาดูสิ คนอยู่ตรงนั้นก็ต้องฟังเพลง อยู่ตรงนี้ก็ต้องฟังเพลง เสพกันขนาด... คุณสังเกตดูนะ ห้องนี้ผมไม่มีเครื่องเสียง ผมจะไม่ฟังดนตรีในห้องทำงาน หนึ่ง – ดนตรีไม่ใช่เครื่องประกอบ เวลาฟัง ก็ฟังจริงๆ แล้วมันจะได้อรรถรสจริงๆ แต่ถ้าไปฟังมันอยู่เรื่อยๆ ผมว่า มันไม่ให้เกียรติศิลปะนะ ผมว่า ไม่ให้เกียรติคนที่แต่งคนที่ทำ ยกเว้นที่เขาตั้งใจทำมาแบบนั้น ที่เรียกว่า Muzak คือทำมาไม่ให้คนตั้งใจฟัง เอาไว้สำหรับประกอบห้างสรรพสินค้าให้สบายใจเล่น ดนตรีจริงๆ แล้วเราต้องตั้งใจฟัง มันถึงจะได้จริงๆ จังๆ
อย่างที่สองก็คือว่า การมีดนตรีประกอบอยู่ตลอดเวลา จริงๆ แล้วมันคือการใช้ชีวิตอย่างไม่มีสมาธิ เพราะเนื่องจากมันจะต้องกลับไปกลับมาระหว่างสิ่งที่ตนเองสนใจกับดนตรี มันไม่สามารถมีสมาธิที่ชัดเจนได้ เพราะฉะนั้น จะว่าไปแล้ว มันจะเป็นดนตรีแบบไหน เพราะหรือไม่ ถ้าคุณใช้มันประกอบในชีวิตไปเรื่อยๆ ผมว่าแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนสติเลอะเลือนก็จะเป็นไปได้ ดังที่คนปัจจุบัน มันลอยๆ เบลอๆ ไม่มีความใส่ใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่มีโฟกัส มันเป็นเพราะว่า ชีวิตถูกเทรนด้วยการมีดนตรีเป็นเครื่องรบกวน ดนตรีแทนที่จะเป็นสิ่งที่พาให้ลึกซึ้งละเอียดยิ่งขึ้น มันเป็นตัวรบกวน เป็นนอยส์ ที่คอยดึงความสนใจออกไป
แล้วพอมานั่งฟังดนตรีจริงๆ ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน นั่งฟังมันจริงๆ ให้เกินสัก 10 นาที โดยไม่ต้องทำอย่างอื่น ผมไม่รู้ว่ามันจะทำกันได้หรือเปล่า
คุณกำลังพูดถึงประเด็นเดียวกันกับการเจริญสติ?
ใช่ เดี๋ยวนี้ คุณลองไปเดินตามถนน เข้าไปตามสวนสาธารณะ ก็เปิดเพลงเสียงดังสมัยก่อน ผมไปเดินเล่นสวนหลวง ร.9 ดีนะ สดชื่น แต่พอติดลำโพง ผมก็ไม่เคยไปอีกเลย เดี๋ยวนี้รถเมล์ยังเปิดอยู่รึเปล่า รถไฟฟ้า ผมก็เห็นเอามิวสิควิดีโอมาฉาย ก็เปิด ผมว่านี่คือการละเมิดสิทธิในความเงียบของผู้คน ผมคิดว่ามันต้องมีนะ สิทธิในความเงียบ ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่มี
ผมจำได้เลยช่วงที่ผมเป็นอาจารย์ธรรมศาสตร์ใหม่ๆ ผมขึ้นรถเมล์ไปทำงาน แล้วเจอบัสซาวด์ ผมจำได้ว่าเมื่อก่อนผมไปทำงานก่อน 6 โมง ขึ้นรถเมล์ได้ที่นั่ง ผมก็จะเอาหนังสือไปนั่งอ่าน กว่าจะไปถึงก็สบาย รถติดก็สบาย อ่านหนังสือได้เป็นเล่มเลยล่ะ พอมีบัสซาวด์ ผมไม่ไหวเลย แล้ว โดยเฉพาะเพลงที่ตะคอกออกมากระแทกใส่หัวผมในเช้าวันหนึ่ง (ขอสงวนชื่อเพลง) ทำให้ผมไม่ลืม นับจากนั้น ผมไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือบนรถเมล์อีก พอมีเพลงแล้วผมจะเสียสมาธิ ผมฟังดนตรีในฐานะที่มันเป็นแบ็คกราวด์ไม่ได้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2550



