MO Shop: ช่องหน้าต่างนั้นมองเห็นก้อนเมฆ
- เรื่องและภาพ: วชิรา -
‘God is in the detail.’
ข้อความของสถาปนิกชาวเยอรมัน Mies van der Rohe (1886-1969) เขียนด้วยลายมือบนผนัง เตะตาผมขณะเดินอยู่บนพื้นตะแกรงของชั้นสอง อันที่จริงมันซุกตัวอยู่ด้านหลังของชั้นวางหนังสือรูปร่างหน้าตาคล้ายบอลลูนคำพูดในหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น บนผนังเดียวกันมีบอลลูนชั้นหนังสืออีกสองสามอัน แต่ละอันล้วนมีข้อความซุกซ่อนอยู่
ลายมือขยุกขยิกนั้น เป็นของไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์-ศิลปินนักเล่นแร่แปรธาตุที่มีแฟนๆ จำนวนไม่น้อยเฝ้าติดตามผลงานของเขามาโดยตลอด ด้วยความสามารถในการผสมผสานความงามจากชิ้นส่วนวัสดุให้เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างไหลลื่น
กระถางต้นไม้ พรม ตู้ใส่ของ โคมไฟ กรอบใส่รูป เก้าอี้ และอื่นๆ อีกมาก ล้วนเคยเป็นหัวข้อในผลงานของเขา
ในบางขณะ ผมรู้สึกเองว่าไทวิจิตเหมือนเป็นพระเจ้าของข้าวของ ไม่ใช่ในความหมายที่ยิ่งใหญ่หรือจำต้องเคารพสักการะ แต่เป็นในมุมซุกซนของการหยิบโน่นผสมนี่ คละนั่นปนโน่น คล้ายสามารถเสกสร้างให้เศษวัสดุที่ไม่มีใครใส่ใจให้กลับฟื้นคืนชีวิตในความหมายใหม่
ถ้ามีพระเจ้าให้ค้นหาอยู่ในรายละเอียด
ก็น่าจะมีพระเจ้าองค์เดียวกันนั้นอยู่ในไทวิจิต
.........
หลังจากที่ทดลองนั่งเก้าอี้เล่นอยู่หลายตัว ผมตัดสินใจจ่อมตัวเองลงบนชุดรับแขกขนาดกะทัดรัดสีขาว พร้อมกาแฟอุ่นๆ ที่มีไว้ให้บริการคนที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชม นั่งมองผ่านผนังกระจกใสบานใหญ่ออกไปด้านนอกเห็นประตูวัดอุปคุตตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ฝั่งตรงข้าม ระหว่างเรามีรถราขวักไขว่ไหลมาจากสะพานนวรัตน์พุ่งตัวอย่างรีบเร่งคล้ายกระแสน้ำเชี่ยวกรากไปยังทิศทางเดียวกัน ตามกรอบบังคับกะเกณฑ์ของเส้นถนน
แม้ใครไม่สังเกตก็ต้องเห็น ตึกสูงสามชั้นสีเหลืองมะนาว (สด) ที่ยืนลำดับไหล่อยู่ตรงกลางระหว่างสองตึกเก่าแก่ คนที่เหลียวหน้ากลับมามอง จะพบโลหะตัวอักษร M และ O ขนาดใหญ่ ดักสายตาอยู่ พร้อมคำเขียนภาษาอังกฤษติดผนังกำกับไว้ว่า Functional Objects
โลหะอักษร M และ O นั้นสีถลอกปอกเปิก
อันที่จริง MO Shop เป็นแขนงหนึ่งในโครงการ MO Hotel โรงแรมในความหมายกว้างๆ ของบูติกโฮเตลขนาด 12 ห้อง รูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดพิสดาร คล้ายกล่องสี่เหลี่ยมมน 12 กล่องวางซ้อนทับกันไปมา ออกแบบและตกแต่งภายในโดยไทวิจิต ตามหลักโหราศาสตร์ผสมผสานระหว่างไทยและจีน ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้ที่เข้ามาอยู่อาศัย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี
ไม่ต่างจากโรงแรมใหญ่ๆ ทั่วไป ที่มีร้านขายของไว้ให้บริการลูกค้า
แต่ MO Shop กลับแสดงสถานะก้ำกึ่งกว่า เพราะนอกจากจะอยู่คนละที่กับตัวโรงแรมแล้วนั้น (ห่างกันราวห้านาทีเดิน) ยังถูกใช้เป็นพื้นที่แสดงประสบการณ์-ตามนิยามของไทวิจิต ทั้งที่อยู่ในรูปวัสดุอุปกรณ์และผลงานต่างๆ ทั้งที่สร้างขึ้นและสะสมมายาวนาน
ที่สำคัญกว่านั้นคือพื้นที่นี้ไม่ได้ถูกจำกัดไว้แต่เพียงลำพังประสบการณ์ของไทวิจิตคนเดียว มันยังถูกเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในแวดวง ‘ศิลปะ’ และ ‘ออกแบบ’ ที่เขานิยมชมชอบในผลงาน
ผมจำใจเขียนสองคำนั้นแยกกันเพื่อความสะดวกในการจัดหมวดหมู่ให้เข้าใจ แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองส่วนผสมผสาน กลมกลืน ขัดแย้ง ต่อสู้ และดำเนินไปด้วยกันใน MO Shop
ไม่ต่างกับบ้านหรือห้องที่ประกอบด้วยสิ่งของคละอย่าง
ใครที่ผ่านเข้าไปช่วงเวลานี้จึงมีโอกาสได้เห็นประสบการณ์ของคนทำงานศิลปะร่วมสมัยอย่าง อังกฤษ อัจฉริยโสภณ, เกศ ชวนะลิขิกร, อภิชาติ จำปาทอง, คามิน เลิศชัยประเสริฐ, ปราบดา หยุ่น ผ่านงานหล่อ ปั้น แกะ พิมพ์ วาด ของพวกเขา เคล้าไปกับเก้าอี้ โคมไฟ ไดอารี่ กระเป๋า ของ ต่อลาภ ลาภเจริญสุข, PLANET 2001, ANGO และนักออกแบบท่านอื่นๆ ที่ประดับประดาอยู่ร่วมกันในอาคารปูนเปลือยสูงสามชั้นนี้
รวมถึงบอลลูนคำพูดที่วางขายหนังสือของสำนักพิมพ์ OPEN อยู่ชั้นล่าง กลุ่มหนังสือที่ไทวิจิตเล่าว่าหาซื้อตามร้านหนังสือไม่ค่อยได้ เลยติดต่อนำมาวางขายไว้ที่นี่เสียเลย
ทั้งหมดว่ามานั้น คือผลจากการจัดการของเขา
บนชั้นสาม ไทวิจิตจัดการให้เป็น Print Making Studio สำหรับเก็บและทำงานภาพพิมพ์ ทั้งของเขาเองและของคนอื่นๆ ที่ไทวิจิตตระเตรียมจะชักชวนมาทำอะไรสนุกๆ ร่วมกันบ้าง หรือเมื่อ MO Hotel ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการแล้วนั้น พื้นที่บนชั้นนี้ก็อาจเป็นที่ทำกิจกรรมสนุกๆ ของลูกค้าของโรงแรมก็เป็นไปได้ โดยมีช่างพิมพ์ (Printer) ไว้คอยดูแลให้คำแนะนำ
จินตนาการว่าถ้าคุณมาเที่ยวเชียงใหม่ แล้วมีของที่ระลึกเป็นผลงานภาพพิมพ์ของตัวเองติดมือกลับบ้าน
กระบวนการง่ายๆ แต่งดงามในความคิด รอเพียงเวลาที่จะเกิด
โดยภาพรวม MO Shop อาจเป็นแกลเลอรี่ขายผลงานศิลปะหรืองานออกแบบเก๋ๆ หรือเป็นที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่หลงใหลการตกแต่ง
แต่บนมิติของสิ่งมีชีวิต MO Shop คือกลุ่มก้อนของชุมชนทางศิลปะที่จะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปด้วยกัน
คนทำงานที่ดี ย่อมต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา-ไทวิจิตเชื่ออย่างนั้น
ชีวิตของ MO Shop ก็น่าจะอยู่ในหลักการเดียวกัน
บนชานพักบันได ระหว่างชั้นสองขึ้นสาม ต้นไม้เล็กๆ ในกระถางรูปทรงประหลาด อันเป็นหนึ่งในประสบการณ์ของไทวิจิตกำลังผลิใบ
ระหว่างบรรทัดบนแก้วกาแฟ ผมอ่านพบข้อความหนึ่งว่า “ตอนที่ผมเป็นเด็กเล็ก เหนือหลังคาบ้านขึ้นไป ผมมองเห็นท้องฟ้าและปุยเมฆล่องลอยเป็นกลุ่มเป็นก้อน คล้ายรูปร่างของบางสิ่งบางอย่าง เป็นรูปร่างของความรู้สึกใหม่ ไม่คุ้นเคยแต่แจ่มชัด น่าทึ่ง บางทีดูคล้ายรูปร่างของสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนตัวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บางลีลาดูคล้ายท่วงท่าของสัตว์ชนิดต่างๆ บ้างดูฉงนแปลกตา บางครั้งดูมหึมา แฝงเร้นพลังลี้ลับ บางครั้งดูผิดเพี้ยนชวนฝันเกินจริง บางครั้งดูสงบนิ่งราบเรียบ ประสบการณ์เกี่ยวกับการรับรู้รูปทรงต่างๆ ของเด็กเล็ก สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่มีสีสัน จากก้อนเมฆเหนือท้องฟ้าเหล่านั้น”
บรรทัดล่างของข้อความลงชื่อ ไทวิจิต บันทึกไว้เมื่อ 31 พ.ค. 2543
ขณะนี้ปี 2550 และผมกลับขึ้นไปบนชั้นสามอีกครั้ง ไม่ได้กลับขึ้นไปทำภาพพิมพ์ของตัวเอง แต่ไปหาช่องหน้าต่างบานนั้น ที่ถูกเจาะใส่กระจกใสไว้บนหลังคาให้แสงสว่างส่องผ่านเข้ามา
หยุดยืนมองไปข้างนอก เห็นก้อนเมฆลอยเกลื่อน เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่ซ้ำในรายละเอียด
ดูมีชีวิตอย่างไรบอกไม่ถูก
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร Image ฉบับเดือนมีนาคม 2550



