รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์: “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นคำตอบของประเทศหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ นอกจากประชาชนจะเป็นคนตอบ”
- ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา สัมภาษณ์ / ชนานันต์ โชติรุ่งโรจน์ ถ่ายภาพ -
ทศวรรษ 2520 ระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะถดถอย ก่อนที่จะฟื้นตัวตามระบบเศรษฐกิจโลกในระยะต่อมา
ทศวรรษ 2530 เป็นทศวรรษของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ก่อนที่จะนำไปสู่วิกฤตการณ์การเงินในปี 2540
ทศวรรษ 2540 เป็นทศวรรษแห่งการฟื้นฟู และปลายทศวรรษ รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ประกาศว่า รัฐบาลจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
แต่ทศวรรษ 2550 ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ระบบเศรษฐกิจไทยจะพบกับวิกฤตครั้งใหม่อีกหรือไม่ และเมื่อใด
ในวาระครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เรานั่งลงคุยกับ ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ถึงภาพรวมของระบบเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ วิเคราะห์ตัวละครทุกตัวบนเวทีเศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยมีข้อมูลและหลักวิชาเป็นพื้นฐาน
และนี่คือบทวิเคราะห์ของนักวิชาการผู้เฝ้าดูสังคมเศรษฐกิจการเมืองไทยมาตลอดทั้งชีวิต
....................
ปีนี้จะครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จากวันนั้นจนกระทั่งวันนี้ อาจารย์มองเห็นความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยอย่างไรบ้าง
ในปี 2519 ระบบเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 ในปี 2516 แต่ผมอยากจะเตือนความจำว่า ที่จริงแล้ววิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจมีมาก่อนวิกฤตการณ์น้ำมัน คือมีมาตั้งแต่ปี 2515 ในช่วงนั้นมีปัญหาฝนแล้งรุนแรงมาก เป็นฝนแล้งทั่วโลก มีผลต่อการผลิตโภคภัณฑ์ขั้นปฐมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ข้าวโพด หรือแม้กระทั่งเยื่อที่จะนำมาทำกระดาษ ข้าวก็ไม่พอกิน คนไทยต้องเข้าคิวซื้อข้าว ผมคิดว่าการที่คนไทยต้องเข้าคิวซื้อข้าวมีส่วน แม้จะไม่มาก ต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 เพราะฉะนั้น ปี 2519 จะอยู่ระหว่างวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 ในช่วงปี 2516-2517 กับวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ในปี 2522
30 ปีที่ผ่านมา เป็น 30 ปีที่ระบบเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยมีเสถียรภาพ และระบบเศรษฐกิจไทยก็ไม่ค่อยมีเสถียรภาพ เราเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจค่อนข้างถี่ เราเผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 ในช่วงปี 2516-2517 วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ในช่วงปี 2522-2523 และเราก็ถูกซ้ำเติมโดยภาวะโภคภัณฑ์ขั้นปฐมราคาตกตั้งแต่ปี 2524 ยืดเยื้อไปจนถึงปี 2529 ข้าวสาลี มันสำปะหลัง อ้อย น้ำตาล โภคภัณฑ์ขั้นปฐมราคาตกหมด
ต่อมาก็มีสงครามอัตราดอกเบี้ยในช่วงปี 2522-2523 ตอนนั้นสหรัฐอเมริกาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หมายความว่าเงินดอลลาร์โดยสุทธิไหลออกนอกสหรัฐอเมริกา เงินดอลลาร์ท่วมโลก ตามหลัก demand-supply เมื่อ supply ดอลลาร์นอกสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ราคาดอลลาร์จะต้องตก แต่รัฐบาลเรแกน (Ronald Reagan)ไม่ยอมให้ราคาดอลลาร์ตก รัฐบาลเรแกนก็ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินกลับ ดึงเงินกลับมาจากที่ไหน ก็ดึงกลับมาจากยุโรปตะวันตก ยุโรปตะวันตกก็ขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู้
นี่เป็นสงครามอัตราดอกเบี้ยในช่วงปี 2522-2523 และสงครามอัตราดอกเบี้ยก็ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดภาวะถดถอยที่รุนแรงมากตั้งแต่ปี 2523 ยืดเยื้อไปจนถึงปี 2529 สงครามอัตราดอกเบี้ยทำให้ดอกเบี้ยแพง ในตอนนั้นดอกเบี้ยในเมืองไทยสูงเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ เกินขีดจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กับพระราชบัญญัติห้ามเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ซึ่งห้ามเก็บดอกเบี้ยเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แต่ตอนนั้นอัตราดอกเบี้ยมันเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ต้นปี 2523 รัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จึงต้องออกกฎหมายอนุญาตให้เก็บดอกเบี้ยเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ได้
เศรษฐกิจโลกเองก็ถดถอยยาวนาน ทุกๆ ปี IMF ก็จะให้คำทำนายว่าเศรษฐกิจจะฟื้น แต่ก็ไม่ฟื้น ระบบเศรษฐกิจไทยก็มีปัญหา จนกระทั่งมี Plaza Accord ในปี 2528 ประเทศมหาอำนาจ 5 ประเทศหรือกลุ่ม G 5 คือสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ตกลงกันให้เงินดอยช์มาร์กกับเงินเยนขึ้นค่า โดยนัยยะก็คือเงินดอลลาร์มีค่าลดลงเมื่อเทียบกับเงินดอยช์มาร์กและเงินเยน ซึ่งก็ทำให้เหตุการณ์ดีขึ้น พอปลายปี 2529 เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เศรษฐกิจไทยก็ฟื้นตัว
จะเห็นได้ว่า ทศวรรษ 2520 เกือบทั้งทศวรรษ ระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะถดถอย พูดได้ว่าเกือบตลอดยุครัฐบาลเปรม ผมคิดว่ามาฟื้นตัวในช่วงรัฐบาลเปรม 4-เปรม 5 ก่อนที่จะมีโมเมนตัมการเติบโตในรัฐบาลชาติชาย รัฐบาลชาติชายเข้ามาในจังหวะที่ระบบเศรษฐกิจโลกกำลังเติบโต ระบบเศรษฐกิจไทยก็เติบโตตาม
ทศวรรษ 2530 เป็นทศวรรษของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ (bubble economy) ซึ่งก็เป็นปัญหาเสถียรภาพในอีกแง่มุมหนึ่ง เพราะเราปล่อยให้เศรษฐกิจฟองสบู่เติบโต ขยายตัว และรัฐบาลก็ไม่คิดเหยียบเบรก เทคโนแครตก็ไม่คิดเหยียบเบรก คือเทคโนแครตทั้งในกระทรวงการคลังและในธนาคารแห่งประเทศไทยไม่คิดจะเหยียบเบรก ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกสอนเราว่า เมื่อฟองสบู่เติบโต มันต้องมีวันแตก และเมื่อมันแตก มันก็จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรืออาจจะรุนแรงถึงขั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่เนื่องจากผู้นำรัฐบาลหาประโยชน์จากเศรษฐกิจฟองสบู่ เทคโนแครตก็หาประโยชน์จากเศรษฐกิจฟองสบู่ เทคโนแครตทั้งที่สังกัดกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย หาประโยชน์จากการเก็งกำไรซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ บางคนหาประโยชน์จากการเก็งกำไรซื้อขายที่ดิน เพราะฉะนั้น พวกนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อน จึงไม่คิดจะเหยียบเบรกเศรษฐกิจฟองสบู่ พอฟองสบู่แตก ผลกระทบจึงรุนแรง
ผมคิดว่าฟองสบู่แตกเมื่อประมาณปี 2539 ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์การเงินปี 2540 การเติบโตของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ผมคิดว่ามี 2 ส่วนที่เกี่ยวพันกัน คือตลาดหลักทรัพย์กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผมคิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยคล้ายๆ กับที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ทำไมทศวรรษ 2530 ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียตะวันออกจึงเติบโต ผมคิดว่าเป็นเพราะ Black October ปี 2530 เมื่อตลาดหุ้น Wall Street พัง ฟองสบู่แตกใน Wall Street ราคาหุ้นดิ่งลง ทำให้อัตราผลตอบแทน (rate of return) ของการเล่นหุ้นใน Wall Street และในยุโรปตะวันตกต่ำลง เงินทุนซึ่งมีตีนจึงย้ายมาเล่นหุ้นที่เอเชียตะวันออก
หลัง Black October ปี 2530 ตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียตะวันออกโต นักเล่นหุ้นระหว่างประเทศก็เข้าไปข่มขืนตลาดหลักทรัพย์ทีละประเทศ เมื่อข่มขืนจนได้ที่ เมื่อราคาหุ้นตก พวกนี้ก็ย้ายประเทศ วนเวียนกันอยู่ในเอเชียตะวันออก รวมทั้งในอุษาคเนย์ด้วย
การเคลื่อนย้ายเงินทุนจากลุ่มสมุทรแอตแลนติกมาเล่นหุ้นในลุ่มสมุทรแปซิฟิก มีส่วนในการสร้างฟองสบู่ในประเทศไทย ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ในเมืองไทยโต เมื่อมีส่วนเกินจากการเล่นหุ้น ส่วนเกินนี้จะเอาไปทำอะไร ก็มี 2 ทางเลือก ทางเลือกหนึ่งคุณก็เอาไปลงทุนทางตรง (direct investment) สร้างโรงงานผลิตสินค้าและบริการ อีกทางเลือกหนึ่งที่ง่ายกว่า คุณก็เอาไปเก็งกำไรซื้อขายที่ดิน
ผมคิดว่าคนที่เล่นหุ้นได้ส่วนใหญ่ก็เอาไปเก็งกำไรซื้อขายที่ดิน เพราะฉะนั้น ฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ไปสัมพันธ์กับฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในตลาดที่ดิน ประกอบกับในช่วงนั้นเป็นจังหวะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นรุ่งเรืองมาก คนญี่ปุ่นต้องการรีสอร์ต ประเทศญี่ปุ่นพัฒนาเป็นรัฐสันทนาการ (Resort State) คนญี่ปุ่นออกไปเล่นกอล์ฟในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเรื่องนี้มีคนเขียนบทความลงใน New Left Review ที่คนญี่ปุ่นบินจากโตเกียว โอซาก้า ไปตีกอล์ฟในเกาหลีใต้ ในไต้หวัน ตอนเย็นวันศุกร์ พอบ่ายวันอาทิตย์ก็บินกลับ แต่ในตอนหลังเขาบินมาอุษาคเนย์ เพราะค่าเช่าสนามกอล์ฟถูกกว่า ค่าเช่าสนามกอล์ฟในญี่ปุ่นแพงมาก เพราะฉะนั้นจึงมี demand ต่อสนามกอล์ฟ สนามกอล์ฟในเมืองไทยผุดขึ้นมากในทศวรรษ 2530 ผมเคยทำข้อมูลเรื่องนี้ไว้ แต่ยังไม่มีเวลาเขียน ผมทำข้อมูลให้เห็นเลยว่าแต่ละปีๆ สนามกอล์ฟผุดขึ้นมาเท่าไหร่
เมื่อมี demand ในการเล่นกอล์ฟ มันก็มี demand ต่อรีสอร์ต รีสอร์ตก็เติบโต คนไทยก็ทุ่มการลงทุนไปในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในท้ายที่สุดก็ไปไกลถึงกับคิดจะขนคนแก่ชาวญี่ปุ่นมาอยู่เมืองไทย ยกตัวอย่างโรงแรม Ambassador City ที่จอมเทียม สร้าง section หนึ่งสำหรับคนแก่ แต่บังเอิญฟองสบู่ญี่ปุ่นแตกก่อนตอนประมาณปี 2534 คนแก่ชาวญี่ปุ่นก็เลยไม่มา เพราะไม่มีเงินมาแล้ว
นี่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างฟองสบู่ที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์กับตลาดที่ดิน มีการเก็งกำไรซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แล้วก็เอาส่วนเกินจากการเก็งกำไรนี้ไปเก็งกำไรซื้อขายที่ดิน ส่วนเกินจากการเก็งกำไรซื้อขายที่ดินก็ผันไปเล่นหุ้น ตลาดสองตลาดนี้มันสัมพันธ์กัน จึงยิ่งทำให้ฟองสบู่โต และผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคก็ไม่คิดไปเหยียบเบรก พอมันแตก มันก็รุนแรง
คุณลองนึกภาพดู ที่ดินราคา 1 ล้านบาท ถ้าคุณไปกู้เงินจากสถาบันการเงิน คุณกู้ได้ประมาณ 8 แสนบาท แต่เมื่อที่ดินถูกปั่นราคาให้สูงกว่าราคาพื้นฐาน สมมติราคาที่ดินถูกปั่นเป็น 10 ล้านบาท คุณกู้ได้ 8 ล้านบาท แต่เมื่อฟองสบู่แตก ราคามันลงมาเหลือประมาณ 1 ล้านบาท ที่คุณกู้ 8 ล้านบาทมันเกินกว่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน สถาบันการเงินก็มีปัญหา ผมคิดว่านี่เป็นอาการที่เริ่มเกิดขึ้นในปี 2539
วิกฤตการณ์การเงินปี 2540 เป็นสองวิกฤต คือวิกฤตการณ์สถาบันการเงินกับวิกฤตการณ์เงินบาท วิกฤตการณ์สถาบันการเงินเกิดขึ้นก่อน มันมีอาการให้เห็น ส่วนวิกฤตการณ์เงินบาทมาสิ้นสุดลงในเดือนกรกฎาคม 2540 ที่จริงแล้วเงินบาทมีอาการของวิกฤตมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 เพราะอะไร เพราะในเดือนธันวาคม 2537 มันเกิด Tequila Crisis ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์เงินเปโซของเม็กซิโก
Tequila Crisis เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2537 พอเดือนมกราคม 2538 ก็มีคนเก็งกำไรทุบเงินบาท เก็งว่าเงินบาทจะไม่รอด ตอนนั้นน่าจะเป็นสัญญาณเตือนธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยมองไม่เห็นนัยยะของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยกับกระทรวงการคลังก็จะออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง และเวลาที่บอกว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งก็จะบอกว่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเรายังมีอยู่เยอะ ไม่ต้องกลัว
ตั้งแต่ปี 2538 ไล่มาจนถึงก่อนจะเกิดวิกฤตปี 2540 Credit Rating Agency ก็ออกมาขู่หลายครั้งว่าจะลด rating ประเทศไทย แต่ทุกครั้งที่ขู่ รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยก็มี defensive mechanism บอกว่าเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง fundamentals ก็ยังดี โดยไม่วิเคราะห์ให้ถึงแก่นที่แท้จริงว่าดีจริงหรือเปล่า แล้ววิกฤตปี 2540 ก็เกิด
เพราะฉะนั้น 30 ปีที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงของการเผชิญกับปัญหาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและปัญหาการฟื้นฟูจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ หลังจากปี 2540 ก็เป็นยุคของการฟื้นฟู และการฟื้นฟูก็เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ปี 2546 แต่เวลานี้ผมไม่แน่ใจว่าจะมีวิกฤตระลอกใหม่หรือเปล่า
นี่เป็นภาพคร่าวๆ ผมเพียงแต่โฟกัสไปที่ปัญหาเรื่องเสถียรภาพ (stability) ของระบบเศรษฐกิจ
หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาแก้ปัญหาอะไรบ้าง และหลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์พ้นไปแล้ว พรรคไทยรักไทยเข้ามาทำอะไรบ้าง
ข้อเท็จจริงก็คือ เรามีความจำเป็นต้องกู้เงินจาก IMF เพราะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของเรา ณ วันที่ 2 กรกฎาคม เหลืออยู่ 800 ล้านดอลลาร์ จากที่เคยมีประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์ ในตอนนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้เปิดเผยฐานะสุทธิให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบ IMF บังคับให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยฐานะสุทธิ คือเอาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่หักด้วยภาระการขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (SWAP) ที่ต้องจ่าย มันเหลืออยู่ประมาณ 800 ล้านดอลลาร์ หมายความว่าอะไร หมายความว่าระบบเศรษฐกิจไทยล้มละลายแล้ว เพราะภาระหนี้ต่างประเทศมีมากกว่า 800 ล้านดอลลาร์ เพราะฉะนั้น ระบบเศรษฐกิจไทยไม่มีทางเลือก ต้องกู้เงินจาก IMF ที่กู้มาก็ไม่ได้กู้มาเพื่อใช้จ่ายนะ กู้มาใส่ไว้ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อให้ดูดีเท่านั้นเอง เพื่อให้ชุมชนการเงินระหว่างประเทศมีความมั่นใจในค่าเงินบาท มั่นใจในเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาล จะได้ตัดสินใจว่าจะลงทุนในเมืองไทยต่อไปหรือไม่
การกู้เงินจากต่างประเทศ ผมคิดว่าเป็นภาวะจำยอมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ที่จริงธนาคารแห่งประเทศไทยหลบหลีกที่จะไม่กู้เงินจาก IMF จุดยืนของธนาคารแห่งประเทศไทยในตอนแรกต้องการไปกู้เงินจากญี่ปุ่น ต้องการไปกู้เงินจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้ญี่ปุ่นเป็นพี่เอื้อยในการจัดหาเงินกู้ให้ ต่อมารัฐบาลชวลิตก็ต้องการให้จีนทำหน้าที่เป็นพี่เอื้อย แต่ทั้งสองประเทศไม่พร้อมที่จะเป็นพี่เอื้อย
ผมจำได้ว่าหลังจากเกิดวิกฤตในเดือนกรกฎาคม 2540 สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ (Stanley Fischer) ซึ่งตอนนั้นเป็นรองผู้ว่าการ IMF ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเมื่อไหร่รัฐบาลไทยจะมากู้ IMF เตรียมให้กู้แล้ว ทำไมจึงยังไม่มาขอกู้ เราจะพบว่าในตอนนั้นทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐบาลชวลิตหลีกเลี่ยงการกู้เงินจาก IMF รัฐบาลชวลิตอาจจะไม่รู้ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยรู้อยู่เต็มอกว่าถ้ากู้เงินจาก IMF เขาต้องบีบ ต้องบดขยี้ เวลาที่กู้เงินจาก IMF ถ้าวิกฤตของคุณไม่รุนแรง คุณมีอำนาจต่อรอง แต่เมื่อวิกฤตคุณรุนแรง อำนาจต่อรองของคุณเหลือศูนย์ วิกฤตปี 2540 อำนาจต่อรองของเราเหลือศูนย์ IMF บังคับให้ดำเนินนโยบายอะไร คุณต้องดำเนิน ถ้าไม่ดำเนิน เขาไม่ให้เงินกู้ คุณไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว และคุณก็รู้ว่าไม่สามารถไปกู้จากญี่ปุ่น ไม่สามารถไปกู้จากจีนได้
ผมคิดว่ารัฐบาลชวลิตอาจจะไม่รู้ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยรู้อยู่เต็มอก เพราะฉะนั้น พอเริ่มกระบวนการที่จะกู้เงินจาก IMF เขาก็สั่งให้เปิดเผยฐานะสุทธิของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ค่าเงินบาทอ่อนตัวไปถึง 50 กว่าบาท เกือบ 60 บาท บางวันอาจจะ 60 บาท มันอาจจะ over shoot แต่นี่คือปัญหาของมัน
ข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ทำตาม IMF มากไปก็เป็นข้อกล่าวหาที่ตรงต่อข้อเท็จจริง เพราะใน letter of intent ฉบับแรกๆ IMF บังคับให้เรารัดเข็มขัดทางการคลัง ลดส่วนขาดดุลของงบประมาณ ให้งบประมาณเกินดุลด้วยซ้ำ ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) ออกมาวิพากษ์ IMF ว่า ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจถดถอย และถึงขั้นตกต่ำ รัฐบาลควรจะอัดฉีดการเติบโต แต่ IMF ดันบอกว่าให้รัดเข็มขัด และสิ่งที่โจเซฟ สติกลิตซ์ ทำก็ผิดจารีตธรรมเนียมขององค์กรน้องพี่แห่ง Bretton Woods IMF กับธนาคารโลกไม่เคยมีความขัดแย้งกัน ในฐานะองค์กรน้องพี่แห่ง Bretton Woods แต่สติกลิตซ์ออกมาวิพากษ์ IMF ผมจำ letter of intent ไม่ได้ว่าเป็นฉบับไหน ที่ IMF เริ่มยอมให้รัฐบาลดำเนินนโยบายการคลังแบบผ่อนคลาย ยอมให้มีส่วนขาดดุลทางการคลัง
นี่เป็นความผิดพลาดของรัฐบาลประชาธิปัตย์ในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค คือเดินตาม IMF และพยายามปฏิบัติตามเงื่อนไขเกือบทุกเรื่อง ในตอนนั้นผมเขียนบทความเตือนว่า เราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกเรื่อง เราทำตามซัก 70-80 เปอร์เซ็นต์ก็พอจะพูดกันได้ IMF มีวิธีการที่จะควบคุมให้ประเทศลูกหนี้ทำตามนโยบายที่ IMF กำหนด โดยจ่ายเงินกู้เป็นงวด และมีการประเมินว่าคุณทำตามนโยบายที่สั่งหรือเปล่า (policy review) ถ้าคุณไม่ทำตามนโยบายที่สั่ง เขาก็จะตัดเงินกู้ส่วนที่เหลือ ซึ่งรัฐบาลไทยเคยโดนมาแล้วเมื่อปี 2524 สมัยรัฐบาลเปรม เรามีปัญหาเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัด เราก็กู้ Stand-By Arrangement จาก IMF ในเงินกู้งวดแรกเราไม่ทำตามนโยบาย เขาสั่งสอนเลย ตัดเงินกู้ และเราก็คลานกลับไปกู้ใหม่ในปี 2525 แต่ตอนรัฐบาลพลเอกเปรม เราไม่ได้ทำตาม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่รัฐบาลชวนทำก็คือ พยายามทำตามทุกเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่เข้าใจ ผมคิดว่าในบางเรื่องไม่น่าจะทำ
ต่อมารัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ออกกฎหมาย 11 ฉบับ ซึ่งเป็นไปตามใบสั่งของ IMF การออกกฎหมาย 11 ฉบับนี้บั่นทอนพละกำลัง บั่นทอนศักยภาพทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมันถูกตีตราว่าเป็นกฎหมายขายชาติ และการตีตรานี้มีประสิทธิผลมาก บรรดาผู้คนที่มาร่วมตีตราว่าเป็นกฎหมายขายชาติก็เป็นพ่อค้านายทุนที่บาดเจ็บมาจากวิกฤตการณ์การเงิน 2540 ซึ่งในความเห็นของผม กฎหมายหลายฉบับเป็นกฎหมายที่ดี ผมไม่มีข้อคัดค้าน ผมมีข้อคัดค้านรุนแรงอยู่ฉบับเดียว คือกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ผมไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้
ในตอนนั้นผมเขียนว่าการ privatization ไม่จำเป็นต้องทำตามใบสั่ง มันควรจะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบว่ารัฐวิสาหกิจอะไรที่รัฐควรจะเป็นผู้ประกอบการ รัฐวิสาหกิจอะไรที่ควรจะนำออกขาย แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ไปออกกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารในการออกกฎหมายลูก คือพระราชกฤษฎีกา ในการยุบรัฐวิสาหกิจ ทั้งๆ ที่รัฐวิสาหกิจนั้นอาจจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ ซึ่งไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งจัดตั้งโดยพระราชบัญญัติ เวลาคุณล้ม คุณก็ต้องออกพระราชบัญญัติบอกยกเลิก แต่นี่ใช้อำนาจฝ่ายบริหารไป overrule ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ใช้กฎหมายนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ทันได้ดูดส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการขายรัฐวิสาหกิจ พรรคไทยรักไทยเป็นคนเอาไปกิน ดังนั้น ข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่มีความคิดของตัวเอง และทำตาม IMF อย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมคิดว่ามีมูลแห่งความเป็นจริง
ส่วนความแตกต่างของการแก้วิกฤตเศรษฐกิจของสองรัฐบาล รัฐบาลประชาธิปัตย์ในตอนหลังเมื่อเริ่มตั้งตัวได้ ก็ใช้นโยบายอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ วิธีอัดฉีดเงินของประชาธิปัตย์กับวิธีอัดฉีดเงินของไทยรักไทยไม่เหมือนกัน ประชาธิปัตย์อัดฉีดเงินโดยไปกู้จากโครงการเงินกู้มิยาซาวา ซึ่งมีภาระต้องชำระคืนเงินกู้เป็นเงินตราต่างประเทศ และมีภาระดอกเบี้ย แล้วก็เอามาใช้อีลุ่ยฉุยแฉก เช่น เอามาปูฟุตบาทสนามหลวง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเอามาสร้างรั้ว นี่เป็นวิธีอัดฉีดเงินเพื่อจะให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งการอัดฉีดเงินมีต้นทุนที่ต้องเสีย ในตอนนั้นผมก็เขียนบทความว่า เราอยากอัดฉีดเงินก็ไม่ว่ากัน แต่โครงการที่จะใช้ในการอัดฉีดน่าจะเป็นโครงการที่จะเพิ่มศักยภาพในการผลิตให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่ให้หน่วยราชการไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก สิ่งที่เขาทำมันอีลุ่ยฉุยแฉก โดยไม่ได้คิดว่าเงินกู้ต่างประเทศมีต้นทุนที่จะต้องเสีย ไม่ใช่เฉพาะต้นทุนทางการเงิน คือไม่ใช่เฉพาะดอกเบี้ย มันมีต้นทุนทางเศรษฐกิจ เพราะในอนาคตคุณต้องประหยัด คุณต้องหารายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ แล้วเอาไปชำระคืนเงินกู้
ส่วนวิธีการของไทยรักไทยคือใช้ consumption-led growth ใช้วิธีการทั้งมวลในการปลุกระดมให้คนไทยใช้จ่ายเงิน พยายามที่จะใช้ทรัพยากรภายในประเทศ (domestic resource) ในการฟื้นเศรษฐกิจ เช่น พยายามปลุกให้ประชาชนระดับรากหญ้าเพิ่มการใช้จ่ายในการบริโภค มีนโยบายพักหนี้เกษตรกร มีนโยบายส่งเสริมการใช้เครดิตการ์ด โดยลดเงื่อนไขการได้มาซึ่งบัตรเครดิต มีนโยบายส่งเสริมให้คนซื้อสินค้าเงินผ่อน ซึ่งก็มีส่วนในการช่วยอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรม เช่น ซื้อรถยนต์โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ หรือซื้อบ้านผ่อนส่งโดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ หรือมีนโยบายทางด้าน microfinance ธนาคารประชาชนสำหรับพ่อค้าแม่ค้า มีธนาคาร SMEs ทั้งหมดนี้รวมทั้งการอัดฉีดเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน
จริงอยู่ การฟื้นตัวในปี 2546 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของระบบเศรษฐกิจโลก แต่ผมคิดว่าเราต้องให้เครดิตกับรัฐบาลไทยรักไทยในเรื่องของการฟื้นตัว จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่เมื่อดูจากการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของสองรัฐบาล เราจะเห็นความแตกต่าง ในขณะที่รัฐบาลประชาธิปัตย์อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยอาศัยเงินกู้จากต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งต้นทุนทางการเงินและต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลไทยรักไทยพยายามใช้ทรัพยากรภายในประเทศในการกระตุ้นการบริโภค กระตุ้นการใช้จ่าย และการกระตุ้นการใช้จ่ายที่สำคัญนอกเหนือจากที่ผมพูดไปแล้วก็คือ การใช้นโยบายกึ่งการคลัง (quasi-fiscal policy) เช่น การสั่งการให้สถาบันการเงินของรัฐเพิ่มการใช้จ่าย สั่งให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ปล่อยเงินกู้ในการซื้อบ้าน หรือสั่งให้ ธกส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) พักหนี้เกษตรกร ต่อมา ธกส. ก็มาทำเรื่องกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเริ่มจากการสั่งให้ ธกส. กู้เงินจากธนาคารออมสินไปจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน 74,000 หมู่บ้าน
นี่เป็นความแตกต่างของการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และระบบเศรษฐกิจไทยก็ฟื้นตัว แต่อย่างที่ผมพูดไว้ตอนต้น ระบบเศรษฐกิจไทยอาจจะเข้าสู่วิกฤตรอบใหม่ เพราะวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ปัญหาราคาน้ำมัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมา และอาจจะมีโมเมนตัมของวิกฤตการณ์เศรษฐกิจรอบใหม่
ความจริงของสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมารัฐบาลก็บอกว่าดี แต่ฝ่ายค้านกลับบอกตรงกันข้าม
30 ปีหลัง 6 ตุลาฯ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง หนึ่ง ขนาดของระบบเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นเยอะ เนื่องจากผมให้สัมภาษณ์โดยไม่ได้ดูข้อมูล ผมเลยไม่สามารถบอกได้ว่ามันใหญ่ขึ้นมากี่เท่า ผมคิดว่ามันใหญ่มากกว่าเท่าตัว สอง ระบบเศรษฐกิจซับซ้อนกว่าเก่าเยอะ บริหารจัดการยากกว่าเก่าเยอะ ถ้าคุณมาบริหารเศรษฐกิจไทย ณ ปี 2549 กับบริหารเศรษฐกิจไทย ณ ปี 2519 ความยากลำบากในการบริหารไม่เหมือนกัน ความยากลำบากที่เห็นเด่นชัดคือความยากลำบากเกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนไหวของเงินทุนระหว่างประเทศ ในปี 2519 ตลาดการเงินระหว่างประเทศยังเชื่อมโยงกันไม่มาก แต่ในขณะนี้ตลาดการเงินระหว่างประเทศเชื่อมโยงกันมาก เวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงในตลาดการเงินระหว่างประเทศที่เป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลก มันส่งผลสะเทือนไปสู่ตลาดการเงินของประเทศอื่นๆ
กระบวนการเชื่อมโยงตลาดการเงินระหว่างประเทศเป็นปรากฏการณ์ของทศวรรษ 2530 และกระบวนการนี้มีส่วนสร้างความยากลำบากในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ เราได้บทเรียนจากเรื่องนี้ในตอนเกิดวิกฤตปี 2540 ทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ตระหนักถึงความยากลำบากของการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในยุคที่ตลาดการเงินระหว่างประเทศมันเชื่อมสัมพันธ์กันอย่างค่อนข้างสนิทแนบแน่น ผมคิดว่านี่เป็นข้อเท็จจริงที่สำคัญ
ภาคเกษตรกรรมก็เล็กลงไปเยอะ เวลานี้ภาคเกษตรกรรมให้ผลผลิตไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ซึ่งเล็กกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วเยอะ และระบบเศรษฐกิจไทยก็กำลังเปลี่ยนโครงสร้างไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ผมคิดว่านี่เป็นความแตกต่างของระบบเศรษฐกิจไทยในปี 2549 กับปี 2519
ขนาดของการเปิดประเทศ (degree of openness) เวลานี้มัน 100 กว่าเปอร์เซ็นต์ และรัฐบาลไทยรักไทยมีส่วนในการทำให้ขนาดของการเปิดประเทศกว้างขวางกว่าเก่าเยอะ ซึ่งที่จริงในปี 2544 คุณทักษิณออกมาวิพากษ์แบบจำลองการพัฒนาเอเชียบูรพาที่ยึด outward orientation แต่ในท้ายที่สุด ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา คุณทักษิณก็หันมาเดินตามฉันทมติวอชิงตัน (Washington Consensus)
ขนาดของการเปิดประเทศในรัฐบาลทักษิณสูงกว่าในรัฐบาลชวน และเทียบไม่ได้เลยกับเมื่อปี 2519 การที่ขนาดของการเปิดประเทศกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ ก็มีนัยสำคัญว่า เวลาที่เกิดวิกฤตในประเทศศูนย์อำนาจของโลก วิกฤตนั้นจะส่งผลต่อประเทศไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำไมจึงบอกว่ารุนแรง ก็เพราะระบบเศรษฐกิจไทยมีขนาดเล็กมาก คุณลองนึกถึงแรงผลักต่อเด็กกับแรงผลักต่อผู้ใหญ่ ถึงแม้จะใช้แรงผลักเท่ากัน แต่เด็กจะได้รับผลสะเทือนสูงกว่าผู้ใหญ่ GDP ของไทยแค่ประมาณ 0.5-0.6 เปอร์เซ็นต์ของ world GDP เราเป็น small economy และเมื่อขนาดของการเปิดประเทศมันกว้างใหญ่ไพศาล เวลาเกิดวิกฤตจากต่างประเทศ วิกฤตนั้นก็จะส่งผลกระทบที่รุนแรง
นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงลักษณะและโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือความแตกต่างในกระบวนการกำหนดนโยบาย ในปี 2519 เทคโนแครตยังมีบทบาทสูงในกระบวนการกำหนดนโยบาย เราจะพบว่าเทคโนแครตทรงอิทธิพลมากในระบอบเผด็จการคณาธิปไตย แต่ทุกครั้งที่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็จะมีการยื้อแย่งอำนาจในการกำหนดนโยบาย เราเห็นปรากฏการณ์นี้ครั้งแรกในรัฐบาลคึกฤทธิ์ ตอนนั้นคุณบุญชู โรจนเสถียร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณบุญชูก็พยายามที่จะยื้อแย่งอำนาจในการกำหนดนโยบายการคลัง
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอีกครั้งในรัฐบาลเปรม 1 เมื่อปี 2523 ตอนนั้นพรรคกิจสังคมส่งคุณบุญชูมาเป็นรองนายกฯ หนังสือพิมพ์ก็เรียกคุณบุญชูว่าซาร์เศรษฐกิจ พรรคกิจสังคมคุมนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญส่วนใหญ่ และนโยบายเงินผันของรัฐบาลคึกฤทธิ์ก็มาดำเนินการในรัฐบาลเปรม แต่เปลี่ยนชื่อเป็นนโยบายการสร้างงานในชนบท แต่ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ถึงแม้จะมีการยื้อแย่งอำนาจในการกำหนดนโยบายระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับเทคโนแครต เทคโนแครตก็ยังคงสามารถกุมการกำหนดนโยบายที่เป็นแก่นแกน (core policy) นโยบายเหล่านี้ยังอยู่ในมือเทคโนแครต แม้กระทั่งในรัฐบาลชาติชายที่กลุ่มทุนสามารถเข้าไปยึดพื้นที่สาธารณะ (public space) ในกระบวนการกำหนดนโยบายได้มากขึ้น หรือมีรัฐมนตรีที่มีภูมิหลังเป็นพ่อค้านายทุนในสัดส่วนที่สูง และกลุ่มทุนก็สามารถเข้าไปยึดพื้นที่ในวุฒิสภาได้
ในตอนนั้นนักรัฐศาสตร์จำนวนหนึ่งก็จะบอกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยตายแล้ว รวมทั้งเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่บอกว่าอำนาจในการกำหนดนโยบายกำลังเปลี่ยนมือไปสู่พ่อค้านายทุน แต่ผมก็เถียงกับเอนกในประเด็นนี้ ผมบอกว่าไม่ใช่ ผมยังเชื่อว่าเทคโนแครตยังกุมอำนาจในการกำหนดนโยบายที่เป็นแก่นแกน
นโยบายที่เป็นแก่นแกนของสังคมเศรษฐกิจของผมหมายถึงอะไร ก็หมายถึงการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาค นี่เป็นนโยบายแก่นแกนซึ่งยังคงอยู่ในมือของเทคโนแครต รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถึงแม้จะพยายามยื้อแย่งอำนาจในการกำหนดนโยบาย อย่างมากก็กำหนดได้เฉพาะ marginal policy เช่น นโยบายเงินผันของรัฐบาลคึกฤทธิ์ นโยบายการสร้างงานในชนบทของรัฐบาลเปรม 1 นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าของรัฐบาลชาติชาย แต่รัฐบาลที่ผมเอ่ยชื่อมาเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าไปกุมการกำหนดนโยบายที่เป็นแก่นแกนได้ แต่รัฐบาลทักษิณกำหนดได้แล้ว
ในการเลือกตั้ง รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีต ไม่สามารถเสนอขาย policy menu ทั้ง package แต่ไทยรักไทยสามารถเสนอขายทั้ง package และไทยรักไทยสามารถนำนโยบายที่เสนอขายมาดำเนินการเป็น package ผมคิดว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งคือ ไทยรักไทยมีความรับผิดชอบต่อนโยบายที่หาเสียง เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ ผมความจำดี ถึงแม้ผมจะแก่แล้ว ในการเลือกตั้งปี 2535 เมื่อมีรัฐบาลชวน 1 ประชาธิปัตย์โฆษณาเรื่องนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดใหญ่ แล้วประชาธิปัตย์ก็เบี้ยว ไม่มีความรับผิดชอบ
ผมเลือกประชาธิปัตย์เพราะผมอยากจะเห็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ผมจ่ายเงินไปแล้ว ผมหย่อนบัตรเลือกตั้งไปแล้ว แต่ประชาธิปัตย์ไม่ส่งมอบสินค้า คือตลาดการเมืองเป็นตลาดการแลกเปลี่ยนระหว่างนโยบายกับคะแนนเสียง นี่เป็นตลาดการเมืองในอุดมคติ แล้วประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีความเสี่ยงว่าจ่ายเงินไปแล้วอาจจะไม่ได้รับมอบสินค้า นี่คือสิ่งที่ประชาธิปัตย์ทำในปี 2535
การเปลี่ยนแปลงกระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐบาลทักษิณ นอกจากประเด็นที่รัฐบาลทักษิณสามารถขายนโยบายเป็น package และดำเนินนโยบายเป็น package ไม่ใช่ดำเนินนโยบายเป็น marginal policy เหมือนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งรัฐบาลอื่นๆ แล้ว รัฐบาลทักษิณยังรุกคืบไปยึดบางภาคส่วนของนโยบายที่เป็นแก่นแกน ไปยึดกุมการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา แม้รัฐบาลทักษิณจะยังไม่สามารถยึดกุมการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมหภาคส่วนที่เป็นนโยบายการเงินได้ แต่ส่วนที่เป็นนโยบายการคลังอยู่ในมือรัฐบาลทักษิณแล้ว นี่เป็นการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงนี้มีด้านเสีย ซึ่งก็อาจจะมาจากบุคลิกภาพของคุณทักษิณ มาจากภูมิหลังของคุณทักษิณ รวมทั้งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปี 2540
กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของเรากำลังเปลี่ยนไปสู่ระบบวีรชนเอกชน คือคุณทักษิณเป็นคนกำหนดนโยบายแต่เพียงผู้เดียว รัฐมนตรีเป็นเพียงหลงจู๊ คอยรับคำสั่งเถ้าแก่ไปดำเนินนโยบาย เพราะหลงจู๊มีสภาวะความไม่แน่นอนว่าจะอยู่ในตำแหน่งนานเท่าไหร่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้อำนาจนายกฯในการถอดถอนและแต่งตั้งรัฐมนตรี คุณชวนมีอำนาจนี้ แต่คุณชวนใช้ไม่เป็นหรือไม่อยากใช้ผมไม่แน่ใจ แต่คุณทักษิณรู้ว่าตัวเองมีอำนาจนี้ แล้วใช้อย่างเต็มที่ ประกอบกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีห้ามเป็น ส.ส. หรือห้ามเป็น ส.ว. ในเวลาเดียวกัน ถ้าคุณถูกปลดจากรัฐมนตรี คุณว่างงานทางการเมืองทันที คุณทักษิณกุมนัยสำคัญของรัฐธรรมนูญปี 2540 เรื่องนี้ได้ คุณทักษิณก็ใช้ข้อนี้เป็นแส้สำหรับหวดก้นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีให้อยู่ในแถว แตกแถวเมื่อไหร่ก็เอาออกจากตำแหน่ง
กระบวนการกำหนดนโยบายเป็นกระบวนการวีรชนเอกชน และกระบวนการกำหนดนโยบายที่มีลักษณะวีรชนเอกชนทำให้สังคมเศรษฐกิจไทยกลายเป็นสังคมเศรษฐกิจแห่งความสุ่มเสี่ยง (risk economy) เพราะเราจะพบว่ารัฐมนตรีร่วมรัฐบาลไม่กล้าแสดงความเห็นคัดค้านสิ่งที่คุณทักษิณพูด
เทคโนแครตสิ้นฤทธิ์หลังวิกฤตปี 2540 และคุณทักษิณประสบความสำเร็จในการกำหนด rules of the game ที่ว่า รัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบาย เทคโนแครตเป็นเพียงผู้สนองนโยบาย เรื่องนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดเจน คุณทักษิณสามารถกำกับเทคโนแครตได้ ยกเว้นในปริมณฑลของนโยบายการเงิน เราจะเห็นคุณทักษิณใช้อำนาจในช่วงแรกๆ ในการปลดปลัดกระทรวง ในการโยกย้ายต่างๆ ปลัดกระทรวงคนที่ช่วยเกื้อกูลการทำงานของคุณทักษิณ คุณทักษิณก็ตั้งให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีเมื่อปลดเกษียณ นี่เป็นรูปแบบที่เห็นได้ชัดเจน
กระบวนการกำหนดนโยบายก็เป็นกระบวนการที่ไม่มี check and balance เป็นระบบวีรชนเอกชน ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องอันตราย มันจะนำสังคมไทยไปสู่สังคมแห่งการสุ่มเสี่ยง
อาจารย์พูดถึงการที่รัฐบาลไทยรักไทยวิพากษ์วิจารณ์แบบจำลองเอเชียบูรพา (East Asian Model) แต่ในช่วงหลังกลับเปลี่ยนมาเห็นด้วยกับฉันทมติวอชิงตันซึ่งอยู่กันคนละด้าน อะไรคือคำอธิบายว่าทำไมรัฐบาลเดียวกันจึงเปลี่ยนความคิดได้เร็วขนาดนี้
พรรคไทยรักไทยขี่กระแสชาตินิยมในการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544 พรรคไทยรักไทยร่วมเหยียบรัฐบาลชวนเรื่องกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ แต่จนเดี๋ยวนี้กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับนั้นยังอยู่ดีกินดี ไม่ได้มีอันเป็นไป ถึงแม้เวลาจะผ่านไปตั้ง 5-6 ปีแล้ว
การที่รัฐบาลไทยรักไทยโจมตีกฎหมาย 11 ฉบับว่าเป็นกฎหมายขายชาติ เป็นการวิพากษ์ IMF ในแง่ของสังคมเศรษฐกิจโลก สังคมเศรษฐกิจโลกก็อาจจะมองว่ารัฐบาลไทยรักไทยต่อต้าน IMF ตอนที่รัฐบาลไทยรักไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาลในครึ่งปีแรกของปี 2544 มีสุ้มเสียงเดินตามแนวทางชาตินิยมทางเศรษฐกิจ สุนทรพจน์ที่สำคัญคือสุนทรพจน์ในการเปิดสมัยการประชุมที่ 57 ของ ESCAP (The United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific) และ Far Eastern Economic Review บอกว่าคุณพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็นคนเขียน นี่เป็นสุนทรพจน์ที่ดีมาก แม้กระทั่งอาจารย์อัมมาร สยามวาลา ก็ชื่นชม ผมเองก็ชื่นชม
แบบจำลองเอเชียบูรพานั้นอยู่บนพื้นฐานของแนวทางเสรีนิยมจริง แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เถียงกันได้ว่าระดับของความเป็นเสรีนิยมมีมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่ว่าคุณจะดูเกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ เขาไม่ได้เสรีนิยมจริง รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงทั้ง 3 ประเทศ ยกเว้นฮ่องกง ฮ่องกงอาจจะเป็นตัวอย่างของ Asian NIC ที่ดำเนินนโยบายเสรีนิยมในเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าในอีก 3 ประเทศ ทั้งเกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ รัฐบาลเกาหลีใต้เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ (chaebol) รัฐบาลไต้หวันก็เข้าไปส่งเสริม SMEs สิงคโปร์มี government-related company อย่างเช่นเทมาเส็กเยอะมาก คนไปเข้าใจว่าสิงคโปร์เป็นตัวอย่างของระบบเศรษฐกิจเสรีนิยม จริงๆ แล้วไม่ใช่
แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศเหล่านี้ดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด ในแง่ที่ว่าให้ความสำคัญกับเรื่องการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ คุณทักษิณวิพากษ์ว่า แบบจำลองเอเชียบูรพาไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (value added) แก่ระบบเศรษฐกิจไทยซักเท่าไหร่ สิ่งที่เราได้ก็คือค่าจ้างแรงงาน หรือไม่ก็อาจจะมีมูลค่าเพิ่มที่มาจากการขายวัตถุดิบ แต่มูลค่าเพิ่มที่สำคัญต่างประเทศเอาไปกิน การเติบโตโดยการส่งออกมันไม่เชื่อมสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า
คุณทักษิณบอกว่า แบบจำลองการพัฒนาเอเชียบูรพาเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเสถียรภาพมากกว่าที่ควรจะเป็น เวลาที่ประเทศศูนย์กลางของระบบทุนนิยมโลกซบเซา ถดถอย ตกต่ำ ระบบเศรษฐกิจไทยก็ซบเซา ถดถอย ตกต่ำ นี่เป็นบทวิพากษ์ของคุณทักษิณ และในปี 2546 เมื่อคุณทักษิณมาอธิบาย Thaksinomics คุณทักษิณบอกว่าจำเป็นต้องดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาทวิวิถี (dual-track) คือด้านหนึ่งก็ยังส่งเสริมการส่งออก แต่อีกด้านหนึ่งก็พัฒนาระดับรากหญ้า ผมเดาว่าในช่วงปี 2544-2545 รัฐบาลทักษิณยังไม่ได้ใช้คำว่า dual-track เพิ่งมาใช้ในปี 2546 แต่คำว่า dual-track มันอยู่ในบทวิเคราะห์ของดาเนียล เหลียน (Daniel Lian) มาตั้งแต่ต้นปี 2544
สุนทรพจน์ของคุณทักษิณสร้างความเคลือบแคลงใจกับชุมชนทุนนิยมโลก ชุมชนทุนนิยมโลกไม่แน่ใจว่าคุณทักษิณจะเอายังไง ไม่แน่ใจว่าคุณทักษิณยังจะเดินตามแนวทางเสรีนิยมต่อไปหรือเปล่า เพราะคุณทักษิณเคยมีสุ้มเสียงวิพากษ์เสรีนิยมและชูกระแสชาตินิยม ในตอนนั้นสื่อมวลชนที่เป็นกระบอกเสียงของทุนนิยม เช่น Wall Street Journal, Asian Wall Street Journal, Far Eastern Economic Review, Asia Week หรือแม้กระทั่ง Bangkok Post และ The Nation ก็ออกมาวิพากษ์คุณทักษิณ
ประมาณเดือนพฤษภาคม 2544 คุณทักษิณไป make keynote speech ในการประชุม Global Fortune Forum ของนิตยสาร Fortune ที่ฮ่องกง แล้วคุณทักษิณก็บอกว่ารัฐบาลไทยรักไทยยังคงส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เท่าที่ผมอ่านดูมี message 2 ชิ้น หนึ่ง รัฐบาลไทยรักไทยยังคงส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ สอง คุณทักษิณวิพากษ์ Japan, Inc. บอกว่า Japan, Inc. เป็นแบบจำลองการพัฒนาแบบห่วยๆ ทำให้ญี่ปุ่นฟองสบู่แตก จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ฟื้น
เดือนพฤศจิกายน 2544 คุณทักษิณไปกล่าวสุนทรพจน์ที่โตเกียว คราวนี้คุณทักษิณถอยติดฝาผนังเลย คุณทักษิณบอกว่าเศรษฐกิจไทยเป็นหนี้บุญคุณแบบจำลองการพัฒนาเอเชียบูรพา ที่เติบโตมาได้ทุกวันนี้ก็เพราะเดินตามเส้นทางของการพัฒนาแบบเอเชียบูรพา และยืนยันว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ผมคิดว่านี่เป็นจุดเปลี่ยนแปลง ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นคนเขียนใน The Nation ว่า Thaksinomics is dead in Japanese water. คือมันมีแรงกดดันจากชุมชนทุนนิยมโลก และลึกๆ แล้วคุณทักษิณก็อาจจะไม่ได้เห็นดีเห็นชอบกับเส้นทางชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ผมไม่คิดว่าคุณทักษิณจะเลือกอันหนึ่งอันใดระหว่างชาตินิยมทางเศรษฐกิจกับเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ คุณทักษิณเลือกชาตินิยมเมื่อชาตินิยมให้ผลประโยชน์ส่วนตัวแก่คุณทักษิณ และคุณทักษิณก็จะเลือกเสรีนิยมเมื่อเสรีนิยมให้ผลประโยชน์ส่วนตัวกับคุณทักษิณ เหมือนกับประเด็นเรื่อง privatization คุณทักษิณจะเลือก privatization เมื่อ privatization ให้ผลประโยชน์กับคุณทักษิณและเครือญาติบริวาร ถ้าคุณทักษิณและเครือญาติบริวารสามารถซื้อหุ้นรัฐวิสาหกิจที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ คุณทักษิณก็ขายมัน คุณทักษิณจะเลือก publicization เช่น อยากจะฮุบรถไฟฟ้าบนดิน อยากจะฮุบรถไฟฟ้าใต้ดิน เมื่อการฮุบกิจการเหล่านั้นให้ผลประโยชน์ส่วนตัวกับคุณทักษิณ พฤติกรรมของคุณทักษิณเป็นอย่างนี้
ฉะนั้น ตอนนี้คุณทักษิณก็เลยออกมาพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้
พรรคไทยรักไทยพยายามโฆษณาว่านโยบายของพรรคเดินตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ผมก็พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกและเขียนซ้ำอีกซ้ำอีกว่ามันไปด้วยกันไม่ได้
ตั้งแต่ปี 2544 คุณทักษิณเริ่มเดินตามแนวทางการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เน้นการส่งเสริมการส่งออก ปรัชญาเสรีนิยมทางเศรษฐกิจคืออะไร ปรัชญาเสรีนิยมทางเศรษฐกิจคือปรัชญาที่มีความเชื่อในเรื่องความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (comparative advantage) มีความเชื่อว่าถ้าประเทศต่างๆ ใช้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิตสินค้าและบริการที่ตัวเองมีความชำนาญพิเศษ แล้วเอาไปแลกกับสินค้าและบริการที่ตัวเองไม่มีความชำนาญพิเศษในการผลิต โลกก็จะมีสวัสดิการเพิ่มพูนขึ้น การเปิดตลาดการค้าเสรีก็มีพื้นฐานมาจากหลักความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้เชื่อเรื่องความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ตรงกันข้ามกับหลักการเรื่องความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องการให้ครัวเรือนและชุมชนผลิตสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต่อการบริโภคอย่างพอเพียง ไม่เน้นการผลิตเพื่อขาย ผลิตเหลือกินเหลือใช้แล้วจึงจะขาย เน้นการกระจายการผลิต ถ้าเราดูภาคเกษตรกรรมที่อยู่บนพื้นฐานของปรัชญาเศรษฐกิจเสรีนิยม เราก็จะพบว่าประชาชนในชนบทถ้าปลูกข้าวก็ปลูกข้าวอย่างเดียว ปลูกมันสำปะหลังก็ปลูกมันสำปะหลังอย่างเดียว คือผลิตตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ แล้วก็ส่งออกไปขาย ขายแล้วตัวเองไม่ได้ พ่อค้าส่งออกได้
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องการให้ประชาชนในชนบทกระจายความเสี่ยง วิธีการกระจายความเสี่ยงคือ ถ้าชีวิตมีความต้องการสินค้าและบริการอะไรก็พยายามผลิตเอง เมื่อกระจายความเสี่ยง มันก็ไม่ได้เป็นการผลิตตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ แต่ผลิตตามที่ชีวิตมีความจำเป็นต้องการ ถ้าเหลือจึงจะเอาส่งไปขายในตลาด ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ต่อต้านเรื่องการค้าระหว่างประเทศ แต่ไม่ได้เน้นการใช้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิต ในแง่นี้ นโยบายของรัฐบาลไทยรักไทยไม่ได้เป็นไปตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พรรคไทยรักไทยมักจะยกตัวอย่างโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) นโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของรัฐบาลไทยรักไทยคืออะไร คือการบอกให้ตำบลหาความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของตัวเอง แล้วผลิต ผลิตเพื่ออะไร ท้ายที่สุดก็ผลิตเพื่อส่งออก
ถ้าอย่างนั้นในสถานการณ์โลกปัจจุบัน เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกของประเทศหรือไม่
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกของประเทศหรือไม่ ประชาชนในชนบทบางภาคส่วนเชื่อว่าเป็นทางออกของตัวเอง เรามีผู้นำชาวบ้านอย่างผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ซึ่งเป็นเหยื่อของความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ เพราะแกเคยปลูกมันสำปะหลัง แล้วฝนแล้งติดกันสองฤดู แกหมดตัว แกจึงได้คิด เนื่องจากแกคิดเป็น แกก็เลยกระจายการผลิต วนเกษตรกรรมของแกคือการกระจายการผลิต แกเลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ปลูกข้าว ปลูกผลไม้ ปลูกผัก ใช้บริโภคในครัวเรือน เหลือจึงจะขาย ในตอนหลังๆ แกไปไกลถึงกับบอกว่าถ้าอายุห้าสิบจะเริ่มปลูกไม้สัก เพราะไม้สักใช้เวลา 10 ปีกว่าจะโตและตัดไปขายได้
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นคำตอบของประเทศหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ นอกจากประชาชนจะเป็นคนตอบ แต่คำตอบของประชาชนบางภาคส่วนในสังคมเศรษฐกิจไทยคือ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกของตัวเอง ทำไมขบวนการพึ่งตนเองจึงขยายตัว เท่าที่ผมสังเกต ขบวนการพึ่งตนเองที่ขยายตัว มันขยายตัวในภาวะวิกฤตทั้งนั้น ผมไม่แน่ใจว่าตอนวิกฤตการณ์น้ำมันปี 2517 ขบวนการพึ่งตนเองขยายตัวมากน้อยแค่ไหน แต่ผมมั่นใจมากว่าตอนเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สองในปี 2522 ขบวนการพึ่งตนเองในชนบทขยายตัวสูงมาก เพราะคราวนั้นวิกฤตการณ์มันยืดเยื้อถึงปี 2529 ประชาชนเริ่มเรียนรู้จากวิกฤต และเริ่มพึ่งตนเอง
เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นยุทธศาสตร์หลักของสังคมเศรษฐกิจไทยหรือไม่ ผมตอบแล้วคนก็โกรธ ผมบอกว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ผมถามว่าใครยึดกุมกระบวนการกำหนดนโยบายในเมืองไทย เทคโนแครตที่เห็นดีเห็นงามกับเศรษฐกิจพอเพียงมีไม่มาก และในประการสำคัญ กระบวนการกำหนดนโยบายในขณะนี้กำลังถูกยึดกุมโดยกลุ่มทุน ซึ่งกลุ่มทุนไทยมีสัญญาพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับกลุ่มทุนสากล รวมทั้งการที่สังคมเศรษฐกิจไทยเข้าไปสู่ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นสมาชิกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เป็นสมาชิกธนาคารโลก เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ไม่มีทางที่เศรษฐกิจพอเพียงจะกลายมาเป็นยุทธศาสตร์หลักของสังคมเศรษฐกิจไทย
โดยแรงกดดันของบรรษัทระหว่างประเทศ โดยแรงกดดันขององค์กรโลกบาล โดยแรงกดดันของประเทศมหาอำนาจ โดยแรงกดดันของชุมชนการเงินระหว่างประเทศ และรวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่ามันมีสัมพันธภาพเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มทุนไทยกับกลุ่มทุนสากล ผมมองไม่เห็นทางเลยว่าเราจะหลุดไปจากฉันทมติวอชิงตันได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นตอนนี้เรายืนอยู่ตรงไหน และผลพวงของนโยบายเศรษฐกิจที่รัฐบาลไทยรักไทยทำ มันส่งผลกระทบกับจุดยืนของเราในวันนี้อย่างไร
ผมเขียนมาเป็นเวลา 10 ปีแล้วว่า ในสังคมเศรษฐกิจไทยมีทวิลักษณะของยุทธศาสตร์การพัฒนา อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใช้คำว่า “ทางใคร ใครเลือก” ประชาชนในชนบทส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นส่วนสำคัญด้วย เลือกเส้นทางเศรษฐกิจพอเพียง เลือกเส้นทางการพึ่งตนเอง ที่ผมตั้งชื่อว่า “ยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา” กลุ่มทุนไทยก็เดินบนเส้นทางโลกานุวัตรพัฒนา ตามเส้นทางฉันทมติวอชิงตัน มันเป็นเรื่องของทางใคร ใครเลือก เพียงแต่คนที่กุมอำนาจในการกำหนดยุทธศาสตร์หลักพากันเดินไปสู่ฉันทมติวอชิงตัน ระบบเศรษฐกิจไทยก็เลยเป็นแบบนี้
ถามว่ารัฐบาลไทยรักไทยทำอะไร ผมคิดว่ารัฐบาลไทยรักไทยก็มีส่วนในการกระชับสัมพันธ์ ในการทำให้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเดินเข้าไปใกล้ฉันทมติวอชิงตันมากขึ้น ถึงแม้ว่าผู้นำพรรคไทยรักไทยจะบอกว่ารัฐบาลไทยรักไทยเชื่อในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาลไทยรักไทย คือยุทธศาสตร์ทวิวิถี มันไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง การที่รัฐบาลไทยรักไทยส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายในการบริโภคอย่างเกินตัว มันตรงกันข้ามกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต้องการให้อยู่พอดี กินพอดี แต่ทักษิโณมิกส์ต้องการให้อยู่ดีกินดี อยู่กินมากกว่าเงินที่มี มันตรงกันข้ามกันเลย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ส่งเสริมให้ประกอบกิจกรรมทางด้านอบายมุข แต่ทักษิโณมิกส์ส่งเสริมอบายมุข ส่งเสริมการเล่นหวย ถ้าไม่มีการทัดทาน ก็อาจจะถึงกับสร้าง entertainment complex
ทวิลักษณ์ทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบกับภาคการเมืองไทยอย่างไร
ก็เห็นได้จากสิ่งที่พรรคไทยรักไทยทำ พรรคไทยรักไทยเอานโยบายเอื้ออาทรไปใส่ในชนบท เพราะที่ผ่านมา ขบวนการพึ่งตนเองมันพึ่งตนเองจริงๆ พรรคไทยรักไทยก็เอาทุกอย่างใส่เข้าไปในชุดนโยบายเอื้ออาทร มันก็ไปทำลายศักยภาพในการพึ่งตนเอง ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ผู้นำไทยเป็นจำนวนไม่น้อยแสดงความเป็นกังวล
การพัฒนาความสามารถในการพึ่งตนเอง ผมคิดว่ามีมาเป็นเวลามากกว่าสองทศวรรษแล้ว ถ้านับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันปี 2522 ก็เป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่มีกระบวนการพัฒนาศักยภาพในการพึ่งตนเอง แต่ศักยภาพในการพึ่งตนเองนี้กำลังจะถูกทำลายโดยชุดนโยบายเอื้ออาทร คุณจะเห็นได้จากกรณีที่เกษตรกรมาถล่มกระทรวงเกษตรฯ ขอให้ยกหนี้ให้ นี่เป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดี เป็นสัญญาณที่ส่อให้เห็นความเสื่อมของสังคมไทย
มันจะนำไปสู่การเผชิญหน้าหรือเปล่าครับ
ผมไม่สามารถตอบได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
..............................
หมายเหตุ: สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตีพิมพ์ครั้งแรก: October No. 6: ปฏิวัติ 2549, openbooks, 2550



