หนังสือใหม่ล่าสุด openbooks
พันธมิตร ประชาชน ประชาธิปไตย
ผู้เขียน: สุริยะใส กตะศิลา
- คำนิยมโดย พิภพ ธงไชย -
เหตุการณ์พฤษภา 35 ได้สร้างคนรุ่นใหม่ทางการเมืองแทนคนรุ่นเก่าที่เป็นคนมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา หรือที่เรียกว่า “คนเดือนตุลา” ถึงแม้เหตุการณ์พฤษภา 35 คนรุ่นก่อนจะเข้าร่วมมากกว่าคนรุ่นใหม่ก็ตาม
คนรุ่นใหม่หลังเหตุการณ์พฤษภา 35 ที่มีบทบาทเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองในระบอบประชาธิปไตย จะมีมิติทางการเมืองและสังคมที่มองไปสู่อนาคตได้ไกลและมีความหวังกว่าคนรุ่น 14 ตุลา เพราะคนรุ่นใหม่รุ่นนี้หลุดจากประวัติศาสตร์คนเดือนตุลา และการต่อสู้ทางอุดมการณ์ในยุคนั้น แต่มีฐานรากที่รักความเป็นธรรมกับรักประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน ในขณะที่คนรุ่นเก่าอยู่ในมิติเผด็จการทหารและทุนอนุรักษ์ แต่คนรุ่นใหม่อยู่ในบรรยากาศเผด็จการทุนนิยมกับกระแสโลกาภิวัตน์ คนรุ่นนี้ที่มีอายุระหว่าง 30-40 ปี เติบโตมาจากขบวนการนักศึกษาและขบวนการทางสังคมที่ต่างจากยุคเผด็จการทหารในอดีต จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ซึ่ง “สุริยะใส กตะศิลา” เป็นคนหนึ่งในคนรุ่นใหม่นั้น
การตีความเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ซึ่งเป็นฐานรากของระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นการตีความเพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งเป็นสังคมที่มีโครงสร้างเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคใหม่ตามแบบโลกยุคไอที แม้แต่การอยู่ร่วมกันและการมีส่วนร่วมในความเป็นภราดรภาพ ก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่คนรุ่น 14 ตุลา ในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม จะต้องทำความเข้าใจกับการตีความของคนรุ่นนี้
คำสัมภาษณ์ หรือบทความของสุริยะใสในหนังสือเล่มนี้ ผู้อ่านควรอ่านด้วยฐานความคิดดังกล่าว เพื่อทำความเข้าใจในฐานความคิดใหม่ของสังคมประชาธิปไตย ที่คนรุ่นนี้จะเป็นผู้กำหนดอนาคตประเทศไทยต่อไป
สิทธิเสรีภาพในโลกยุคโลกาภิวัตน์ เป็นเหตุให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพต่อการแก้ไขความขัดแย้งในรูปแบบเก่า ที่ทั้ง “ทักษิณ” (รวมคนเดือนตุลา) และ “คมช.” (ซึ่งก็เป็นคนร่วมเดือนตุลา) นำมาจัดการกับสังคมไทย
รอยต่อทางประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยยุคเก่ากับยุคใหม่กำลังจะเริ่มเห็นเด่นชัดขึ้นในทศวรรษนี้ และช่วงรอยต่อทางประวัติศาสตร์นี้ สังคมไทยจะผ่านไปโดยไร้ร่องรอยความรุนแรง หรือมีร่องรอยของการประทับตราความรุนแรงที่มากที่สุดของประวัติประชาธิปไตยไทย เป็นสิ่งท้าทายสังคมไทยอยู่ข้างหน้า และแน่นอน ตัวสุริยะใส ในฐานะผู้นำคนหนึ่งของสังคม ย่อมถูกท้าทายด้วยเช่นกัน
เหตุการณ์ต่อต้าน “ทักษิณ” กับท่าทีต่อ “คมช.” จึงเป็นท่าทีที่แตกต่างกันระหว่างผู้นำนักศึกษาประชาชนในยุค 14 ตุลา และ 6 ตุลา กับยุคสมัยการนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีสุริยะใสยืนอยู่ในกลุ่มผู้นำด้วยคนหนึ่ง เพราะฐานทางสังคม การเมืองที่ต่างกัน ฐานทางความคิดที่ต่างกัน ความขัดแย้งในการตีความปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมของการต่อสู้ จึงเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมที่แตกต่างกัน
ที่น่าสนใจ คนรุ่นใหม่อย่างสุริยะใสจัดการความต่างนี้อย่างไร บทความชุดนี้จะสะท้อนออกมา จึงเป็นเรื่องน่าศึกษาความคิดความอ่านของคนคนนี้ ไม่ใช่เพราะเขาเด่น เขาดัง แต่ศึกษาว่าความคิดแบบนี้จะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่ และเป็นความคิดที่จะกลายเป็นฐานแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคต และสามารถนำพาสังคมไปสู่สังคมประชาธิปไตยในอุดมคติที่เราต่างคาดหวังมาตั้งแต่คณะราษฎรเริ่มก่อการในปี 2475 โดยบุคคลรุ่นใหม่ที่เยาว์วัยและเร่าร้อนเช่นเดียวกันของยุคสมัยนั้น
สังคมไทยหลังเหตุการณ์พฤษภา 35 มีการจัดการความสัมพันธ์เชิงอำนาจของกลุ่มคนในสังคมใหม่ ระหว่างประชาชนกับชนชั้นปกครอง สังคมยอมรับสิทธิเสรีภาพที่ถูกตีความใหม่ให้กว้างขวางกว่าอดีต สิทธิเสรีภาพในระดับบุคคลทุกชนชั้น ถูกยกระดับเป็นสิทธิเสรีภาพของชุมชนและขยายไปถึงสิทธิเสรีภาพในการดูแลสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา และการพัฒนา ซึ่งเป็นการเปิด “ทางเลือก” มากกว่าสังคมที่มีทางเลือกเดียว ที่ชนชั้นปกครองเดิมกำหนดไว้ ดังปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ (ตั้งแต่ฉบับที่ 1 ถึงฉบับที่ 7) เกิดการกระจายอำนาจ เกิดการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐใหม่ การเกิดสิ่งเหล่านี้ สุริยะใสมีส่วนคิด มีส่วนร่วม มีส่วนนำพา มาตั้งแต่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
เมื่อสุริยะใสเข้าร่วมทำงานในคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ตั้งแต่ปี 2539 ก็มีส่วนร่วมทำให้ความคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพในมิติใหม่เข้าไปปรากฏในรัฐธรรมนูญ 2540 และสุริยะใสก็นำพาสาระของรัฐธรรมนูญไทยไปรณรงค์พร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวให้ประชาชนตระหนัก จนเกิดปรากฏการณ์ “ทักษิณ” ซึ่งสาระของรัฐธรรมนูญได้ถูกฉีกโดยพฤตินัย สุริยะใสก็เข้าร่วมและนำการต่อสู้ในฐานะเลขาธิการ ครป. เพื่อขจัดรัฐบาล “ทักษิณ” จนการต่อสู้รวมศูนย์เป็น “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” สุริยะใสในฐานะผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้เป็นผู้นำทำความเข้าใจในสาระการต่อสู้ “ระบอบทักษิณ” ต่อสาธารณะและสื่อมวลชน ประสานความขัดแย้งทางความคิดในยุทธศาสตร์มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ 2540 และนำยุทธศาสตร์สันติวิธีที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” มาใช้ในการนำขบวนการประชาชน องค์กรประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน ในชนชั้นต่าง ๆ อย่างแหลมคม และยึดมั่นในจุดยืนที่ว่า “จะไม่ละทิ้งประชาชนในระหว่างการต่อสู้กับ ‘ระบอบทักษิณ’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ ‘เผด็จการทุนนิยมใหม่’ จนกว่าจะได้รับชัยชนะ”
บทสัมภาษณ์ในหนังสือเล่มนี้ สุริยะใสจะบอกกล่าวต่อสาธารณะในสาระดังกล่าวมากที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมภาษณ์ไว้ในหนังสือพิมพ์ฉบับใด
การมีโอกาสอ่านความคิดและจุดยืนของคนรุ่นใหม่ คนรุ่นสุริยะใส ที่จะนำพาสังคมต่อจากคนเดือนตุลา จะบอกเราได้ว่า สังคมการเมืองไทยในอนาคตจะเป็นเช่นไร การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่สุริยะใสเผชิญอยู่ จะเป็นตัวอย่างการแก้ไขความขัดแย้งของคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่ แน่นอนท่าทีทั้งหมดย่อมแตกต่างจากคนรุ่นใหม่ในอดีต ไม่ใช่แค่อดีตในยุคเดือนตุลา แต่แตกต่างถึงอดีตยุคเดือนมิถุนายนของปี 2475
ผู้อ่านและตัวผมเอง คงต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม หน้าที่ของเราคือทำความเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่เขาคิดอะไร เสียสละแบบไหน มีอุดมการณ์เช่นไร และมีจินตนาการในการสร้างสังคมใหม่อย่างไร
ผมเองเชื่อมั่นในตัวสุริยะใสว่า อุดมการณ์ ความเสียสละ ความเชื่อมั่น ความมุ่งมั่นของเขา ที่อ่านได้ระหว่างบรรทัดในบทสัมภาษณ์ชุดนี้ รวมทั้งการมีโอกาสได้ทำงานร่วมกันมากว่าทศวรรษ สุริยะใสน่าจะเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่จะทำหน้าที่แทนคนรุ่นก่อนได้ อย่างที่ผมควรจะมีความหวังต่อสังคมไทยในอนาคต
ขอเพียงอย่าให้ความเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงเปลี่ยนจุดยืนของเขา แต่ผมเชื่อว่าสุริยะใสจะมั่นคงในอุดมคติทางสังคมการเมือง และอดทน อดกลั้น ต่อลาภ ยศ สรรเสริญ ที่มากระทบกับตัวตนของเขาในวัยหนุ่มตอนปลาย โดยไม่ละทิ้งประชาชน ในท่ามกลางการต่อสู้ที่ยังไม่ยุติ และคงยังไม่ยุติอีกยาวไกล จนกว่าความเป็นธรรมจะบังเกิดขึ้นในสังคมไทยในทุกมิติ
เส้นทางเดินของสุริยะใส กตะศิลา ยังอีกยาวไกลนัก
....................
ตกน้ำไม่ไหล: เรื่องของคนดีที่ไม่ไหลไปตามโลกกระแสหลัก
ผู้เขียน: สฤณี อาชวานันทกุล
- คำนิยมโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ -
เมื่อได้อ่าน ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว ฉบับแปลไทยใน พ.ศ. 2530 ผมเที่ยวถามเพื่อนญี่ปุ่นหลายคนว่ารู้จักมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ หรือไม่ ทั้งๆ ที่บางคนในบรรดาเพื่อนผมเป็นนักวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์แขนงที่เกี่ยวกับการเกษตร ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จักเลย มีเพียงคนเดียวที่บอกว่าคล้ายๆ จะเคยได้ยินอะไรทำนองนั้น เมื่อผมบอกว่าเขาคือใคร แสดงว่า 12 ปีหลังจากที่หนังสือเล่มนี้ได้ตีพิมพ์ออกมาในภาษาญี่ปุ่น แทบจะไม่สะเทือนวงการอะไรในญี่ปุ่นเลย
ผมไม่ทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรในญี่ปุ่นปัจจุบัน หลังจากที่ฟูกูโอกะได้เดินทางออกไปให้คำแนะนำการเกษตรธรรมชาติและประสบความสำเร็จในหลายทวีปทั่วโลก จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางพอสมควรแล้ว
ทั้งนี้เพราะเกษตรธรรมชาติเป็นเกษตรกระแสรองในโลกที่ทำการเกษตรเชิงพาณิชย์และเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรกระแสหลัก ไม่แต่เพียงเกษตรกรส่วนใหญ่ถูกชักนำและบีบบังคับให้ทำเกษตรเชิงเดี่ยวและเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังมีการสร้างความรู้, องค์กรการเงิน, และการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรองรับเกษตรกระแสหลักนี้อย่างแน่นหนามั่นคงอีกด้วย โดยที่เราทุกคนถูกฝึกและกล่อมเกลาให้หลับหูหลับตากับความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศน์, ความยากจนข้นแค้นของเกษตรกรส่วนใหญ่, ความอดอยากที่แผ่ไปอย่างกว้างขวางทั่วทั้งโลก และความไม่ยั่งยืนของการผลิตอาหารในอนาคต
ธรรมชาติของอะไรที่เป็นกระแสหลักมักเป็นอย่างนั้น ความคิดกระแสหลักไม่ใช่ความคิดเฉยๆ แต่ประกอบด้วยกลไกอำนาจอีกชุดหนึ่งพยุงและปกป้องมันไว้ด้วยเสมอ เพราะแหล่งข้อมูลที่ป้อนความรู้แก่เราไม่ว่าจะเป็นสื่อ, โรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย, ชนชั้นปกครอง, นักบวช, นักการเมือง, นักวิชาการ ฯลฯ ล้วนได้สร้างเครือข่ายผลประโยชน์อยู่กับความคิดกระแสหลักไว้แล้วทั้งสิ้น แม้แต่ตัวเราเอง ก็จะพบว่าการสมยอมกับความคิดกระแสหลัก ช่วยพยุงมันและปกป้องมันไว้ จะได้รับผลตอบแทนทางวัตถุแก่ตนเองดีกว่าการต่อต้านและแฉโพยจุดอ่อนของมัน
ความคิดกระแสหลักมีลักษณะครอบงำได้ลึกซึ้งกว่าผลตอบแทนด้วยซ้ำ เพราะทำให้คนที่ยึดถือมีความมั่นคงทางจิตใจและสังคม ไม่รู้สึกแปลกแยกโดดเดี่ยว ลักษณะเช่นนี้เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของความคิดกระแสหลัก เป็นจุดแข็งก็เพราะให้ความรู้สึกว่ามั่นคงปลอดภัยแก่บุคคลและสังคมที่ยึดถือ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้โอกาสที่จะแก้ไขตัวเองทำได้ยากขึ้น หากโอกาสนั้นถูกปิดตายสนิท กล่าวคือไม่มีทางที่จะปรับเปลี่ยนอะไรได้เลยแล้ว บุคคลและสังคมที่ยึดถือความคิดกระแสหลักอย่างตายตัวก็มักพบความล่มสลาย เพราะไม่สามารถสนองตอบความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดรได้
แต่โชคดีที่ในท่ามกลางการครอบงำของความคิดกระแสหลัก มักมีบางคนที่มองเห็นความไร้เหตุผล (fallacy), ความอยุติธรรม, ความเท็จ หรือมุมมองที่ผิดพลาด ในความคิดกระแสหลัก บางคนเสนอการปรับเปลี่ยนเพื่อแก้ไขและช่วยรักษาให้ความคิดกระแสหลักสามารถธำรงอยู่ต่อไปได้ บางคนอาจมองเห็นทางตันและเสนอให้ปรับเปลี่ยนในระดับพื้นฐานกว่านั้น เมื่อความคิดประเภทนี้เกิดขึ้น มักได้รับการต่อต้านจากกระแสหลัก ถึงได้รับรู้กันกว้างขวางขึ้นก็ยังเป็นความคิดกระแสรอง เพราะถูก “ขจัด” ออกไปว่าเพ้อฝันบ้าง, หัวรุนแรงบ้าง, เป็นไปไม่ได้บ้าง หรือคลื่นใต้น้ำบ้าง แต่เมื่อวิกฤตเกิดกับความคิดกระแสหลักมากขึ้น เพราะไม่อาจตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงซึ่งต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางออกก็มักอยู่ในแนวที่ความคิดกระแสรองได้เสนอไว้แล้ว สังคมก็ค่อยๆ เปลี่ยนความคิดกระแสหลักจนใกล้กับความคิดกระแสรอง จนในที่สุดความคิดกระแสรองก็กลายเป็นความคิดกระแสหลัก เริ่มสั่งสม “อำนาจ” ไว้พยุงและปกป้องตนเองอย่างที่ความคิดกระแสหลักควรมี
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เราเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในทุกสังคม
หนังสือเล่มนี้พยายามนำเอาความคิดของนักคิดกระแสรองในปัจจุบันมาบอกเล่า อย่างสังเขปและเข้าใจง่ายแก่คนทั่วไป หลายความคิดในหนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นความคิดกระแสหลักในอนาคต หรืออย่างน้อยก็ให้แนวทางแก่ความคิดกระแสหลักในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย
หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษแก่ผมก็คือ ในบรรดาความคิดกระแสรองหลายต่อหลายเรื่องที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอ คือความพยายามอุดช่องโหว่ของทุนนิยม เพราะยิ่งพัฒนาการของทุนนิยมตกอยู่ภายใต้การนำของเสรีนิยมใหม่หรืออนุรักษนิยมใหม่มากเท่าไร ทุนนิยมกลับเป็นศัตรูของประชาธิปไตย, ศัตรูของคนชั้นกลาง, ศัตรูของสิ่งแวดล้อม, ศัตรูของความเสมอภาคและเสรีภาพมากขึ้นเท่านั้น ผลประโยชน์กลับไปตกอยู่ในมือของคนจำนวนน้อยลงๆ ไปเรื่อยๆ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทุนนิยมเช่นนี้จะถึงกาลอวสานอย่างแน่นอน ปัญหาคือจะ “รักษาทุนนิยมจากนายทุน” ได้อย่างไร
นักคิดและนักเคลื่อนไหวหลายคนได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาไว้หลายด้าน ไม่ว่าการบังคับใช้กฎหมายกับบรรษัทขนาดใหญ่ ไปจนถึงทางเลือกของการศึกษาสำหรับคนยากไร้ ทั้งหมดนี้ล้วนช่วยทำให้หน้าที่เป็นคนเต็มคนแก่ทุนนิยมทั้งสิ้น และทุนนิยมที่จะอยู่รอดต่อไปได้ ต้องมีใบหน้ามนุษย์มากขึ้นกว่าเงินกำไร
ในประเทศไทย ผู้คนมักมองทุนนิยมเป็นใบหน้าเดียว อัปลักษณ์จนต้องต่อต้านจนสุดกำลังในหมู่ผู้ที่รังเกียจ และสวยสง่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบ (หรือได้ประโยชน์) แต่ที่จริงแล้วทุนนิยมมีได้หลายใบหน้า ขึ้นอยู่ไม่น้อยกับการที่เราทุกคนจะช่วยกันทำให้มันมีใบหน้าอย่างไร ความคิดกระแสรองที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ต่อต้านทุนนิยมโดยตรง แต่ต้องการทำให้ใบหน้าของทุนนิยมเป็นใบหน้าของมนุษย์ที่มีเมตตาและความเป็นธรรม
ท้ายที่สุดซึ่งควรกล่าวถึงก็คือ ในโลกที่วัดและโบสถ์ไม่ค่อยให้แรงบันดาลใจทางศีลธรรมแก่ใคร หนังสือเล่มนี้ให้แรงบันดาลใจทางศีลธรรมแก่ผู้อ่าน เพราะล้วนพูดถึงความคิดที่คิดเพื่อคนอื่น
....................
ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน 5
ผู้เขียน: วินทร์ เลียววาริณ และ ปราบดา หยุ่น
- คำนำโดย ปราบดา หยุ่น -
ว่ากันว่า เมื่อใช้ชีวิตไปได้ระยะหนึ่ง คนเราควรหาเวลาอยู่นิ่งๆ เพื่อทบทวนเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องที่ผ่านเลยในอดีต และที่กำลังดำเนินไปในปัจจุบัน เพราะเวลาไหลผ่านอย่างรวดเร็ว บางทีเราอาจเพลิดเพลินหรือมัวแต่หมกมุ่นกับกิจกรรมในแต่ละวัน จนละเลยหรือหลงลืมรายละเอียดมากมาย บางที ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม เราอาจจะเผลอไผลกลายเป็นคนแบบที่เราไม่ชอบโดยไม่รู้ตัว บางทีเราอาจมองข้ามความสำคัญของคนบางคนหรือของเหตุการณ์บางเหตุการณ์ไปอย่างน่าเสียดาย และบางที เราอาจกำลังหลงทาง มัวแต่ลุ่มหลงกับการลูบคลำในความมืดเพื่อหาทางออก จนไม่ทันสังเกตว่า ลูกบิดประตูรออยู่ข้างหลังเรามาโดยตลอด
ผมกับคุณวินทร์ เลียววาริณ สื่อสารทางตัวหนังสือถึงกันมาเป็นเวลาหลายปีอย่างไม่น่าเชื่อ ผมเพิ่งตระหนักไม่นานมานี้เองว่า ทุกครั้งที่นั่งลงเขียนจดหมายถึงคุณวินทร์ คือเวลาที่ผมใช้ทบทวนเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมไปด้วยโดยปริยาย ถึงแม้ไม่ใช่ระยะเวลานานนัก (นานที่สุดเห็นจะเป็นหนึ่งหรือสองวัน) แต่ก็เพียงพอจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มัก “อยู่กับปัจจุบัน” จนมากไปในบางครั้ง
ปกติผมไม่ใช่คนนิยมโหยหาอดีต ไม่ค่อยนิยมหยิบยกเรื่องเก่าๆ มารื้อฟื้นเพื่อความซาบซึ้งตรึงใจ ไม่ใช่เพราะผมมีอดีตที่ขื่นขมระทมทุกข์อะไรนัก แต่ผมเป็นคนตื่นเต้นกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงมากกว่า
ความจริงผมก็มีอดีตคล้ายๆ คนรุ่นราวคราวเดียวกันจำนวนมาก ผมเป็นหนึ่งในเด็กไทยยุคแรกๆ ที่ได้อ่านโดราเอมอน และอ่านอย่างติดตอมงอมแงมเสียด้วย แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ค่อยหวนกลับไปนึกถึงความ “น่าประทับใจ” ของการ์ตูนดังกล่าว ผมจำได้ว่ามันสนุก และผมจะคะยั้นคะยอให้เด็กทุกคนหามาอ่าน แต่สำหรับตัวเองในวันนี้ ผมกลับไปอ่านโดราเอมอนด้วยความรู้สึกเหมือนก่อนไม่ได้อีกแล้ว บางทีที่เห็นคนอื่นเขารำลึกอดีตกัน ผมก็พยายามลองจินตนาการถึงไทม์แมชีนแล้วย้อนเวลากลับไปบ้าง (อาจเพราะกลัวตกกระแส) แต่ก็ต้องพบว่ามันเป็นการพยายามที่ไม่จริง ผมไม่ได้สนุกกับมันเท่ากับที่เด็กเล็กๆ คนหนึ่งจะสนุกกับมัน สมองบางส่วนของผมเปลี่ยนไปแล้ว (น่าจะเปลี่ยนไปในทางเลวมากกว่าดี) ผมพบว่าผมไม่สามารถนั่งอ่านโดราเอมอนได้เกินสามตอน ผมรู้สึกว่ามันค่อนข้างน่าเบื่อ และการจะมาน้ำตาคลอคิดถึงวันวานกับโดราเอมอนคงเป็นการเสแสร้งที่น่ากระทืบเป็นอย่างยิ่ง
ผมเคยชื่นชอบวงดนตรีและนักร้องหลายคนที่กลับมารวมตัวหรือหวนคืนสู่เวทีคอนเสิร์ตอีกครั้ง แต่ในวันนี้ผมไม่มีความรู้สึกอยากไปดูหรือฟังพวกเขา ไม่ใช่เพราะหัวผมสูงขึ้น ฟังได้แต่เพลงของฝรั่งมังค่า (เพลงของฝรั่งมังค่าที่เคยชอบในอดีต ก็ไม่ค่อยกลับไปฟังเหมือนกัน) ผมยังจำความชอบของตัวเองได้ดี กับนักร้องบางคนหรือนักดนตรีบางกลุ่ม ผมยังจำกระทั่งวันที่เดินลุยแดดไปซื้อเทปของพวกเขาได้อย่างชัดเจนประหนึ่งถ่ายวิดีโอเก็บไว้ในสมอง ผมซื้อเทป “หาดทราย สายลม สองเรา” ของพี่เบิร์ด ที่ร้านเล็กๆ ในเมืองหาดใหญ่ ผมสะดุดตากับเทปหน้าตาแปลกๆ ของวงเฉลียง ที่ชื่อชุด “อื่นๆ อีกมากมาย” ที่แผงเทปในตลาดปากน้ำ สมุทรปราการ (และรีบซื้อมาเปิดฟังบนโต๊ะกินข้าวบ้านยาย) วันที่ผมได้ยินเพลง “เบื่อคนบ่น” ของเธนศ วรากุลนุเคราะห์ จากคลื่นวิทยุเป็นครั้งแรก ผมนั่งอยู่ในรถยนต์มิตซูบิชิสีเขียว รถยนต์คันแรกของแม่ ผมจำได้กระทั่งวันที่ผมใส่เทปชุด “ท.ทหารอดทน” ของคาราบาวลงไปในเครื่องแล้วกดฟัง จำได้ว่าการฟังเพลงของคาราบาวเป็นความตื่นเต้นเล็กๆ สำหรับเด็กขี้อายอย่างผม
ทั้งหมดนี้แปลว่าผมเป็นคนความจำดีพอใช้ และไม่ได้ “ลืม” สิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในอดีต
ผมไม่รังเกียจหรือชื่นชอบความทรงจำชิ้นใดของตัวเองเป็นพิเศษ แต่อาจเป็นเพราะผมมีสิ่งที่ “กำลังสนใจ” อยู่มากมายในปัจจุบัน และคาดหวัง (ลมๆ แล้งๆ) ว่าจะได้พบความสนใจใหม่ๆในวันพรุ่งนี้ ผมจึงไม่ค่อยเกิดอาการถวิลหา ทุกอย่างที่ผมเคยชอบผมยังจำได้ดี ไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้น ผมยังคงจำเนื้อเพลง “รางวัลแด่คนช่างฝัน” ของจรัล มโนเพ็ชร ได้เสมอ และคงไม่มีวันลืม เหมือนกับที่ผมยังจำเนื้อเพลง “เที่ยวละไม” ของวงเฉลียงได้แม่น และเป็นต้องนึกถึงเพลงนั้นทุกทีที่มีโอกาสพบเจอพี่จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง
อาจเป็นเพราะทุกอย่างยังคงทอดใยอยู่ในตัวผม ทำให้ผมไม่ต้องโหยหาอดีตมากนัก
แต่บางทีการอยู่กับปัจจุบันมากๆ ก็ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นเรื่อยๆ คนรอบข้างก็จะเริ่มระลึกอดีตกันบ่อยขึ้นตามไปด้วย สักวันหนึ่งผมเองก็คงต้องมีพฤติกรรมเช่นนั้นไม่มากก็น้อย เดินผ่านย่านไหนก็ต้องบอกคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าที่นั่น “เคย” เป็นอะไรมาก่อน แต่ตอนนี้คงยังไม่ถึงคราวของผม ผมจึงรู้สึกค่อนข้างแปลกแยกเมื่ออยู่ท่ามกลางบทสนทนาประเภทย้อนยุค แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ผมรู้จักและเคยทำทุกอย่าง ผมก็ไม่รู้สึกสนุกที่จะพูดคุยถึงมันนัก
ในการเขียนจดหมายสื่อสารกับคุณวินทร์ “อดีต” ที่ผมย้อนนึกถึง มักเป็นอดีตที่ยังไม่เน่าบูด เป็นอดีตที่เพิ่งเกิดขึ้นหยกๆ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่กำลังดำเนินต่อไป แต่ก็มีบางครั้งบ้างเหมือนกัน ที่บางประเด็นทำให้ผมจำเป็นต้องย้อนนึกกลับไปไกลกว่าปกติ
ผมพบว่าการย้อนนึกถึงอดีตไม่จำเป็นต้องมีจุดประสงค์เพื่อระลึกว่า “อะไรเกิดขึ้น” (รวมไปถึงความชอบ แฟชั่น เพื่อน แฟนเก่า ฯลฯ) แต่มันสามารถเป็นเสมือนภาพสะท้อนย้อนคืนมาสู่ปัจจุบันว่า ในอดีต เราจัดการกับ “ปัจจุบัน” อย่างไรบ้าง
นั่นคือที่สิ่งที่เราไม่ค่อยนึกถึง ไม่ค่อยให้เวลาทบทวน ไม่ใช่อดีตในความหมายของเหตุการณ์หรือความรู้สึกที่ “เกิดขึ้นแล้ว” หรือ “ผ่านพ้นไปแล้ว” แต่เป็นอดีตในความหมายของการ “ปะทะ” ระหว่างเรากับ “ปัจจุบันขณะ” ยกตัวอย่างเช่นความเศร้าสลด เรามักหวนนึกถึงเหตุผลที่นำความเศร้าโศกเข้ามาในชีวิตของเรา นึกถึงสถานการณ์ที่ตามมาเพราะความเศร้าโศก หรือนึกถึงสภาพที่น่าสมเพชของเราเอง แต่วิธีย้อนอดีตที่น่าสนใจและอาจได้ประโยชน์ต่อชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น คือการหวนระลึกว่าในขณะที่ความเศร้าโศกนั้นเดินทางมาปะทะเรา ในขณะที่มันยังเป็น “ปัจจุบัน” เราจัดการกับปัจจุบันนั้นอย่างไร
และเรายังคงจัดการกับปัจจุบันด้วยวิธีเดิมอยู่ในปัจจุบันหรือไม่
นอกจากการทบทวนตัวเองขณะเขียนจดหมายถึงคุณวินทร์ เมื่อจดหมายแต่ละฉบับได้รับการตีพิมพ์ (ประมาณหนึ่งถึงสองเดือนหลังจากวันที่เขียน) การย้อนอ่านสิ่งที่ตัวเองเขียนก็เปรียบเสมือนโอกาสได้ทบทวนตัวเองอีกครั้ง
สิ่งหนึ่งที่ปรากฏค่อนข้างชัดเจนจากการย้อนอ่านความคิดของตัวเองคือผมเป็นคนมีความขัดแย้งในตัวเองสูงพอสมควร หากสังเกตดีๆ บางทีผมแสดงความขัดแย้งในตัวเองนั้นออกมาในจดหมายฉบับเดียวกันเลยด้วยซ้ำ และเมื่อย้อนนึกทบทวนต่อไปให้ไกลขึ้น ผมมักพบว่าความขัดแย้งเช่นนี้มีมาตั้งแต่ผมยังเด็ก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นไหน ผมพบว่าตัวเองมักมีสองความเห็น (หรือมากกว่าสอง) ปะปนอยู่ด้วยกันเสมอ
ผมเป็นคนสนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่ผมก็สนใจประเด็นสันดาน “สร้างเรื่อง” ของมนุษย์ นั่นคือ ผมมีความเชื่อโอนเอนไปในทางที่คิดว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริง และอาจเคยเดินทางมาทักทายมนุษย์บนโลกใบนี้จริง ในขณะเดียวกัน ผมก็โอนเอนไปในทางความคิดที่ว่ามนุษย์เราเป็นสัตว์ช่างจินตนาการ และหวาดกลัวความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาอ้างว้าง เราไม่อยากเชื่อว่าจักรวาลภายนอกอันกว้างใหญ่ไพศาลจะขาดไร้ซึ่ง “ชีวิต” เหมือนกับที่เรามีบนโลก เรามองออกไปข้างนอกด้วยความหวัง เรามองออกไปข้างนอกเหมือนกับที่เราชอบมองกระจกเงา นั่นคือเราหวังว่าจะได้เห็นตัวของเราเอง เราหวังว่าจักรวาลคือบ้านของเรา มีอะไรคล้ายๆเราเฝ้ามองหรือรอคอยเราอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับที่เราหวังว่าความตายจะไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของทุกสิ่งทุกอย่าง เรายึดมั่นกับการมี “ความรู้สึกนึกคิด” อย่างเหนียวแน่นจนไม่อาจจินตนาการโลกที่ปราศจาก “เรา” ได้ เราอยากเชื่อว่าเราจะเกิดใหม่ เราอยากเชื่อว่าเราจะเกิดใหม่ในสภาพที่ดีกว่าเก่าหากเราทำความดีและทำบุญในชาตินี้ไว้เพียงพอ เราเชื่อในพลังของความรัก ซึ่งก็หมายความว่าเราเชื่อใน “จุดมุ่งหมาย” เราเชื่อว่าชีวิตมีทิศทางที่เราควรจะดำเนินไปในวิธีที่ “ถูกต้อง” (สังคมมนุษย์จึงเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่แข่งขันกันแสดงความเห็นว่าใครผิดใครถูก) เราไม่อยากเชื่อว่าทุกอย่างเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่ปราศจากเหตุผล เกิดไปงั้นๆ ตายไปงั้นๆ เป็นเพียงวัฏจักรของธรรมชาติที่ไม่มีความสลักสำคัญอะไรมากไปกว่าการเป็น “วงจร” ของดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง
เมื่อทบทวนดูแล้ว ผมพบว่าครั้งหนึ่งผมเคยเป็นคนที่โอนเอนไปในทางเหตุผล และเมื่อทบทวนจากการสื่อสารถึงคุณวินทร์ที่ผ่านมาในระยะเวลาหลายปี ผมพบว่าความเชื่อต่างๆของผมขัดแย้งกันเอง และกำลังมุ่งไปสู่การขาดไร้ซึ่งความเชื่อยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่เชื่อในพระเจ้าแบบที่มีอยู่ในความเชื่อของศาสนาใดก็ตาม แต่พระเจ้าคือเพื่อนที่แท้จริงของผม ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
แต่ความรู้สึกทั้งหมดนั้น อาจไม่มีอะไรจริงเลยแม้แต่น้อย
อาจเป็นไปได้ว่า แม้ผู้รักสันโดษที่สุดในโลก ก็ไม่สามารถยอมรับว่าตัวเองเดียวดายอ้างว้าง พระเจ้าหรือความเชื่อใน “สิ่งที่เหนือกว่า” จึงต้องปรากฏขึ้นไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่งเสมอ
ในแง่ของการทำมาหาเลี้ยงชีพ การปราศจากความเชื่อเป็นเรื่องอันตรายที่เริ่มสร้างความหงุดหงิดให้ผมในบางครั้ง การเขียนหนังสือจำเป็นต้องพึ่งพาความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนบทความหรืองานวิพากษ์วิเคราะห์ที่จำเป็นต้องคลี่คลายสู่คำตอบสักข้อหรือทางออกสักแห่ง คนไม่มีความเชื่อไม่สามารถแสดงความเห็นอะไรได้ชัดเจน คนที่ดูหนังได้โดยไม่มีความรู้สึกชอบหรือเกลียดคงไม่สามารถเขียนบทวิจารณ์ที่น่าสนใจได้บ่อยนัก การเขียนนวนิยายโดยไม่ชี้นำความรู้สึกหรือปรัชญาใดๆเลย ก็จะไม่ใช่นวนิยายที่เข้มข้นน่าประทับใจ (กระทั่งนวนิยายประเภทรักโรแมนติก อย่างน้อยก็ต้องแสดงความเชื่อว่าการมีความรักเป็นสิ่งดี) รวมถึงการเขียนจดหมายโต้ตอบระหว่างกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีแรงจูงใจให้พูดถึงอะไรเป็นพิเศษ ก็คงไม่มีการ “สื่อสาร” เกิดขึ้น หากผมเขียนถึงคุณวินทร์ทุกครั้งว่า “สวัสดีครับคุณวินทร์ แค่นี้นะครับคุณวินทร์” คุณวินทร์คงจำเป็นต้องส่งข้อความมาตบกบาลผมฉาดใหญ่ ที่สำคัญ คงไม่มีนิตยสารฉบับไหนใจป้ำพอจะจ่ายค่าต้นฉบับและตีพิมพ์จดหมายที่ไร้สาระอย่างแท้จริงเช่นนั้น
ที่ว่าอันตรายและน่าหงุดหงิด เป็นเพราะผมรู้สึกว่าตัวเองชักจะฝักใฝ่ชีวิตที่ปราศจากความเชื่อเข้าไปทุกวัน ในบางอารมณ์ผมรู้สึกว่า ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากกลับไปเขียนเติมลงในงานเขียนที่ผ่านมาทุกชิ้นของผมว่า “ความเห็นในงานเขียนชิ้นนี้ไม่มีความจริงผสมอยู่”
อันตรายเพราะผมคงทำงานนี้ต่อไปได้อีกไม่นาน และน่าหงุดหงิดตรงที่ผมไม่รู้ว่าคนที่ปราศจากความเชื่อจะสามารถไปทำอะไรอย่างอื่น นอกจากนอนรอความตายอยู่นิ่งๆ
ในการเป็นมนุษย์และการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมมนุษย์ ความเชื่อเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆ
ผมคงมีชีวิตต่อไปไม่ได้แน่ หากยังปล่อยให้ความเชื่อหดหายไปเรื่อยๆ
การต้องเปล่งคำพูดออกมาเป็นความหมายที่ตัวเองไม่ค่อยเชื่อ เป็นเรื่องน่าลำบากใจและค่อนข้างทรมานอารมณ์ บางทีผมทำตัวเป็นคนไม่ดี หลีกหนีการเชื้อเชิญจากผู้คนที่จะให้ไปเสวนาหรือพูดคุยตามงานหรือสถาบันศึกษาต่างๆ ไม่ใช่เพราะผมขี้เกียจไป (แต่บางทีก็ขี้เกียจจริงๆ เชื่อเถอะ!) แต่เพราะทนฟังตัวเองพ่นคำพูดไม่น่าเชื่อทั้งหลายออกไปปาวๆไม่ค่อยได้ หลังๆมานี้ผมพยายามปฏิเสธการเขียนคอลัมน์ตามนิตยสารเพราะไม่มีความเชื่ออะไรหลงเหลือจะประกาศให้สังคม (เล็กๆของนักอ่าน) รับรู้เท่าไรนัก
ผมชักไม่ค่อยอยากตอบคำถามใคร เพราะคิดว่าสิ่งที่ผมตอบก็ต้องเป็นความเชื่อที่ไม่จริงอยู่วันยังค่ำ
ขณะนี้ผมมีอายุประมาณ ๓๓ ปี (ถ้าจะให้เชื่อตามการนับของมนุษย์) จะว่าเด็กก็ไม่ใช่ แต่ก็ไม่ถึงกับแก่พอจะหลบหายเข้าไปในป่า (แถมป่าก็เหลือน้อยลงทุกวัน) จะทำตัวให้ปราศจากซึ่งความเชื่อถึงขั้นจะต้องบอกลาสังคมคงไม่ใช่เรื่องง่าย และคงไม่ใช่เรื่องน่ายินดีในสายตาคนทั่วไป (คนหนุ่มสาวทำอะไรแบบนั้นมักจะน่าหมั่นไส้มากกว่าน่ายกย่อง ทำไมก็ไม่ทราบได้ ทราบแต่ว่าทุกอย่างถ้าทำตอนแก่จะดูดีกว่า) ดังนั้นการ “ทบทวนตัวเอง” ของผมในครั้งนี้ จึงเป็นการพยายามเฟ้นหาลู่ทางที่จะ “ปราศจากความเชื่ออย่างสมดุล” หรือถ้าจะให้เรียกตามเทรนด์หน่อย ก็ต้องเป็น “ปราศจากความเชื่ออย่างพอเพียง”
ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้รู้จักกับคุณวินทร์ (ขอโหยหาอดีตนิดหนึ่ง แบบน้ำตาไม่คลอเบ้า) จนถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมค่อนข้างเชื่อได้บ้างคือความมั่นคงและสม่ำเสมอของนักเขียนและ “ท่านพี่” ที่ชื่อวินทร์ เลียววาริณ
ไม่ว่าจะเป็นทรงผม การแต่งกาย รอยยิ้ม และ “ความเชื่อ” คุณวินทร์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือหลงหลุดไปไหน ผมเองด้วยซ้ำที่ยังมีช่วงกวัดแกว่ง เห็นเด็กแนวเขาไว้ผมกันรกๆเหมือนแปะไม้ถูพื้นไว้บนหัวแล้วเท่ดี ริกลับไปไว้ผมอีกครั้ง (โชดดีที่ความร้อนของเมืองไทยทำให้ “ผม” หลงผิดอยู่ไม่นานนัก) ข้อความในจดหมายของคุณวินทร์ก็เช่นกัน ไม่เคยหละหลวม ไม่เคยขอไปที และไม่เคยพลาดที่จะให้ความรู้เล็กๆน้อยๆ (ไปถึงใหญ่ๆมากๆ) พร้อมกับความเต็มใจและจริงใจที่จะ “แลกเปลี่ยน” ความรู้สึกและ “แบ่งปัน” ประสบการณ์ให้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างผม (แน่ะ ยังอุตส่าห์โหยหาอดีตในฉายาได้อีกนิดหน่อย)
การทบทวนตัวเอง การนึกย้อนถึงอดีต และการครุ่นคิดถึงผลลัพธ์ในปัจจุบัน อาจเป็นเรื่องดีที่เราจำเป็นต้องทำจริงดังที่ “เชื่อ” ตามกันมาช้านาน แต่ทว่า ในการกระทำเช่นนั้น เราอาจนึกถึง “ตัวเอง” มากเกินไป
จากการทบทวนตัวเอง ผมพบว่าตัวเองเชื่อน้อยลง แต่เมื่อผมหันไปที่จดหมายของคุณวินทร์ เมื่อผละตัวออกจากการทบทวนแต่เรื่องของตัวเอง ผมก็พบสิ่งที่อาจทำให้ผมยังสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมโดยไม่ตะขิดตะขวงใจมากนัก แม้ว่าอาการ “เชื่อน้อย” ของผมจะยังคงเป็นไปเรื่อยๆ และแม้ว่าสักวันหนึ่งผมอาจกลายเป็นคนไม่มีความเชื่ออะไรเป็นของตัวเองเลยจริงๆ ก็ตาม
สิ่งที่อาจช่วยให้ผม “ปราศจากความเชื่ออย่างพอเพียง” ได้ คือการเห็นพลังของความเชื่อในคนอื่น
ผมอาจจะไม่เชื่อ แต่ผมรู้สึกประทับใจและตื่นเต้นเสมอเมื่อผมได้พบกับคนที่ “เชื่อจริง”
บางที ความหมายของการมีชีวิตอาจไม่ใช่คำถามที่ว่าตัวเราเป็นอย่างไร บางทีการได้เห็นคุณค่าบางอย่างในตัวคนอื่น อาจสำคัญกว่า
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ผมเสนอคุณวินทร์และพี่หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา (ป๋าผู้ดันคอลัมน์ของเราอยู่ในนิตยสาร GM) ว่าเราควรจะเลิกคอลัมน์ “ความน่าจะเป็นบนเส้นขนาน” กันแล้วดีไหม เหตุผลของผมคือผมเกรงว่าเราอาจเริ่มเขียนอะไรซ้ำซาก วนไปเวียนมา น่าเบื่อหน่ายสำหรับคนอ่าน แต่เหตุผลลึกๆ ที่ผมไม่กล้าบอกใครคือผมกลัวว่าผมจะไม่มีความเชื่อเหลือให้เขียนต่อไปได้นานนัก
พี่หนุ่มบอกว่ายังไม่อยากให้เลิก
ผมไม่มั่นใจในส่วนของผมเองว่าจะทำต่อไปได้ดีแค่ไหน (หรือไม่ดีแค่ไหน) แต่ผมต้องขอบคุณคุณวินทร์ ผู้บอกว่า “ยังไงก็ได้”
ยังไงก็ได้ เพราะคุณวินทร์เป็นมืออาชีพ คุณวินทร์เป็นคนทำงาน คุณวินทร์เป็นคนสม่ำเสมอ คุณวินทร์เป็นคนหนักแน่นและจริงจังกับการเป็นคนเขียนหนังสือ
คุณวินทร์และจดหมายของคุณวินทร์คือประกายเล็กๆ ในสังคมที่บอกผมว่าการมีความเชื่อไม่ได้เลวร้ายอะไร ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด ไม่ว่ามันจะมีเหตุผลหรือไม่
คุณวินทร์ทำให้คนที่ไม่ค่อยอยากจะเชื่ออย่างผม ชื่นชมการมีความเชื่อขึ้นมาได้
ในการทบทวนตัวเองของผม ผลที่ออกมาก็คือ ผมรู้สึกขอบคุณ “เพื่อนทางจดหมาย” ผู้มั่นคงเข้มแข็ง
ขอแสดงความเคารพคุณวินทร์ เลียววาริณ มา ณ ที่นี้ครับ
....................
วิถีแห่งฟ้าของนักกลยุทธ์: ท่านเป็นประสบการณ์ที่ตราตรึงที่สุดของข้าพเจ้า
ผู้เขียน: สุวินัย ภรณวลัย
- คำนำโดย สุวินัย ภรณวลัย -
หนังสือเล่มนี้ คือหนังสือเล่มล่าสุดของผู้เขียนที่เกี่ยวกับวิถีแห่งกลยุทธ์เชิงบูรณาการ ซึ่งได้เขียนออกมาแล้วก่อนหน้านี้ 3 เล่มด้วยกันคือ “ภูมิปัญญามูซาชิ” “เซนอย่างมูซาชิ” และ “36 เพลงดาบสยบมาร” หากรวม “วิถีแห่งฟ้าของนักกลยุทธ์” เล่มนี้เข้าไปด้วย ก็จะเป็นหนังสือชุด 4 เล่มของผู้เขียนที่เปรียบเสมือน ‘คัมภีร์ห้าห่วง’ ของผู้เขียน ที่ถ่ายทอดการต่อสู้แสวงหา และวิถีแห่งความเป็นนักกลยุทธ์ของผู้เขียนเอาไว้อย่างสมบูรณ์ เพื่อมอบเป็นบรรณาการให้แก่อนุชนคนรุ่นหลัง
หนังสือชุด 4 เล่มนี้ของผู้เขียน มิได้เขียนขึ้นจากหอคอยงาช้าง แต่มันถูกเขียนขึ้นมาท่ามกลางการสัประยุทธ์ครั้งสำคัญที่ผู้เขียนได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งมีอนาคตของประเทศนี้เป็นเดิมพัน
อย่างไรก็ดี ผู้เขียนหวังว่า งานเขียนชุดนี้ของผู้เขียนจะมีคุณค่ายาวนานเกินกว่าเป็นแค่บันทึกหน้าหนึ่งของผู้ชายคนหนึ่งในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์ ส่วนจะเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่นั้น ขอท่านผู้อ่านจงเป็นผู้ตัดสินเอาเองเถิด
....................
ห่วงทหาร
ผู้เขียน: เปลว สีเงิน
คำประกาศเกียรติคุณ
นายโรจ งามแม้น (เปลว สีเงิน)
ผู้ได้รับรางวัล “นักเขียนอมตะ” ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๘
คณะกรรมการพิจารณารางวัล “นักเขียนอมตะ” มีมติว่า นายโรจ งามแม้น (เปลว สีเงิน) เป็นผู้สมควรได้รับรางวัลเกียรติยศ “นักเขียนอมตะ” ประจำปีพุทธศักราช 2548
เปลว สีเงิน หรือ นายโรจ งามแม้น เป็นนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ผู้มีผลงานในรูปแบบบทความและคอลัมน์สืบเนื่องยาวนานกว่าสี่ทศวรรษ ข้อเขียนของ เปลว สีเงิน กอปรด้วยเนื้อหาสาระที่ชัดเจน เสนอหลักการและความคิดอันลุ่มลึกของผู้เขียน ทั้งในแง่สภาวะความเป็นไปของสังคม ปัญหาและวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ ข้อมูลที่หนักแน่นและการวิเคราะห์เปรียบเทียบอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตกับภาวะในปัจจุบัน ทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงความเป็นจริง เข้าใจสิทธิ และการมีส่วนร่วมที่ประชาชนพึงมีต่อสังคมของตน ทั้งยังสามารถชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ในทัศนะของ เปลว สีเงิน ปัญหาทั้งหลายย่อมมีทางออก มิใช่ทางตัน ข้อเขียนของเขาจึงมีทั้งข้อเตือน เสนอแนะ และท้วงติง ให้หลักการที่ชัดเจน สื่อผ่านภาษาที่เฉียบคม เปี่ยมด้วยอารมณ์ขันและเมตตาธรรม เข้าใจง่าย โดยเฉพาะในยามที่สังคมเกิดความสับสน ขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์และความเป็นจริง
ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ เปลว สีเงิน เป็นตัวอย่างของผู้ที่พิจารณาปัญหาและประเด็นต่างๆ อย่างรอบคอบ ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ อันแสดงถึงความกล้าหาญ มั่นคงแน่วแน่ และความสุจริตใจทั้งต่อตนเอง ต่อจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพและสังคมส่วนรวม จึงกล่าวได้ว่า เปลว สีเงิน เป็นต้นแบบของนักเขียนที่มีผลงานอันสมควรได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็น “นักเขียนอมตะ”
ประกาศ ณ วันศุกร์ที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙
....................



