storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


ตะกละ

- มุกหอม วงษ์เทศ -


มนุษย์มีความอ่อนแอที่ปกปิดไม่มิด ความอ่อนแอของข้าพเจ้ามักแผลงฤทธิ์ที่บุฟเฟ่ต์อาหารเช้าอันละลานตาในโรงแรมหรือรีสอร์ตระดับเบ็ญจดารา (ตอนลดราคา)

ข้าพเจ้าจะเริ่มด้วยการเดินสำรวจซุ้มอาหาร Breakfast หลากชนิดให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงมือ “ยุติการอดอาหาร” ที่ดำเนินโดยเคร่งครัดมาทั้งคืน

-เซ็คชั่นขนมปังและพวกพาสทรี ได้แก่ ขนมปังขาว โฮลวีท มัลติเกรน พาย โรล บัน มัฟฟิ่น เบเกล แพนเค้ก โดนัท เนยและแยมต่างๆ ที่ไม่ใช่แยมสตรอเบอรี่เบสต์ฟู้ด

-สลัดผักวัชพืชต่างๆ พร้อมน้ำสลัดทำใหม่ ไม่ใช่มีแต่น้ำสลัด “พันเกาะ” จากขวด

-ซีเรียลและมูสลี่กับนมสดและโยเกิร์ต บวกฟรุตสลัด

-แผนกปรุงไข่ อาทิ ไข่ดาว, ออมเล็ต พร้อมเบคอน แฮม ไส้กรอก มันฝรั่งทอด มะเขือเทศย่างในแผนกใกล้ๆ กัน

-อาหารนานาชาติ เช่น พาสต้า, ข้าวปั้น, ข้าวต้ม, ข้าวผัด, เฝอ, ผัดหมี่, น้ำเต้าหู้, ปาท่องโก๋

-ซุปประจำวัน เช่น ซุปครีมเห็ด, ซุปมะเขือเทศ, ซุปหน่อไม้ฝรั่ง, ซุปมิโสะ

-เค้กและของหวานนานาชนิด ได้แก่ ทาร์ตผลไม้ ชีสเค้ก ชีสพาย แบล็กฟอร์เรสต์ ช็อกโกแลตมูส ทิรามิสุ คัสตาร์ด

-ผลไม้ ได้แก่ แคนทาลู้ป สับปะรด แตงโม มะละกอ

-น้ำผลไม้คั้นสด

เป็นไปไม่ได้เลยที่ข้าพเจ้าจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จเสร็จสิ้นภายในรอบเดียว!

แน่นอนที่สุด อาหารแบบบุฟเฟต์หรือ “All you can eat” (“ยัดได้ยัดไป”) ส่งเสริมความตะกละและวัฒนธรรมการสวาปามแบบไม่บันยะบันยังทั้งทางตรงและทางอ้อม

สมัยที่การจัดอาหารแบบบุฟเฟต์ยังไม่แพร่หลายในเมืองไทยนัก หรือกระทั่งเมื่อมันลงหลักปักฐานในกระเพาะคนไทยทุกวันนี้แล้ว ข้าพเจ้าจำได้ว่า ในงานแต่งงานที่เลี้ยงอาหารบุฟเฟต์งานแรกๆ ที่ข้าพเจ้าเคยถูกพาไปตอนเด็กๆ เมื่อถึงเวลาให้ลุกไปตักอาหาร แขกเหรื่อที่นั่งสงบเสงี่ยมเจียมตนหรือแอบจดๆ จ้องๆ มานานแล้วก็ชิงกันร่อนถลาไปที่โต๊ะอาหารบุฟเฟต์กลางฟลอร์อย่างไม่สงวนทีท่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ภายในอึดใจเดียว หลายคนก็ทยอยเดินถือจานที่ล้นพูนไปด้วยนานาอาหารที่กองทับถมกันท่วมท้นจนเกือบจะจำแนกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไรกลับไปที่โต๊ะ

เมื่ออิ่มหมีพีมัน ตามโต๊ะจะปรากฏเศษอาหารเหลืออีเหละเขละขละตามจาน บางจานนั้นอาหารที่กอบโกยมาแทบจะไม่พร่องเลยด้วยซ้ำ เว้นเสียแต่ว่าอาหารที่ลองตักมาชิมจะทำได้เลวจนกระเดือกไม่ลง อาหารที่เหลือมักมาจากการตักเพื่อปรนเปรอตัวเองในปริมาณมากเกินไป สำหรับวัฒนธรรมการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์แล้ว หากเป็นชาวตะวันตก พวกเขาจะตักอาหารกันแต่พอกินหรือมากเท่าที่ตั้งใจจะกิน แล้วก็มักจะกินกันจนหมดเกลี้ยง ไม่ค่อยเหลือทิ้ง ทุกวันนี้ข้าพเจ้าก็ยังเห็นคนไทยไม่น้อยที่มีนิสัยการตักตวงอาหารบุฟเฟต์ที่เกินความสามารถจะกินให้หมด แต่คล้ายกับจะจงใจเหลือไว้เซ่นสรวงบูชาเผื่อชาติหน้าจะอดอยากปากแห้ง นับเป็นการผสมผสานการรับรูปแบบวัฒนธรรมตะวันตกโดยยังรักษาความเชื่อทางพุทธศาสนาของไทยไว้ได้อย่างน่าตะลึงงัน

อุดมคติอย่าง “พระเวสสันดร” นั้นมีไว้กระแนะกระแหนคนใจบุญสุนทานเกินเหตุ โดยจริงๆ แล้วคนไทยบางส่วนกลับลักลอบสืบสันดาน “ชูชก” ทั้งๆ ที่ประณามกันจนเป็นคำเปรียบเปรยคลาสสิกระดับชาดกไปแล้ว

การกินอาหารเป็นความจำเป็นทางธรรมชาติของมนุษย์ ไม่มีใครอยู่รอดได้โดยปราศจากอาหาร แต่จะทำอย่างไรการกินจึงจะเป็นไปเพียงเพื่อค้ำจุนร่างกาย โดยไม่ล่วงล้ำก้ำเกินไปเป็นความหลงในรสชาติอาหาร ศาสนาอย่างพุทธและคริสต์ซึ่งไม่มีข้อห้ามเรื่องอาหาร (food taboo) อย่างยิวและอิสลาม ก็ยังพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะขีดเส้นแบ่งระหว่างการกินที่ ถูก กับการกินที่ ผิด

เส้นที่คมชัดที่สุดคือ มนุษย์ควร “กินเพื่ออยู่” มิใช่ “อยู่เพื่อกิน”

การลุ่มหลงมัวเมาในการกินดื่มคือการเพิกเฉยละเลยและกระทั่งดูหมิ่น God นักบุญคริสต์ทั้งหลายต่างมีท่าทีระแวดระวังและชิงชังความสำราญทางชิวหากันถ้วนหน้า บันทึกชีวประวัติของ Saint Francis of Assisi กล่าวไว้ว่า นักบุญผู้นี้จะใช้เถ้าถ่านประหนึ่งเป็นเครื่องเทศโรยอาหารเพื่อที่จะทำลายรสชาติอันน่าติดใจให้บรรลัย

นักบุญ John Chrysostom ประณามความตะกละว่า “There is nothing worse, nothing more shameful, than gluttony; it makes the mind gross and the soul carnal; it blinds, and permits not to see clearly.”

ส่วน Saint Augustine ตระหนักดีถึงความยากเข็ญในการสับประยุทธ์กับความสำราญทางผัสสะนี้ ท่านเอ่ยถามพระผู้เป็นเจ้าว่า ใครกันเล่าที่ไม่เคยถูกเย้ายวนใจให้กินมากขึ้นอีกนิดเกินกว่าที่จำเป็นเลย? แล้วจึงเอ่ยอ้างตามครรลองของพระเยซูว่า สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงไม่ได้อยู่ที่ สิ่ง ที่เรากิน (อันเป็นความหมกมุ่นของศาสนายิวและอิสลาม) แต่อยู่ที่ จิตใจ (spirit) และ ลีลาอาการ (manner) ที่เรากิน

“I fear not the uncleanness of meat but the uncleanness of desire.”

อย่างไรก็ดี ท่าทีผ่อนปรนเรื่องอาหารของนักบุญออกัสตินอาจถูกติงว่าเกี่ยวพันกับความจริงที่ว่าท่านออกจะเป็นผู้ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว แม้ว่า “Gluttony” ในยุคกลางไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับ Obesity หรือความอ้วน การมีน้ำหนักเกินก็ตาม

ความพรั่นพรึงต่อ “ชิวหาพาเพลิน” ของเหล่านักบุญจึงอยู่คนละขั้วกับความจู้จี้พิถีพิถันของเหล่านักชิม Gourmet ที่พร้อมจะสดุดี (หรือสาปส่ง) คุณสมบัติอันโดดเด่นหรือละเอียดอ่อนของส่วนผสมเครื่องปรุงแต่ละชนิด

เทียบกับความต่ำช้าสามานย์ต่างๆ ในโลกมนุษย์แล้วก็น่าฉงนนักว่าทำไมแค่การชอบกินจะต้องถือเป็นบาปใหญ่หลวงของคริสต์ศาสนาด้วย ความตะกละสร้างความเดือดร้อนให้กับใครนักหนา นอกจากตัวคนตะกละเอง ยิ่งในสมัยนี้ ความตะกละถูกมองเป็นปัญหาทางสุขภาพ โภชนาการ ความงามของเรือนร่าง หรืออย่างแย่ที่สุดก็แสดงถึงมารยาทไม่ดีเท่านั้นเอง

พูดอีกอย่างก็คือ ความตะกละเป็นความ “บกพร่อง” ทางบุคลิกภาพมากกว่าจะเป็นความ “ชั่วร้าย” ทางจิตวิญญาณ

ว่าแต่ว่า ตะกละ แปลว่าอะไร กินแค่ไหนอย่างไรถึงเข้าข่าย “ตะกละ”?

นี่คือการบัญญัติความหมายจากพจนานุกรมสองเล่มที่ข้าพเจ้าปรึกษา


ตะกละ กินอย่างมูมมาม

Gluttony (13c) 1 : excess in eating or drinking

2 : greedy or excessive indulgence


กินจุ, กินเยอะ, กินสวาปาม, กินตะกรุมตะกราม, กินโดยที่ไม่ได้หิว, อิ่มแล้วก็ยังไม่หยุดกิน, กินจนจุกเสียด, กินจนกินต่อไม่ไหวอีกแล้ว, กินจุบจิบพร่ำเพรื่อ, หวงกิน, ซ่อนของกิน, คุ้ยเขี่ยเลือกกินแต่ของที่ชอบ, กินเพราะคลั่งไคล้, กินเพราะเขาว่าอร่อย, กินเพราะเสียดาย, กินเพราะกลัวพลาด, กินเพราะกลัวตกเทรนด์, กินเพราะอยากลอง, กินเพราะมันลดราคา, กินเพราะแจกฟรี, กินเพราะเครียด, กินเพราะเบื่อ, กินเพราะไม่รู้จะทำอะไร...

สารภาพกันเถอะว่าเราต่างก็เคยกินอย่างที่ว่ามานี้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หลายอย่าง หรือครบทุกอย่าง!

แม้ประสาทสัมผัสจะเป็นตัวรับรสที่ประทานความบันเทิงเริงใจ ความจริงเกี่ยวกับการกินมีอยู่ว่า ยิ่งกินมาก ยิ่งเสื่อมการรับรู้ทางประสาทสัมผัสมาก

พอลองทดสอบกับตัวเองย้อนหลังดูแล้ว ข้าพเจ้าหวนระลึกได้ทุกเมื่อว่า พลันที่ตักชีสเค้กหรือขนมใส่กะทิเจ้าโปรดเข้าปากคำแรก ความหอมหวนกำซาบจะฟุ้งกระจายไปทั่วประสาทสัมผัสและสรรพางค์กาย เป็นชั่วขณะที่ข้าพเจ้าลืมความทุกข์ลำเค็ญในชีวิตตัวเองไม่เหลือหลอ จนเมื่อข้าพเจ้ากลืนกินติดต่อกันไม่หยุดเกินขนาดนั่นแหละ อาการอยากขย้อนจะกระโจนเข้ามาแทนที่ ข้าพเจ้าไม่รู้สึกดื่มด่ำกับความเอร็ดอร่อยอีกแล้ว เนื่องจากต่อมรับรสทำงานหนักจนวิปลาสเฉียบพลัน


ในยุคกลาง (Medieval Ages) Gluttony ไม่ได้เจาะจงแค่อาหาร แต่หมายถึงเครื่องดื่มมึนเมาด้วย และดังที่เราทราบกันดี การครองสติไม่อยู่จากการเสพแอลกอฮอล์มากเกินไปสามารถนำไปสู่บาปนานาชนิด ซึ่งก็สอดคล้องกับความเป็น “Deadly Sin” หรือ “บาปต้น” ของ Gluttony คือการเป็นบาปที่เป็นประตูไปสู่บาปอื่นๆ นั่นเอง

Pope Gregory the Great ผู้ก่อตั้งรายชื่อบาปต้นทั้งเจ็ดอันโด่งดังในคริสต์ศตวรรษที่ 6 แนะแนวทางการพินิจความตะกละว่า

Too soon, too delicately, too expensively, too greedily, too much

ข้าพเจ้าลองตีความกฎทั้งห้าได้ดังนี้

-ถ้าเรากินอาหารเร็วเกินเวลาอันควรไป – เราตะกละ

-ถ้าเรากินอาหารที่มีการตระเตรียมอย่างประณีตพิถีพิถันเกินไป – เราตะกละ

-ถ้าเรากินอาหารที่มีราคาแพงเกินไป – เราตะกละ

-ถ้าเรากินอาหารอย่างละโมบไม่คิดถึงคนอื่นเกินไป – เราตะกละ

-ถ้าเรากินอาหารมากเกินไป – เราตะกละ

ให้ตายสิ, มีใครในสมัยนี้ที่ไม่ถูกจัดว่า “ตะกละ” ตามที่โป๊ปเกรกกอรีผู้เกรียงไกรวางแนวทางทดสอบเอาไว้บ้าง ข้าพเจ้าพยายามใช้เกณฑ์เหล่านี้อย่างละมุนละม่อมและผ่อนปรนกับตัวเองแค่ไหนก็ยังรู้สึกว่า “ถูกทุกข้อ”!

ดูไปแล้ว บาปของ Gluttony จึงอยู่ที่ “degree” และไม่ใช่ เพียง ปริมาณของอาหารที่กิน แต่รวมไปถึงปริมาณของความเอาใจใส่ ความปรารถนา และความเพลิดเพลินอันล้นเกินที่เรามีต่อของกิน พิจารณาตามเกณฑ์นี้ บรรดาเชฟ กุ๊ก และผู้ช่ำชองการกินดื่มหรือนักกินแบบ Gastronomer (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นพวกที่ “กินเยอะ” หรือ “กินจุ”) จึงเป็นพวกที่ทำบาปแห่งความตะกละอย่างถึงรากถึงโคนที่สุด และถ้าจะดันตรรกะนี้ไปให้ถึงที่สุด ความหมกมุ่นในการ “แดกดี” ไม่ว่าจะตามครัวในเหย้าในเรือนหรือตามภัตตาคารอาจจะเป็น บาป ยิ่งกว่าการกินอาหารขยะ “แดกด่วน” ที่ถูกก่นด่าตลอดเวลาก็ได้

เทียบกับบาปอื่นๆ แล้ว Gluttony เป็นบาปที่เห็นชัดจากภายนอกที่สุด จนถึงกับ “เห็นมาแต่ไกล” ถึงความตะกละจะคือการไม่สามารถ ควบคุม ตัวเองได้เหมือนกับพี่น้องบาปทั้งหกอื่นๆ ความอ้วนหรือไขมันส่วนเกินก็เป็นสิ่งที่ซ่อนเร้นยากกว่าความยโส ความโกรธ ความละโมบ ความอิจฉาริษยา หรือตัณหาราคะ

เมื่อจัดว่าเป็นบาปร้ายแรง แน่ล่ะว่าผู้มีพฤติกรรม “บูชาพุงเป็นพระเจ้า” ย่อมต้องตกนรก การพรรณนาถึงรายละเอียดต่างๆ ในนรกและสิ่งที่คนตกนรกต้องเผชิญจึงเป็นเรื่องที่จะขาดเสียมิได้ นรกในจินตนาการของยุคกลางนั้นน่าสยดสยองและสะพรึงกลัวมาก เพื่อเป็นการลงทัณฑ์ให้สาสม คนตะกละที่ตกนรกจะต้องเขมือบเมนูนรกที่น่าสะอิดสะเอียนสุดขีด และดังที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้บอกไว้ สำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ในยุคกลาง นรกไม่ใช่อุปลักษณ์ (metaphor) อย่างที่คนในศตวรรษที่ 21 เข้าใจ แต่เป็นความเป็นจริง (reality) ที่ชาวคริสต์สามารถเห็นภาพกันได้อย่างบรรเจิด

ความคิดหลายสำนักเห็นความ “พอเหมาะพอควร” ในการกินดื่มเป็นหนทางอันพึงปรารถนา วิธีคิดของคริสต์ในยุคกลางเห็น ร่างกาย เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เป็นต้นตอของกิเลสทั้งปวงที่จำเป็นจะต้องควบคุม จัดการ และสยบให้เชื่อง การแสวงหาความสำราญทางผัสสะต้องถูกประณาม ร่างกายที่เตลิดไปตามแรงปรารถนาเป็นอุปสรรคต่อการขัดเกลาทางจิตวิญญาณและการอุทิศตัวต่อพระผู้เป็นเจ้า

ความพอเหมาะพอควรยังหมายถึงการไม่เหวี่ยงไปอีกขั้วของการหมกมุ่นเรื่องการกิน คือ การอดอาหารอย่างสุดโต่งด้วย ก่อนตรัสรู้ เมื่อพระพุทธเจ้าทดลองอดอาหารจนร่างกายผ่ายผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หมดเรี่ยวแรง พระองค์ก็ค้นพบว่า การบำเพ็ญทุกรกิริยาเช่นนี้ไม่นำไปสู่การบรรลุธรรมหรือการพ้นทุกข์แต่อย่างใด “ทางสายกลาง” ต่างหากที่เป็นมรรควิธีอันถูกอันควร ในทัศนะของคริสตจักรยุคกลาง การจงใจอดอาหารอย่างรุนแรงจนเกิดความเอิบอิ่มจากวีรกรรมทรมานตัวเองยังหมิ่นเหม่ต่อการผลิบานของบาปแห่งความยโส (pride) อีกด้วย

ถึงกระนั้นการอดอาหารที่ “ถูกต้อง” ก็เป็น “บุญ” ไม่ใช่บาป การถือศีลอด (Fasting) ในเดือนรอมฎอน (Ramadan) หรือช่วงอื่นๆ ของศาสนาอิสลามมีขึ้นเพื่อให้ชาวมุสลิมมีความใกล้ชิดและยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า เป็นการชำระล้างจิตใจ ฝึกฝนร่างกาย และควบคุมอารมณ์ เนื่องจากความอิ่มทำให้มนุษย์โง่เขลา เซื่องซึม มืดบอด แต่ในทางกลับกัน ช่วงอดอาหารตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกอาจกระตุ้นให้เกิดการใส่ใจกับการตระเตรียมอาหารมื้อพิเศษถึงขั้นวิริสมาหรากว่าเวลาปกติ, การกินชดเชยอย่างหนักในตอนกลางคืน, และการหาข้ออ้างที่จะทำตัวเกียจคร้านเอื่อยเฉื่อยหรือเลี่ยงงานในตอนกลางวัน

