Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon


พูดความจริง

ชื่อหนังสือ: พูดความจริง

ผู้เขียน: สุภิญญา กลางณรงค์

พิมพ์ครั้งแรก: สิงหาคม 2550

ราคา: 180 บาท


พูดความจริง (The Truth Be Told)

ชีวิตที่เริ่มจากการเป็นนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ เลือกเรียนภาควิชาการสื่อสารมวลชนเพื่อออกไปเป็นนักข่าว แต่สุดท้ายผันตัวเองไปเป็นเอ็นจีโอด้านสื่อ ทำงานเคลื่อนไหวจนนำไปสู่การมีเรื่องกับเจ้าของสื่อ กลุ่มทุนด้านสื่อ กระทั่งมาถึงบรรษัทยักษ์ใหญ่ด้านกิจการสื่อสารและโทรคมนาคมของนายกรัฐมนตรีในท้ายที่สุด

ถือได้ว่า เส้นทางการทำงานในชีวิตได้เข้าสู่จุดสูงสุดในช่วงตลอด 3 ปีเต็มที่ผ่านมา ในบทบาทเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ที่ต่อสู้คดีความกับบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร

แม้วันนี้เรื่องราวจะจบลงแล้ว แต่ความทรงจำยังคงกระจ่างชัด


ใครพอคุ้นเคยกับเส้นทางบนถนนรัชดาฯในกรุงเทพมหานครคงรู้ว่า ด้านซ้ายมือของถนนเส้นนี้เมื่อมาจากทางลาดพร้าว จะเห็นตึกใหญ่ๆ น่าเกรงขามสามสี่ตึกทอดตัวเรียงรายเป็นระยะทางกว่ากิโลเมตร ตึกดังกล่าวเป็นที่ตั้งของสถาบันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเสาหลักหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย นั่นคือศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง และศาลอาญา หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ศาลอาญารัชดาฯ”

ผู้เขียนตื่นเต้นเสมอเวลาเดินทางผ่านถนนสายนี้ จนมักต้องหยุดคิดเรื่องอื่นแล้วหันไปมองตัวตึกศาลอาญา แล้วระลึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา พร้อมกับรู้สึกแผ่เมตตาในใจ ภาพอดีตในสมองช่วยสร้างอารมณ์ความรู้สึกเย็นวาบๆ เมื่อนึกถึงห้องพิจารณาคดี หน้าท่านผู้พิพากษา โรงอาหารที่จอแจด้วยบรรดาคนค้าความ ทั้งทนาย โจทก์ และจำเลย นึกถึงคนมาให้กำลังใจ บรรยากาศโดยรอบ รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกและการแสดงออกของตนเองในช่วงเวลานั้น ตั้งแต่ตอนเดินขึ้นบันไดสูงๆ ที่เรียกกันว่า “ตีนโรงตีนศาล” เพื่อขึ้นลิฟท์ต่อไปยังห้องพิจารณาคดี จากนั้นก็พูดคุยกับทนายของเรา ทักทายทนายของเขา ให้สัมภาษณ์นักข่าว คุยกับคนที่มาฟังการพิจารณาคดี จากนั้นก็เข้าห้องน้ำเพื่อตั้งสติและทำใจเป็นเวลานาน จนกระทั่งไปนั่งอยู่ในห้องพิจารณาคดีนานๆ หลายวันติดกัน โดยไม่ได้พูดอะไรเลย นอกจากฟังอย่างเดียว และเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมายจากการต่อสู้คดีในฐานะจำเลยที่หนึ่งกับบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ชินคอร์ป ซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ฟ้องร้องผู้เขียนและหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ในคดีหมิ่นประมาท ทั้งทางอาญาและแพ่ง ซึ่งมีโทษสูงสุดทางอาญาคือถูกจำคุกไม่เกินสองปี และโจทก์เรียกค่าเสียหายทางแพ่งเป็นจำนวนเงิน 400 ล้านบาท กลายเป็นคดีที่สร้างภาพลักษณ์ติดตัวผู้เขียนมาจนถึงปัจจุบัน

จะว่านานก็นาน หรือเวลาผ่านไปเร็วก็ใช่ เมื่อย้อนดูเรื่องราวของตนเองที่ผูกพันใกล้ชิดกับความเคลื่อนไหวทางการเมืองระดับชาติ ซึ่งภายหลังได้ขยายไปในระดับสากล ชีวิตผู้เขียนหักเหไปมาก เช่นเดียวกับการบ้านการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงในเวลาอันรวดเร็ว จนถึงวินาทีนี้ ผู้เขียนยังคงตั้งหลักได้ไม่ดีนักกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่แรกๆ ผ่านภาพลักษณ์เรื่องการต่อกรกับนักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรี และบริษัทยักษ์ใหญ่ ในประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นครั้งนั้น รวมทั้งการร่วมขบวนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อล้มรัฐบาลทักษิณ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมให้เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ดังนั้นบทบาทและงานของผู้เขียนถือได้ว่าเป็นจิ๊กซอว์ย่อยๆ ตัวหนึ่งในบทเปลี่ยนผ่านการเมืองไทย จากระบอบประชาธิปไตยมาสู่ระบอบทหารยึดอำนาจอีกครั้ง เสมือนเราหนีเสือมาปะจระเข้แล้วยอมกลับไปเจอเสืออีกครั้งหนึ่ง โดยไม่เคยมีคำว่า “ปฏิวัติครั้งสุดท้าย” ในสังคมไทย

ชัยชนะจากการต่อสู้ในสิ่งที่เราเชื่อมั่นในวันนั้นคงเป็นแค่เพียงภาพลวงตา ซึ่งจริงๆ แล้วอาจสะท้อนถึงความพ่ายแพ้ของหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยในสังคมไทย ดังที่มีคนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์กรณีการต่อสู้ของเรา ซึ่งหมายถึงทั้งการต่อสู้ในคดีความของผู้เขียน การต่อสู้ของสื่อสารมวลชน รวมถึงขบวนการต่อต้านกับรัฐบาลทักษิณทั้งหมด ว่าเป็นการสร้างเงื่อนไขให้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉวยโอกาสก่อรัฐประหาร ก่อนจะกลายร่างไปเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่มีอำนาจแต่งตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นำโดยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งยังตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ (สสร.) และองค์กรตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ ได้ตามอำเภอใจ

ความเสียหายประการสำคัญของการรัฐประหารคือ การใช้อำนาจทางการทหารเข้ามาปกครองประเทศ ทำการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และล้มล้างหลักการเรื่องอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยหันไปอ้างว่าตนเองมีความชอบธรรมจากฉันทานุมัติของประชาชนที่เบื่อหน่ายกับรัฐบาลทักษิณ อันมีสาเหตุมาจากปัญหาการคอร์รัปชั่นและความวุ่นวายทางการเมือง

เราต้องแลกกับการขับไล่รัฐบาลทักษิณให้ออกไป ด้วยการยอมถอยหลังไปสู่การใช้ระบบเผด็จการทหาร ภายใต้คำอธิบายว่านั่นเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” เราต้องอยู่ภายใต้การประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งเขาเอาไว้ใช้ในยามประเทศมีศึกสงคราม โดยที่เราบอกตัวเองว่าไม่เห็นรู้สึกถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ แม้จะมีกฎอัยการศึกประกาศโครมๆ ก็ตาม เช่นเดียวกับสื่อมวลชนที่ไม่ได้รู้สึกว่าสิทธิเสรีภาพถูกคุกคามเท่ากับช่วงรัฐบาลทักษิณ แม้จะมีทหารถือปืนมายืนคุมที่สถานีโทรทัศน์ หรือเมื่อถูกเชิญจาก คมช. ให้ไปพบและกินข้าวด้วยหลายครา เพื่อขอร้องว่ากรุณาอย่าทำให้ คมช. ผิดหวัง หรือการที่ฝ่ายสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มที่คัดค้านการรัฐประหาร ถูกมองว่าเป็นพวก “คลื่นใต้น้ำ” ถูกกล่าวหาเป็นคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศ ทำให้ถูกลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออก เป็นต้น

ถ้าสามัญสำนึกเบื้องต้นของเราบอกว่า การรัฐประหารเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง แม้จะมีคำอธิบายถึงความจำเป็นมากมาย แต่สุดท้าย สิ่งที่เริ่มต้นก็ไม่ถูกต้องแล้ว ระยะยาวจะนำไปสู่สิ่งที่ดีและถูกต้องได้อย่างไร

สิทธิและเสรีภาพที่เราเคยเรียกร้อง ปกป้อง หวงแหน ในสมัยรัฐบาลทักษิณ วันนี้เราพร้อมจะแลกกับมันด้วยการบอกว่า เรายอมมีเสรีภาพน้อยลงก็ได้ เป็นเผด็จการมากหน่อยก็ดี ถ้าจะสามารถสยบสิ่งที่ถูกเรียกว่าระบอบทักษิณได้อยู่หมัด ผู้เขียนไม่อาจรับได้กับตรรกะเช่นนี้

ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว อะไรคือระบอบทักษิณที่ถูกสถาปนาขึ้นมา ใช่คุณทักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทยหรือวงศ์วานว่านเครือเขา หรือกลุ่มคนที่เคยสนับสนุนระบอบทักษิณมาตั้งแต่แรก เช่นสื่อในเครือผู้จัดการหรือกระทั่งคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ การคอร์รัปชั่นทั้งปวงนั้น ข้าราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า อีกทั้งนโยบายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย เช่น การเข่นฆ่าประชาชนกว่า 3,000 คนในสงครามต้านยาเสพติด หรือการสร้างเงื่อนไขความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ เช่นกรณีการปราบปรามกลุ่มคนมุสลิมที่มัสยิดกรือเซะและการล้อมปราบผู้ชุมนุมกรณีตากใบ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ ต้องรับผิดชอบกับปัญหานี้ด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับการขายหุ้นชินคอร์ปให้กับกองทุนเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ บริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการซื้อขายหุ้นอย่างเปิดเผย เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่ ถ้าสิ่งเหล่านั้นเป็นความผิด ทำไมคนที่รับผิดชอบจึงกลายเป็นคนคนเดียว

ดังนั้น การพูดถึงการล้มล้างระบอบทักษิณในลักษณะที่เน้นบดขยี้ที่ตัวคุณทักษิณและครอบครัว โดยไม่ได้มององคาพยพทั้งหมดที่ล้วนมีส่วนทำให้รัฐบาลทักษิณแข็งแกร่งขึ้นมา จึงเป็นการหาแพะรับบาป โดยปฏิเสธความรับผิดชอบของคนที่เคยอยู่ในวังวนผลประโยชน์ร่วมกับสิ่งที่เรียกว่าระบอบทักษิณ แต่เมื่อบัดนี้มายืนอยู่ฝ่ายตรงข้าม เลยต้องเป็นฝ่ายโจมตีและสร้างภาพให้คนกลัวระบอบทักษิณอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ต่อไปใช่หรือไม่ โดยลืมมองไปว่า การที่สังคมไทยต้องตกอยู่ในอำนาจการปกครองของทหารนั้น มีความน่ากลัวและอันตรายเพียงใดในระยะยาว

สำหรับผู้เขียนแล้ว การสร้างภาพระบอบทักษิณเสมือนเป็นปีศาจเพื่อให้ประชาชนหวาดกลัวนั้น ทำให้ผู้คนลืมคิดไปว่าสุดท้ายประชาชนเองอาจจะไม่ได้อะไรเป็นการตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่สูญเสียไปเลยก็เป็นได้

แม้ผู้เขียนจะเป็นหนึ่งในคนที่คิดว่าระบอบทักษิณมีอยู่จริงและเป็นภัยต่อประชาชน แต่ก็ไม่เคยคิดว่าการรัฐประหารจะเป็นคำตอบที่ดีหรือถูกต้องสำหรับสังคมไทย ถึงขั้นที่มันไม่ควรถูกถือว่าเป็นคำตอบเลยด้วยซ้ำ คนที่เชื่อมั่นในหลักการเรื่องสิทธิและเสรีภาพ คงยากที่จะยอมรับความชอบธรรมของการรัฐประหาร การล้มล้างรัฐธรรมนูญ การประกาศกฎอัยการศึกและการห้ามประชาชนแสดงออกทางการเมืองโดยอิสระ

ในฐานะหนึ่งในกลุ่มคนที่เผชิญวิบากกรรมจากรัฐบาลทักษิณ และคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลทักษิณเป็นความเลวร้ายมากสุดแล้วของสังคมไทย ผู้เขียนกลายเป็นหนึ่งในขบวนผู้คนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลทักษิณ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วันนี้จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผลด้านลบที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารได้ แม้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรอบข้าง เช่น ครอบครัว ญาติมิตร เพื่อนฝูง หรือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของผู้เขียน จะยินดีที่มีการรัฐประหาร และกล่าวชื่นชมสรรเสริญที่เราเป็นส่วนหนึ่งของการล้มรัฐบาลทักษิณได้ แต่ในใจลึกๆ ของผู้เขียนกลับรู้สึกปั่นป่วนและเต็มไปด้วยความเศร้าใจ

ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเคยรู้สึกปลื้มปิติและมีความสุขที่ได้เห็นขบวนมหาประชาชนลุกขึ้นมาตื่นตัวทางการเมือง เดินขบวนต่อต้านอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม เช่นเดียวกับวันที่ศาลตัดสินให้ผู้เขียนและไทยโพสต์ชนะคดีความต่อบริษัทชินคอร์ป ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทักษิณที่ฉุดให้รัฐบาลอยู่ในภาวะขาลงอย่างที่สุด และเป็นส่วนหนึ่งที่เสริมส่งให้คดีความของผู้เขียนเดินไปอยู่ในจุดสูงสุด จนกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการเอาชนะรัฐบาลทักษิณไปโดยปริยาย เสรีภาพและชีวิตของเราจึงเป็นผลส่วนหนึ่งจากขบวนการไล่ทักษิณโดยตรง แต่มันก็น่าเศร้าตรงจุดจบที่ชัยชนะของตัวเราและชัยชนะของประชาชนนั้นถูกใช้ไปเพื่อการใช้กำลังของผู้มีอำนาจ การรัฐประหารได้เข้าสลายอำนาจของประชาชนให้กลายเป็นพลังที่ไร้ความหมายในชั่วข้ามคืน

จนถึงวันนี้ ผู้เขียนก็ยังไม่รู้จะทำงานด้วยความรู้สึกมั่นใจเช่นเดิมต่อไปได้อย่างไร ในวันนั้นที่หลายคนคิดว่าผู้เขียนชนะ สังคมไทยชนะมาแล้วหลังค่ำคืนของการยึดอำนาจ แต่ผู้เขียนยังคิดตรงกันข้ามกับคนที่เราเคยคิดเหมือนกันกับเขา การมีจุดยืนไม่ยอมรับและไม่ร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารส่งผลให้ผู้เขียน และ คปส. โดดเดี่ยวออกจากพันธมิตรและเครือข่ายปฏิรูปสื่อที่เคยร่วมงานกันมาในช่วงต่อสู้กับรัฐบาลทักษิณ นับเป็นความรู้สึกที่หม่นหมองเนื่องจากกลุ่มคนส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการรัฐประหารคือคนที่มีบุญคุณกับผู้เขียน และ คปส.ในการสู้คดีกับชินคอร์ปตลอดมา

ขณะที่ผู้เขียนและ คปส. ยังคงร้องหาสิทธิเสรีภาพให้กับสื่อและการแสดงออกของพลเมือง และคัดค้านการใช้อำนาจรัฐเผด็จการ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำงานเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง แต่มาวันนี้ ในสายตาของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ซึ่งเป็นพันธมิตรจำนวนหนึ่ง เรากลับกลายเป็นคนไร้เดียงสา ไม่เข้าใจสถานการณ์และตกเป็นเครื่องมือของระบอบทักษิณไปเสียแล้ว ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเห็นต่างกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือคนกลุ่มที่คัดค้านการรัฐประหาร คนกลุ่มที่เชื่อมั่นหลักการประชาธิปไตย หรือกระทั่งกลุ่มประชาชนที่รักและสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย ก็มองเราว่าเป็นพวกหามเสลี่ยงให้เผด็จการเข้ามายึดอำนาจ ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และทำลายหลักการประชาธิปไตย มอง คปส. เป็นฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน

การต้องตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ แน่นอนที่สุดว่าทำให้การทำงานมีแต่ความลำบากใจ โดยเฉพาะเมื่อยังต้องดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ ที่ต้องแสดงจุดยืนทางการเมืองเหมือนที่เป็นมา

ถ้าเรามีจุดยืนไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร มันก็ยากที่จะทำงานรณรงค์เรื่องการปฏิรูปสื่อต่อไปได้อย่างมีเป้าหมาย เนื่องจากองค์กรพันธมิตรที่ทำงานปฏิรูปสื่ออื่นๆ อาจเห็นเป็นโอกาสที่จะใช้สภาวะสุญญากาศนี้ผลักดันกฎหมายเพื่อการปฏิรูปสื่อดีๆ เช่น เรื่องโทรทัศน์สาธารณะหรือกฎหมายสื่อมวลชน ผ่านรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่ได้อยู่ใต้อำนาจของนักการเมือง แต่เมื่อเรามีจุดยืนทางการเมืองที่ไม่เชื่อเช่นนั้น ย่อมทำให้เราต้องโดดเดี่ยวตนเองจากขบวนการและเพื่อนพ้องพันธมิตรที่ทำงานสนับสนุนรัฐบาล และ คมช. อย่างค่อนข้างสิ้นเชิง ดังนั้นความรู้สึกในขณะนี้จึงเป็นความหดหู่ เพียงชั่วข้ามคืน จากพลังที่เราเคยยืนหยัดอยู่กับมวลมหาประชาชนซึ่งต่อสู้ในสิ่งเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน มาบัดนี้กลับกลายเป็นความขัดแย้ง

หลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยที่หลายคนเคยพูดโฆษณาชวนเชื่อเมื่อครั้งต่อสู้กับรัฐบาลทักษิณ วันนี้จึงไม่มีความหมายอีกต่อไป ถ้าสิทธิเสรีภาพมีได้แต่กับคนที่ยังคงต่อต้านทักษิณและสนับสนุนการรัฐประหาร ไม่ใช่กับคนที่มีความคิดทางการเมืองแตกต่างจากคนกลุ่มนี้

นี่ไม่ใช่แค่เผด็จการทางการเมือง แต่เป็นเผด็จการทางความคิด ถ้าเขาสามารถห้ามให้คนคิดได้ เขาคงทำไปแล้ว

ถ้าเราต้องต่อสู้เพื่อหนีจากเผด็จการทหาร ไปสู่เผด็จการนายทุนหรือเผด็จการรัฐสภา เพื่อกลับมาสู่เผด็จการทหารและระบอบที่เรียกว่า “อำมาตยาธิปไตย” หรือระบอบขุนนางเป็นใหญ่ แล้วประชาชนคนเล็กๆ อย่างพวกเรา จะลุกขึ้นมาต่อสู้กันทำไมให้เหนื่อยเปล่า

เมื่อการต่อสู้ไม่ได้ก้าวไปข้างหน้า แต่ถอยหลังแบบก้าวกระโดด แล้วเราจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เราเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร นอกจากแอบไปตั้งหลักอยู่เงียบๆ แล้วทำใจ

เมื่อรู้เช่นนี้ ผู้เขียนตั้งคำถามกับตนเองว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะยังศรัทธา และมีพลังในการทำงานการเมือง ตรวจสอบรัฐบาลประชาธิปัตย์และรัฐบาลทักษิณแบบเอาเป็นเอาตายอยู่อย่างเดิมหรือไม่ เหมือนที่ทำมาตลอดในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

เนื่องจากผู้เขียนเพิ่งเริ่มทำงานเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ดังนั้นจึงมีประสบการณ์ในการเผชิญกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น เริ่มจากรัฐบาลคุณชวน หลีกภัย มาสู่รัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งผู้เขียนรู้สึกว่าหนักหน่วงแล้ว แต่ช่วงที่ต้องทำงานภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ทำให้เพิ่งรู้สึกว่านอกจากจะไม่ง่ายไปกว่าเดิมแล้ว แต่กลับน่ากลัวมากยิ่งขึ้น ทุกคนกลัวความรุนแรงที่สุดท้ายจะหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านจะออกมารับประกันเอาไว้ว่า การรัฐประหารครั้งนี้พิเศษและดีกว่าทุกครั้ง รับรองว่าไม่มีอะไรน่ากลัว แต่ความเป็นเหตุและผล รวมถึงลางสังหรณ์บอกกับผู้เขียนว่า มันมีความน่ากลัว น่ากังวล รอคอยอยู่แน่นอน คลื่นใต้น้ำที่ถูกพูดถึงนั้นมีอยู่จริง แต่มิใช่ลำพังคลื่นใต้น้ำของคนที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ หากคือคลื่นใต้น้ำที่สั่งสมความอึดอัดไม่พอใจต่อการกลับมาของระบอบอำนาจนิยมแบบตรงไปตรงมาเต็มรูปแบบดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สุดท้าย ชนวนที่จะถูกจุดเพื่อนำไปสู่ความล่มสลายของอำนาจรัฐปัจจุบัน ย่อมหนีไม่พ้นจากเงื่อนไขที่เกิดขึ้นเพราะความพยายามในการปิดหู ปิดตา ปิดปาก ปิดกั้น ข่าวสารและการแสดงออกของประชาชนอย่างเสรี ซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา


ผู้เขียนผ่านสามปีอันเลวร้ายที่ต้องต่อสู้กับตัวเองมาได้แล้ว ถ้ายังจะก้าวเดินต่อไปในเส้นทางสายนี้ เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าเราพร้อมหรือไม่พร้อมจะเจออะไร ส่วนสังคมไทย แม้ไม่ปรารถนา แต่สิ่งร้ายและดีรอเราอยู่แน่นอน

ไม่ว่าวิกฤตวันนี้จะคลี่คลายไปอย่างไร ในฐานะปัจเจกบุคคล มันคงไม่ยากเกินไปที่เราจะเผชิญ การทบทวนอดีต ตั้งสติกับปัจจุบัน และมีความหวังกับอนาคต ยังเป็นคำปลอบโยนที่ดีให้กับตนเองได้เสมอ สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานการเมืองและการมีบทบาทต่อสาธารณะคือ อดีตจะคอยไล่ล่าเรา ดังนั้น ความไร้เดียงสาอย่างหนึ่งอย่างใดในอดีตที่ผ่านมา ต้องเก็บมันไว้เป็นบทเรียนสอนใจ เพื่อให้การก้าวเดินต่อไปรอบคอบมากขึ้น โดยยังคงมุ่งมั่นและไม่ละความศรัทธาบางอย่างที่หล่อเลี้ยงจิตใจเราตลอดมา

สุภิญญา กลางณรงค์


สั่งซื้อหนังสือได้ที่นี่



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter