ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 5
ชื่อหนังสือ: ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 5
ผู้เขียน: วินทร์ เลียววาริณ และ ปราบดา หยุ่น
พิมพ์ครั้งแรก: มีนาคม 2550
ราคา: 135 บาท
- คำนำโดย ปราบดา หยุ่น -
ว่ากันว่า เมื่อใช้ชีวิตไปได้ระยะหนึ่ง คนเราควรหาเวลาอยู่นิ่งๆ เพื่อทบทวนเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องที่ผ่านเลยในอดีต และที่กำลังดำเนินไปในปัจจุบัน เพราะเวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็ว บางทีเราอาจเพลิดเพลินหรือมัวแต่หมกมุ่นกับกิจกรรมในแต่ละวัน จนละเลยหรือหลงลืมรายละเอียดมากมาย บางที ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม เราอาจจะเผลอไผลกลายเป็นคนแบบที่เราไม่ชอบโดยไม่รู้ตัว บางทีเราอาจมองข้ามความสำคัญของคนบางคนหรือของเหตุการณ์บางเหตุการณ์ไปอย่างน่าเสียดาย และบางที เราอาจกำลังหลงทาง มัวแต่ลุ่มหลงกับการลูบคลำในความมืดเพื่อหาทางออก จนไม่ทันสังเกตว่า ลูกบิดประตูรออยู่ข้างหลังเรามาโดยตลอด
ผมกับคุณวินทร์ เลียววาริณ สื่อสารทางตัวหนังสือถึงกันมาเป็นเวลาหลายปีอย่างไม่น่าเชื่อ ผมเพิ่งตระหนักไม่นานมานี้เองว่า ทุกครั้งที่นั่งลงเขียนจดหมายถึงคุณวินทร์ คือเวลาที่ผมใช้ทบทวนเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมไปด้วยโดยปริยาย ถึงแม้ไม่ใช่ระยะเวลานานนัก (นานที่สุดเห็นจะเป็นหนึ่งหรือสองวัน) แต่ก็เพียงพอจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มัก “อยู่กับปัจจุบัน” จนมากไปในบางครั้ง
ปกติผมไม่ใช่คนนิยมโหยหาอดีต ไม่ค่อยนิยมหยิบยกเรื่องเก่าๆ มารื้อฟื้นเพื่อความซาบซึ้งตรึงใจ ไม่ใช่เพราะผมมีอดีตที่ขื่นขมระทมทุกข์อะไรนัก แต่ผมเป็นคนตื่นเต้นกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงมากกว่า
ความจริงผมก็มีอดีตคล้ายๆ คนรุ่นราวคราวเดียวกันจำนวนมาก ผมเป็นหนึ่งในเด็กไทยยุคแรกๆ ที่ได้อ่านโดราเอมอน และอ่านอย่างติดตอมงอมแงมเสียด้วย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ค่อยหวนกลับไปนึกถึงความ “น่าประทับใจ” ของการ์ตูนดังกล่าว ผมจำได้ว่ามันสนุก และผมจะคะยั้นคะยอให้เด็กทุกคนหามาอ่าน แต่สำหรับตัวเองในวันนี้ ผมกลับไปอ่านโดราเอมอนด้วยความรู้สึกเหมือนก่อนไม่ได้อีกแล้ว บางทีที่เห็นคนอื่นเขารำลึกอดีตกัน ผมก็พยายามลองจินตนาการถึงไทม์แมชีนแล้วย้อนเวลากลับไปบ้าง (อาจเพราะกลัวตกกระแส) แต่ก็ต้องพบว่ามันเป็นการพยายามที่ไม่จริง ผมไม่ได้สนุกกับมันเท่ากับที่เด็กเล็กๆ คนหนึ่งจะสนุกกับมัน สมองบางส่วนของผมเปลี่ยนไปแล้ว (น่าจะเปลี่ยนไปในทางเลวมากกว่าดี) ผมพบว่าผมไม่สามารถนั่งอ่านโดราเอมอนได้เกินสามตอน ผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าเบื่อ และการจะมาน้ำตาคลอคิดถึงวันวานกับโดราเอมอนคงเป็นการเสแสร้งที่น่ากระทืบเป็นอย่างยิ่ง
ผมเคยชื่นชอบวงดนตรีและนักร้องหลายคนที่กลับมารวมตัวหรือหวนคืนสู่เวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง แต่ในวันนี้ผมไม่มีความรู้สึกอยากไปดูหรือฟังพวกเขา ไม่ใช่เพราะหัวผมสูงขึ้น ฟังได้แต่เพลงของฝรั่งมังค่า (เพลงของฝรั่งมังค่าที่เคยชอบในอดีต ก็ไม่ค่อยกลับไปฟังเหมือนกัน) ผมยังจำความชอบของตัวเองได้ดี กับนักร้องบางคนหรือนักดนตรีบางกลุ่ม ผมยังจำกระทั่งวันที่เดินลุยแดดไปซื้อเทปของพวกเขาได้อย่างชัดเจนประหนึ่งถ่ายวิดีโอเก็บไว้ในสมอง ผมซื้อเทป “หาดทราย สายลม สองเรา” ของพี่เบิร์ด ที่ร้านเล็กๆ ในเมืองหาดใหญ่ ผมสะดุดตากับเทปหน้าตาแปลกๆ ของวงเฉลียง ที่ชื่อชุด “อื่นๆ อีกมากมาย” ที่แผงเทปในตลาดปากน้ำ สมุทรปราการ (และรีบซื้อมาเปิดฟังบนโต๊ะกินข้าวบ้านยาย) วันที่ผมได้ยินเพลง “เบื่อคนบ่น” ของเธนศ วรากุลนุเคราะห์ จากคลื่นวิทยุเป็นครั้งแรก ผมนั่งอยู่ในรถยนต์มิตซูบิชิสีเขียว รถยนต์คันแรกของแม่ ผมจำได้กระทั่งวันที่ผมใส่เทปชุด “ท.ทหารอดทน” ของคาราบาวลงไปในเครื่องแล้วกดฟัง จำได้ว่าการฟังเพลงของคาราบาวเป็นความตื่นเต้นเล็กๆ สำหรับเด็กขี้อายอย่างผม
ทั้งหมดนี้แปลว่าผมเป็นคนความจำดีพอใช้ และไม่ได้ “ลืม” สิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในอดีต
ผมไม่รังเกียจหรือชื่นชอบความทรงจำชิ้นใดของตัวเองเป็นพิเศษ แต่อาจเป็นเพราะผมมีสิ่งที่ “กำลังสนใจ” อยู่มากมายในปัจจุบัน และคาดหวัง (ลมๆ แล้งๆ) ว่าจะได้พบความสนใจใหม่ๆในวันพรุ่งนี้ ผมจึงไม่ค่อยเกิดอาการถวิลหา ทุกอย่างที่ผมเคยชอบผมยังจำได้ดี ไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้น ผมยังคงจำเนื้อเพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” ของจรัล มโนเพ็ชร ได้เสมอ และคงไม่มีวันลืม เหมือนกับที่ผมยังจำเนื้อเพลง “เที่ยวละไม” ของวงเฉลียงได้แม่น และเป็นต้องนึกถึงเพลงนั้นทุกทีที่มีโอกาสพบเจอพี่จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง
อาจเป็นเพราะทุกอย่างยังคงทอดใยอยู่ในตัวผม ทำให้ผมไม่ต้องโหยหาอดีตมากนัก
แต่บางทีการอยู่กับปัจจุบันมากๆ ก็ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ คนรอบข้างก็จะเริ่มระลึกอดีตกันบ่อยขึ้นตามไปด้วย สักวันหนึ่งผมเองก็คงต้องมีพฤติกรรมเช่นนั้นไม่มากก็น้อย เดินผ่านย่านไหนก็ต้องบอกคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าที่นั่น “เคย” เป็นอะไรมาก่อน แต่ตอนนี้คงยังไม่ถึงคราวของผม ผมจึงรู้สึกค่อนข้างแปลกแยกเมื่ออยู่ท่ามกลางบทสนทนาประเภทย้อนยุค แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ผมรู้จักและเคยทำทุกอย่าง ผมก็ไม่รู้สึกสนุกที่จะพูดคุยถึงมันนัก
ในการเขียนจดหมายสื่อสารกับคุณวินทร์ “อดีต” ที่ผมย้อนนึกถึง มักเป็นอดีตที่ยังไม่เน่าบูด เป็นอดีตที่เพิ่งเกิดขึ้นหยกๆ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่กำลังดำเนินต่อไป แต่ก็มีบางครั้งบ้างเหมือนกัน ที่บางประเด็นทำให้ผมจำเป็นต้องย้อนนึกกลับไปไกลกว่าปกติ
ผมพบว่าการย้อนนึกถึงอดีตไม่จำเป็นต้องมีจุดประสงค์เพื่อระลึกว่า “อะไรเกิดขึ้น” (รวมไปถึงความชอบ แฟชั่น เพื่อน แฟนเก่า ฯลฯ) แต่มันสามารถเป็นเสมือนภาพสะท้อนย้อนคืนมาสู่ปัจจุบันว่า ในอดีต เราจัดการกับ “ปัจจุบัน” อย่างไรบ้าง
นั่นคือที่สิ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึง ไม่ค่อยให้เวลาทบทวน ไม่ใช่อดีตในความหมายของเหตุการณ์หรือความรู้สึกที่ “เกิดขึ้นแล้ว” หรือ “ผ่านพ้นไปแล้ว” แต่เป็นอดีตในความหมายของการ “ปะทะ” ระหว่างเรากับ “ปัจจุบันขณะ” ยกตัวอย่างเช่นความเศร้าสลด เรามักหวนนึกถึงเหตุผลที่นำความเศร้าโศกเข้ามาในชีวิตของเรา นึกถึงสถานการณ์ที่ตามมาเพราะความเศร้าโศก หรือนึกถึงสภาพที่น่าสมเพชของเราเอง แต่วิธีย้อนอดีตที่น่าสนใจและอาจได้ประโยชน์ต่อชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น คือการหวนระลึกว่าในขณะที่ความเศร้าโศกนั้นเดินทางมาปะทะเรา ในขณะที่มันยังเป็น “ปัจจุบัน” เราจัดการกับปัจจุบันนั้นอย่างไร
และเรายังคงจัดการกับปัจจุบันด้วยวิธีเดิมอยู่ในปัจจุบันหรือไม่
นอกจากการทบทวนตัวเองขณะเขียนจดหมายถึงคุณวินทร์ เมื่อจดหมายแต่ละฉบับได้รับการตีพิมพ์ (ประมาณหนึ่งถึงสองเดือนหลังจากวันที่เขียน) การย้อนอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียนก็เปรียบเสมือนโอกาสได้ทบทวนตัวเองอีกครั้ง
สิ่งหนึ่งที่ปรากฏค่อนข้างชัดเจนจากการย้อนอ่านความคิดของตัวเองคือผมเป็นคนมีความขัดแย้งในตัวเองสูงพอสมควร หากสังเกตดีๆ บางทีผมแสดงความขัดแย้งในตัวเองนั้นออกมาในจดหมายฉบับเดียวกันเลยด้วยซ้ำ และเมื่อย้อนนึกทบทวนต่อไปให้ไกลขึ้น ผมมักพบว่าความขัดแย้งเช่นนี้มีมาตั้งแต่ผมยังเด็ก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นไหน ผมพบว่าตัวเองมักมีสองความเห็น (หรือมากกว่าสอง) ปะปนอยู่ด้วยกันเสมอ
ผมเป็นคนสนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่ผมก็สนใจประเด็นสันดาน “สร้างเรื่อง” ของมนุษย์ นั่นคือ ผมมีความเชื่อโอนเอนไปในทางที่คิดว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง และอาจเคยเดินทางมาทักทายมนุษย์บนโลกใบนี้จริง ในขณะเดียวกัน ผมก็โอนเอนไปในทางความคิดที่ว่ามนุษย์เราเป็นสัตว์ช่างจินตนาการ และหวาดกลัวความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาอ้างว้าง เราไม่อยากเชื่อว่าจักรวาลภายนอกอันกว้างใหญ่ไพศาลจะขาดไร้ซึ่ง “ชีวิต” เหมือนกับที่เรามีบนโลก เรามองออกไปข้างนอกด้วยความหวัง เรามองออกไปข้างนอกเหมือนกับที่เราชอบมองกระจกเงา นั่นคือเราหวังว่าจะได้เห็นตัวของเราเอง เราหวังว่าจักรวาลคือบ้านของเรา มีอะไรคล้ายๆเราเฝ้ามองหรือรอคอยเราอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับที่เราหวังว่าความตายจะไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของทุกสิ่งทุกอย่าง เรายึดมั่นกับการมี “ความรู้สึกนึกคิด” อย่างเหนียวแน่นจนไม่อาจจินตนาการโลกที่ปราศจาก “เรา” ได้ เราอยากเชื่อว่าเราจะเกิดใหม่ เราอยากเชื่อว่าเราจะเกิดใหม่ในสภาพที่ดีกว่าเก่าหากเราทำความดีและทำบุญในชาตินี้ไว้เพียงพอ เราเชื่อในพลังของความรัก ซึ่งก็หมายความว่าเราเชื่อใน “จุดมุ่งหมาย” เราเชื่อว่าชีวิตมีทิศทางที่เราควรจะดำเนินไปในวิธีที่ “ถูกต้อง” (สังคมมนุษย์จึงเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่แข่งขันกันแสดงความเห็นว่าใครผิดใครถูก) เราไม่อยากเชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่ปราศจากเหตุผล เกิดไปงั้นๆ ตายไปงั้นๆ เป็นเพียงวัฏจักรของธรรมชาติที่ไม่มีความสลักสำคัญอะไรมากไปกว่าการเป็น “วงจร” ของดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง
เมื่อทบทวนดูแล้ว ผมพบว่าครั้งหนึ่งผมเคยเป็นคนที่โอนเอนไปในทางเหตุผล และเมื่อทบทวนจากการสื่อสารถึงคุณวินทร์ที่ผ่านมาในระยะเวลาหลายปี ผมพบว่าความเชื่อต่างๆของผมขัดแย้งกันเอง และกำลังมุ่งไปสู่การขาดไร้ซึ่งความเชื่อยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่เชื่อในพระเจ้าแบบที่มีอยู่ในความเชื่อของศาสนาใดก็ตาม แต่พระเจ้าคือเพื่อนที่แท้จริงของผม ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
แต่ความรู้สึกทั้งหมดนั้น อาจไม่มีอะไรจริงเลยแม้แต่น้อย
อาจเป็นไปได้ว่า แม้ผู้รักสันโดษที่สุดในโลก ก็ไม่สามารถยอมรับว่าตัวเองเดียวดายอ้างว้าง พระเจ้าหรือความเชื่อใน “สิ่งที่เหนือกว่า” จึงต้องปรากฏขึ้นไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งเสมอ
ในแง่ของการทำมาหาเลี้ยงชีพ การปราศจากความเชื่อเป็นเรื่องอันตรายที่เริ่มสร้างความหงุดหงิดให้ผมในบางครั้ง การเขียนหนังสือจำเป็นต้องพึ่งพาความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนบทความหรืองานวิพากษ์วิเคราะห์ที่จำเป็นต้องคลี่คลายสู่คำตอบสักข้อหรือทางออกสักแห่ง คนไม่มีความเชื่อไม่สามารถแสดงความเห็นอะไรได้ชัดเจน คนที่ดูหนังได้โดยไม่มีความรู้สึกชอบหรือเกลียดคงไม่สามารถเขียนบทวิจารณ์ที่น่าสนใจได้บ่อยนัก การเขียนนวนิยายโดยไม่ชี้นำความรู้สึกหรือปรัชญาใดๆเลย ก็จะไม่ใช่นวนิยายที่เข้มข้นน่าประทับใจ (กระทั่งนวนิยายประเภทรักโรแมนติก อย่างน้อยก็ต้องแสดงความเชื่อว่าการมีความรักเป็นสิ่งดี) รวมถึงการเขียนจดหมายโต้ตอบระหว่างกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีแรงจูงใจให้พูดถึงอะไรเป็นพิเศษ ก็คงไม่มีการ “สื่อสาร” เกิดขึ้น หากผมเขียนถึงคุณวินทร์ทุกครั้งว่า “สวัสดีครับคุณวินทร์ แค่นี้นะครับคุณวินทร์” คุณวินทร์คงจำเป็นต้องส่งข้อความมาตบกบาลผมฉาดใหญ่ ที่สำคัญ คงไม่มีนิตยสารฉบับไหนใจป้ำพอจะจ่ายค่าต้นฉบับและตีพิมพ์จดหมายที่ไร้สาระอย่างแท้จริงเช่นนั้น
ที่ว่าอันตรายและน่าหงุดหงิด เป็นเพราะผมรู้สึกว่าตัวเองชักจะฝักใฝ่ชีวิตที่ปราศจากความเชื่อเข้าไปทุกวัน ในบางอารมณ์ผมรู้สึกว่า ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากกลับไปเขียนเติมลงในงานเขียนที่ผ่านมาทุกชิ้นของผมว่า “ความเห็นในงานเขียนชิ้นนี้ไม่มีความจริงผสมอยู่”
อันตรายเพราะผมคงทำงานนี้ต่อไปได้อีกไม่นาน และน่าหงุดหงิดตรงที่ผมไม่รู้ว่าคนที่ปราศจากความเชื่อจะสามารถไปทำอะไรอย่างอื่น นอกจากนอนรอความตายอยู่นิ่งๆ
ในการเป็นมนุษย์และการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมมนุษย์ ความเชื่อเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆ
ผมคงมีชีวิตต่อไปไม่ได้แน่ หากยังปล่อยให้ความเชื่อหดหายไปเรื่อยๆ
การต้องเปล่งคำพูดออกมาเป็นความหมายที่ตัวเองไม่ค่อยเชื่อ เป็นเรื่องน่าลำบากใจและค่อนข้างทรมานอารมณ์ บางทีผมทำตัวเป็นคนไม่ดี หลีกหนีการเชื้อเชิญจากผู้คนที่จะให้ไปเสวนาหรือพูดคุยตามงานหรือสถาบันศึกษาต่างๆ ไม่ใช่เพราะผมขี้เกียจไป (แต่บางทีก็ขี้เกียจจริงๆ เชื่อเถอะ!) แต่เพราะทนฟังตัวเองพ่นคำพูดไม่น่าเชื่อทั้งหลายออกไปปาวๆไม่ค่อยได้ หลังๆมานี้ผมพยายามปฏิเสธการเขียนคอลัมน์ตามนิตยสารเพราะไม่มีความเชื่ออะไรหลงเหลือจะประกาศให้สังคม (เล็กๆของนักอ่าน) รับรู้เท่าไรนัก
ผมชักไม่ค่อยอยากตอบคำถามใคร เพราะคิดว่าสิ่งที่ผมตอบก็ต้องเป็นความเชื่อที่ไม่จริงอยู่วันยังค่ำ
ขณะนี้ผมมีอายุประมาณ ๓๓ ปี (ถ้าจะให้เชื่อตามการนับของมนุษย์) จะว่าเด็กก็ไม่ใช่ แต่ก็ไม่ถึงกับแก่พอจะหลบหายเข้าไปในป่า (แถมป่าก็เหลือน้อยลงทุกวัน) จะทำตัวให้ปราศจากซึ่งความเชื่อถึงขั้นจะต้องบอกลาสังคมคงไม่ใช่เรื่องง่าย และคงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีในสายตาคนทั่วไป (คนหนุ่มสาวทำอะไรแบบนั้นมักจะน่าหมั่นไส้มากกว่าน่ายกย่อง ทำไมก็ไม่ทราบได้ ทราบแต่ว่าทุกอย่างถ้าทำตอนแก่จะดูดีกว่า) ดังนั้นการ “ทบทวนตัวเอง” ของผมในครั้งนี้ จึงเป็นการพยายามเฟ้นหาลู่ทางที่จะ “ปราศจากความเชื่ออย่างสมดุล” หรือถ้าจะให้เรียกตามเทรนด์หน่อย ก็ต้องเป็น “ปราศจากความเชื่ออย่างพอเพียง”
ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้รู้จักกับคุณวินทร์ (ขอโหยหาอดีตนิดหนึ่ง แบบน้ำตาไม่คลอเบ้า) จนถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างเชื่อได้บ้างคือความมั่นคงและสม่ำเสมอของนักเขียนและ “ท่านพี่” ที่ชื่อวินทร์ เลียววาริณ
ไม่ว่าจะเป็นทรงผม การแต่งกาย รอยยิ้ม และ “ความเชื่อ” คุณวินทร์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือหลงหลุดไปไหน ผมเองด้วยซ้ำที่ยังมีช่วงกวัดแกว่ง เห็นเด็กแนวเขาไว้ผมกันรกๆเหมือนแปะไม้ถูพื้นไว้บนหัวแล้วเท่ดี ริกลับไปไว้ผมอีกครั้ง (โชดดีที่ความร้อนของเมืองไทยทำให้ “ผม” หลงผิดอยู่ไม่นานนัก) ข้อความในจดหมายของคุณวินทร์ก็เช่นกัน ไม่เคยหละหลวม ไม่เคยขอไปที และไม่เคยพลาดที่จะให้ความรู้เล็กๆน้อยๆ (ไปถึงใหญ่ๆมากๆ) พร้อมกับความเต็มใจและจริงใจที่จะ “แลกเปลี่ยน” ความรู้สึกและ “แบ่งปัน” ประสบการณ์ให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างผม (แน่ะ ยังอุตส่าห์โหยหาอดีตในฉายาได้อีกนิดหน่อย)
การทบทวนตัวเอง การนึกย้อนถึงอดีต และการครุ่นคิดถึงผลลัพธ์ในปัจจุบัน อาจเป็นเรื่องดีที่เราจำเป็นต้องทำจริงดังที่ “เชื่อ” ตามกันมาช้านาน แต่ทว่า ในการกระทำเช่นนั้น เราอาจนึกถึง “ตัวเอง” มากเกินไป
จากการทบทวนตัวเอง ผมพบว่าตัวเองเชื่อน้อยลง แต่เมื่อผมหันไปที่จดหมายของคุณวินทร์ เมื่อผละตัวออกจากการทบทวนแต่เรื่องของตัวเอง ผมก็พบสิ่งที่อาจทำให้ผมยังสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมโดยไม่ตะขิดตะขวงใจมากนัก แม้ว่าอาการ “เชื่อน้อย” ของผมจะยังคงเป็นไปเรื่อยๆ และแม้ว่าสักวันหนึ่งผมอาจกลายเป็นคนไม่มีความเชื่ออะไรเป็นของตัวเองเลยจริงๆ ก็ตาม
สิ่งที่อาจช่วยให้ผม “ปราศจากความเชื่ออย่างพอเพียง” ได้ คือการเห็นพลังของความเชื่อในคนอื่น
ผมอาจจะไม่เชื่อ แต่ผมรู้สึกประทับใจและตื่นเต้นเสมอเมื่อผมได้พบกับคนที่ “เชื่อจริง”
บางที ความหมายของการมีชีวิตอาจไม่ใช่คำถามที่ว่าตัวเราเป็นอย่างไร บางทีการได้เห็นคุณค่าบางอย่างในตัวคนอื่น อาจสำคัญกว่า
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ผมเสนอคุณวินทร์และพี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา (ป๋าผู้ดันคอลัมน์ของเราอยู่ในนิตยสาร GM) ว่าเราควรจะเลิกคอลัมน์ “ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน” กันแล้วดีไหม เหตุผลของผมคือผมเกรงว่าเราอาจเริ่มเขียนอะไรซ้ำซาก วนไปเวียนมา น่าเบื่อหน่ายสำหรับคนอ่าน แต่เหตุผลลึกๆ ที่ผมไม่กล้าบอกใครคือผมกลัวว่าผมจะไม่มีความเชื่อเหลือให้เขียนต่อไปได้นานนัก
พี่หนุ่มบอกว่ายังไม่อยากให้เลิก
ผมไม่มั่นใจในส่วนของผมเองว่าจะทำต่อไปได้ดีแค่ไหน (หรือไม่ดีแค่ไหน) แต่ผมต้องขอบคุณคุณวินทร์ ผู้บอกว่า “ยังไงก็ได้”
ยังไงก็ได้ เพราะคุณวินทร์เป็นมืออาชีพ คุณวินทร์เป็นคนทำงาน คุณวินทร์เป็นคนสม่ำเสมอ คุณวินทร์เป็นคนหนักแน่นและจริงจังกับการเป็นคนเขียนหนังสือ
คุณวินทร์และจดหมายของคุณวินทร์คือประกายเล็กๆ ในสังคมที่บอกผมว่าการมีความเชื่อไม่ได้เลวร้ายอะไร ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด ไม่ว่ามันจะมีเหตุผลหรือไม่
คุณวินทร์ทำให้คนที่ไม่ค่อยอยากจะเชื่ออย่างผม ชื่นชมการมีความเชื่อขึ้นมาได้
ในการทบทวนตัวเองของผม ผลที่ออกมาก็คือ ผมรู้สึกขอบคุณ “เพื่อนทางจดหมาย” ผู้มั่นคงเข้มแข็ง
ขอแสดงความเคารพคุณวินทร์ เลียววาริณ มา ณ ที่นี้ครับ



