storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


ภาพของเพื่อน

- วรพจน์ พันธุ์พงศ์ -


วันนี้, กันยายนปีที่แล้ว ผมอยู่ปัตตานี

ไม่มีเหตุผลใดมากไปกว่าใจบงการ มันเป็นงานในความหมายเดียวกันกับชะตากรรมชีวิตซึ่งหากมีโอกาสคิดและเลือกใหม่ ผมก็จะเลือกคำตอบเดิม

ความจริง สิ่งที่ค้นพบและกระทบกระเทือนความรู้สึก ผมเขียนเล่าไว้หมดสิ้นแล้วในหนังสือ ‘ที่เกิดเหตุ’ รวมทั้งเรื่องราวของเพื่อนหนุ่มชื่อ ‘เต้’ ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ที่ร่วมรอนแรมอยู่ในแผ่นดินแปลกหน้าด้วยกันเป็นปี

เขาคือส่วนสำคัญในชีวิตของผมที่นั่น

สำคัญอย่างไร ผมเคยลากเส้นดินสอสเก็ตช์ภาพคร่าวๆของเขาเอาไว้..


ผมเจอเต้ครั้งแรกๆ ในสำนักงานแห่งหนึ่งย่านรามคำแหง เขาเป็นพนักงานอีกแผนกหนึ่งที่ชอบหนีงานมานั่งเลียบๆ เคียงๆ ข้างโต๊ะทำงานผม มาถึงก็เอาแต่ก้มหน้าอ่านหนังสือมากกว่าจะพูดจา แต่แสดงทรรศนะที ผมก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้ฉลาด มีชั้นเชิง เป็นนักฟังที่ดี เป็นรุ่นน้องที่มีสัมมาคารวะ สนใจหนังและหนังสือมาก ชอบถ่ายรูป โดยเฉพาะรูปขาวดำ

ว่างๆ เขามักถือหนังสือว่าด้วยภาพถ่ายเชิงสารคดีข่าวมาแบ่งปันให้ดูเสมอ และนาทีนั้น ประกายในแววตาของเขาจะยิ่งแจ่มจ้า เมื่อได้เล่าถึงช่างภาพคนสำคัญระดับโลก เล่าถึงการทำงานชนิดลืมกลัว ลืมตาย

ผมรู้สึกได้ว่าเขามีวิญญาณผจญภัยอยู่ในตัวไม่น้อย หรือถึงไม่มี ก็ชื่นชมผู้อื่นและอยากพาตนเองไปสู่วิถีเช่นนั้น

รูปลักษณ์ของเขาจัดอยู่ในหมวดหมู่ผู้ชายสมัยใหม่ แต่หัวใจกลับเอนเอียงไปทางซีกโลกโบราณ ยึดถือมิตรภาพ กล้าได้กล้าเสียและมีอารมณ์ศิลปิน

คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้บุพการีเหนื่อยใจพอสมควร เพราะเขาอยู่ในเงื่อนไขที่ดีทุกอย่าง เรียกว่าถ้าจะทำมาหาเงินแข่งกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน นอกจากไม่แพ้ใคร เขาน่าจะขึ้นยืนแป้นอยู่เหนือคนอื่นด้วยซ้ำ แต่ก็นั่นแหละ ตั้งแต่จบสถาปัตย์ฯ ลาดกระบังออกมา เขากลับแกล้งลืมเลือนมันไปง่ายๆ คล้ายคนไม่เคยมีความทรงจำร่วมกับงานขีดเขียนคำนวณ

ไม่แน่ใจว่านิตยสารเล่มเล็กๆ และเลิกไปแล้วนามว่า open จะมีอิทธิพลกับชีวิตเขามากน้อยแค่ไหน เท่าที่จำได้ เขาเคยบอกผมว่ามันเป็นสินค้าชนิดหนึ่งที่เขาควักเงินจ่ายได้โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง หรือลังเล เป็นสินค้าเกือบชนิดเดียวบนแผงที่เติมแรงบันดาลใจได้ดีอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

วันที่ผมพาเขาไปพบ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการผู้ก่อตั้งหนังสือ เป็นวันที่เขามีความสุขมาก ผมไม่แปลกใจว่าทำไมที่ผ่านมาเขาถึงชอบสวมใส่เสื้อยืดที่มีสกรีนบนอกว่า ‘คุรุ ผีเสื้อ และลมตะวันตก’ ในเมื่อมันเป็นชื่อหนังสือของนักเขียนคนดังกล่าว คนที่เขาชมชอบฝีมือ และทัศนคติอันแตกต่างจากโลกทุนนิยม..

ถ้าไม่เมา เขาไม่ค่อยพูดเท่าไร แต่ถึงเริ่มเมาแล้วก็เอาแต่ยิ้มหน้าแดงและพูดน้อยกว่าทุกคนในวงอยู่ดี

ผมนึกไม่ออกว่าทำไมถึงสนิทกับเขา เพราะอายุเราก็แตกต่างห่างกันร่วมสิบปี เขายังไม่เคยมีแฟนและแทบไม่รู้จักความรัก ขณะที่ผมมีลูกโตจนจะเป็นสาว เขาเป็นคนเมือง ผมเป็นคนบ้านนอก เขาเป็นผู้ชายติดบ้าน ผมเป็นยิปซีเผ่าสุดท้าย ใช้ชีวิตอยู่ด้วยการเร่ร่อน เหนืออื่นใด เราไม่ค่อยได้คุยกันสักเท่าไร หมายถึงช่วงที่ทำงานอยู่ในสังกัดเดียวกัน นึกๆดูอีกที อาจเป็นช่วงที่ผมตั้งใจจะเริ่มงานชิ้นใหม่

ใช่, มีงานทำอยู่ดีๆ ในที่สุดเขาก็ลาออกมาเอาจริงเอาจังกับการถ่ายรูป รูปที่ใครก็มองไม่ออกว่าจะทำเงินได้อย่างไรนั่นแหละ เขาอยากทำให้เห็นว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นมีคุณค่าน่าสนใจ

เมื่อรู้ข่าวว่างานชิ้นสำคัญของผมคือการลงไปเขียนเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ เขาแทบไม่ใช้เวลาไตร่ตรอง

เย็นวันนั้นเราเดินคุยกันอยู่ที่สวนสันติฯ ริมฝั่งเจ้าพระยา

“ผมไปด้วยนะพี่”

มันเป็นถ้อยคำสั้นๆ ที่มีพลังแปลกประหลาด

ใจหนึ่งผมยินดีมากที่จะมีเพื่อนร่วมทาง อีกใจอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าจะชักพาอนาคตของเพื่อนหนุ่มคนหนึ่งเข้ารกเข้าพงหรือเปล่า จะได้การงานที่วาดหวังไว้ไหม จะเอาตัวรอดจากอันตรายในพื้นที่ล่อแหลมสุ่มเสี่ยงอย่างไร คิดไปต่างๆ นานา ตามประสาคนเริ่มอายุมาก

ทว่าไม่กี่วันถัดมา ผมกับเขาก็นั่งอยู่ด้วยกันในรถไฟสายใต้

จากคนรู้จัก เขากลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่เราทั้งคู่ก็ไม่รู้เลยว่าปลายทางอยู่ที่ไหน รู้แต่ว่ามีเป้าหมายคล้ายคลึงกัน คือการบอกเล่าเรื่องราวของผู้คน บาดแผลและปัญหา โดยเฉพาะวิธีคิดที่จะประคับประคองเอาตัวรอดให้ได้ในสถานการณ์วิกฤติ อยากตั้งใจไปฟัง ไปดูให้เห็นกับตาจริงๆ ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ใช่นั่งคิดเอาเอง

เขาขับรถยนต์ได้ แต่ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น ผมขี่มอเตอร์ไซค์พอเป็น แต่ไม่มีความรู้ใดๆเกี่ยวกับรถเลย ฉะนั้น เวลาไปไหนมาไหน เราจะเปลี่ยนกันทำหน้าที่โชเฟอร์ ทั้งนี้ให้ยึดเอาพาหนะเป็นตัวตั้ง

จากสนามบอล วงข้าว วงเหล้า เขาคือคนที่ผมเห็นเป็นคนสุดท้าย ก่อนปิดเปลือกตาหลับนอน—ในแทบทุกคืน และตื่นมาเริ่มต้นวันใหม่ในเวลาไล่เลี่ยกัน

เดือนหนึ่งผ่านไป สองเดือนผ่านไป ผมไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขามากมายไปกว่าเดิมนัก ไม่รู้จักว่าบ้านช่องของเขาอยู่ที่ไหน พ่อแม่พี่น้องหน้าตาเป็นเช่นไร นิสัยวางเฉยของเราทำได้ดีเลวพอๆกัน คือถ้าไม่ถาม ก็ไม่เล่า เขาเคยบ่นเรื่องหญิงสาวให้ฟังบ้าง พยายามปรึกษาว่าควรทำอย่างไรดี แต่พอเห็นผมถือครองสถานภาพคลอนแคลนไม่แตกต่างกัน วันหนึ่งเขาก็เลิกถามไปเฉยๆ

ส่วนใหญ่เราคุยกันเรื่องการงานที่ทำไปแล้ว และกำลังจะไปทำ รองลงมาเป็นข่าวสารในแวดวงภาพถ่าย—หนังสือ และรองลงมาอีกเป็นชีวิตประจำวัน ประเภทกินอะไร ที่ไหน เตะบอลไหมวันนี้ ถ้ามีเรื่องอะไรขำๆ เขาจะจำเอามาเล่า

“โคตรตลกเลย” เขาชอบพูดคำนี้เกริ่นนำ ซึ่งบางทีผมเห็นด้วยว่าเรื่องนั้นน่าตลกจริง บางทีก็ไม่เห็นตลก แต่ผมชอบฟังทั้งนั้น ..ก็นานๆ เขาจะพูดสักที

เวลาผมแนะนำตัวกับใครสักคนว่าเป็นนักเขียนอิสระ เขาจะบอกว่าเขาเป็นช่างภาพอิสระมาก แต่ในอารมณ์คะนองๆ เขาจะพูดกลั้วเสียงหัวเราะว่าเป็นช่างภาพอิสลาม เพราะติดตามถ่ายภาพคนมุสลิมมาจนจะกลายเป็นเลือดเนื้อเดียวกัน

ทรงผมเกรียนๆบนหัวของเขา ผมเป็นคนตัด มันไม่ค่อยเรียบร้อยเกลี้ยงเกลาเท่าไร เพราะสายตาผมฝ้าฟางไปมาก เช่นเดียวกัน, ทรงผมเกรียนๆบนหัวผม เขาเป็นคนตัด มันเรียบร้อยดีเพราะเขาพิถีพิถันเสมอกับทุกกิจกรรม วางแผนเตรียมพร้อม ขนาดเดินทางยังพกปัตตาเลี่ยนมาเอง เช้าวันเสาร์—อาทิตย์ที่ไม่รีบออกไปไหน เราจะผลัดกันตัดผม แล้วซักผ้าผ่อน ก่อนจะมานั่งแช่อยู่บนโซฟา อ่านหนังสือพิมพ์ทั้งเก่าและใหม่ที่กองพะเนิน อ่านทั้งวันก็ไม่จบ โลกมีข่าวสารให้รับรู้มากมายเหลือเกิน

เขาเปิดเวบไซต์ดูภาพถ่ายขาวดำแทบทุกวัน ทั้งของเพื่อนคนไทยและฝรั่ง นานๆที ก็ส่งงานของตัวเองไปแจมบ้าง เขารู้จักผู้คนในสังคมเหล่านั้นหลายคน และพยายามค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆจากผู้เชี่ยวชาญ นานวันเข้า เขาเริ่มมีช่องทางธุรกิจรับล้าง/อัดภาพ มันไม่ได้ทำเงินมากมาย แต่ข้อดีคือทำให้มีรายได้ และพัฒนาทักษะให้ก้าวหน้าตลอดเวลา

ภาษาอังกฤษของเขาใช้งานได้ดี เพราะพื้นฐานการศึกษาแข็งแรง และสร้างโอกาสให้ได้ใช้มันอยู่เสมอ

บ่อยครั้งที่มองเขาแล้วผมคิดถึงเพื่อนหนุ่ม ศุภชัย เกศการุณกุล ที่เนรเทศตัวเองไปบ่มเพาะสรรพวิชาอยู่ปารีส สองคนนี้เหมือนกันไปหมด ทั้งรสนิยมภาพถ่าย ความเป็นผู้ดี และมีอารมณ์ขัน ว่าไปก็ไม่น่าเชื่อ วันหนึ่งสองคนนี้ก็ได้เจอกันโดยบังเอิญในเวบไซต์อะไรสักอย่าง คุยกัน ช่วยเหลือกัน ทั้งที่ไม่เคยเจอหน้ากันเลย ไม่รู้ด้วยว่าต่างคนต่างเป็นเพื่อนสนิทของผม

ราวกับว่าถ้าเป็นคนสำคัญ วันหนึ่งโลกก็จะพาให้มาเจอกันเอง

ผมคิดเอาเองว่าตอนนี้ทั้งคู่กำลังต้องมนต์ดำกล้องไลก้าเล่นงานอย่างถอดตัวไม่ขึ้น ไลก้าตัวเล็กๆ เหมือนนักท่องเที่ยวที่ไม่ประสีประสา แต่ใครจะรู้ว่านั่นแหละคือเวลาแห่งการงานที่รักของเขา

ลีลาการเข้าหาเป้าหมายของเต้ไม่เท่เหมือนเสือไล่ล่าเหยื่อ ใบหน้าเขาบ่งบอกความใจเย็น สงบ รอนานเท่าไรก็ได้ ใช้วิธีเนียนๆ หาจังหวะที่ลงตัวที่สุด เช่นเดียวกับภาพเชิงพอร์ตเทรต ผมไม่เคยเห็นเต้สั่งคนเป็นแบบเลย ใครจะยืนอย่างไร ปั้นหน้าตาอย่างไร ทุกอย่างปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ โดยเขาจะหาโอกาสเข้าทำเอง

ชุดทำงานของเขาคือเสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ เอ่อ แตะแบบมีดีไซน์ และดูอย่างไรก็ไม่มีพลังงานของความดิบเถื่อน ไม่ให้เกียรติผู้คนและสถานที่ คงเพราะบุคลิกความเป็นผู้ดีของเขาแข็งแรง ดวงตากลมโตนั้นปราศจากพิษภัย ผู้ใหญ่เอ็นดู เด็กๆรัก สนุก อยากร่วมงานด้วย เรื่องแบบนี้บางทีอาจต้องใช้ชาติภพที่แล้วมาอธิบาย คงทำบุญมาดี เพราะว่าไปมันก็ไม่มีเหตุผลที่ทำไมคนคนหนึ่งถึงน่าไว้ใจ ทั้งที่เพิ่งเจอกัน

แม่ค้าบางคนแทบจะมองเขาเป็นลูก ทั้งที่เขาก็ทำตัวปกติเหมือนลูกค้าทั่วไป แต่มันไม่ปกติ

คำว่า ‘พรสวรรค์’ อาจมีที่มาทำนองนี้

เขารู้ทฤษฎีแสง จัดไฟได้ แต่รักแสงตะวันมากกว่า

เขาเป็นคนหนุ่ม ยังทำงานมาไม่มาก แต่ผมอยากพยากรณ์ว่าถ้าไม่ถูกผีอำนาจเงินตราเข้าสิงจนลืมศรัทธาความเชื่อเดิมๆ หรือไม่เปลี่ยนแนวไปเอาดีทางธรรม เบื่อโลก และเลือกบวชโดยไม่สึก ไม่ช้าไม่นาน เขาจะเติบโตเป็นช่างภาพสารคดีที่มีทิศทางของตัวเอง

และไปได้อีกไกลในโลกภาพถ่าย

...

วันนี้, กันยายน 2550 ผมอยู่กรุงเทพฯ

กำลังตัดกระดาษ คิดคำ เขียนเรื่องราวสั้นๆบางส่วน เพื่อใช้ในงานนิทรรศการภาพถ่าย—ภาพของเพื่อนหนุ่ม ธวัชชัย พัฒนาภรณ์

ถ้าคุณสนใจและพอมีเวลาว่าง ก็ขอเชิญไปเที่ยวชม

เข้าใจว่าน่าจะได้สาระและความบันเทิงพอสมควร

งานเริ่มวันที่ 29 กันยายนนี้ ที่แกลเลอรี่ชื่อ on art อยู่ซอยโรงพยาบาลวิชัยยุทธ 1 ใกล้สถานีรถไฟสามเสน (โทร.02 619 7304) จัดแสดงถึงวันที่ 26 ตุลาคม (หยุดวันจันทร์)

วันเปิดงานมีเสวนา ‘ความจริงจากที่เกิดเหตุ’ โดย ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ และ พรภิรมย์ แสนรักษ์ ครูหนุ่มจากปัตตานี เริ่มเวลา 17.00 น ต่อด้วยดนตรีจาก มาโนช พุฒตาล และเพื่อน

บทกวีโดย ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

ชาติ กอบจิตติ ให้เกียรติเป็นประธาน

...

แล้วเจอกันครับ


ดูรายละเอียดเพิ่มเติม



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter