อินชา อัลลอฮ์ ตามประสงค์ของพระเจ้า
ชื่อหนังสือ: อินชา อัลลอฮ์ ตามประสงค์ของพระเจ้า
ผู้เขียน: ภาณุ มณีวัฒนกุล
พิมพ์ครั้งแรก: มิถุนายน 2550
ราคา: 195 บาท
เรื่องควรรู้ก่อนเยือนปากีสถาน
ปากีสถานอาจไม่ใช่ประเทศน่าท่องเที่ยวหรือเดินทางไปเยี่ยมเยือนเป็นอันดับแรกของหลายคน
ทว่าสำหรับบางคน ปากีสถานอาจเป็นหนึ่งในแผนการเดินทางแบบผจญภัย ที่อาจแม้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่มีความท้าทายอยู่ในอันดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมู่คนหนุ่มสาวผู้ต้องการเดินทางท่องเที่ยวสู่ดินแดนที่มีความแตกต่างไปจากสภาพแวดล้อมและความเคยชิน
แม้ประเทศแห่งนี้ไม่ใช่ประเทศที่เต็มไปด้วยความเย้ายวนชวนให้เที่ยวเหมือนอินเดีย แต่ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่ประเทศซึ่งเมื่อกว่าห้าสิบปีมาแล้ว เคยเป็นส่วนหนึ่งของอินเดียแห่งนี้ กลับมีอะไรมากมายชวนให้คำนึงถึงอินเดีย
จริงอยู่ที่ว่า การพูดถึงอินเดียกับปากีสถานในเชิงเปรียบเทียบค่อนข้างเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อประเทศปากีสถาน ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือในแง่ศักยภาพการท่องเที่ยวทั้งระบบ
ประการแรกที่สนับสนุนความเชื่อ (ส่วนตัว) ข้างต้นคือ เพราะปีหนึ่งๆ อินเดียมีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศปีหนึ่งนับล้านคน ขณะที่ปากีสถานมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยว (นับเฉพาะนักท่องเที่ยว ไม่รวมเข้าไปทำการค้า) ปีละไม่ถึงล้านคน (หลัง ค.ศ. ๒๐๐๑)
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว นักท่องเที่ยวจึงมักพบความไม่สะดวกสบายเท่าที่ควรจะได้รับ หรือเท่าที่คิดว่าตนเองควรได้รับ เมื่อเดินทางอยู่ในประเทศอายุไม่ถึงแปดสิบปีแห่งนี้
นับตั้งแต่เรื่องยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศไปทีเดียว
ความจริง เรื่องวีซ่าก็ไม่มีปัญหาอะไรหนักหนา ทว่ามีอยู่หนึ่งข้อกังขา ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องระบุชื่อที่พักลงไปให้ชัดเจน กรณีนี้แหละที่หลายคนเจอปัญหา คือไม่สามารถหารายชื่อโรงแรมที่พักในปากีสถานได้ ปัญหานี้เกิดขึ้นในหมู่นักท่องเที่ยวอิสระ (ซึ่งไม่มีบริษัททัวร์รับผิดชอบตรงนี้ไป)
กรณีนี้ แนะนำให้ใส่ชื่อที่พักขององค์การท่องเที่ยวปากีสถาน หรือที่รู้จักว่า PTDC ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลเรื่องการท่องเที่ยวของประเทศลงไป เท่านี้ก็น่าจะหมดปัญหา
สำหรับการเดินทางสู่ประเทศปากีสถานในปัจจุบัน ก็นับว่ามีความสะดวกหรือมีทางเลือกอีกทางหนึ่ง เพราะจากประเทศไทย นอกจากสายการบินปากีสถานแอร์ไลน์แล้ว ยังมีสายการบินไทยแอร์เวย์บินตรงจากกรุงเทพฯสู่อิสลามาบัดและการาจี เช่นเดียวกับขากลับกรุงเทพฯ
ซึ่งผมคิดว่าน่าจะสะดวกที่สุดสำหรับคนไทย แม้จะเป็นเที่ยวบินดึกทั้งขาไปและขากลับ
เรื่องต่อมาที่อยากพูดถึง ฟังว่าอาจไม่ใช่ปัญหาอะไรมากมายหรือไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับนักเดินทางผู้ต้องการเดินทางอิสระจะพบว่า การไปถึงดินแดนที่ไม่รู้จักใครเลยในยามค่ำคืนดื่นดึกนั้น อาจเป็นฝันร้ายที่กลายเป็นความจริงได้ เพราะสิ่งที่จำเป็นต้องคิดต่อมาคือ การเดินทางจากสนามบินสู่ตัวเมือง
ว่ากันว่าโชคร้ายมักมาก่อนโชคดี…
โชคร้ายที่ประเทศปากีสถานไม่มีบริการรถโดยสารจากสนามบินสู่ตัวเมือง
แต่โชคดีที่มีบริการรถแท็กซี่จากสนามบินสู่ตัวเมืองคือราวัลปินดีและอิสลามาบัด ราคาค่าโดยสารตามปรกติอยู่ที่หนึ่งร้อยห้าสิบถึงสองร้อยรูปี (ราคาเหมา)
ที่ว่าตามปรกติ ก็เพราะมันเป็นราคาในเวลาธรรมดา ตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม
ซึ่งก็อย่างที่บอก ว่าเครื่องบินจากกรุงเทพฯสู่ปากีสถานส่วนใหญ่ถึงเช้าตรู่วันใหม่ (ประมาณระหว่างตีสามถึงตีสี่หรือตีห้าครึ่ง) คนขับแท็กซี่จึงนับเวลาดังกล่าวเป็น ช่วงเวลาพิเศษ (สำหรับพวกเขา) ฉะนั้น จำเป็นต้องคิดในราคาพิเศษ (หมายถึง แพงกว่าปรกติ)
ถ้าหากคุณมีรายชื่อที่พักซึ่งได้มา (จากไหน หรือด้วยวิธีใดก็ตามที) ก็ไม่น่ามีปัญหา ทว่าสำหรับคนไม่มีข้อมูลตรงนี้ ทางออกดีที่สุดคือ ไปพักโรงแรมซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ PTDC ในระดับราคาย่อมเยา ซึ่งมีหนึ่งหรือสองแห่งในตัวเมืองราวัลปินดี ที่น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับนักเดินทางอิสระ ผมว่าลงทุนพักเสียคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นไม่น่ายากเกินไปในการหาข้อมูลเรื่องที่พักแห่งใหม่ ด้วยสนนราคาถูกกว่า หรืออาจเดินทางสู่เมืองอื่นต่อไป
สิ่งที่อยากจะพูดถึงต่อมา อาจฟังว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่มันเป็นความจริงที่ประสพกับตัวเองมากกว่าสองหน นั่นคือ เรื่องของคนขับรถแท็กซี่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ในประเทศปากีสถาน
พวกเขามีความซื่อสัตย์
ถึงแม้จะมีมิเตอร์ติดอยู่ด้านหน้าก็จริง แต่มันก็ไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นทางออกเดียวคือ ต่อรองราคาให้แน่นอนก่อนขึ้นนั่ง
นอกจากนั้นคนขับแท็กซี่ที่ปากีสถาน ยังไม่ “เขี้ยว” เหมือนอินเดียหรือเมืองไทย ที่เมื่อผู้โดยสารบอกให้ไปส่งที่โรงแรมที่พักซึ่งเราต้องการ แต่คนขับกลับขับส่งอีกที่หนึ่ง พร้อมกับเสนอหน้าบอกว่า สถานที่ซึ่งเขาพาไปนี้ดีกว่าที่ซึ่งเราต้องการให้เขาพาไป
ต่อมาที่ควรคำนึงถึง เป็นเรื่องการสื่อสาร หรือการใช้ภาษากลาง เป็นสื่อเจรจา
แม้จะตกเป็นเมืองขึ้นอังกฤษ ประกอบกับเคยเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย จงอย่าเผลอคิดว่า ปากีสถานเหมือนอินเดียที่ชาวบ้านทั่วไปพูดภาษาอังกฤษคล่องปากและรู้เรื่องไปเสียหมด
ปากีสถานเป็นข้อยกเว้นครับ
โดยเฉลี่ยแล้ว คนพูดภาษาอังกฤษในปากีสถานมักเป็นชนผู้มีการศึกษา ข้าราชการ ผู้ทำมาหากินในธุรกิจท่องเที่ยว และสุดท้าย ตามความเห็นส่วนตัว ชาวปากีสถานที่พูดภาษาอังกฤษได้แคล่วคล่องที่สุดคือ พ่อค้าขายพรม
คำถามที่ถูกถามมากที่สุดเมื่อกลับจากปากีสถานคือ ผู้คนที่นั่นเป็นอย่างไร? เหมือนอินเดียไหม? เรียกว่าเป็นสองคำถามในคำถามเดียวกัน
ก่อนตอบคำถาม ขออธิบายความรู้สึกสักนิดว่า การที่ใครสักคน (คนไทย) ถามว่า คนที่นั่นที่นี่หรือที่โน้นเป็นอย่างไร เป็นเพราะคนถามต้องการคำตอบที่ทำให้สบายใจ เช่นตอบว่า เหมือนคนไทย ก็ทำให้สบายใจหน่อย เป็นอย่างนี้หรือเปล่า?
หรือ? อาจคิดว่า คำตอบน่าจะออกมาในทำนองว่า เหมือนคนแขก หรือเหมือนฝรั่ง หรือเหมือนอินเดีย
ตรงนี้น่าสนใจ
เพราะมันมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบระหว่าง เรา กับ เขา
เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่า คนของเขาหรือคนอื่น เหมือนเราหรือต่างจากเรา ตรงไหนและอย่างไร?
โดยส่วนตัว ผมมองว่า มันออกจะไม่เป็นการสมควรด้วยซ้ำที่เอามาตรฐานของเราไปวัด ว่าคนของเขาเหมือนคนไทยหรือไม่ อย่างไร?
ทั้งนี้เพราะ มันมีปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ผู้คนต่างออกไปได้มากกว่าทำให้ผู้คนมีความเหมือนกัน
และถ้าหากคนมีความเหมือนกัน (กับเรา) จริงๆ หรือเป็นแบบที่เราอยากให้พวกเขาเป็น เช่นนี้แล้ว การเดินทาง การเรียนรู้ และการสัมผัสความงามที่ต่างออกไปจะมีคุณค่าตรงไหนและอย่างไร?
เพราะฉะนั้น โดยส่วนตัวจึงคิดว่า พวกเขา กับ พวกเรา เหมือนกัน คือมีคนดีและไม่ดีปะปนรวมกันไปในสังคม
ปากีสถานอาจเป็นประเทศที่เดินทางไปเที่ยวแบบอิสระยากกว่าบางประเทศก็จริง แต่หากให้เวลากับตัวเอง ผมเชื่อว่า ไม่มีอะไรยากเกินไป
หลังกลับมาจากปากีสถาน ผมพบเด็กหนุ่มคนไทยผู้หนึ่ง เขาลาออกจากงาน และเดินทางสู่ปากีสถาน เที่ยวแบบอิสระอยู่หลายสัปดาห์ ก่อนเดินทางข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศอิหร่านต่อไป…
เขายิ้มแย้มเมื่อเล่าถึงประสบการณ์แสนประทับใจที่มีต่อผู้คนในระหว่างการเดินทาง ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนสิ้นสุดการผจญภัย เขาเล่าอย่างได้อารมณ์จนสามารถสัมผัสถึงความระอุร้อนของสายลม และสภาพอากาศแปรปรวน กระทั่งหลับตามองเห็นเหงื่อโทรมร่างเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง และอาการเลิ่กลั่กซึ่งเกิดจากการสื่อสารไม่ตรงกันระหว่างคนแปลกหน้าและคนท้องถิ่น มันไม่ได้เกิดเพียงครั้งเดียว ทว่าบ่อยเสียจน บางครั้งกลายเป็นอารมณ์ขันมากกว่าน่ารำคาญ
และที่สุดผมเผลอกลืนน้ำลายเมื่อเขาออกปากเล่าถึงอาหารการกินตามร้านอาหารขนาดเล็กสองข้างทางด้วยน้ำเสียงและท่าทางประกอบอย่างน่าตื่นเต้น ฯลฯ
ในขณะเดียวกัน ก่อนหน้านั้นผมได้ยินทัวริสต์บ่นอุบว่า มาตรฐานและที่พัก รวมไปถึงการต้อนรับและการจัดการอื่นๆ อันเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของปากีสถาน ยังห่างไกลคำว่ามาตรฐานสากลหลายปีแสง ฯลฯ
จริงอยู่ ปากีสถานไม่ใช่ประเทศสมบูรณ์แบบที่สุด สำหรับนักท่องเที่ยว (ทุกประเภททุกรูปแบบ) ต้องการให้เป็น
แต่เราต้องไม่ลืมว่า ปากีสถานก็เหมือนประเทศอื่น รวมทั้งประเทศไทย ที่เป็นอย่างที่เป็นอยู่ (เมื่อเร็วๆ นี้รายงานสำรวจประเทศที่นักท่องเที่ยวโดนหลอกลวงมากที่สุด ผลการสำรวจออกมาว่า ประเทศไทยติดอันที่หนึ่ง…เคยได้ยินการสำรวจชิ้นนี้ไหม?)
สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ความไม่แน่นอน เช่น การเดินขบวนของกลุ่มศาสนาและชนเผ่าที่ขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ รวมไปถึงความรุนแรงของสถานการณ์ภายในประเทศ ปากีสถานเอง เป็นประเด็นก่อให้เกิดความน่าวิตกมากกว่า เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเองเสียอีก (เช่น ถูกล้วงกระเป๋า หรือปล้นชิงทรัพย์ ฯลฯ)
เพราะสถานการณ์ความปลอดภัยภายในประเทศ ย่อมมีผลไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ เช่นเรื่องทรัพย์สิน แต่เป็นเรื่องชีวิตนักท่องเที่ยวทีเดียว
เรื่องเช่นนี้ทางการปากีสถานใช่ว่าไม่สนใจ พวกเขาสนใจ และดูเหมือนพยายามทำทุกอย่าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายกับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ
เช่นนี้เอง ความไม่แน่นอนจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น กรณีนักท่องเที่ยวถูกห้ามออกนอกที่พักโดยไม่มีการแจ้งเตือนหรืออธิบายเหตุผล ไม่ว่าจะในขณะนั้นหรือหลังจากนั้น หรือการห้ามเดินทางเข้าสู่พื้นที่ท่องเที่ยวบางแห่งโดยเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะทหาร ด้วยข้ออ้างด้านความมั่นคง เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ทำให้นักท่องเที่ยวไม่สามารถคาดเดาอะไรได้มากนัก นี่คืออุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งในการท่องเที่ยวประเทศปากีสถาน
สำหรับตัวนักท่องเที่ยวเอง นี่คือสิ่งที่นักท่อเที่ยวควรทำตามเป็นอย่างยิ่ง
กล่าวคือ ปฏิบัติตามข้อห้ามที่ถูกห้าม แล้วทุกอย่างจะดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย (อย่างไรก็ดี นี่เป็นเรื่องที่นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกผู้ซึ่งลมหายใจเข้าออกมีเสรีภาพและทุกอย่างต้องมีเหตุผลไม่สามารถเข้าใจได้)
หากกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้และบ่อยมา จะมีนักท่องเที่ยวแบบไหนสนใจเดินทางเยือนปากีสถานอยู่อีกหรือ? ตรงนี้จำเป็นต้องมองดูว่า ปากีสถานมีอะไรให้ตอบแทนนักท่องเที่ยวบ้าง?
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังเหตุการณ์ 9/11 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้นมา ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวในปากีวถานหายไปมากกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์
ในอดีต (ก่อน 9/11 กันยายน) นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้าไปเที่ยวในประเทศที่แม้ไม่เก่าแก่นัก ทว่ามีความร่ำรวยในอารยธรรม เช่น อารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ อารยธรรมคันธาระ อันเกี่ยวข้องด้วยพุทธศาสนาในยุคแรกๆ มาจนถึงอารยธรรมของมุสลิมโมกุล ที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาอารยธรรมทั้งสามที่มีอยู่ในดินแดนประเทศปากีสถาน
อารยธรรมโบราณเก่าแก่เหล่านี้ปรากฏร่องรอยให้ทัศนาตามสถานที่ต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคเหนือ
และถ้าหากกล่าวในแง่สำหรับผู้สนใจอารยธรรมในหมู่คนไทยแล้ว พุทธอารยแบบคันธาระนับว่าน่าสนใจที่สุด (รายละเอียดรวบรวมอยู่ในเนื้อหาหนังสือเล่มนี้แล้ว)
สำหรับผู้ชื่นชอบการผจญภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปีนป่ายเดินป่าไต่เขานั้น แม้ว่าเนปาลหรืออินเดียจะเป็นที่รู้จักมากกว่า
ปากีสถานก็มีความน่าสนใจ ท้าทาย และสวยงามไม่ยิ่งหย่อนกว่าสองประเทศข้างต้น
เช่น หมู่บ้านแห่งฮุนซ่า [Hunza Valley] สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในทศวรรษที่เจ็ดศูนย์ ว่าเป็นเชียงกรีล่าแห่งหนึ่งของเอเซียกลาง เรื่องเล่าที่บอกกันปากต่อปาก ถึงหมู่บ้าน Chitral Vellay ที่อยู่ของชนเผ่าอิสระ ซึ่งบางความเชื่อว่า ชาวบ้านเหล่านี้สืบบรรพบุรุษมาจากอเล็กซานเดอร์มหาราช
และยังในส่วนของผู้รักชีวิตกลางแจ้ง การผจญภัย ความท้าทายในการพิชิตยอดเขาสูงอันดับสองของโลกที่ชื่อ K2 แม้อันดับความสูงเป็นรอง แต่ความยากลำบากในการพิชิต กลับเต็มไปด้วยความท้าทาย ว่ากันว่ามีมากกว่ายอดเขาสูงอันดับหนึ่งของโลกที่ชื่อว่า เอเวอร์เรสต์ เสียอีก
อีกทั้งถนนสายที่ได้ชื่อว่าสูงและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกคือ การาโกรัม ไฮเวย์ ที่บางช่วงเลาะเลียบแม่น้ำสินธุไปตามเส้นทางสายไหมในอดีต ก็ยังมีมนตร์และเชื้อเชิญรอคอยนักท่องเที่ยวผู้พิสมัย และต้องการสัมผัสการเดินทางเส้นทางนี้ ทั้งภายนอกและในใจของตัวเอง
ผู้เขียนพบชาวปากีสถานซึ่งประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวโดยตรงจำนวนไม่น้อย พวกเขาแสดงความเห็นทำนองตัดพ้อต่อว่า เชิงน้อยอกน้อยใจ ต่อทัศนะของผู้คนจากโลกภายนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากโลกตะวันตกโดยเน้นไปยังสถานีโทรทัศน์รายงานข่าวสองช่องคือ บีบีซีและซีเอ็นเอ็น ว่าเป็นเครืองมือสื่อสารของตะวันตกที่เสนอข่าวและรายงานแต่ด้านร้ายเกี่ยวกับประเทศของพวกเขา
นี่เป็นเรื่องน่าเห็นใจ แต่ก็เป็นเรื่องที่หากกล่าวแบบคนไทยก็อาจว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำใจ
แม้ว่าโดยส่วนตัวไม่เห็นเหตุการณ์ร้ายแรงด้วยตาของตัวเอง แต่ข่าวคราวที่ได้ยินจากสื่อหลายด้านก็สร้างให้เกิดความกังวลระคนวิตกได้ในระดับหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้เองหากรักที่จะเดินทางไปเยือนปากีสถานแล้ว ควรกำหนดสานที่จะไปเยือนให้แน่นอน และถ้าจะให้ปลอดภัยที่สุดก็ควรติดต่อผ่านองค์การท่องเที่ยวปากีสถานหรือ PTDC หรือบริษัทนำเที่ยวต่างๆ ที่มีประวัติการทำงานยาวนานและน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้จากอินเตอร์เน็ทและจากสถานเอกอัครราชทูตปากีสถานประจำประเทศไทย เพราะอย่างน้อยก็ทำให้อุ่นใจได้ว่า มีเจ้าของพื้นที่ดูแลความเรียบร้อยให้
แต่ถ้าหากคุณไม่ต้องการเดินทางแบบสบายเกินไปนัก เพราะรักอิสระและชื่นชอบการผจญภัย ก็ขอให้จำไว้ว่า คำเตือนของชาวบ้าน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของที่พัก) มีค่ามากกว่าลมรำเพย และหากว่าคำเตือนดังกล่าวฟังเหมือนเป็นขอห้าม ก็ให้ถือเป็นข้อห้าม
เท่านี้การเที่ยวแบบอิสระและผจญภัยก็จะมีรสชาติ และยังมีความปลอดภัยแก่ตัวเพิ่มเข้ามาอีกประการหนึ่ง
ขอให้มีความสุขและสนุกกับการเที่ยวปากีสถานทุกคนครับ.



