เมื่อกองเซ็นเซอร์ดับ “แสงศตวรรษ”
- คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง -
http://merveillesxx.bloggang.com
สถานการณ์บ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมาทำให้ผมรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังอยู่ในหนังเรื่อง V for Vendetta (2006, James McTeigue) หรือไม่ก็นิยายเรื่อง 1984 ของ George Orwell ขบวนการ “เซ็นเซอร์” อย่างบ้าคลั่งไล่มาตั้งแต่ การห้ามเข้าเว็บ CNN.COM (ในช่วงที่คุณทักษิณไปออกสัมภาษณ์), ห้ามขาย ห้ามแปลหนังสือ The King Never Smiles, การบล็อคเว็บไซต์ youtube.com จนถึง การเบลอ “นมชิสุกะ” แสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยกำลังถูกอำนาจเผด็จการลิดรอนสิทธิเสรีภาพมากขึ้นทุกวัน
และภาวะดังกล่าวก็ถูกตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อภาพยนตร์เรื่อง “แสงศตวรรษ” ไม่ผ่านการพิจารณาจากกองเซ็นเซอร์ (คณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์) นอกจากนั้นกองเซ็นเซอร์ยังยึดฟิล์มของหนังเรื่องนี้เอาไว้ด้วย!
“แสงศตวรรษ” เป็นผลงานของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับคนแรกของไทยที่สามารถคว้ารางวัล Un Certain Regard และ Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ (จากเรื่อง “สุดเสน่หา” และ “สัตว์ประหลาด!” ตามลำดับ) และสำหรับหนังเรื่องล่าสุดอย่าง “แสงศตวรรษ” ก็ได้ประกวดในสายหลักของเทศกาลหนังเวนิซ (ประเทศอิตาลี), ได้รับรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมจาก Asian Film Awards (ฮ่องกง) และรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเอเชียโดวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส
ถึงแม้อภิชาติพงศ์จะเป็นเจ้าของรางวัลศิลปาธร ปี 2549 สาขาภาพยนตร์ จากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย แต่หากพูดกันตามจริงแล้วหนังของเขาไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีนักจากประเทศบ้านเกิด เพราะหนังได้เข้าฉายในพื้นที่จำกัด ในระยะเวลาอันสั้น แถมผู้คนก็พากันหวาดกลัวหนังของเขา ด้วยข้อกล่าวหาประมาณว่าเป็น “หนังอาร์ต” หรือ “หนังปีนกระไดดู” (ซึ่งที่จริงแล้วบางคนอาจจะไม่เคยดูหนังของเขาเลยด้วยซ้ำ)
อย่างไรก็ดี คนจำนวนหนึ่งก็เฝ้ารอดูหนังของอภิชาติพงศ์อย่างใจจดใจจ่อ สำหรับพวกเขาแล้ว 19 เมษายน เป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่ง เพราะเป็นวันที่ “แสงศตวรรษ” จะเข้าฉายในโรง (โดยฉายเพียง 2 โรงคือ พารากอน ซีเนเพล็กซ์ และเอสพลานาด ซีเนเพล็กซ์)
แต่แล้วในวันอังคารที่ 10 เมษายน ผมได้รับแจ้งข่าวว่า หนังมีปัญหาในกระบวนการเซ็นเซอร์ โดยกองเซ็นเซอร์ได้เงื่อนไขว่าต้องตัดฉากสำคัญออกไป 4 ฉาก หนังจึงสามารถเข้าฉายได้ อันได้แก่ ฉากพระเล่นกีตาร์, ฉากหมอดื่มเหล้า, ฉากหมอกอดจูบกับแฟนสาว และอวัยวะเพศแข็งตัว (อยู่ในกางเกง) และฉากพระเล่นเครื่องร่อน ซึ่งอภิชาติพงศ์ตัดสินใจว่าจะไม่ยอมให้มีการตัดทอนฉากใดของหนังเรื่องนี้ ดังนั้น “แสงศตวรรษ” จึงไม่เข้าฉายในประเทศไทย
เมื่อได้ทราบข่าวดังกล่าว ผมเกิดคำถามในใจว่า “เสรีภาพ” และ “มาตรฐานการเซนเซอร์” ในวงการภาพยนตร์มันอยู่ตรงไหน เพราะในฐานะที่ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว (ในรอบสื่อมวลชน) ผมคิดว่าไม่มีฉากใดในหนังที่สมควรจะถูกตัดทอนออกทั้งสิ้น และตามความจริงแล้ว ทุกฉากทุกตอนในภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ล้วนมีความสำคัญ การตัดทอนมันก็คือ “การทำลายศิลปะ” อย่างเลือดเย็น
นอกจากนี้ หากอภิชาติพงศ์จะต้องมานั่งแถลงไขว่าฉากนี้คืออะไร, ฉากนั้นคืออะไร, ทำไมพระต้องเล่นกีตาร์, ทำไมหมอต้องดื่มเหล้า ฯลฯ ก็เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ เพราะภาพยนตร์นั้นคือศิลปะที่ “เล่าด้วยภาพ” ไม่มีหนทางใดที่เราจะรับสารจากหนังได้ดีที่สุด เท่ากับการรับรู้ด้วยสายตาของเราเอง และเหตุการณ์นี้ยังมีนัยว่า กองเซ็นเซอร์กำลังดูถูกผู้ชมว่าไม่มีวิจารญาณเพียงพอที่จะแยกแยะฉากเหล่านั้น พูดให้ถึงที่สุดก็คือ คนไม่กี่คนกำลังมาตัดสินใจแทนประชาชนชาวไทย 65 ล้านคน
“แสงศตวรรษ” คือภาพยนตร์ที่ได้เข้าฉายมาแล้วทั่วโลก แต่ในประเทศที่มันควรจะได้ฉายมากที่สุดอย่างประเทศไทย กลับไม่ได้ออกฉาย มันช่างน่าเศร้าใจและน่าสมเพชไปพร้อมกัน เพราะผมคิดว่าคนที่จะเข้าถึงหนังของอภิชาติพงศ์ได้มากที่สุดก็ไม่ใช่ใครอื่นเลยนอกจาก “คนไทย”
จากกรณีนี้ ผมรู้สึกชื่นชมการตัดสินใจของอภิชาติพงศ์ ที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้กับการเซ็นเซอร์แบบไทยๆ นอกจากนั้นเขายังหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นกรณีศึกษาเพื่อพัฒนา (หรือล้มล้าง) ระบบเซ็นเซอร์อันล้าหลังเสียที ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้คนบางส่วนเริ่มตื่นตัว และคิดที่จะลุกขึ้นมา “ต่อสู้” เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของตัวเอง
แต่ในวันถัดมา (11 เมษายน 2550) สถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้น เมื่อทางกองเซ็นเซอร์ไม่ยอมคืนฟิล์มหนังให้กับทีมงานของภาพยนตร์เรื่องนี้ (แม้ว่าทางทีมงานจะยืนยันว่าได้ยุติการฉายหนังเรื่องนี้ และจะไม่มีการอุทธรณ์ให้พิจารณาหนังอีกครั้ง) โดยกล่าวว่าทางกองเซ็นเซอร์จะคืนฟิล์มให้ต่อเมื่อทำการตัด 4 ฉากที่มีปัญหาทิ้งเสียก่อน
อภิชาติพงศ์ได้กล่าวไว้ว่าภาพยนตร์เรื่อง “แสงศตวรรษ” เป็นดั่งลูกชายลูกสาวของเขา ผมจึงคิดว่าการกระทำของกองเซ็นเซอร์ก็เปรียบเสมือนกับการลักพาตัวลูกชาวบ้าวเขาไปจับหักแขนหักขา ผมไม่เคยคิดเลยว่าคนไทยด้วยกันจะทำร้าย “หนังไทย” ได้ถึงเพียงนี้
อย่างไรก็ดี จากคำให้สัมภาษณ์ของกองเซ็นเซอร์ในสื่อต่างๆ และประโยค “ไม่เคยมีใครทำแบบนี้ หนังพันล้านยังไม่มีท่าทีแบบคุณเลย” (โปรดอ่านรายละเอียดในจดหมายด้านล่าง) ก็แสดงให้เห็นว่ากองเซ็นเซอร์ไม่ได้มีความเข้าใจในศิลปะภาพยนตร์เลยสักนิด และบางทีพวกเขาก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าภาพยนตร์นั้นถือเป็น “ศิลปะแขนงที่ 7”
ในมุมมองของผม สิ่งที่กองเซ็นเซอร์ทำก็มีเพียงการรักษา “ภาพลักษณ์” ขององค์กรตัวเองเท่านั้น (ดังเช่น ตัวแทนจากแพทยสภาเห็นว่าฉากหมอจูบแฟนสาวในโรงพยาบาลนั้น “ไม่เหมาะสม”) ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะ “มือถือสาก ปากถือศีล” ของบ้านเราได้เป็นอย่างดี และหากว่ากันตามตรง ภาพพจน์ของประเทศเรานั้นสูญสิ้นไปตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายนแล้ว เหตุการณ์ในครั้งนี้ก็คือการตอกย้ำถึง “ความล้าหลัง” ของประเทศไทย
ดังนั้นผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะลุกขึ้นมาต่อสู้อย่างจริงจังกับอำนาจเผด็จการในนามของ “การเซ็นเซอร์” (โดยไม่เฉพาะเพียงวงการภาพยนตร์เท่านั้น) กฎหมายเซ็นเซอร์ที่ใช้มาแต่โบราณกาล (พ.ศ. 2473)ควรถูกล้มล้าง และเปลี่ยนไปใช้ “การจัดเรทติ้ง” แบบที่สากลโลกเขาใช้กัน รวมไปถึงพระราชบัญญัติภาพยนตร์ที่ควรจะได้ผุดได้เกิดกับเขาเสียทีในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ที่หวังว่าจะไม่ได้ “ร่าง” กันขึ้นมาง่ายๆ เหมือนกับตอนที่ “ฉีก”)
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ผมได้ทราบว่าคนในวงการภาพยนตร์และประชาชนบางส่วนได้รวมตัวกันเป็นพันธมิตรเพื่อที่จะต่อสู้กับการกระทำครั้งนี้ของกองเซ็นเซอร์ ผมถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีของวงการภาพยนตร์ไทย และได้แต่หวังว่าเรื่องราวคงไม่หายลับไปกับสายลม
เพราะถึง “แสงศตวรรษ” จะถูกดับไป แม้เราจะมิอาจจุดแสงแห่งศตวรรษขึ้นมาได้ แต่อย่างน้อยแสงริบหรี่วูบนี้ คงเป็นบทเรียนให้แก่วงการภาพยนตร์ไทยบ้าง
พอกันทีเถอะครับ กับ “การสมยอมแบบไทยๆ”
หมายเหตุ : ขอเชิญร่วมลงชื่อและแสดงความคิดเห็นที่ท่านมีต่อระบบการเซ็นเซอร์ไทย โดยมีภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษเป็นกรณีศึกษา ได้ที่ http://thaifilm.com/forumDetail.asp?topicID=3130
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
ด้านล่างนี้เป็นจดหมายแถลงการณ์ของทีมงานภาพยนตร์เรื่อง “แสงศตวรรษ”
จดหมายฉบับแรก
เรียน ท่านสื่อมวลชนและท่านผู้อ่านทุกท่าน
เรื่อง งดฉายหนัง ‘แสงศตวรรษ’
ตามกำหนดการเดิม วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายนนี้ จะเป็นวันแรกของการฉายภาพยนตร์เรื่อง แสงศตวรรษ โดยจะเป็นการฉายแบบจำกัดโรงเพียง 2 โรงเท่านั้น หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ เจ้ย – อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังแนวศิลปะที่ได้รับการจับตาในวงการหนังระดับโลก จากผลงานเรื่อง สุดเสน่หา และ สัตว์ประหลาด และยังเป็นศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธร ปี 2549 สาขาภาพยนตร์ จากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย
แสงศตวรรษ เป็นหนังเรื่องล่าสุดของ ‘เจ้ย’ ที่นอกจากจะได้แข่งขันในเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิซ และเดินทางไปฉายตามเทศกาลสำคัญต่างๆ มากกว่า 10 เทศกาลทั่วโลกแล้ว ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แสงศตวรรษ เพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเอเชียโดวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส และรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม จาก Asian Film Awards ประเทศฮ่องกง
แต่แล้วกำหนดการฉายหนังก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ทีมงานคาดไว้ เมื่อแสงศตวรรษไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ โดยคณะกรรมการมีเงื่อนไขให้ฉายหนังเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อต้องตัดฉากสำคัญออกไป 4 ฉาก
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ผู้กำกับ เจ้ย อภิชาติพงศ์ จึงตัดสินใจ ‘ไม่’ ตัดทอนหนังเรื่องนี้ ดังนั้นทางทีมงานจึงมีความจำเป็นต้องแจ้งให้ท่านสื่อมวลชนทราบว่า หนังเรื่อง แสงศตวรรษ จะไม่เข้าฉายในประเทศไทย
ในขณะนี้ผู้กำกับอภิชาติพงศ์กำลังเดินทางโปรโมตภาพยนตร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาแสดงความเสียใจผ่านทางอีเมล์ว่า “ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป”
แปลจาก “I, a filmmaker, treat my works as my own sons or my daughters. When I conceived them, they have their own lives to live. I don’t mind if people are fond of them, or despise them, as long as I created them with my best intentions and efforts. If these offspring of mine cannot live in their own country for whatever reasons, let them be free. Since there are other places that warmly welcome them as who they are, there is no reason to mutilate them from the fear of the system, or from greed. Otherwise there is no reason for one to continue making art.”
สำหรับความคืบหน้า หลังจากคุณอภิชาติพงศ์กลับมาถึงเมืองไทยแล้ว จะได้มีการจัดการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ รวมทั้งเสวนาถึงการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในประเทศไทย โดย วัน เวลา และสถานที่จัดงานจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
จึงเรียนให้ท่านสื่อมวลชนทราบและขอความกรุณาช่วยเผยแพร่ข้อมูลมา ณ ที่นี้ด้วย และหากท่านสื่อมวลชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษ (ข้อมูลภาษาอังกฤษและไทย รวมทั้งรูปภาพ) สามารถเข้าไปดูได้ที่ในเว็บ
http://www.kickthemachine.com/works/Syndromes.html
ขอให้เสรีภาพฉายแสงในจิตใจของท่าน
ด้วยมิตรภาพ
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
จดหมายฉบับที่สอง
ความคืบหน้าเพิ่มเติม กรณีฟิล์มภาพยนตร์เรื่อง “แสงศตวรรษ”
หลังจากทีมงานภาพยนตร์เรื่อง “แสงศตวรรษ” ได้ตัดสินใจยุติการเข้าฉายในประเทศไทยไปแล้ว เพื่อแสดงจุดยืนไม่ยินดีที่จะทำการตัดฉาก 4 ฉากในหนังออกตามมติของคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์นั้น (อนึ่ง เดิม หนังเรื่องนี้เข้ารับการพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 2 เมษายน 2550 ซึ่งกรรมการตัดสินให้ตัด 3 ฉาก ต่อมาในวันที่ 10 เมษายน ได้มีตัวแทนจากแพทยสภาเข้าร่วมพิจารณาเพิ่มเติม และผลปรากฏว่าสรุปให้ตัดเพิ่มอีก 1 ฉาก จึงรวมเป็น 4 ฉาก)
ในวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ทีมงานจึงได้เข้าติดต่อเพื่อขอรับฟิล์มภาพยนตร์คืน “ในสภาพเดิม” โดยพร้อมกันนั้นได้ทำจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งแก่คณะกรรมการตรวจพิจารณาว่า จะยุติการยื่นขอฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ และยืนยันว่าจะไม่มีการยื่นอุทธรณ์อีกเนื่องจากไม่ต้องการฉายในระบบอีกต่อไป
แต่การณ์ปรากฏว่า คณะกรรมการฯ ไม่ยินยอมคืนฟิล์มภาพยนตร์ให้แก่ทีมงานในสภาพเดิม โดยชี้แจงกลับมาว่า จะคืนให้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการฯ ได้นำฟิล์มไปทำการตัดฉากทั้ง 4 ฉากทิ้งออกเสียก่อน (โดยกรรมการฯ ตัดเอง มิใช่ส่งคืนให้ทีมงานเป็นผู้ตัด) ด้วยเหตุผลว่า “หากส่งฟิล์มในสภาพสมบูรณ์คืนแก่ทีมงาน ทางทีมงานอาจถือโอกาสนำกลับมาตัดเองแล้วส่งเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์อีกครั้ง อันจะทำให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาฯ มีความผิดในการปฏิบัติงานทันที”
เมื่อได้รับคำฟังคำยืนกรานดังกล่าว ทีมงานได้ชี้แจงว่า เราไม่มีเจตนาจะทำการตัดหนังเรื่องนี้ไม่ว่าโดยตนเองหรือโดยผู้ใด และมิได้มีความตั้งใจใดๆ ทั้งสิ้นที่จะยื่นอุทธรณ์ในกรณีใดๆ อีก แต่คำชี้แจงดังกล่าวมิเป็นผล
คณะกรรมการฯ ท่านหนึ่งกล่าวแก่ทีมงานว่า “ไม่เคยมีใครทำแบบนี้ หนังพันล้านยังไม่มีท่าทีแบบคุณเลย” ซึ่งทางทีมงานได้ชี้แจงกลับว่า “แสงศตวรรษ” มิได้อยู่ในสถานการณ์ลักษณะเดียวกับหนังทุนสูงต่างๆ ที่ท่านอ้างถึง เพราะหนังเรื่องนี้มิได้คาดหวังรายได้หรือกำไรเป็นกอบกำใดๆ จากการเข้าฉายโรงในประเทศอยู่แล้วในเบื้องต้น จึงมิได้ถือว่าตนเองจำเป็นต้องยอมตัดแก้สิ่งใดเพียงเพื่อแลกกับการได้เข้าฉายในระบบ แต่ทีมงานภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการรักษาคุณภาพของผลงานไว้ให้ตรงกับความตั้งใจในการสร้างมันขึ้นมา จึงได้เลือกวิธีถอนตัวออกจากระบบการฉายแทน เหตุผลเป็นดังนี้ซึ่งก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม จนถึงเวลาล่าสุด การติดต่อขอนำฟิล์ม “แสงศตวรรษ” ออกจากคณะกรรมการฯ ในสภาพสมบูรณ์ดังเดิม ยังคงไม่ประสบผลสำเร็จ สถานการณ์จะคลี่คลายลงเช่นไร ทีมงานจะแจ้งให้ทุกท่านทราบในวาระต่อไป
ขอเสรีภาพส่องแสงในจิตใจทุกท่าน
ด้วยมิตรภาพ
ประกาศเพิ่มเติม: เป้าหมายในการเรียกร้องขั้นต่อไป
หลังจากได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันมาระยะหนึ่ง ตอนนี้ทั้งคุณอภิชาติพงศ์, ทีมงาน และพันธมิตรหลายๆ ท่านได้เห็นพ้องกันว่า เราจะไม่จำกัดขอบเขตการเรียกร้องและต่อสู้ครั้งนี้ไว้แค่ประเด็นของหนังเรื่อง “แสงศตวรรษ” เท่านั้น แต่ เป้าหมายที่แท้จริงของเรา คือการเรียกร้องให้สังคมร่วมกันตั้งคำถามและตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของระบบการเซ็นเซอร์หนังของไทยในปัจจุบัน เพื่อให้เกิดประโยชน์และผลในระยะยาวอย่างแท้จริง
ขณะนี้ ทางทีมงานกำลังเรียนรู้กรณีศึกษาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ท่านใดมีข้อเสนอแนะ, มีข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ หรือรู้จักบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องระบบกฎหมายเหล่านี้ โปรดช่วยกันระดมความคิดได้เลยนะคะ เราทุกคนจะรวมกำลังกันเพื่อผลักดันให้การต่อสู้นี้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการ และเกิดผลในทางรูปธรรมให้ได้มากที่สุด