บทบัญญัติเพื่อการอุทิศตนต่อพระเจ้าอย่าง Fasting กลับนำไปสู่บาปอย่าง Gluttony และ Sloth ได้หากเลินเล่อหรือตุกติก!
ความย้อนแย้งนี้เป็นที่ประจักษ์และสร้างความวิตกในประเทศมุสลิมบางประเทศว่า นอกจากการทำมาค้าขายและการช้อปปิ้งจะคึกคักกว่าปกติแล้ว รอมฎอนได้กลายเป็นเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนพากันเฉลิมฉลองการกินเลี้ยงอย่างตะกละตะกลาม

เมื่อหันมาดูทางฝ่ายพุทธ พระวินัยกำหนดให้พระภิกษุสงฆ์ “งด” อาหารหลังเที่ยง สำหรับภิกษุที่เคร่งครัด อาหารที่ได้จากการใส่บาตรยังควรจะต้องคลุกเคล้าเข้าด้วยกันเพื่อทำลายรสชาติของอาหารแต่ละอย่างให้ปลาสนาการไป การกินเป็นไปเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น มิใช่เพื่อความเพลิดเพลินในรสชาติ

ข้อบังคับปฏิบัติและการให้อดอาหารในหลายๆ ศาสนาเป็นไปเพื่อการควบคุมกิเลสทางเนื้อหนังมังสาและรูปรสกลิ่นสี เพื่อให้ร่างกายและจิตใจปลอดโปร่ง มีสมาธิ ไม่วอกแวกไปคิดถึงไก่อบยัดไส้ โรตีมะตะบะ หรือข้าวคลุกกะปิ

อาหารยืดชีวิต แต่อาหารก็เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อการเข้าถึงพระเจ้า การปฏิบัติธรรม และความผ่องแผ้วทางจิตวิญญาณ
นักเขียนและศิลปินตะวันตกพรรณนาลักษณะมือถือสากปากถือศีลของบรรดานักบวช บาทหลวงที่เทศนาเกี่ยวกับบาปแห่งความตะกละแต่กลับประพฤติเสียเองมาหลายร้อยปีแล้ว ส่วนของไทยนั้น ข้าพเจ้าไม่มีข้อมูล เคยได้ยินแต่คำพังเพย “สมภารกินไก่วัด” เท่านั้นเอง แต่ก็ขอสันนิษฐานต่อว่าความย่อหย่อนทางวินัยไปจนกระทั่งการกระทำอาบัติต่างๆ นานาของพระสงฆ์ในกุฏิทั้งที่ชาวบ้านเห็น ไม่เห็น หรือทำไม่รู้ไม่เห็นคงมีมาตั้งแต่บรมสมกัปเหมือนกัน เด็กวัดอาจรู้ดีที่สุดว่าดึกๆ หลวงพี่หลวงน้าหลวงตาหลวงปู่แอบสั่งให้ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวราดหน้า-ผัดซีอิ๊ว หรือโทรสั่ง delivery พิซซ่า-ข้าวปั้นปลาดิบกันยังไงบ้าง

ตู้เย็นในวัดเป็นอาณาจักรลี้ลับที่น่าสืบสวนสอบสวนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบัญชีเงินฝากธนาคารของวัดเลย

ภิกษุหลายรูปมีรูปทรงพ่วงพีเสียจนน่าเคลือบแคลงว่าการครองตนในเพศบรรชิตดูท่าจะอยู่ดีกินดียิ่งกว่าคฤหัสถ์ นักบวชที่สุขสำราญกับการอุปโภคบริโภคอย่างไม่ยี่หระปรากฏบาดตาอยู่ดาษดื่นในหลายต่อหลายสังคม แต่ในขณะเดียวกัน พระที่มีสัณฐาน “ท้วม” หรือ “อ้วน” นั้นไม่จำเป็นต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นอานิสงส์มาจากความตะกละตะกลามในภัตตาหารเสมอไป เนื่องจากวินัยของสงฆ์กำหนดให้พระต้องฉันอาหารที่มีผู้ประเคนให้โดยไม่เลือกกินแต่ที่ชอบๆ หากชาวบ้านชาวเมืองผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใส่บาตรแต่อาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและแคลลอรี่ ท่านก็จำเป็นและจำใจต้องรับประทานเข้าไปจนเป็นโทษแก่สุขภาพและร่างกายได้เหมือนกัน


ในขณะที่เรากำลังประคองพิซซ่าหน้าพาร์มาแฮมกับผักร็อกเก็ตชิ้นโตออกจากถาดที่มีมอซซาเรลล่าชีสเยิ้มยืดเกี่ยวเกาะกับชิ้นอื่นๆ หรือบรรจงม้วนแผ่นแป้งห่อเป็ดปักกิ่งชิ้นงามแซมด้วยแตงกวากับต้นหอมเขียวสด ผู้คนอีกหลายสิบหลายร้อยล้านบนโลกนี้กำลังอดอยาก ขาดอาหาร ไม่มีจะกิน

เรารู้ซึ้งกันดีมิใช่หรือว่าโลกไม่ได้ขาดอาหาร แต่ขาดการกระจายอาหารไปสู่คนที่ต้องการเพียง “กินเพื่ออยู่” ความเฟื่องฟูของวัฒนธรรมการกินดื่มกระจุกอยู่แต่ในอาณาบริเวณที่ “อยู่เพื่อกิน” ถ้าคิดเช่นนี้แล้ว สังคมสมัยใหม่ทุกหนทุกแห่งที่ยั่วยุและมุ่งผลิตตัวเลือกการบริโภคไม่สิ้นสุดคงเป็นสังคมตะกละทั้งนั้น

สังคมสมัยใหม่มีความหมกมุ่นและขับเคลื่อนด้วยธุรกิจที่เกี่ยวกับการบริโภค สุขภาพ ความอ้วน ความงาม การออกกำลังกาย การลดความอ้วน การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับปัญหาน้ำหนักเกิน ดูแค่ในรายการทีวีกับหนังสือพิมพ์และนิตยสารก็จะเห็นว่ารายการและคอลัมน์จำนวนมากให้ความสำคัญกับเรื่องของ อาหารการกิน, สัดส่วนรูปร่าง และ โรคภัย เช่น รายการสอนทำอาหาร รายการแนะนำร้านอาหาร รายการแข่งกันทำอาหาร รายการแข่งกินอาหาร รายการแข่งตอบปัญหาเกี่ยวกับอาหาร รายการเรียลิตี้แข่งทำงานในครัว รายการออกกำลังกาย รายการโฆษณาอุปกรณ์สินค้ากระชับสัดส่วน ลดไขมันส่วนเกิน คอลัมน์แนะนำร้านอาหาร คอลัมน์วิธีทำอาหาร คอลัมน์สุขภาพ คอลัมน์เล่าเรื่องอาหาร คอลัมน์การรักษาบำบัด ฯลฯ

น่าหัวร่อมิใช่หรือที่สังคมสมัยใหม่ “บ้ากิน” ไปพร้อมๆ กับ “บ้ากลัว” (ผลจากการกิน)!

ทว่าความอยู่ดีกินดีไม่ได้มากับความอ้วนเสมอไป ในบางสังคมที่ลักษณะทางกายภาพสะท้อนชนชั้น เช่น สหรัฐอเมริกา คนที่อ้วนเพราะกินแต่อาหารฟาสต์ฟู้ดจังค์ฟู้ดและขนมนมเนยที่เต็มไปด้วยน้ำตาลและไขมันมักเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยและการศึกษาไม่สูง คนมีฐานะและการศึกษาจะมีความรู้และความกังวลทางโภชนาการและสุขภาพมากกว่า มีไลฟ์สไตล์ในการไปเผาผลาญแคลลอรี่ รู้จักและสามารถเลือกจับจ่ายใช้สอยกับอาหารดีๆ แพงๆ และไขมันต่ำได้มากกว่า

เมื่อการรู้จักควบคุมดูแลร่ายกายตัวเองและมาตรฐานความงามสมัยใหม่เป็นคุณธรรมของโลกศตวรรษปัจจุบัน ความอ้วนจึงกลายเป็นความผิดปกติ ความตลกขบขัน ความต่ำต้อย ความบกพร่องทางบุคลิกภาพ ความน่ารังเกียจ การเป็นที่ถูกหัวเราะเยาะ การถูกเลือกปฏิบัติ ความอ้วนซึ่งมาจากการตามใจตัวเองตามสิ่งเย้ายวนใจนำไปสู่โรคภัย ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการรักษาพยาบาล และความตาย ความอ้วนกลายเป็นอาชญากรรม

Gluttony แปรเปลี่ยนเป็นบาปทางโลกย์ (กินแล้วอ้วน เป็นอันตรายต่อสุขภาพ) ไม่เหลือคราบความเป็นบาปทางศาสนา (กินแล้วลืมพระผู้เป็นเจ้า) อีกต่อไป

แต่ก็ไม่แน่นัก

การบริโภคแคลลอรี่มากเกินไปก่อให้เกิดความรู้สึก “ผิดบาป” (guilty) ในชีวิตประจำวันของคนเมืองมากมายบนโลกนี้ ทุกครั้งที่กินไอศกรีมเกินสองลูก กินเค้กเกินหนึ่งชิ้น กินกะทิ ชีส เนย น้ำมันและน้ำตาลในอาหารและขนมมากเกินไป ข้าพเจ้ามักจะรู้สึกกลัว แต่จะยังไงเสียข้าพเจ้าก็ไม่มีทางจะถูกหาว่าเป็นคน “ตะกละ” เวลาไปตรวจสุขภาพ เพราะเดี๋ยวนี้คำว่า “ตะกละ” หรือ “Gluttony” เป็นคำไม่สุภาพในภาษาการแพทย์ที่จะพูดถึงการเสพติดการกิน (Compulsive Eating)

การล้างพิษ เป็นเทรนด์การดูแลและเยียวยาสุขภาพอนามัยสมัยใหม่ที่ฮิตมาก ซึ่งบรรลุได้ด้วยการจำกัดหรืออดอาหาร ในแง่การรักษาพยาบาล มีการพบว่าการงดอาหารเป็นโอสถทิพย์ที่วิเศษกว่าการใช้ยาใดๆ หลายเท่าด้วยซ้ำ ไปๆ มาๆ ไลฟ์สไตล์เพื่อชีวิตทางโลกย์ที่ดีกับบทบัญญัติทางศาสนาจึงมาบรรจบสอดคล้องกันได้แนบสนิทอย่างไม่น่าเชื่อ

จะเหลือก็แต่กลุ่มประชากรอดอยากในทวีปแอฟริกา อเมริกาใต้ เอเชีย และดินแดนอื่นๆ ที่ไม่สามารถจะอดอาหารเพื่อการมีชีวิตทางโลกและทางศาสนาที่ดีได้

ใครจะเถียงได้ว่า แม้ทุกวันนี้ Gluttony จะกลายเป็นบาปที่ร้ายแรงในเชิงศีลธรรมน้อยที่สุด มันก็กลับเป็น “บาปเบาๆ” ที่แพร่หลายที่สุดเช่นกัน


ข้างๆ ตัวข้าพเจ้ามีถุงกล้วยอบกรอบแปะฉลาก “กล้วยเบรกแตก” วางอยู่ ไม่เพียงชื่อจะเชื้อเชิญอย่างหยาบคาย แต่ยังท้าทายอย่างไม่เกินจริง—ไม่เกินจริงเพราะมันกลายเป็นถุงเปล่าๆ ไปแล้ว

การเขียนเรื่อง “ตะกละ” ไม่น่าจะเป็นบาปสักเท่าไหร่

ข้าพเจ้ากำลังคิดจะเขียนเรื่องต่อไปที่บาปกว่าคือ

“วิธีสนุกกับการกินโดยไม่รู้สึกผิดบาป” (How to enjoy eating without guilt)


ตีพิมพ์ครั้งแรก: “คำนำ” ของหนังสือ ตะกละ, โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter