Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon


POSTMODERN

ชื่อหนังสือ: POSTMODERN: ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ

ผู้เขียน: ไชยันต์ ไชยพร

พิมพ์ครั้งแรก: กุมภาพันธ์ 2550

ราคา: 250 บาท


ชะตากรรมนักขาย? เมื่อนักปรัชญาการเมืองคลาสสิกต้อง “ขาย” สินค้า “ใหม่” ในยุค “หลังสมัยใหม่” ในสังคมไทย “ซึ่งอยู่ในสภาพหลังสมัยใหม่โดยไม่ผ่านสมัยใหม่”

ข้าพเจ้าเคยต้องเขียนคำนำให้หนังสือมาแล้วหลายเล่ม แต่มีเล่มนี้ที่ตั้งใจเขียน “คำนำ” โดยมีชื่อไตเติลของคำนำยาวที่สุดเป็นประวัติการณ์

ความยาวของชื่อคำนำไม่เกี่ยวข้องอย่างใดกับความยาวของเส้นผมของคนเขียน

ถ้า “บทนำ” ในหนังสือมีหน้าที่เป็นดังประตูบานแรกที่ผู้อ่านควรต้องเดินผ่านไป เพื่อจะได้รู้ว่าหนังสือในมือของตนจะเป็นเรื่องราวใด “คำนำ” ก็มีไว้เหมือนเป็นกระดิ่งที่ประตูสำหรับผู้มาเยือนทดลองกดดู เพื่อจะได้เรียกคนในบ้านมาต้อนรับ

ถ้า “คำนำ” นั้นเขียนโดยเจ้าของหนังสือ เขาก็คงออกมาเชื้อเชิญผู้อ่านด้วยตนเอง แต่ถ้า “คำนำ” นั้นเขียนโดยคนอื่น คนคนนั้นก็ควรเป็นคนที่มาต้อนรับคนอ่านจากในบ้าน แม้จะไม่ใช่เจ้าของบ้านนั้นเอง ในกรณีหลังนี้ “คนอื่น” คนนั้นควรต้องเห็นว่าบ้านหลังนี้มีอะไรน่าชม ควรทำความรู้จัก แม้จะไม่จำเป็นต้อง “เห็น” ทุกอย่างและ “เห็นด้วย” กับทุกอย่างในบ้านนั้น

ข้าพเจ้าชื่อ ชัยวัฒน์ ไม่ใช่ ไชยันต์ (แม้เมื่อเร็วๆ นี้ในชั้นเรียนเกี่ยวกับเรื่องอารยะขัดขืนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ นักศึกษาปริญญาโทผู้นำเสนอความเห็นจะเอ่ยถึงคนชื่อ “ชัยวัฒน์ ไชยพร” ก็ตาม) ได้อ่านต้นฉบับหนังสือ POSTMODERN: ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ ของ ไชยันต์ ไชยพร นักปรัชญาการเมืองจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ความรู้สึกแรกคืออยากให้คนอื่นได้อ่านหนังสือเล่มนี้

คำนำนี้จึงเป็นความพยายามที่จะอธิบายความรู้สึกอยากให้คนอื่นได้อ่านหนังสือเล่มนี้ของข้าพเจ้า ว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด

แม้ไชยันต์จะอธิบายว่า เขาตัดสินใจสอน “ของใหม่” ผ่านรอยต่อระหว่าง “ของเก่า” กับ “ของใหม่” คือความคิดของนิตเช่ เพราะถือกันว่านิตเช่เป็น “ผู้เบิกทางให้กับเรื่องราวของ ‘postmodern’ ” (น. 16) แต่เมื่ออ่านหนังสือนี้ให้ตลอด น่าจะเป็นไปได้มากว่า การเดินทางสำรวจแนวคิด postmodern ของเขาผ่านนิตเช่ย้อนไปหากรีกโบราณ มิได้เป็นเพราะปรัชญากรีกโบราณเป็น “ของ” ที่เขามีในกระเป๋านักขายที่ตนถือไปมาเท่านั้น (น. 12) แต่เป็นเพราะเขาเชื่อจริงๆ ว่า จะทำความเข้าใจเรื่อง postmodern ได้นั้น “จำเป็นที่จะต้องเข้าใจเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาเสียก่อน เช่นเรื่องโบราณและเรื่องสมัยใหม่” (น. 179)

ในฐานะคนสอนทฤษฎีและปรัชญาการเมือง ข้าพเจ้าเองก็เห็นว่า การทำความเข้าใจแนวทาง postmodern ในฐานะความรู้ทางปรัชญามิใช่เพียงในฐานะ “ถ้อยคำ” และ “ทฤษฎีเชิงเทคนิค” จำเป็นต้องผ่านความเข้าใจ “เรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาเสียก่อน” แม้มิใช่ในแง่ของการแบ่งยุคทางความคิด (คือเพราะเป็นความคิดหลังสมัยใหม่ จึงต้องเข้าใจ “สมัยใหม่” เสียก่อน) หรือความขัดแย้งระหว่าง “เก่า” กับ “ใหม่” แต่ข้าพเจ้าสนใจที่จะมองสายธารทางทฤษฎี ปรัชญา และปรัชญาการเมืองในฐานะบทสนทนาระหว่างงานชิ้นต่างๆ ของปรัชญาเมธีกับผลงานทางปรัชญาและศาสนาที่มีมาก่อนหรือที่ดำรงอยู่ร่วมสมัยของตน หนังสือของไชยันต์จึงมีประโยชน์ในการเชื่อมโยงสืบค้นสายสัมพันธ์ผ่านบทสนทนาทางปรัชญาเหล่านี้ให้เห็น อีกทั้งยังช่วยให้ได้เข้าใจฐานะที่เปลี่ยนแปลงไปของปรัชญาเมธีและความคิดที่คนเหล่านั้นสนทนาแลกเปลี่ยนด้วย (เช่นอิทธิพลทางความคิดของนิตเช่ต่อฐานะของโสกราติสและพวกโสฟิสต์ในปรัชญายุคหลัง) ช่วยให้ได้เห็นว่า มีความคล้ายคลึงดำรงอยู่ระหว่างความคิด “หลังสมัยใหม่” และ “ความคิดโบราณ” อย่างเช่นที่ปรากฏในความคิดของ Antiphon ตั้งแต่สองสหัสวรรษมาแล้ว (น. 74-81)

เมื่อเข้าใจความคล้ายคลึงและ/หรือความเชื่อมโยงเหล่านี้ จึงจะเข้าใจต่อไปได้ว่า เหตุใดในระยะหลัง นักคิดในกระแสธาร postmodern จึงหันมาสนใจแนวคิดอย่าง “ความใส่ใจอาทร” (caring) โดยเฉพาะความใส่ใจอาทรต่อ “จิตวิญญาณ” (care of the soul) จะเห็นได้ว่านักปรัชญาฝรั่งเศสยุคหลังทั้ง Foucault (เช่นใน Ethics, Subjectivity and Truth (New York: New Press, 1991) และ Derrida (เช่นใน The Gift of Death (Chicago: University of Chicago Press, 1995) ก็ย้อนไปพิจารณาปัญหา transcendence ซึ่งบางคนเชื่อกันว่าได้รับอิทธิพลทางความคิดจาก Jan Patocka นักปรัชญาชาวเชกผู้นี้เห็นว่า ปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะปัญหาความใส่ใจอาทรต่อจิตวิญญาณ เป็นมรดกโดยตรงของประวัติศาสตร์ยุโรป อีกทั้งยังเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าใจตนเองสำหรับสังคมยุคนี้ (1)

ที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้คือ ไชยันต์ “เขียน” เรื่องราวของเขาที่เกี่ยวข้องผูกพันกับแนวทาง postmodern และดังนั้นจึงไม่ใช่หนังสือที่ “เรียบเรียง” ขึ้นจากงานเขียนอื่นๆ ของฝรั่งที่เกี่ยวข้องกับความคิดดังกล่าว ตรงนี้ทำให้หนังสือเล่มนี้มีเสน่ห์ เพราะมีความเป็นตัวของตัวเอง คำถามที่ตั้งไว้เป็นคำถามของผู้เขียนที่ได้พบพานมาในฐานะคนสอนหนังสือ และคำตอบที่นำเสนอเป็นคำตอบที่วางอยู่บนฐานของความรู้และการนึกคิดตรึกตรองมาตามหนทางที่ผู้เขียนได้ร่ำเรียนมา ดังนั้นผู้อ่านจะได้พานพบ นิตเช่ เพลโต และนิโคล (เทริโอ แห่งบริษัทแกรมมี่) ในประโยคเดียวกันอย่างไม่ขัดเขิน (น. 16) หรือ เปรียบเทียบ Peter Pan กับ Hook (คือภาพยนตร์ Peter Pan ที่นำกลับมาสร้างใหม่ ให้ โรบิน วิลเลียมส์ รับบทเป็นพระเอก และ ดัสติน ฮอฟแมน รับบทคู่ปรับของเขา คือกัปตันฮุก) ผ่านคำอธิบายยุครู้แจ้งของ Immanuel Kant ในย่อหน้าเดียวกัน (น. 58)

แต่เมื่อไชยันต์เปรียบตนเองเป็นเซลส์แมนตั้งแต่ต้น หนังสือเล่มนี้ก็มีปัญหาสองประการ

ประการแรก การสอนปรัชญาเหมือนกับการขายของจริงหรือ ถ้าใช้เกณฑ์ของโสฟิสต์ก็คงต้องสรุปว่า สิ่งที่พวกตนสอนนั้นนำไปขายได้ แต่ถ้าเช่นนั้นสิ่งที่สอนเป็นปรัชญาหรือไม่ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น สิ่งที่สอนได้เป็นปรัชญาหรือ? โสกราติสคงปฏิเสธว่า ปรัชญาอาจเป็นสิ่งที่ “สอน” กันไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเข้าใจเอาว่า “การสอนคือการทำให้คนที่ถูกสอนดีขึ้นกว่าเดิม” ที่จริงแม้แต่นิตเช่ก็ไม่แน่ว่าจะเห็นด้วยว่า ปรัชญาเป็นสิ่งที่จะนำมาสอนกัน เพราะนิตเช่เห็นว่า “สิ่งสุดท้ายที่ข้าพเจ้าจะสัญญาคือ จะทำให้มนุษยชาติ ‘ดีกว่าเดิม’ (improve)” อีกทั้งยังเตือนด้วยว่า ผู้ที่รู้วิธีสูดหายใจอากาศแห่งงานเขียนของเขา ต้องรู้ด้วยว่า (อากาศที่คนอ่านจะสูดได้) เป็นอากาศในที่สูง คนที่จะอ่านจะต้อง “ถูกสร้างมาให้คู่ควรกับ (งานเขียนเหล่านั้น)” ไม่เช่นนั้นจะพบอันตรายใหญ่หลวง เพราะจะติดหวัด ด้วยว่า “ความยะเยือกอยู่ใกล้ และความโดดเดี่ยวก็เหลือจะทน” (2)

คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าคนสอนปรัชญาการเมืองคิดว่าการสอนปรัชญาการเมืองเป็นการขายของ ผลที่เกิดขึ้นต่อตัววิชาปรัชญาการเมือง นักศึกษา และตัวผู้สอนเองคืออะไร นอกจากนั้นในโลกปัจจุบัน คนสอนจะไม่ “ขายของ” ได้หรือไม่?

คำถามนี้เกี่ยวพันกับปัญหาประการที่สองของหนังสือเล่มนี้ คือเมื่อเริ่มหยิบหนังสือมาอ่านก็รู้สึกได้ว่าตอนจบของหนังสือเล่มนี้จะเป็นอย่างไร

กว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว นักเขียนอเมริกันชื่อก้องโลกคือ Arthur Miller เขียน Death of a Salesman เป็นเรื่องราวชีวิตของคนสามัญที่ถูกทรยศโดยคุณค่ากลวง-ลวงโลกทั้งของตนเองและของสังคมอเมริกันที่ตนมีชีวิตอยู่

ในเรื่องนี้ตอนจบพระเอกตาย ตายเพราะถูกทรยศทั้งโดยตนเองและโดยสังคมของตน

ตอนจบในชีวิตของโสกราติสก็ถูกนครเอเธนส์ที่เขาแสนรักตัดสินประหารเช่นกัน

ในกรณีแรก คนเขียน Death of a Salesman ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี 1949 ในกรณีหลัง วิชาปรัชญาการเมืองงอกงามเจิดจ้าจากความตายของนักปรัชญาการเมืองคนนั้น

เสน่ห์อีกข้อหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือ อารมณ์ขันของไชยันต์ ต้องยอมรับว่ามีหลายตอนเรียกรอยยิ้มจากผู้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นในตอนพยายามเตือนผู้อ่านให้ระวังการใช้ภาษาของ “พวก postmodern” ซึ่งต้องสื่อสารกับผู้คนที่คิดใต้ระบบคิดแบบมีเหตุผล โดยเทียบกับความมึนงงที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ (เจ้าของ) สุนัขตัดสินใจพูดกับสัตว์ของตนด้วยภาษาของสุนัขแทนภาษาของตนเอง (น. 232)

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือวิชาการ postmodern ที่อ่านได้ “หนุกหนาน” ทีเดียวไม่ว่าจะเป็นคนชรา ทารก หรือคนที่โตแล้ว

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

19 กุมภาพันธ์ 2550


เชิงอรรถ

(1) ดูบทนำโดย Peter Lom ใน Jan Patocka, Plato and Europe ( Stanford: Stanford University Press, 2001), p. xix.

(2) Friedrich Nietzsche, Why I am so Wise, R.J. Hollingdale (Trans.) (London: Penguin Books, 2004), p. 4.


สั่งซื้อหนังสือได้ที่นี่



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter