หนังสือใหม่ openbooks
October 6: ฉบับ ปฏิวัติ 2549
- คำนำโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา -
ปีพุทธศักราช 2549 ประเทศไทยเสมือนกลายเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ แม้พรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเป็นสมัยที่สอง แต่ภายในเวลาไม่นานกลับถูกประท้วงต่อต้านอย่างหนักจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองหลวงและตัวเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นผลแห่งความไม่พอใจที่สะสมมายาวนาน จากการบริหารงานที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ และสารพัดข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง อันเป็นเชื้อเพลิงมาตรฐานสำหรับการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย
จากการจุดเทียนเล่มแรกสู่การโหมไฟของสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ผ่านทางรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทุกวันศุกร์ ในรูปแบบเผาเรือนให้วอดวายเพื่อขับไล่ศัตรูกูก็ยอม (หรือในสำนวนของสนธิเองที่ว่า ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง) ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนปี 2548 หลังรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ถูกถอดออกจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 (นำมาสู่การจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร จากหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยับมาเป็นหอประชุมใหญ่ ก่อนจะได้ชัยภูมิที่มั่น ณ สวนลุมพินี) ความร้อนแรงทางการเมืองพุ่งขึ้นเกือบจะถึงจุดเดือดในช่วงเดือนพฤศจิกายน เมื่อต่างฝ่ายต่างใช้ทุกวิถีทางในการต่อสู้ โดยมีอนาคตของตนเองและบ้านเมืองเป็นเดิมพัน
ในทางกฎหมาย มีการฟ้องร้องกันจนนับคดีไม่ถ้วน เพื่อใช้อำนาจศาลยุติการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งได้ผลทั้งทางกฎหมายและทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการรุกฆาตฝ่ายตรงข้าม เมื่อฝ่ายหนึ่งรุกมาอีกฝ่ายก็ตอบโต้กลับด้วยการใช้อำนาจศาลยับยั้ง โดยมีตำรวจเป็นจักรกลสำคัญในการกำหนดเกมการต่อสู้ เนื่องจากเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ปี 2549 จึงน่าจะเป็นปีที่ตำรวจต้องทำงานหนักที่สุดเพื่อประคองสถานการณ์และประคองอนาคตราชการของตนเองไปให้ตลอดรอดฝั่ง
ในการแย่งชิงพื้นที่สื่อ แม้รัฐบาลจะเป็นฝ่ายได้เปรียบด้วยสามารถยึดกุมพื้นที่สื่อโทรทัศน์และวิทยุได้แทบจะทั้งหมด แต่การก่อเกิดของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการรับรู้รับชมข้อมูลข่าวสารของโลกยุคใหม่ ฝ่ายสนธิและเครือผู้จัดการ ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่เว็บไซต์ www.manager.co.th สามารถตอบโต้กับรัฐบาลได้แทบจะนาทีต่อนาที จนอัตราการเข้าชมเว็บบางวันสูงกว่าหนังสือพิมพ์รายวันที่ขายดีที่สุดอย่าง ไทยรัฐ
จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมแม้แต่สื่อยักษ์ใหญ่อย่างไทยรัฐ ซึ่งเชื่อว่าทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในสังคมไทยยังถูกสนธิท้าทายอย่างเปิดเผย และไม่ใช่เพียงครั้งเดียว แต่บ่อยครั้งมากจนถึงขนาดประกาศให้ผู้ชม ASTV เลิกซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เลยก็มี
จึงไม่ใช่แต่การประลองกำลังทางการเมืองขั้นแตกหัก แม้แต่ในวงการสื่อเอง ผลพวงแห่งการต่อสู้ครั้งนี้ ก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดดุลอำนาจใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
สื่อทางเลือกอย่างอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้ทางการเมืองของปี 2548-2549 เหมือนเช่นที่โทรศัพท์มือถือเคยทำหน้าที่มาแล้วเมื่อครั้งปี 2535
สื่อในกลุ่มผู้จัดการได้กลายมาเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองอย่างยิ่ง และน่าจะยิ่งกว่าช่วงเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม เพราะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำองค์กรสื่อได้ปรับบทบาทจากผู้รายงาน (รวมทั้งผู้สนับสนุนเบื้องหลัง) มาสู่การเป็นผู้นำในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเปิดเผย
ถ้าการลงสู่สนามการเมืองของทักษิณ ชินวัตร เป็นการเล่นบทใหม่ของกลุ่มทุนไทย หลังจากที่เคยใช้นักการเมืองเป็นตัวแทนมาโดยตลอด การประกาศตัวเป็นผู้นำมวลชนของสนธิก็เป็นการเล่นบทใหม่ของสื่อดุจเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ นักการเมืองจึงเป็นได้แค่เพียงตัวประกอบ(ที่คอยชุบมือเปิบภายหลัง)เท่านั้น ในขณะที่แม่ทัพทั้งสองฟากโดยเนื้อแท้แล้ว คือนักธุรกิจผู้เติบใหญ่มาในยุคข่าวสารข้อมูลนี่เอง
เมื่อสื่อลงมาเล่นการเมืองเสียเอง สื่อจึงกลายเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้และเป็นปัจจัยตัดสินผลแพ้ชนะ สื่ออนาล็อกดั่งเดิมอย่างหนังสือพิมพ์ถูกผนึกเป็นเนื้อเดียวกับสื่อดิจิทัลอย่างอินเทอร์เน็ต บวกด้วยสื่อโทรทัศน์อย่าง ASTV ซึ่งใช้เทคโนโลยีส่งสัญญาณลอดช่องข้อกฎหมายไทยกระจายผ่านดาวเทียมที่ฮ่องกง ก่อนจะยิงกลับมายังพื้นแผ่นดินไทยอีกครั้ง โดยมีเครือข่ายเคเบิลทีวีท้องถิ่นรับช่วงสัญญาณไปกระจายต่อตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ การบูรณาการสื่อเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบของประเทศไทยในครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดจากแรงขับดันทางธุรกิจ หากเกิดขึ้นด้วยแรงผลักดันทางการเมืองและสังคม ที่ยกระดับความต้องการรับรู้ข่าวสารของผู้คนทั่วประเทศให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เรื่องเล่าผ่านสื่อของทั้งสองฝ่ายไม่ต่างอะไรกับการส่งกองทัพออกรบในสมัยโบราณ สงครามคราวนี้จึงแพรวพราวด้วยชั้นเชิงและศิลปะการศึกที่ต่างฝ่ายต่างงัดกันขึ้นมาต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง
ยิ่งเมื่อมิตรซึ่งรู้ตื้นลึกหนาบางมากลายเป็นศัตรู การต่อสู้จึงสมน้ำสมเนื้อ และทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า นี่คือมวยถูกคู่ บรรดาพันธมิตรและศัตรูของทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มเลือกข้าง จนนำมาสู่การก่อร่างของสิ่งที่เรียกว่า ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุลอย่างช้าๆ ก่อนจะกลายเป็นคลื่นใหญ่ซัดเข้าใส่ทำเนียบรัฐบาลในเวลาต่อมา
สนธิเองประกาศตัวเป็นนักประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์ของสนธินี่เองที่คนในวงการสื่อนักวิชาการ รวมทั้งกลุ่มนักเคลื่อนไหวในองค์กรพัฒนาเอกชนเฝ้าจับตาอย่างระแวดระวัง พลังของสื่อผสานปัญญาชนและผู้นำมวลชน จึงยังไม่เป็นเอกภาพเมื่อสนธิเปิดฉากสงครามถล่มรัฐบาลเป็นครั้งแรก
แม้ความหวาดระแวงจะไม่เคยจางหาย แต่การต่อสู้ยกแรกเดินมาถึงจุดพลิกผัน เมื่อสื่อที่นำการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดอย่างหนังสือพิมพ์ เริ่มโอนเอนย้ายข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังความพยายามเข้าครอบงำกิจการของหนังสือพิมพ์ มติชน และ บางกอกโพสต์ โดยบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ผู้ที่มีความสนิทชิดเชื้อกับทักษิณ ชินวัตร เป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่คนในวงการหนังสือพิมพ์ไม่คาดว่าจะได้เห็นก็เกิดขึ้น เมื่อขรรค์ชัย บุนปาน แห่งหนังสือพิมพ์ มติชน เดินทางมาร่วมประชุมกับผู้นำองค์กรหนังสือพิมพ์หลายฉบับด้วยตนเองหลังเกิดกรณีดังกล่าว จนปรากฏเป็นภาพถ่ายร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล บนหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับในวันต่อมา แม้จะไม่ปรากฏเงาร่างของสุทธิชัย หยุ่น แต่การมาของเทพชัย หย่อง จากเครือเนชั่นและนักหนังสือพิมพ์อาวุโสจากหลายสำนักในวันนั้น ก็ทำให้ดุลอำนาจทางด้านสื่อเริ่มขยับ
การปรับเปลี่ยนท่าทีของสื่อสิ่งพิมพ์หลักของชนชั้นกลางในเมือง ทั้ง มติชน เดอะ เนชั่น รวมทั้งจุดยืนที่ตั้งมั่นของ ผู้จัดการ ที่เปิดศึกรบกับรัฐบาลเต็มรูปแบบ ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองเริ่มเล็งเห็นความเค้าลางแห่งความพ่ายแพ้ของฝ่ายรัฐบาล เพราะเมื่อไรที่หนังสือพิมพ์เริ่มเลือกข้าง สัญญาณทางการเมืองก็เริ่มชัดว่าเทพเจ้าแห่งชัยชนะจะยืนอยู่ฟากใด
สิ่งที่เรียกขานกันว่าระบอบทักษิณ ซึ่งดูเหมือนจะเข้มแข็งเหลือประมาณก็เริ่มเผยให้เห็นจุดอ่อน และยิ่งคลอนแคลนหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสนธิใช้ทักษะแห่งวิชาชีพช่วงชิงการกำหนดวาระข่าวอย่างเหนือชั้น จนทักษิณต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับในเชิงข่าวเป็นครั้งแรก หลังจากที่ปะฉะดะนักวิชาการและสื่อมวลชนจนร่นถอยไม่เป็นกระบวนมาโดยตลอด
ถ้าการเคลื่อนไหวของสนธิเป็นเพราะเสียผลประโยชน์เรื่องสถานีโทรทัศน์เพียงช่องเดียวตามที่ทักษิณตั้งข้อกล่าวหา ราคาที่ทักษิณต้องจ่ายครั้งนี้ก็แทบจะประมาณค่าไม่ได้เมื่อเทียบกับสิ่งที่สนธิร้องขอ เพราะนอกจากจะต้องเดิมพันด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทรัพย์สินที่สั่งสมมาตลอดชีวิต และอนาคตทางการเมืองแล้ว เกมการต่อสู้ครั้งนี้ยังมีครอบครัวลูกเมียและบริวารของทักษิณทั้งหมดเป็นเดิมพัน
ถ้าเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมเป็นผลแห่งการจัดสรรอำนาจที่ไม่ลงตัวระหว่างนายทหารโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่น 5 และรุ่น 7 โดยมีรุ่น 1 เป็นตัวเสริม จุดเริ่มต้นการต่อสู้ของปี 2549 ก็น่าจะเป็นการประลองกำลังของนักธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ที่ฟากหนึ่งสามารถยึดอำนาจรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในขณะที่อีกฟากหนึ่งได้แปรพักตร์เป็นฝ่ายค้านเต็มตัว ก่อนจะพัฒนาเป็นผู้นำมวลชนเต็มรูปแบบ โดยมีตัวละครสำคัญทั้งหลายในสังคมไทยจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้ารอจังหวะเวลาที่เหมาะสมช่วงชิงโอกาสเมื่อสถานการณ์สุกงอม
เดิมพันของการต่อสู้ในครั้งนี้จึงสูงลิ่ว เพราะเป็นครั้งเดียวที่ในรอบทศวรรษที่เปิดโอกาสให้มีการจัดดุลอำนาจกันใหม่ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ชัยชนะ สงครามครั้งนี้จึงเหมือนไม่มีทางถอย ก่อนถึงเดือนธันวาคม 2548 การชุมนุมที่สวนลุมพินีทวีความเข้มข้นขึ้นถึงขีดสุด เมื่อสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องหลบออกจากกรุงเทพมหานครไปตั้งหลักที่วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ด้วยเหตุผลที่เจ้าตัวเปิดเผยภายหลังว่า ถูกคนมีสีตามล่า ก่อนจะออกอากาศรายการเมืองไทยรายสัปดาห์จากวัดป่าของพระเกจิชื่อดังจากอีสาน
นับเป็นการแสดงบทบาททางการเมืองอย่างเด่นชัดอีกครั้งของสำนักแห่งนี้ หลังจากที่เคยมีการระดมกำลังทรัพย์ทอดผ้าป่าช่วยชาติมาแล้วในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ไม่เพียงแต่สถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อโค่นล้มทักษิณและรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แม้แต่สถาบันศาสนาก็ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาใช้ โดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานแทนสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งถูกตอกย้ำสม่ำเสมอในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
การต่อสู้เพื่อโค่นล้มทางการเมืองครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยเงื่อนปม ผลประโยชน์ และตัวละคร ซึ่งบางครั้งก็เป็นการยากที่จะใช้แง่มุมหนึ่งแง่มุมใดในการพิจารณาอธิบาย ด้วยทุกฝ่ายต่างเดินเกมเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตัวเองวางเอาไว้ การชิงไหวชิงพริบและชิงการเล่าเรื่องจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีประชาชนที่ถูกปลุกเร้าและปรุงแต่งอย่างรุนแรงเป็นแนวร่วมของทั้งสองฝ่าย
ท่ามกลางวิกฤตที่ดูเหมือนจะนำไปสู่จุดแตกหัก ในช่วงเวลาแห่งการพักรบของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ถึงกรณี The King can do no wrong. อันเป็นการส่งสัญญาณถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุดของผู้เข้าเฝ้าในวโรกาสดังกล่าวโดยตรง ทำให้ในวันต่อมามีการถอนฟ้องคดีส่วนใหญ่จนหลายฝ่ายมองว่า สถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปสู่การรอมชอมได้ในที่สุด
สำหรับผู้ชมแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อบันไดสำหรับก้าวลงจากความขัดแย้งถูกเมินเฉย ทำให้ความรุนแรงได้ทวีขึ้นอีกครั้งในช่วงก่อนสิ้นปี ด้วยมีการส่งลูกจ้างกรมอุทยานฯจำนวนหนึ่งบุกเข้าถึงสวนลุมพินี บริเวณพื้นที่จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร นำมาสู่การปะทะกันย่อยๆหลายสัปดาห์ติดต่อกัน การตอบโต้กลับจึงเกิดขึ้นในช่วงหลังปีใหม่ เมื่อสนธิพาฝูงชนมุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาลในคืนวันที่ 13 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นการนำมวลชนเคลื่อนออกจากที่มั่นเป็นครั้งแรก หลังจากซ้อมเดินจากจุดชุมนุมไปยังพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 หน้าสวนลุมพินีอยู่หลายครั้ง เพื่อข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม
แม้จะลงเอยด้วยความชุลมุนจนมีผู้ชุมนุมบางส่วนหลุดเข้าไปในทำเนียบที่เปิดประตูรออยู่แล้ว แต่ความผิดพลาดครั้งนี้น่าจะทำให้กลุ่มแกนนำสรุปบทเรียนได้ในเวลาต่อมา ว่าควรจะมีมาตรการด้านการข่าวอย่างไร เช่นเดียวกับการนำมวลชนอย่างเป็นระบบ อันนำมาสู่การปรับยุทธวิธีเมื่อมีการนัดชุมนุมครั้งใหญ่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549
สนธิประกาศนัดชุมนุมครั้งใหญ่ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เมื่อวันที่ 20 มกราคม โดยปักธงชัยไว้ที่สนามหลวง แต่เกมการช่วงชิงพื้นที่ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนสถานที่มายังลานพระบรมรูปทรงม้าแทน
หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 การชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในคืนวันที่ 4 ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549 น่าจะถือเป็นครั้งแรกของการชุมนุมทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด และผู้ที่ร่ายคาถาเรียกเนื้อเรียกปลาให้มายังลานพระรูปในครั้งนี้หาใช่สนธิแต่เพียงลำพัง หากแต่เป็นตัวทักษิณ ชินวัตร เอง ที่ประกาศขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ปมูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท ให้กับกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 23 มากราคม โดยวิธีการที่ (อ้างว่า) ไม่ต้องเสียภาษีและเต็มเป็นด้วยรายละเอียดที่หมิ่นเหม่ต่อข้อกฎหมายและจริยธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้เสมือนเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟที่สนธิได้จุดไว้จนลุกโชนแล้ว ความไม่พอใจของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครจึงเพิ่มทวีขึ้น จนมีผู้มาชุมนุมที่ลานพระรูปนับหมื่นคนในคืนนั้น
ท่ามกลางความสับสนของข่าวสารและเกมการเมืองที่พลิกไปมาในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เส้นทางการเคลื่อนไหวในคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ของผู้นำมวลชนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นการพยากรณ์ล่วงหน้าได้เป็นอย่างดีถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีก 8 เดือนต่อมา
สนธิเลือกที่จะเดินหน้าไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อยื่นหนังสือถึงประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แม้พลเอกเปรมจะเร้นกายออกจากบ้านพักตั้งแต่ช่วงกลางวัน และมีความพยายามเปลี่ยนช่องให้ยื่นถวายฎีกาโดยตรงที่สำนักราชเลขาธิการในพระบรมมหาราชวังแทน แต่ฝ่ายสนธิก็แก้เกมด้วยการร่างจดหมายขึ้นมาใหม่เพื่อยื่นถึงพลเอกเปรมโดยตรงหนึ่งฉบับ โดยส่งสโรชา พรอุดมศักดิ์ พร้อมด้วยจิตตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชาย ให้ไปยื่นถวายฎีกาแทน และอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนแม้ทีมงานของสนธิเอง สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศเรียกหาทหารกลางที่ชุมนุมโดยมีประชาชนบางส่วนขานรับ พร้อมร่างจดหมายสดๆ เพื่อเดินหน้ายื่นต่อผู้บัญชาการทหารบก ณ ที่ทำการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน
หลังจากห่างหายจากการเมืองไทยไปร่วม 14 ปี ทหารอาชีพถูกเชิญให้กลับเข้าสู่สนามการเมืองอีกครั้งในคืนนั้น และผู้ได้รับเชิญในครั้งนี้คือนายทหารที่บังเอิญชื่อสนธิเหมือนกัน
การเคลื่อนไหวของสนธิ ลิ้มทองกุล ตลอดทั้งคืน การปรากฏกายของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ในกลางดึก การเร้นกายของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในยามค่ำ แต่กลับมีบทบาทสูงยิ่งหลังจากนั้น การเปิดประตูวิเศษไชยศรีรับหนังสือถวายฎีกาเมื่อเลยเวลาราชการของสำนักราชเลขาธิการ คือโยงใยอันซับซ้อนของตัวละครในสังคมไทย ผู้กำลังเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา
เหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 จึงเป็นกระจกสะท้อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างชัดเจน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมหากาพย์การชุมนุมทางการเมืองที่ต่อเนื่องยาวนานของปี 2549 จากการนำเดี่ยวของสนธิ ลิ้มทองกุล สู่การจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันมีสนธิ ลิ้มทองกุล พลตรีจำลอง ศรีเมือง สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย และสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นแกนนำ โดยมีสุริยะใส กตะศิลา ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ร่วมกับเครือข่ายทั่วประเทศ
จากลานพระบรมรูปทรงม้าสู่การชุมนุมต่อเนื่องที่สนามหลวง และยาตราสู่ทำเนียบรัฐบาล จนทำให้นายกรัฐมนตรีต้องออกสัญจรในต่างจังหวัด
จากการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 สู่กระบวนการตุลาการภิวัตน์ ตัดสินความผิดคณะกรรมการการเลือกตั้งแบบไม่รอลงอาญา หลังการเลือกตั้งที่ถูกคว่ำบาตรจากพรรคฝ่ายค้านนำไปสู่จุดอับทางการเมือง
แม้ทักษิณ ชินวัตร จะพยายามต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานอย่างที่หลายคนก็คาดไม่ถึง แต่ในที่สุดรัฐประหาร 19 กันยายน ก็เกิดขึ้น เป็นการปิดฉากรัฐบาลไทยรักไทยลงด้วยวิธีการที่สังคมไทยคุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดีเมื่อคิดหาวิถีทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาไม่ได้ ทว่าในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นทั้งในเชิงทุนและในเชิงการผลิต สังคมไทยกำลังถูกผลักให้เผชิญหน้ากับความท้าทายอีกครั้ง หลังจากถูกทดสอบด้วยกระแสโลกาภิวัตน์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2540
รัฐบาลไทยต้อนรับโลกาภิวัตน์เมื่อตัดสินใจเปิดเสรีทางการเงินในยุครัฐบาลชวนหนึ่ง แต่ความซิกแซกของเศรษฐีไทยทำให้เกิดการกู้เงินระยะสั้นดอกเบี้ยต่ำจากต่างประเทศมาหากำไรอย่างง่ายดายจากส่วนต่างจากของอัตราดอกเบี้ยในประเทศโดยมิได้เกิดการผลิตที่แท้จริง การเปิดให้เงินทุนเคลื่อนที่อย่างเสรี แต่มิได้มีการปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้ลอยตัว ฟองสบู่ที่ฟูฟ่องเติมที่จากการตีฟองของนักลงทุนไทยมาตลอดทศวรรษก่อนหน้า โครงสร้างที่บิดเบี้ยวเหล่านี้ชี้ชวนให้เกิดการโจมตีค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่องโดยมีผลกำไรมหาศาลเป็นเดิมพัน
ธนาคารแห่งประเทศไทยปักหลักสู้กับนักเก็งกำไรแบบไม่ลืมหูลืมตาจนเสียท่า และรัฐบาลของนายพลชราต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท หนี้ที่กู้มาจากต่างประเทศของธุรกิจไทยเพิ่มขึ้นทันทีเป็นเท่าตัว นักธุรกิจล้มทั้งยืน (แต่ส่วนใหญ่มีฟูกรองพื้น) สถาบันการเงินถูกมาตรการเข้มของกองทุนการเงินระหว่างประเทศสั่งปิดจนเศรษฐกิจไทยเกิดภาวะชะงักงัน ก่อนจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งที่เผ็ดสะดุ้งไปทั้งเอเชีย นับเป็นการเผยโฉมด้านอัปลักษณ์ของทุนนิยมให้เห็นเด่นชัด จนแม้หัวขบวนใหญ่ของกองทุนเก็งกำไรอย่างจอร์จ โซรอส (George Soros) ยังต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อบกพร่องของระบบเป็นเล่มหนังสือ
เศรษฐีไทยที่เคยประกาศวิสัยทัศน์กว้างไกลทั้งหลายตั้งแต่นายธนาคารใหญ่จนถึงเจ้าของธุรกิจค้าไก่ข้ามชาติกลายเป็นคนมีหนี้สินท่วมตัวเพียงชั่วเวลาข้ามคืน แม้ผู้ที่เคยได้รับการขนานนามว่า Mr.Globalization อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล เองก็ยังต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายอยู่ถึง 3 ปีเต็ม กลุ่มทุนไทยบาดเจ็บล้มตายเป็นส่วนใหญ่ เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติได้พาเหรดเข้าซื้อกิจการในราคาถูก ทั้งธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ ค้าส่งและโทรคมนาคม ในขณะที่อัศวินคลื่นลูกที่สาม อย่างทักษิณ ชินวัตร สามารถขี่คลื่นลูกใหม่กลายเป็นเศรษฐีไทยที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการลดค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 จนถูกกล่าวหาว่ารู้ข้อมูลวงในอยู่เป็นระยะ เพราะแม้แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งมีสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็ยังต้องประสบวิกฤตกันถ้วนหน้า จนต้องตัดขายบางกิจการทิ้งเพื่อรักษาธุรกิจหลัก
วิกฤตเศรษฐกิจเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถผ่านมติของรัฐสภามาได้อย่างไม่น่าเชื่อ รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยเชื่อว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญจะเป็นกติกาให้การเมืองไทยตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของสังคมมากขึ้น รวมทั้งน่าจะเป็นกติกาที่นำพาให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจในโลกยุคใหม่ที่ต้องการการบริหารงานโดยรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งยวด ด้วยทุกประเทศต่างพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดจากการแข่งขันด้านการค้าที่เขม็งเกลียวขึ้นทุกขณะ
ด้วยความตกใจสุดขีดหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ตัวละครหลักๆ ของสังคมไทยต่างกระเสือกกระสนเอาตัวรอดจากเงื่อนไขใหม่และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกตามมุมมองและแรงขับของตน จนนำมาสู่การปะทะกันอย่างรุนแรงเมื่อความกระเสือกกระสนนั้นสร้างความเสียหายให้กับส่วนอื่นๆ จนยากเกินกว่าจะยอมรับ การประลองกำลังและการปะทะกันอย่างหนักเพื่อให้กลุ่มของตัวเองหยัดยืนอยู่ได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นสนามทดลองขนาดใหญ่ หลังกระแสโลกาภิวัตน์ซัดทั้งทุน เทคโนโลยี ข่าวสารข้อมูลเข้าสู่ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพัดพาเอาผลประโยชน์สูงสุดที่ได้ออกไปในอัตราที่รวดเร็วพอกัน โดยมีส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยทิ้งไว้ให้จัดสรร ซึ่งส่วนใหญ่ถูกกลุ่มทุนที่กุมอำนาจการเมืองรวบยอดไปเกือบหมด เมื่อโครงสร้างแห่งอำนาจเริ่มไม่ได้ดุล ผู้เล่นคนสำคัญทั้งหลายซึ่งรอโอกาสอยู่แล้วจึงเริ่มเดินเกมเป็นระยะๆ ตามจังหวะของกระแสสังคม ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาดใช้กำลังทหารยึดอำนาจในช่วงเวลาเพียง 3 เดือนหลังจากพสกนิกรชาวไทยได้เฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 60 ปี
แม้การรัฐประหาร19 กันยายน 2549 จะเป็นที่ชื่นชมของประชาชนจำนวนหนึ่งอย่างออกนอกหน้า แต่การลงทุนฉีกรัฐธรรมนูญเพื่อกำจัดศัตรูผู้เป็นบุคคลและวงวานหว่านเครือออกไปกำลังเริ่มพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นวิถีการสร้างปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเก่าทับลงไปบนปัญหาเก่าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข นอกจากต้องจัดการปัญหาภายในบ้านเมืองซึ่งสั่งสมมานานปีแล้ว สังคมไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหม่เมื่อต้องรับมือกับเงื่อนไขและบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จนแม้ผู้มีอำนาจในมือกลุ่มใหม่ก็ไม่อาจใช้อำนาจนั้นตามชอบใจได้ทั้งหมด ด้วยกฎกติกาได้ถูกเขียนขึ้นมาในระดับโลก แม้ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษรแต่ก็ยอกย้อนเสียจนบรรดาผู้เฒ่าผู้หายหน้าไปพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งก่อนต้องหลบนอนกลางวันกันเป็นทิวแถว
ทั้งนี้ เพียงเพื่อจะตื่นมาพบกับความคาดหวังของสังคมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากพบว่าน้ำขิงแก่แก้ได้แต่โรคลมอ่อนๆ แต่ไม่อาจถอนพิษร้ายจากกระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลงที่พัดแรงเป็นพายุกระหน่ำสังคมไทยได้
ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายจึงอยู่ในช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยและท้าทายที่สุดในชีวิต
แม้แต่สนธิ ลิ้มทองกุล เองก็ยังต้องเอ่ยปากออกมาเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 ในรายการยามเฝ้าแผ่นดินว่า
“ผมโคตรเหนื่อยเลย”
และเสริมว่าถ้าให้เลือกได้ กลับไปสู้กันบนเวทีกับนักการเมืองแบบเดิมเสียยังง่ายกว่า โดยสนธิเองก็อาจจะลืมไปว่า เมื่อคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว เขายังเรียกหาทหารอยู่กลางลานพระบรมรูปทรงม้าท่ามกลางความอ่อนล้าและกดดันจากบรรยากาศการชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร
ปี 2549 ช่างเร้าใจยิ่งนัก
October 6 บันทึกปากคำตัวละครสำคัญทางการเมืองในปี 2549 เอาไว้อย่างหลากหลาย ทั้งผู้ที่เล่นบทนำ ผู้เกี่ยวข้อง ผู้สังเกตการณ์ รวมทั้งผู้อธิบายความนัย เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพสะท้อนอย่างรอบด้าน แน่นอน ย่อมมีทั้งที่ท่านชอบและไม่ชอบ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ทั้งหมดนี้คือปากคำประวัติศาสตร์ คือข้อมูลพื้นฐานที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาเมื่อเวลาผ่านไป
อ่าน
ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์
ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์
สนธิ ลิ้มทองกุล
สุลักษณ์ ศิวรักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
วาณิช จรุงกิจอนันต์
สุวินัย ภรณวลัย
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
สุริยะใส กตะศิลา
อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
และ
เกษียร เตชะพีระ
....................
การเมืองของไพร่: จากวิกฤตของระบอบทักษิณสู่การก่อรูปของระบอบการเมืองไทยหลังรัฐประหาร ๒๕๔๙
ผู้เขียน: พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
- คำนิยมโดย ธงชัย วินิจจะกูล -
พิชญ์แปลว่าผู้รู้ เพี้ยนแปลว่าผิดปกติ ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน นอกรีตนอกรอย พิชญ์ที่เพี้ยน คือผู้รู้ที่นอกรีตนอกรอย ผู้เผยแพร่ความรู้นอกกรอบที่เราท่านมักคิดไม่ถึง แต่ในสังคมที่รีดรอยเพี้ยนกันไปหมดอย่างทุกวันนี้ ความรู้ที่หนักแน่นเที่ยงธรรมกลับอาจถูกหาว่านอกรีต ทั้งๆ ที่ความรู้ในกรอบที่ยึดถือตามๆ กันต่างหากที่เพี้ยนกันไปใหญ่แล้ว ความรู้ที่ดูเหมือนนอกรีตนอกรอยอย่างในเล่มนี้ คือคลังสมองที่ชวนให้เราต้องคิด การคิดคือบ่อเกิดของปัญญา
- คำนิยมโดย อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ -
หนังสือเล่มนี้กระตุ้นผู้อ่านให้ทบทวนตำแหน่งแห่งที่ของตนเอง ในสังคมการเมืองที่เคลื่อนย้ายจากจุดที่คิดว่าควรจะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมของ “ความเป็นพลเมือง” ในสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตย โดยถูกผลักไสไล่ส่งจาก “ผู้กระทำการ” ที่ซ้อนทับทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ทั้งนี้ ผู้เขียนทำให้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงความหมายของตัวตนเรา ภายใต้เงื่อนไขการกำหนดและกำกับของการเมืองที่ไหลเวียนรอบตัวเรา
การได้ทบทวนความเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมการเมือง ย่อมเป็นเสมือนการเปิดแนวทางใหม่ให้เราเห็นทางเดินไปสู่สังคมที่คาดหวัง ซึ่งก็แล้วแต่ว่าใครจะสมัครใจเดินไปทางใด
Afterword
- By Pisanu Sunthraraks -
Subject’s Politics: Living with/in Thailand’s “Post-Thaksin” regime (?)
Referring to theories, their usefulness as well as limitations when applied to pertinent cases being analyzed, Pitch Pongsawat provides a fresh and critical interpretations of challenging topics ranging from populism, the constitution, the recently-ousted TRT regime, independent bodies set up by the law, etc.
He finds that the “people”, whatever it represents, has always been a “contested” object sought by the various competing power groups in order to claim legitimacy for whatever “agenda” they have in mind. In reality, the people, rural as well as urban are similar in that both strive for a “patron” or “benefactor”.
Populism, a widely studied and debated phenomenon, should be viewed as a moment to form a new “historical bloc” in a time when “civil society”, a “once-hot” topic in Thai academic circles, has been superseded by “political society”, bypassing constitutional mechanism along the way.
This collection of essays is a must read for those who want to apply a multi-level and multi-theoretical approach to Thai politics, one that dare to venture beyond the confines of conventional wisdom and practices that we have been quite familiar with over the years.
....................
ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา
ผู้เขียน: ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
- คำนิยมโดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา -
ปัญญาชนนิยมเสรีถึงปัญญาชนนิยมรัฐทหาร
ในบรรดานักวิชาการ-ปัญญาชนไทยรุ่นใหม่ๆ ที่แสดงความคิดเห็นในเวทีสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น วรเจตน์ ภาคีรัตน์ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ หรือจะเป็นคนอื่นๆ ก็ตาม ชื่อของ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ก็เป็นแถวหน้าๆ ที่ทำให้ผู้คนหลายต่อหลายคนได้ยินได้ฟังแล้ว “คล้าม” ได้ ผลงานของศิโรตม์มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้นำกรรมกรไปจนถึงบทวิจารณ์ภาพยนตร์ ผลงานของเขาปรากฏอยู่ตามที่ต่างๆ ทั้งในรูปของบทความและหนังสือ สำหรับผลงานชิ้นนี้ผิดแผกแตกต่างไปจากผลงานอื่นๆ เพราะมีบทสัมภาษณ์ที่เผ็ดร้อน ตรงเป้า ตรงไปตรงมา แต่ก็ยังสามารถดำเนินไปอย่างเรียบๆ สุภาพตามแบบฉบับของศิโรตม์ แต่นั่นก็เป็นเพียงผิวพื้นน้ำ เพราะลึกลงไปกว่านั่นก็คือ “สึนามิทางความคิด” ที่ทำให้คลื่นแบบอื่นๆ กระจอกไปสนิท เพราะงานของศิโรตม์สะพรั่งไปด้วยความคิดและยังหนักแน่นเต็มเปี่ยมไปด้วยกรอบคิด ปรัชญา และหลักการที่ศิโรตม์ยึดมั่นไว้อย่างเหนียวแน่น เช่น เสรีประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา เป็นต้น
ศิโรตม์แยกตัวเองอย่างชัดเจนออกจากปัญญาชนที่ให้การสนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ 2549 และแยกตัวออกจากปัญญาชนที่สร้างและเชื่อใน “คำ” อย่าง “ระบอบทักษิณ” และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ศิโรตม์เรียกร้องให้ปัญญาชนจำนวนหนึ่งออกมารับผิดชอบต่อการรัฐประหาร เนื่องจากศิโรตม์เห็นว่า “ปัญญาชนเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่ร้องขอให้ทหารออกมาฉีกรัฐธรรมนูญ...” และ “...ทำให้กษัตริย์และทหารแทรกแซงการเมืองได้อย่างชอบธรรม” นอกจากนั้น “ปัญญาชนทั้งหมดให้ความชอบธรรมกับความไม่เป็นประชาธิปไตยโดยอาศัยอุดมการณ์ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมสร้างขึ้น นั่นก็คือ อุดมการณ์ทางการเมืองที่เรียกว่า ‘ธรรมราชา’ ”
สิ่งหนึ่งที่ศิโรตม์ได้กล่าวไว้ตาม สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ว่าสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเป็นปัญญาชนคือ ‘ความกล้าหาญทางจริยธรรม’ อย่างไรก็ตาม ปัญญาชนฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหารก็สามารถจะตอบโต้ได้ว่า สิ่งที่พวกเขากระทำที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึง ‘ความกล้าหาญทางจริยธรรม’ แล้ว สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องมาตลอดก็คือ จริยธรรม ดังนั้นคำถามที่ต้องถามต่อก็คือ จริยธรรมของใคร? คนผู้นั้นมาจากชนชั้นไหน? คนผู้นั้นอยู่ในหรือนอกประเทศ? จริยธรรมที่กล่าวถึงนั้นมีคุณลักษณะอย่างไร? ทำไมเขาเหล่านั้นถึงสนับสนุนจริยธรรมในลักษณะดังกล่าว?
ศิโรตม์ยังชี้ให้เห็นว่า “ความเป็นคนดีมีศีลธรรมเป็นพื้นฐานของ ‘ผู้ปกครองที่ดี’ ในสังคมเกษตร...” หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ‘สังคมชาวนา’ การยึดมั่นจริยธรรมของสังคมชาวนาในหมู่ปัญญาชนไทยแสดงให้เห็นถึงการคงอยู่ของพลังของสังคมชาวนาในโลกที่สังคมชาวนากำลังจะหมดไป กรณีการเรียกร้องศีลธรรมของชนชั้นกลางและปัญญาชนไทยนั้น ศิโรตม์ยังไม่ได้ฉุกคิดว่าปัญญาชนเหล่านั้นยังคงรักษา ‘Habitus’ ตามกรอบคิดของ Pierre Bourdieu ได้เป็นอย่างดี หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แม้ว่าการศึกษาจะสูงขนาดไหน ปัญญาชนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังไม่เป็นวัวลืมตีน เพราะปัญญาชนเหล่านั้นยังรักษาสำนึก กรอบคิด จริยธรรมของวัฒนธรรมชาวนาเอาไว้ดังเดิม นี่แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมชาวนาที่เป็นมรดกตกทอดอันดีงามของชาวสยามยังคงถูกรักษาไว้ได้อย่างดีไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนก็ตาม ศิโรตม์จึงดูจะมองข้ามพลังดั้งเดิมของสำนึกแบบชาวนาในหมู่ชนชั้นกลางและปัญญาชนไป
นอกจากนั้นศิโรตม์ยังเห็นว่าใน “สังคมอุตสาหกรรมที่คนแต่ละคนแต่ละฝ่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดแย้งกัน...บอกได้จริงๆ หรือว่าใครมีศีลธรรมกว่าใคร...ในโลกสมัยนี้ ผู้นำที่มีศีลธรรมอาจเป็นแค่ผู้นำที่ประสบความสำเร็จในการใช้สื่อเพื่อ ‘ผูกขาด’ ภาพความมีศีลธรรมไว้ที่ตัวเองอย่างถึงที่สุดก็ได้...” และโลกที่สลับซ้อนจากสารพัด ‘ภิวัตน์’ ทำให้ “ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจที่สลับซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้นำที่มีศีลธรรมจะทำอะไรได้” ปัญหาที่ต้องพิจารณาก็คือ คำถามเก่าๆ ที่ไม่มีใครถามกันแล้วก็คือ สังคมไทยก้าวไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรมแล้วหรือไม่?
ถึงแม้ว่าเวลาและเงื่อนไขจะแตกต่างกัน แต่ข้อวิพากษ์ของศิโรตม์พอที่จะนำไปเปรียบเทียบกับ Julien Benda ปัญญาชนคนสำคัญของฝรั่งเศสในครึ่งแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ เพื่อให้เห็นถึงเส้นทางของปัญญาชน ในช่วงปลายทศวรรษ 1920 Julien Benda ได้โจมตีปัญญาชนเยอรมันว่าละทิ้งอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นสากล เนื่องจากปัญญาชนเยอรมันหันกลับไปหาอุดมการณ์ชาตินิยม ปัญญาชนเยอรมันนับร้อยคนให้การสนับสนุนบทบาททางการเมืองและแนวทางทางการเมืองของพระเจ้าไกเซอร์ในปี ค.ศ. 1914 การสนับสนุนของปัญญาชนเยอรมันที่มีต่อพระเจ้าไกเซอร์นั้นไม่ต้องสูญเสียอะไรมาก เพราะปัญญาชนเยอรมันไม่ได้สูญเสียบัลลังก์แบบกษัตริย์เยอรมันหรือแบบทหารที่ต้องเสียชีวิตในสงคราม ความพ่ายแพ้ของพระเจ้าไกเซอร์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่ตามมาด้วยการสิ้นสุดของราชวงศ์เยอรมันนั้น ไม่ได้ทำให้ปัญญาชนเยอรมันแพ้ไปด้วย สงครามการต่อสู้กันทางความคิดและการเมืองในเยอรมันของปัญญาชนกระทำในนามของการต่อสู้และการเผชิญหน้ากันทางวัฒนธรรมระหว่างของเยอรมันกับของต่างชาติโดยเฉพาะอย่างประเทศฝรั่งเศสยังคงดำเนินต่อไป
ปัญญาชนในฐานะผู้ปกป้องแผ่นดินแม่ในรูปแบบที่ไม่ต้องเสียชีวิต ปรากฏให้เห็นได้ในประเทศอังกฤษกับการต่อต้านกรอบคิดแบบฝรั่งเศส ดังที่ปรากฏให้เห็นได้จากงานของ Edmund Burke นักคิดอนุรักษนิยม มาจนถึงฝ่ายซ้ายอย่าง E. P. Thompson สงครามการต่อสู้เพื่อวัฒนธรรมและผืนแผ่นดินหรือชาติยังปรากฏให้เห็นในการต่อสู้ของนักวิชาการและปัญญาชนอเมริกันอย่าง Allan Bloom ในช่วงทศวรรษ 1980 โดย Bloom ได้ตอบโต้การขยายตัวทางความคิดและปรัชญาของฝรั่งเศสในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เช่น ความคิดของ Jacques Derrida และความคิดของนักคิดฝรั่งเศสที่ถูกพวกอเมริกันยกให้เป็นรากฐานของความคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) โดยความคิดแบบนี้มีต้นตอมาจากความคิดของ Friedrich Nietzsche ที่ถือได้ว่าเป็นความคิดเยอรมัน สำหรับความคิดของ Allan Bloom เองนั้นก็ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญให้กับอนุรักษ์นิยมใหม่ (Neoconservative) ในสหรัฐอเมริกา
การต่อสู้ทางวัฒนธรรมของเยอรมันกับฝรั่งเศส อังกฤษกับฝรั่งเศส หรือจะเป็นอเมริกาต่อฝรั่งเศสและเยอรมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นการเมืองที่ดำเนินผ่านการต่อสู้ทางวัฒนธรรมเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ทางวัฒนธรรมแห่งรัฐประชาชาติ เพียงแต่ว่าประเด็นทางวัฒนธรรมกลับเป็นสิ่งที่โดดเด่นกว่าการเมือง สำหรับในการต่อสู้ของปัญญาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน สงครามทางความคิดที่กระทำในนามของการเมืองนั้นกลับปรากฏออกมาในรูปของการต่อสู้ทางวัฒนธรรมที่ดำเนินไปภายใต้นามของการต่อสู้ทางการเมือง การสนับสนุนรัฐประหารของธีรยุทธ บุญมี เป็นตัวอย่างที่ดี
ปัญญาชนที่สนับสนุนการรัฐประหารพยายามอย่างยิ่งที่จะแสวงหาความบริสุทธิ์ด้วยการอ้างอิงกับความเป็นไทยที่ไม่มีอะไรเจือปน โดยนัยของความไม่บริสุทธิ์ถูกแสดงออกในลักษณะของความไม่เหมาะสม ไม่เข้ากัน หรือไม่กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องถามว่าบริสุทธิ์ของใคร? เข้ากับใคร? มาจากกลุ่มไหนชนชั้นอะไร? และพวกไหนพวกใครเป็นคนกำหนดว่าเหมาะสม? ความเป็นไทยที่บริสุทธิ์ภายใต้กรอบของรัฐประชาชาติจึงเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา สำหรับการสร้างความสะอาดบริสุทธิ์ไร้ซึ่งสิ่งสกปรกทางการเมืองของปัญญาชนจำนวนหนึ่งนั้น ดูจะเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกับหรรษานิยายอันโด่งดังของ ป. อินทปาลิต เมื่อตัวละครอย่าง ‘กิมหงวน’ ต้องมีนามสกุล ‘ไทยแท้’ ดังนั้นอัตลักษณ์ของ ‘กิมหงวน’ จึงไม่ใช่จีนแท้ๆ แต่กลับเป็นไทยแท้ๆ หรือแบบไทยๆ ที่ไม่เจือปนกับอะไร ไทยที่บริสุทธิ์ซึ่งเหมาะสมกับโครงสร้างของรัฐประชาชาติไทย
การเมืองภายใต้ภูมิปัญญาแบบไทยๆ ของธีรยุทธผู้ไม่ต้องการมองว่า “ชนชั้นนำแต่ละรายมีธุรกิจในกิจการอะไร ไม่มีใครรู้ว่าชนชั้นนำแต่ละคนมีสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ และผู้มีอิทธิพลกลุ่มไหน...” นั้น ศิโรตม์เห็นว่า ธีรยุทธยอมรับ “การเมืองภายใต้การกำกับของชนชั้นนำ” เพราะชนชั้นนำเหล่านี้มีศักยภาพที่จะเป็น “ผู้ปกครองที่ซื่อสัตย์ มีคุณธรรมและมีศีลธรรม” เมื่อเป็น “ผู้ปกครองที่ดีจึงเป็นผู้ทรงสิทธิทางการเมืองสูงสุด ทำให้ชนชั้นนำมีอัตวินิจฉัยและทรงไว้ซึ่งสิทธิในการแทรกแซงและกำกับวาระทางการเมืองของสังคมอย่างไรก็ได้ ส่วนประชาชนนั้นก็ต้องปรับความเข้าใจเสียใหม่ว่าประชาธิปไตยหมายถึงการร่วมมือกับผู้ปกครองผู้ทรงศีลธรรม” ระบอบการปกครองแบบที่ธีรยุทธให้การสนับสนุนก็คือ ระบบที่อาจจะเรียกว่า “ระบอบเถรวาทธิปไตย” เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม จารีตประเพณีอื่นๆ ของไทย
การเมืองของรัฐประชาชาติไทยที่ผูกติดอยู่กับวัฒนธรรมอย่างเหนียวแน่นแสดงให้เห็นถึง ‘ความพิเศษ’ ของรัฐประชาชาติไทย แต่ความพิเศษเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ปัญญาชนของรัฐประชาชาติใดก็ตามนิยมจะอ้าง เช่น ความพิเศษของสหรัฐอเมริกา ความพิเศษของญี่ปุ่น ความพิเศษของอินเดีย ความพิเศษของเซเนกัล ฯลฯ หรือแม้กระทั่งความพิเศษของเยอรมนี หรือที่เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่า Sonderweg Thesis โดย ‘รากของความพิเศษ’ ที่ ‘หงอกมาจากดินแบบเยอรมัน’ เองก็นำไปสู่การขึ้นมามีอำนาจของฮิตเลอร์ และแน่นอน ปัญญาชนจำนวนมากก็ให้การสนับสนุนฮิตเลอร์ที่งอกขึ้นมาจากแผ่นดินเยอรมันจนพอที่จะกล่าวได้ว่า “Germany is Hitler. Hitler is Germany.” ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่าฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจได้โดยผ่านประชาธิปไตยรัฐสภาและรัฐธรรมนูญไวมาร์
รัฐประชาชาติพยายามอย่างมากที่จะต้องสร้างความพิเศษ กลไกสำคัญของการสร้างความพิเศษนี้ก็กระทำโดยปัญญาชน แต่ความเป็นปัญญาชนไม่ว่าจะเป็นที่ใดจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะหลุดออกจากกรอบของรัฐประชาชาติ กรอบคิดของปัญญาชนและตลอดจนนักวิชาการที่ได้รับการอบรมสั่งสอนในด้านวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายสังคมศาสตร์/มนุษยศาสตร์นั้น ไม่สามารถที่จะหลุดออกจาก ‘กรงขังของรัฐประชาชาติ’ ได้ เพราะแม้กระทั่งแนวคิดทางวิชาการต่างๆ ก็ยังดำเนินตามรัฐประชาชาติหรือมีรัฐประชาชาติเป็นหน่วยในการวิเคราะห์และเป็นเป้าหมาย (Methodological Nationalism) เช่น GNP หรือ National Economy หรือแม้กระทั่งคำว่า International เป็นต้น
ภายใต้กลไกของรัฐประชาชาติ ทำให้วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือแทบจะเป็นสิ่งเดียวกัน จนทำให้ดูราวกับว่าไม่มีอะไรที่จะหลุดรอดไปจากเงื้อมมือเหล็กของรัฐประชาชาติได้ เมื่อเป็นดังนั้น ปัญญาชนในรัฐประชาชาติก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกวัฒนธรรมหรือการเมือง เพราะการเลือกวัฒนธรรมก็คือการเลือกทางการเมืองของรัฐประชาชาติ ทั้งๆ ที่ในสภาวะสมัยใหม่ การเมืองและวัฒนธรรมจำเป็นที่จะต้องแยกออกจากกัน ในทำนองเดียวกันกับอาณาเขตการเมืองไม่สามารถซ้อนทับกับอาณาเขตเศรษฐกิจ
การไม่ต้องเลือกว่าจะเป็น ‘ชาติ’ และ ‘ของแปลกปลอม’ หรือ ‘ของต่างชาติ’ นั้นเป็นสภาวะสมัยใหม่ เช่น สิทธิมนุษยชนเป็นของต่างชาติหรือของในประเทศ? ไม่เพียงแต่เท่านั้น กาลเวลาทางประวัติศาสตร์ทำให้สิ่งแปลกปลอมหลายต่อหลายอย่างกลายเป็นของ ‘ภายใน’ มากกว่าที่จะเป็นของภายนอก เช่น ศาสนาที่นับถือกันอยู่เป็นของต่างชาติหรือไม่? ไม่เพียงแต่เท่านั้น กรอบของรัฐประชาชาติเองก็ใช่ว่าจะไม่ใช่ ‘ของแปลกปลอม’ หรือ ‘ของนำเข้า’ แต่อย่างใด การตั้งคำถามเหล่านี้เปิดทางให้กับ ‘การกะเทาะหรือกระแทกเปลือกใน’ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเจริญเติบโตในสภาวะสมัยใหม่
สำหรับบางคน ‘การกะเทาะหรือกระแทกเปลือกใน’ ก็ถือได้ว่าเป็นการทรยศต่อประเทศชาติ แต่การเป็นปัญญาชนสถานะของการเป็น ‘ผู้กะเทาะเปลือก’ ดูจะเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะฉะนั้นก็ทำให้ปัญญาชนไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น ‘พันธมิตร’ กับใคร แต่ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อทุกอย่างผูกเข้ากับชาติ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ก็ย่อมทำให้การก้าวข้ามพ้นรัฐประชาชาติเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะไม่ว่าจะฝ่ายใดต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นพวกหลังพิงกำแพงรัฐประชาชาติแทบทั้งสิ้น เช่น ฝ่ายกู้ชาติ ฝ่ายบ่อนทำลายเศรษฐกิจชาติ เป็นต้น
จากที่กล่าวมานี้ ผลงานของปัญญาชนไทยรุ่นหนุ่มอย่างศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ยืนอยู่ตรงไหนอาจจะเป็นคำถามที่น่าสนใจ แต่การคิดในกรอบคำถามดังกล่าวเป็นการคิดในกรอบของรัฐประชาชาติที่จัดให้ใครอยู่นอกและอยู่ใน การมีตำแหน่งอยู่นอกหรือมีระยะห่างออกไปแสดงให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือและยังเป็นภัยเป็นอันตราย ปฏิกิริยาตอบโต้ว่านี่เป็นความคิดแบบตะวันตกก็เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นต้น ดังนั้นถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าเป็นคนนอกก็ทำให้บทวิจารณ์ต่างๆ ไม่มีความชอบธรรม ประเด็นเรื่องความชอบธรรมจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเมือง แต่ยังรวมไปถึงตัวบทหรือบทความและงานเขียนอีกด้วย ดังที่ศิโรตม์ได้กล่าวไว้ว่า “อำนาจที่ชอบธรรมคืออะไรกลายเป็นปัญหาที่มีความสำคัญที่สุด” แต่ความชอบธรรมของงานเขียนหรือตัวบทในที่นี้ไม่ได้ ‘พลังแห่งอำนาจ’ มาจากแหล่งอื่นๆ แบบที่พบเห็นกัน เช่น พระเจ้า หรือแม้กระทั่ง Lord Voldemort ผู้ไม่สามารถเอ่ยนามได้ แต่ศิโรตม์จะเป็น Harry Potter ผู้ปราบ Lord Voldemort ได้หรือไม่ ก็ต้องคอยดูต่อไปในอนาคตที่ไม่ใช่เล่ม 7 หรือ ‘มาตรา 7’ ของรัฐธรรมนูญปี 2540
สำหรับศิโรตม์แล้ว “การต่อสู้ทางการเมืองคือ การต่อสู้เพื่อสถาปนาหลักการเรื่องของความชอบธรรมทางการเมือง” เส้นทางของปัญญาชนจึงหลีกเลี่ยงเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองไปไม่พ้น ทั้งนี้ศิโรตม์เห็นว่า ปัญญาชนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ร่วมกับรัฐบาลทักษิณในช่วงก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้เข้าไปต่อสู้ทางการเมืองด้วย “การแสวงหาช่องทางให้กับสถาบันการเมืองนอกรัฐสภา ‘แทรกแซง’ รัฐสภาได้อย่างเต็มที่ ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ละเมิดหลักการปกครองโดยรัฐธรรมนูญ” ดังนั้น “นักกฎหมายภาคประชาชนหลายคนมีบทบาทเหมือนเนติบริกรของรัฐ นั่นคือทำให้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย ไม่ต้องคำนึงถึงหลักการทางการเมือง”
แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ศิโรตม์เองไม่ได้พิจารณาว่า นักวิชาการเองไม่ได้อยู่ใน ‘ภาคบริการ’ หรืออย่างไร? แม้ว่านักวิชาการจะไม่ได้ขายบริการตามสนามหลวง แต่เส้นแบ่งระหว่างการขายบริการตามสนามหลวงกับส่วนอื่นๆ นั้นก็มีเพียงแค่ถนนและเส้นขาวกลางถนนเท่านั้น ในทำนองคล้ายคลึงกันกับที่ศิโรตม์กล่าวถึงว่า “การแบ่งแยกระหว่างรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์เป็นเรื่องในระนาบสถาบันการศึกษา แต่ปัญญาชนนั้นควรจะเป็นอิสระจากกรอบคิดที่ถูกกำหนดโดยโครงสร้างและสถาบัน” คำถามที่ตามมาก็คือ ปัญญาชนหรือนักวิชาการจะเป็นอิสระจากสถาบันได้หรือไม่? เพราะอย่างน้อยที่สุด นักวิชาการเองก็ตกอยู่ภายใต้กรอบคิดของ ‘ความเป็นวิชา’ หรือ ‘discipline’ ที่ยังหมายถึง ‘วินัย’ อีกด้วย นอกจากนั้น นักวิชาการจำนวนมากก็ปฏิบัติการไปด้วยความเป็นสังกัดของสถาบัน ไม่เพียงแต่นักวิชาการจะเป็นอิสระจากเงื่อนไขทางวัตถุหรือชนชั้นของนักวิชาการ/ปัญญาชนไปได้อย่างไร? หรือแม้กระทั่งจะเป็นอิสระจากรัฐประชาชาติได้อย่างไร?
นอกจากนั้น การ ‘ขายความรู้’ เป็นการดำรงชีวิตของนักวิชาการไม่ใช่หรือ? เพราะอย่างน้อยๆ ที่สุด ความรู้ของนักวิชาการไม่ได้เป็น ‘ทาน’ ที่ได้กันมาฟรีๆ นิสิตนักศึกษาทุกคนเสียเงินเรียน นอกจากนั้นอย่างน้อยๆ ที่สุด กิจการพิมพ์หนังสือเองก็เป็นกลไกสำคัญของระบบทุนนิยม หนังสือที่ผู้อ่านถืออยู่นี้ก็ไม่ได้เป็นหนังสือแจกฟรีตามเมรุเผาศพ ไม่เพียงแต่เท่านั้น การขายความรู้ก็ยังเป็นเส้นทางสำคัญของมหาวิทยาลัยไทยที่จะยิ่งมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคตภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ โดยไม่ได้บอกว่าจะเข้าสู่ระบบอะไร เพราะนี่เป็นเส้นทางของกระแสมหาวิทยาลัยจำนวนมากในโลก เช่น ญี่ปุ่นกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างมหาวิทยาลัย เป็นต้น
การใช้อุดมคติแบบนักปรัชญากรีกโบราณอย่างโสกราตีส ในฐานะผู้แสวงหาความรู้และอะไรอื่นๆ ที่เป็นอุดมคติจึงเป็นเพียงแรงปรารถนาที่เกิดขึ้นจาก ‘การขาด’ หรือ ‘การไม่มี’ ของชุมชนวิชาการและปัญญาชนตลอดระยะเวลาทางประวัติศาสตร์ เพราะโสกราตีสดูจะเป็นข้อยกเว้นมากกว่าที่จะเป็นชีวิตประจำวันที่ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง นอกจากนั้น ‘การขายของ’ แม้กระทั่งพ่อค้าก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งจริยธรรม ดังนั้นปัญหาสำคัญก็คือ ‘ไม่ใช่เรื่องของการขายหรือไม่ขาย’ แต่คำถามสำคัญก็คือ ลูกค้าที่มาใช้บริการคือใครต่างหาก? ทั้งนี้อย่างน้อยๆ ที่สุด นักวิชาการก็สามารถที่จะเลือก ‘แขก’ หรือ ‘ลูกค้า’ เพราะนักวิชาการไม่ใช่ ‘กะหรี่’ ที่มีแมงดาคอยคุมให้ขายบริการ แม้นว่านักวิชาการจะมีข้อจำกัดอื่นๆ แบบมนุษย์ปกติทั่วๆ ไปที่ไม่ได้มีเสรีภาพเหนือโครงสร้างก็ตาม เช่น ข้อจำกัดของครอบครัว เพื่อนพ้อง เป็นต้น
ปัญหาก็คือ ปัญญาชนหรือมนุษย์คนอื่นๆ จะเป็นอิสระจากข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร? ใครบ้างที่หลุดพ้นจากข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้? ความตายเท่านั้นที่จะทำให้ปัญญาชนเหล่านี้หลุดพ้น แต่ถ้าเขาเหล่านั้นยังเชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิดก็คงจะยากที่จะหลุดพ้น อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้ที่ทำให้ชีวิตมีความซับซ้อนไม่ใช่หรือที่ทำให้ชีวิตมีเสน่ห์ โดยในบางเวลาเสน่ห์ของความซับซ้อนเหล่านี้ก็สามารถหาได้จากแผนที่ทางการเมืองของศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เล่มนี้
....................
พระราชอำนาจ องคมนตรี และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
ผู้เขียน: ปิยบุตร แสงกนกกุล
- คำนิยมโดย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ -
เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๙ ถึง ๒๔๙๐ กล่าวคือประมาณ ๖๐ ปีล่วงมาแล้ว มีเหตุการณ์สำคัญในทางการเมืองและกฎหมายเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ บางเหตุการณ์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางการเมืองและกฎหมายของประเทศไทยจนถึงปัจจุบันนี้
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในช่วงต้นปี ศาลฎีกาซึ่งทำหน้าที่เป็นศาลอาชญากรสงครามได้มีคำพิพากษาคดีอาชญากรสงครามที่ ๑/๒๔๘๙ ว่าพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. ๒๔๘๘ เฉพาะที่ลงโทษการกระทำก่อนวันใช้กฎหมายนี้เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังจึงขัดกับรัฐธรรมนูญ และเป็นโมฆะ ต่อมาได้มีการจัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพื่อทำหน้าที่คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่ากฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นับเป็นการจัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก อนึ่ง มีข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ นับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง และไม่ได้เกิดขึ้นโดยการทำรัฐประหาร แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย
เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นในช่วงกลางปี วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลต้องพระแสงปืนในพระที่นั่งบรมพิมาน เสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชสืบมาจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์สวรรคตส่งผลกระเทือนต่อรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์โดยตรง เพราะในเวลานั้นท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยการฉกฉวยโอกาสทางการเมืองของนักการเมืองฝั่งตรงข้าม และการทำรัฐประหารในเวลาต่อมา รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์จึงกลายเป็นคนดีที่เมืองไทยไม่ต้องการ และต้องไปถึงแก่อสัญกรรมในต่างประเทศในที่สุด
เหตุการณ์ที่สามเกิดขึ้นปลายปี ๒๔๙๐ เมื่อจอมพลผิณ ชุณหะวัณ ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลของพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๐ ฉีกรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช ๒๔๘๙ เชิญจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นหัวหน้าและผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๙๐ (รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม) นับแต่นั้นมาประเทศไทยก็เข้าสู่ “วงจรอุบาทว์” คือ การทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้ง แล้วก็ทำรัฐประหารอีกซ้ำไปซ้ำมาจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
พุทธศักราช ๒๕๔๙ เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญในทางการเมืองและกฎหมายหลายเหตุการณ์ และนับเป็นปีที่มีความผันผวนทางการเมืองไม่แพ้เมื่อหกสิบปีก่อน เริ่มจากการเคลื่อนไหวของขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การเรียกร้องขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๗ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชวินิจฉัยว่าพระองค์ไม่สามารถกระทำได้ เพราะไม่เป็นประชาธิปไตย ผลจากความตึงเครียดทางการเมืองดังกล่าวนำไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป แต่การปฏิเสธไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และปัญหาการจัดการเลือกตั้ง ทำให้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งทั้งประเทศเป็นโมฆะโดยให้เหตุผลว่าการจัดคูหาเลือกตั้งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ เกิดการดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง จนกระทั่งการทำรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) ในคืนวันที่ ๑๙ กันยายนที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เรายังไม่สามารถประเมินผลของความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในพุทธศักราช ๒๕๔๙ และที่จะต่อเนื่องไปในพุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ ในเวลานี้ ฝุ่นควันแห่งความสับสนวุ่นวายยังฟุ้งกระจายอยู่
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการถกเถียงกันในประเด็นทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางกฎหมายมหาชนอย่างมาก ประเด็นที่ถกเถียงกันนั้นหลายประเด็นมีความแหลมคม บางประเด็นก็เกี่ยวพันกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เช่น ประเด็นเรื่องนายกพระราชทาน ประเด็นต่างๆเหล่านี้ซึ่งปรากฏเป็นประเด็นหลักในหนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเรื่องพระราชอำนาจกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังเป็นสิ่งที่ไม่ลงตัวในระบบกฎหมายและการเมืองไทย ความแตกแยกทางความคิดปรากฏให้เห็นทั่วไปในทุกวงการ วงการนิติศาสตร์ได้รับผลพวงแห่งความขัดแย้งนี้ไม่น้อยไปกว่าวงการอื่น
ในช่วงเวลาแห่งความสับสนนี้ นักกฎหมายหนุ่มอายุยังไม่ถึงสามสิบปีคนหนึ่งได้เขียนบทความแสดงทัศนะในทางกฎหมายและการเมืองในประเด็นต่างๆ ด้วยสำนวนที่ชวนอ่าน แหลมคมไปด้วยลีลาภาษาและการเปรียบเปรยที่กระทบใจยิ่ง ที่สำคัญนักกฎหมายหนุ่มคนนี้มีความ “กล้า” ที่นับว่าหาได้ยาก แม้ในบรรดานักกฎหมายที่อาวุโสกว่าเขาโดยเฉพาะนักกฎหมายมหาชน ในบทความบางบทความ เช่น ความเงียบของนักกฎหมายมหาชน นักกฎหมายผู้นี้ได้ตั้งประเด็นท้าทายบรรดานักกฎหมายมหาชนไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง
ผมรู้จักปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้เขียนบทความซึ่งกลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้มาหลายปีแล้ว ปิยบุตรเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆของผม ปัจจุบันเขาศึกษากฎหมายมหาชนในระดับปริญญาเอกที่ประเทศฝรั่งเศส ปิยบุตรตั้งใจจะเป็นอาจารย์ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือแล้ว และเมื่อตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่างลง เขาก็สอบผ่านเข้ามาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสมความตั้งใจ เชื่อว่าไม่ช้าไม่นานนักเราจะได้ดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายมหาชนระดับคุณภาพอีกคนหนึ่งมาประดับวงการกฎหมายไทย
แม้ปิยบุตรจะอายุยังไม่ถึงสามสิบปี แต่อายุดูจะไม่เป็นอุปสรรคต่อมุมมองและประเด็นทางกฎหมายของเขาเลย นับแต่ข้อเขียนของเขาปรากฏในเว็ปไซต์โอเพ่นออนไลน์และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ปิยบุตรถูกมองอยู่เงียบๆ อย่างชื่นชมจากบรรดาครูบาอาจารย์ของเขา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ผู้อ่านจะได้รับคำตอบเมื่อพลิกไปอ่านหนังสือเล่มนี้ในหน้าถัดไป
สังคมไทยเป็นสังคมที่ดูเหมือนจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความเห็น แต่แห้งแล้งความรู้ ความเห็นส่วนมากที่เกิดขึ้นเป็นความเห็นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึก มากกว่าเกิดจากการพิจารณาอย่างแยบคาย และด้วยใจที่เป็นธรรม แม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นเพียงการรวบรวมบทความของปิยบุตร เป็นหนังสือเล่มเล็ก แต่เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ไม่เล็กเลย ปิยบุตรได้แสดงให้เราเห็นถึงทัศนะอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ หนังสือเล่มนี้จะชวนให้เราถกเถียงและโต้แย้งกันบนพื้นฐานของความรู้และใจอันเป็นธรรม
ผมขอแสดงความยินดีต่อปิยบุตรที่งานเขียนของเขาได้รับการรวมเล่มและพิมพ์เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ และเห็นภาพอีกด้านหนึ่งของกฎหมายและการเมืองไทย
....................
POSTMODERN: ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ
ผู้เขียน: ไชยันต์ ไชยพร
- คำนิยมโดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ -
ชะตากรรมนักขาย? เมื่อนักปรัชญาการเมืองคลาสสิกต้อง “ขาย” สินค้า “ใหม่” ในยุค “หลังสมัยใหม่” ในสังคมไทย “ซึ่งอยู่ในสภาพหลังสมัยใหม่โดยไม่ผ่านสมัยใหม่”
ถ้า “บทนำ” ในหนังสือมีหน้าที่เป็นดังประตูบานแรกที่ผู้อ่านควรต้องเดินผ่านไป เพื่อจะได้รู้ว่าหนังสือในมือของตนจะเป็นเรื่องราวใด “คำนำ” ก็มีไว้เหมือนเป็นกระดิ่งที่ประตูสำหรับผู้มาเยือนทดลองกดดู เพื่อจะได้เรียกคนในบ้านมาต้อนรับ
ถ้า “คำนำ” นั้นเขียนโดยเจ้าของหนังสือ เขาก็คงออกมาเชื้อเชิญผู้อ่านด้วยตนเอง แต่ถ้า “คำนำ” นั้นเขียนโดยคนอื่น คนคนนั้นก็ควรเป็นคนที่มาต้อนรับคนอ่านจากในบ้าน แม้จะไม่ใช่เจ้าของบ้านนั้นเอง ในกรณีหลังนี้ “คนอื่น” คนนั้นควรต้องเห็นว่าบ้านหลังนี้มีอะไรน่าชม ควรทำความรู้จัก แม้จะไม่จำเป็นต้อง “เห็น” ทุกอย่างและ “เห็นด้วย” กับทุกอย่างในบ้านนั้น
ข้าพเจ้าชื่อ ชัยวัฒน์ ไม่ใช่ ไชยันต์ (แม้เมื่อเร็วๆ นี้ในชั้นเรียนเกี่ยวกับเรื่องอารยะขัดขืนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นักศึกษาปริญญาโทผู้นำเสนอความเห็นจะเอ่ยถึงคนชื่อ “ชัยวัฒน์ ไชยพร” ก็ตาม) ได้อ่านต้นฉบับหนังสือ POSTMODERN: ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ ของ ไชยันต์ ไชยพร นักปรัชญาการเมืองจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ความรู้สึกแรกคืออยากให้คนอื่นได้อ่านหนังสือเล่มนี้
คำนำนี้จึงเป็นความพยายามที่จะอธิบายความรู้สึกอยากให้คนอื่นได้อ่านหนังสือเล่มนี้ของข้าพเจ้า ว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด
แม้ไชยันต์จะอธิบายว่า เขาตัดสินใจสอน “ของใหม่” ผ่านรอยต่อระหว่าง “ของเก่า” กับ “ของใหม่” คือความคิดของนิตเช่ เพราะถือกันว่านิตเช่เป็น “ผู้เบิกทางให้กับเรื่องราวของ ‘postmodern’ ” (น. 16) แต่เมื่ออ่านหนังสือนี้ให้ตลอด น่าจะเป็นไปได้มากว่า การเดินทางสำรวจแนวคิด postmodern ของเขาผ่านนิตเช่ย้อนไปหากรีกโบราณ มิได้เป็นเพราะปรัชญากรีกโบราณเป็น “ของ” ที่เขามีในกระเป๋านัก



