รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์: ชีวิตและงาน
เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มีนาคม 2550 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการแสดงปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 10 ขึ้น โดยมีศาสตราจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นองค์ปาฐกในหัวข้อ ‘จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม’
ในส่วนต้นของหนังสือที่ระลึก มีบทความแนะนำองค์ปาฐก ซึ่งเขียนโดย รศ.ชูศรี มณีพฤกษ์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กัลยาณมิตรคนสำคัญของอาจารย์รังสรรค์ open online เห็นว่ามีความน่าสนใจ เพราะเป็นความเรียงบอกเล่าประวัติและเกร็ดชีวิตของอาจารย์รังสรรค์ ที่ไม่เคยทราบกันมาก่อน จึงขอนำมาเผยแพร่ให้อ่านกันอีกครั้งหนึ่ง
[ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดหนังสือที่ระลึกในงานปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 10 ซึ่งมีบทความของศาสตราจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เรื่อง ‘จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม’ ฉบับสมบูรณ์ ได้ที่ เว็บไซต์สัมมนาของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาศาสตร์]
ชีวิตและงาน
อาจารย์รังสรรค์ มีความคุ้นเคยกับธรรมศาสตร์และสนามหลวงมาแต่เยาว์วัย ด้วยว่ามีบ้านอยู่ท่าช้างวังหลัง ชีวิตในวัยเด็กก็วนเวียนอยู่แถววัดระฆังโฆสิตาราม วัดมหาธาตุ เมื่อเข้าเรียนโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ธรรมศาสตร์และสนามหลวงจึงอยู่ในเส้นทางเดินระหว่างบ้านกับโรงเรียน บางครั้งอาจารย์ใช้เวลาในยามเย็นแวะฟังไฮด์ปาร์คที่สนามหลวงก่อนที่จะกลับบ้าน ซึ่งนับเป็นบันไดขั้นแรกของการทำความรู้จักกับสังคมการเมืองของอาจารย์
โรงเรียนวัดบวรนิเวศแม้จะมิใช่เป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย แต่อาจารย์กล่าวว่า อาจารย์มีความภูมิใจที่ได้เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดบวรนิเวศ และถือว่าตัวเองเป็นศิษย์วัด เพราะเคยอาศัยข้าวก้นบาตรประทังชีวิต และได้กลับไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าเป็นครั้งคราว ทุกครั้งที่กลับไปอาจารย์รังสรรค์ต้องแวะไปดูโบสถ์วัดรังสีสุทธาวาส ซึ่งปัจจุบันถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของวัดบวรนิเวศ เนื่องด้วยโบสถ์วัดรังสีสุทธาวาสมิใช่เป็นเพียงที่เรียนหนังสือของอาจารย์เท่านั้น แต่เป็นสถานที่จัดตั้งชมรมปริทัศน์เสวนา ซึ่งมีบทบาทสำคัญยิ่งในการหล่อหลอมความคิด และเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับปัญญาชนคนหนุ่มสาวทั้งหลาย
ที่โรงเรียนบวรนิเวศ อาจารย์รังสรรค์มีเพื่อนสนิทหลายคนที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน บางคนเป็นเพื่อนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลอาจารย์ให้สอบผ่านวิชาที่ไม่ถนัด เช่น วิชาว่ายน้ำ บางคนเป็นคู่แข่งในด้านการเรียนชนิดหายใจรดต้นคอกันมา ในปัจจุบันหลายคนเป็นผู้มีชื่อเสียง ดำรงตำแหน่งสำคัญในวงราชการ และในกองทัพไทย อาจารย์รังสรรค์มีความรู้สึกว่าอาจารย์มีความสนิทชิดเชื้อกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาในระดับมัธยมมากกว่าเพื่อนในระดับมหาวิทยาลัย อาจารย์ยังจำบรรดาเพื่อนเหล่านั้นได้ดี ไม่ว่าจะเป็น ดร.จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ญานี ตราโมท ปริญญา อุดมทรัพย์ ปรีดา จุลละมณฑล พิศาล อัครเศรณี พลเอก ดร.มนตรี ศุภาพร หรือ พลเอกนายแพทย์เอกจิต ช่างหล่อ แม้จบไปแล้วอาจารย์รังสรรค์ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบรรดาอาจารย์ และเพื่อนนักเรียนอยู่
เมื่อจบมัธยมศึกษา อาจารย์รังสรรค์มีความตั้งใจที่จะเรียนต่อในคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นผลพวงของการฟังการอภิปรายยามเย็นที่สนามหลวงอย่างมิพักต้องสงสัย การแยกสนามสอบเข้ามหาวิทยาลัยทำให้อาจารย์รังสรรค์สอบเข้าได้ทั้งคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์
แต่ในที่สุด ‘แม่เหล็กใหญ่’ ชื่อป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็ดึงดูดให้อาจารย์ตัดสินใจเลือกเรียนต่อที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ อาจารย์รังสรรค์สอบเข้าธรรมศาสตร์ได้เป็นลำดับที่สาม (ลำดับที่สอง คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล) อาจารย์มีประวัติการเรียนดีมากมาโดยตลอด สมุดจดคำบรรยายของอาจารย์รังสรรค์เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนฝูง เนื่องจากอาจารย์มีลายมือที่สวยงาม อ่านง่าย จดคำบรรยายได้ครบถ้วน อาจารย์เล่าว่าจะจดคำบรรยายในสมุดหน้าขวาเพียงหน้าเดียว ส่วนอีกหน้าหนึ่งจะทิ้งไว้ว่างๆ เพื่อเติมเนื้อหาที่ค้นคว้ามาจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากคำบรรยายในห้องเรียน
นอกจากให้ยืมสมุดจดคำบรรยายแล้ว อาจารย์รังสรรค์ยังเป็นที่พึ่งแก่เพื่อนนักศึกษาอีกโสตหนึ่งด้วยการติวให้กับเพื่อนเมื่อใกล้สอบ วิชาที่ติวก็มีหลายวิชา ที่ขาดไม่ได้คือวิชาหลักเศรษฐศาสตร์มหภาค และจุลภาค กล่าวกันว่า มีนักศึกษาเข้าฟังการติวของอาจารย์อย่างล้นหลาม เพื่อนบางคนสารภาพว่าเข้าฟังการติวของอาจารย์รังสรรค์มากกว่าเข้าฟังการบรรยายของอาจารย์ผู้บรรยายด้วยซ้ำ เพื่อนร่วมรุ่นของอาจารย์ซึ่งมีบทบาทในวงราชการ และการเมือง มีหลายคน เช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อรจิต สิงคาลวณิช ดร. สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย และ อำนวย ปะติเส
ในช่วงที่อาจารย์รังสรรค์เรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ เป็นช่วงที่สังคมไทยอยู่ภายใต้การปกครองเผด็จการของทหาร ซึ่งลงหลักปักฐานตั้งแต่ปี 2501 โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และสืบทอดอำนาจต่อมาโดยกลุ่มจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร ในบรรยากาศเช่นนี้การแสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับบ้านเมือง โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลย่อมเป็นไปได้ยาก แต่กระนั้นก็ยังมีการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาว นักวิชาการ และปัญญาชนคนรุ่นใหม่ ที่จะรวมตัวกัน พบปะ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมือง สร้างบรรยากาศแห่งเสรีภาพทางวิชาการ แม้จะเป็นในวงแคบ ๆ เปิดโลกทัศน์ใหม่ และขยายพรมแดนแห่งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมไทยออกไป
ดร.ชาญวิทย์ ได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ความตื่นตัวของปัญญาชนไทยในยุคนั้นมิได้เกิดจากความกดดันภายในประเทศเพียงอย่างเดียว หากเกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจโลก ทศวรรษ 1960 และ 1970 เป็นยุคของการเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามของคนหนุ่มสาวในสหรัฐอเมริกา และในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม การวิพากษ์วิจารณ์ และการเดินขบวนประท้วงนโยบายก่อสงครามและลัทธิจักรวรรดินิยมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง และย่อมส่งผลต่อโลกทัศน์ของคนหนุ่มสาวในเมืองไทย
คนหนุ่มสาวที่มีความตื่นตัว สนใจใคร่รู้เกี่ยวกับบ้านเมืองของตนหลายคนยังจดจำสภากาแฟที่จัดขึ้นเป็นประจำที่สำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียนแห่งประเทศไทยได้ดี โดย ดร.โกศล ศรีสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานเป็นผู้ริเริ่ม มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็น ‘วีรบุรุษ’ ของปัญญาชนในยุคนั้นหมุนเวียนกันมาเป็นวิทยากร อาทิเช่น ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ชัยนาม ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และที่สำคัญ คือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ การสัมมนาครั้งแรกที่จัดขึ้นในปี 2509 ซึ่งเป็นระยะหลังจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เสียชีวิตแล้ว หัวข้อสัมมนาคือ “ความรับผิดชอบทางจริยธรรมเป็นความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ” โดยมี ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้นำการอภิปราย
สภากาแฟได้ย้ายจากสำนักงานกลางนักเรียนคริสเตียนไปอยู่ที่วัดรังสีสุทธาวาส ในบริเวณวัดบวรนิเวศ โดยอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้ตั้งชมรมปริทัศน์เสวนา เป็นรายการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีการกำหนดหัวข้อเสวนาและวิทยากรที่จะมาเป็นผู้นำอภิปราย มีการตั้งประธานชมรม มีวาระ 1 ปี เป็นผู้รับผิดชอบในการอำนวยการให้มีการเสวนา ประธานชมรมคนแรก คือ นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
อาจารย์รังสรรค์เล่าว่า เสน่ห์ของรายการอยู่ที่มีวิทยากรที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีชื่อเสียง เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการรุ่นใหม่ ซึ่งมีแนวคิดก้าวหน้า รายการเสวนาเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดนักศึกษามหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยที่มีความสนใจปัญหาของบ้านเมือง และมีความรู้สึกเบื่อการเรียน การสอนในมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจารย์รังสรรค์มีความเห็นว่าถูกครอบงำโดยนักวิชาการจากหน่วยราชการ ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่ติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการ แต่ยังมีมุมมองและโลกทัศน์ที่คับแคบ
การร่วมกิจกรรมของชมรมปริทัศน์เสวนาทำให้ผู้ร่วมเสวนาได้มีโอกาสรับรู้องค์ความรู้ที่แตกต่างออกไปมีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ ความเป็นไปในบ้านเมืองระหว่างผู้มาร่วมเสวนา และกับวิทยากรที่มีชื่อเสียง อาจารย์รังสรรค์ถือว่าเขาและผู้คนรุ่นเดียวกันได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์จากอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และในขณะเดียวกันชมรมปริทัศน์เสวนาเป็นกิจกรรมที่สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจ มีความคิดเหมือน ๆ กัน แม้ว่าจะมาจากต่างสถาบันก็ตาม อาจารย์รังสรรค์มีเพื่อนสนิทหลายคนจากวงเสวนา เช่น นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ดร.อุทัย ดุลยเกษม พิภพ ธงไชย สุชาติ สวัสดิ์ศรี และ เทพศิริ สุขโสภา
ในขณะเดียวกัน อาจารย์ก็ได้เข้าร่วมอยู่ในคณะบรรณาธิการ และบางครั้งก็เป็นบรรณาธิการ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา ซึ่งอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย ได้มีเวทีสำหรับเสนอความคิดและข้อเขียนของตนเอง สุชาติ สวัสดิ์ศรี ได้กล่าวในรายการเสวนา หัวข้อ “ชีวิตการเป็นบรรณาธิการสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516” ว่า จุดเด่นในทางสร้างสรรค์ของ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ที่ส่งผลต่อคนร่วมสมัยมีสามประการ คือ 1. จิตใจวิพากษ์วิจารณ์ 2. ความกล้าหาญทางจริยธรรม และ 3. การดำรงชีวิตอย่างมีอุดมคติ
เมื่ออาจารย์รังสรรค์สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมด้วยเกียรตินิยมดีมาก อาจารย์สมัครเป็นอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้ด้วยความแน่ใจว่าอาจารย์ชอบการเป็นครู อาจารย์ได้ทุนจากมหาวิทยาลัยไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งอาจารย์เปรียบเทียบว่าเป็นการประสบโชคยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ทั้งนี้ก็ด้วย ‘อิทธิฤทธิ์’ จดหมายรับรองจากท่านอาจารย์ป๋วย และ นายฟรานซิส คริปป์ส์ (Francis Cripps) ซึ่งเป็นอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเครมบริดจ์
อาจารย์รังสรรค์ได้เข้าเรียนที่ Churchill College ในปี 2512 ก่อนไปเคมบริดจ์ อาจารย์มิได้มีโอกาสคุ้นเคยกับท่านอาจารย์ป๋วยมากนัก อาจารย์รังสรรค์จำได้ว่า ได้เข้าพบท่านอาจารย์ป๋วยครั้งแรกในฐานะสาราณียกรหนังสืออนุสรณ์คณะเศรษฐศาสตร์ ปี 2509 และได้รับเงินสนับสนุนในการจัดทำหนังสือจากท่านอาจารย์ป๋วย เป็นจำนวน 20,000 บาท แทนการถือจดหมายของคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ไปขอเงินอุดหนุนจากบุคคลภายนอก และอีกครั้งหนึ่งเมื่ออาจารย์ได้รับมอบหมายให้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องการเงิน และท่านอาจารย์ป๋วยได้ส่งบทความดังกล่าวไปตีพิมพ์ใน วารสารสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ในช่วงปี 2511 – 2512
แม้ว่าการเรียนที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จะหนัก แต่อาจารย์รังสรรค์ก็มีความสุขกับการเรียนที่นั่น สังเกตได้จากข้อเขียนทั้งหลายของอาจารย์ที่เกี่ยวกับชีวิตของผู้คนและสังคมที่เคมบริดจ์ เช่นการเล่าถึงวิวาทะระหว่างเคมบริดจ์กับมหาวิทยาลัยแห่งลอนดอน เกี่ยวกับการปฏิวัติเคนเซียน (Keynesian Revolution) หรือเรื่องชีวิตรักที่โลดโผนของเบอร์ทรันด์ รัสเซลส์ รวมทั้งบรรยากาศทางวิชาการที่แสนจะคึกคัก ในทศวรรษ 1900 ในบทความ “เคนส์กับกลุ่มบลูมสเบอรี่” ซึ่งละม้ายคล้ายคลึงกับบรรยากาศของชมรมปริทัศน์เสวนาที่อาจารย์คุ้นเคยมาก่อน
ที่เคมบริดจ์นี้เอง อาจารย์รังสรรค์ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับท่านอาจารย์ป๋วยมากขึ้น เนื่องจากในปี 2514 ท่านอาจารย์ป๋วยได้มาเป็นศาสตราจารย์รับเชิญ (Visiting Professor) ที่ University College มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ นายแพทย์วิชัยมีความเห็นว่า การศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ไม่เพียงแต่สร้างความเข้มแข็งทางวิชาการให้แก่อาจารย์รังสรรค์ การได้มีโอกาสใกล้ชิดกับท่านอาจารย์ป๋วย มีส่วนช่วยให้ชีวิตของอาจารย์รังสรรค์มีสีสัน และรื่นรมย์มากขึ้น การพักผ่อนหย่อนใจหลังการทำงานหนักของท่านอาจารย์ป๋วย คือ การพบปะพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ รับประทานอาหาร ดื่ม หรือเล่นไพ่บริดจ์กับเพื่อน ๆ และบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย เป็นการสร้างบรรยากาศของการผ่อนคลาย ซึ่งบรรยากาศเช่นนี้ คุณหมอวิชัยเล่าว่าจะไม่ปรากฏในยุคสมัยของชมรมปริทัศน์เสวนา
เมื่อจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในปี 2515 อาจารย์รังสรรค์กลับมาเมืองไทย และรับปริญญาโทในปี 2519 ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ดี ศึกษาค้นคว้าความก้าวหน้าของวิชาการอย่างสม่ำเสมอ มีความสามารถสูงในการสอน มีการเตรียมการสอนอย่างดี โดยอาศัยความรู้จากหลายแหล่ง ตำราหลายเล่ม คำบรรยายของอาจารย์รังสรรค์เป็นที่ชื่นชอบของบรรดานักศึกษา เนื่องจากมีความชัดเจน แจ่มแจ้ง ภาษาที่ใช้สวยงามประหนึ่งภาษาเขียน มีการยกตัวอย่าง มีการนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และหากจดคำบรรยายให้ดี คำบรรยายนั้นก็จะกลายเป็นตำราที่ดีเล่มหนึ่งได้
ผลก็คือดัชนีคุณภาพการสอนของอาจารย์จะอยู่ในอันดับต้น ๆ ในทัศนะของนักศึกษาเศรษฐศาสตร์อาจารย์รังสรรค์เป็นอาจารย์ในอุดมคติ มีความรู้ดี เตรียมสอนดี ถ่ายทอดดี และในขณะเดียวกันได้พยายามกระตุ้นให้นักศึกษาอ่านหนังสือประกอบการเรียนที่หลากหลาย และชี้แนะประเด็นสำคัญ ๆ ที่ควรแก่การวิเคราะห์ วิจารณ์ และศึกษาค้นคว้าต่อไป
นอกจากทำหน้าที่สอนแล้ว อาจารย์รังสรรค์ยังผลิตผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารประกอบคำบรรยาย ตำรา บทความ งานวิจัยเสริมหลักสูตร รวมทั้งงานวิจัยเชิงประวัติวิเคราะห์ งานวิจัยวิเคราะห์ปัญหาสถานการณ์ปัจจุบัน และงานวิจัยสถาบัน งานวิชาการของอาจารย์รังสรรค์จะได้รับการยกย่องอยู่เสมอว่ามีมาตรฐานสูงด้วยความสมบูรณ์ของข้อมูล และความหนักแน่นลึกซึ้งในการวิเคราะห์ ทั้งนี้เพราะการทุ่มเทเวลา และความพยายามในการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง
ผลงานวิชาการของอาจารย์รังสรรค์มีเส้นทางเดินที่น่าสนใจ คือเริ่มจากผลงานด้านเศรษฐศาสตร์การคลัง ตำราเล่มแรกเรื่อง ทฤษฎีการภาษีอากร ต่อจากนั้นก็เป็นผลงานด้านเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม หลังจากนั้นอาจารย์รังสรรค์เริ่มสนใจศึกษาเศรษฐกิจไทย โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมือง หนังสือ ระบบเศรษฐกิจ : ลักษณะและปัญหา ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2526 นับเป็นหนังสือเล่มแรกว่าด้วยเศรษฐกิจไทย ตามด้วย กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย: บทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมือง พ.ศ. 2475 – 2530 ในปี 2532 และนำไปสู่ เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ : บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ผลงานที่ยิ่งใหญ่ในปี 2546
ศาสตราจารย์อัมมาร สยามวาลา ซึ่งเคยเป็นศาสตราจารย์รับเชิญ และอาจารย์ประจำของคณะเศรษฐศาสตร์ ได้กล่าวชื่นชมการทำงานทางวิชาการของอาจารย์รังสรรค์ว่า อาจารย์มีความสามารถในการสังเคราะห์ (synthesis) หลายอย่างเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ ซึ่งหมายความว่าอาจารย์จะต้องทำงานหนัก ต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และอย่างรอบด้าน เพื่ออธิบายพัฒนาการของสถาบัน ของกระบวนการกำหนดนโยบาย หรือของปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม งานวิจัยเรื่อง เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยพรีเมี่ยมข้าว : พรมแดนแห่งความรู้ และ พัฒนาการและบทบาทของสหสามัคคีค้าสัตว์ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับความสามารถในการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของอาจารย์รังสรรค์ ศาสตราจารย์อัมมารถือว่าอาจารย์รังสรรค์เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเมือง แต่เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเมืองสำนักนีโอคลาสสิค และที่น่าสนใจคือ อาจารย์เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเมืองที่นักเศรษฐศาสตร์การเมืองฝ่ายซ้ายยอมรับ
ในหนังสือ กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย: บทวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมือง พ.ศ. 2475 – 2530 อาจารย์รังสรรค์เขียนไว้ว่าอาจารย์ได้ใช้แนวการวิเคราะห์ของสำนักเศรษฐศาสตร์การเมืองนีโอคลาสสิค ซึ่งลักษณะพื้นฐานและแนวคิดดังกล่าวคือการนำเอาทฤษฎีของสำนักนีโอคลาสสิคมาใช้ในการอธิบายพฤติกรรม และสถาบันทางการเมืองและสังคม แต่ด้วยเหตุที่อาจารย์รังสรรค์เชื่อว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เพียงอย่างเดียวจะไม่พอที่จะทำให้เข้าใจกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างถ่องแท้ และรอบด้าน ดังนั้นอาจารย์จึงเลือกใช้ระเบียบวิธีการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมือง โดยให้ความสำคัญต่อปัจจัยที่ไม่ใช่เศรษฐกิจในการวิเคราะห์ด้วย เช่น โครงสร้างอำนาจทางการเมืองทั้งภายในและระหว่างประเทศ วัฒนธรรม จารีตประเพณี และความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นต้น
ในทัศนะของศาสตราจารย์อัมมาร สยามวาลา อาจารย์รังสรรค์ไม่ใช่นักวิจัยที่บุกเบิกทางทฤษฎี และช่ำชองในการใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ นั่นมิใช่ข้อด้อยในการทำงานวิชาการของอาจารย์ แต่มันเป็นวิธีการศึกษาที่อาจารย์เลือกใช้ และเชื่อว่าจะมีพลานุภาพมากกว่า นอกจากนั้นศาสตราจารย์อัมมารยังเห็นว่า อาจารย์รังสรรค์เป็นนักวิชาการ ‘บริสุทธิ์’ มากเกินไป เนื่องจากอาจารย์ไม่เคยและไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ และไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดนโยบาย ยกเว้นเรื่องการศึกษา ดังนั้นจึงทำให้อาจารย์รังสรรค์ขาดมิติของสิ่งที่อยู่เบื้องหลังนโยบายเหล่านั้น แต่กระนั้นอาจารย์รังสรรค์ก็มีความสามารถในการที่จะขุดค้นหาเบื้องหลังของนโยบายเหล่านั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ คุณสมบัติโดดเด่นอีกประการหนึ่งของอาจารย์รังสรรค์ในความเห็นของศาสตราจารย์อัมมาร คือ เป็นนัก ‘แกะรอย’ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งยากที่นักวิชาการอื่น ๆ จะเสมอเหมือน
ความเป็นนักวิชาการบริสุทธิ์ของอาจารย์รังสรรค์ก็คือ การเป็นผู้ศึกษาค้นคว้าประเด็นปัญหาต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งรอบด้าน วิเคราะห์ สังเคราะห์ เผยแพร่ผลการศึกษาแต่ไม่เคยสนใจ ไม่เคยผลักดันให้ผลการศึกษาของอาจารย์เป็นที่ยอมรับของชนชั้นปกครอง และถูกนำไปใช้ในการบริหารประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ที่ว่า อาจารย์รังสรรค์เป็นปัญญาชนอิสระ สนใจเฉพาะความคิด เป็นนักคิด นักวิจารณ์ โดยอาศัยข้อมูลที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน อาจารย์รังสรรค์ไม่ใช่นักบริหารหรือผู้นำที่จะต้องคิดทั้งระบบ สร้างกลไกให้ระบบทำงาน
เมื่อความคิดตกผลึก: จากเศรษฐศาสตร์การศึกษาสู่เส้นทางเดินของสังคมเศรษฐกิจไทย
หากจะตั้งคำถามว่า แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ของอาจารย์รังสรรค์เป็นอย่างไร คงเป็นคำถามที่ตอบได้ไม่ง่ายนัก เพราะจะต้องค้นหาคำตอบจากบรรดาผลงานจำนวนมากมายมหาศาลของอาจารย์ อาจารย์รังสรรค์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เลื่อมใสในระบบเสรีนิยมอย่างไม่ต้องสงสัย นั่นไม่ใช่เพราะอาจารย์ชอบวิพากษ์ วิจารณ์รัฐบาลเผด็จการ แต่เพราะอาจารย์เชื่อว่ามนุษย์ย่อมมีศักดิ์และสิทธิ์ที่จะกำหนดชะตากรรมของตนได้ โดยไม่ต้องมีรัฐบาลทำตัวเป็น ‘คุณพ่อรู้ดี’
อย่างไรก็ตาม มีแนวความคิดทางเศรษฐศาสตร์อยู่สองสามแนวความคิดของอาจารย์รังสรรค์ ที่น่าจะเป็นแนวคิดที่ตกผลึกแล้ว ซึ่งหมายความว่าเป็นแนวคิดที่ได้ผ่านการศึกษา วิเคราะห์ จนได้ข้อสรุปจริงแท้ที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้มากนัก นั่นคือ ความคิดในด้านการศึกษา และพัฒนาการของสังคมเศรษฐกิจการเมืองไทย ซึ่งจะปรากฏรวบยอดอยู่ในหนังสือบางเล่มของอาจารย์ และหนังสือ ‘บางเล่ม’ ที่ว่านี้จะสังเคราะห์มาจากหนังสือหลายสิบเล่ม บทความหลายสิบบทความของอาจารย์
ในหนังสือ ทัศนะทางการศึกษา ซึ่งตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เคล็ดไทยในปี 2518 เป็นหนังสือที่รวบรวมบทความที่วิเคราะห์ปัญหาการศึกษาในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งสะท้อนปัญหาการศึกษาของประเทศ ซึ่งควรจะได้รับการแก้ไข น่าสนใจว่าปัญหาดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ แม้ในทศวรรษ 2550 ดังเช่นปัญหาการกำหนดหลักสูตร ซึ่งไม่สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละภูมิภาคและท้องถิ่น ทำให้ระบบการศึกษามุ่งรับใช้ภาคตัวเมือง ภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคเกษตรกรรม ระบบการศึกษาที่มีลักษณะเป็นขั้นบันได ซึ่งมีส่วนสำคัญในการ ‘กระพือตัณหา’ ของผู้เรียนในระดับหนึ่งให้ต้องการเรียนในระดับสูงต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด วิธีการสอนซึ่งอาศัยการบรรยายและการอ่านแบบเรียนทำให้การศึกษาเป็นเพียงกระบวนการท่องจำ วิธีการสอนเช่นนี้ย่อมให้ความสำคัญต่อบทบาทของครู ผู้บรรยาย แต่ทำลายความสามารถในการคิดและการแสดงความคิดเห็นของผู้เรียน นอกจากนั้นระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ยังเปิดโอกาสให้แก่คนรวยมากกว่าคนจน เด็กที่มาจากครอบครัวยากไร้จะขาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพดี และในระดับสูง ๆ เท่าที่ควร
ในทัศนะของอาจารย์รังสรรค์ รัฐสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้โดยมาตรการต่าง ๆ และเป้าหมายที่สำคัญของนโยบายจัดสรรบริการการศึกษาก็คือ การกระจายโอกาสและสร้างความเป็นธรรมในการศึกษาให้กับทุกคน ดังนั้นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาก็คือสร้าง input ที่ดีเข้าสู่กระบวนการศึกษา รัฐจำเป็นต้องลงทุนในการศึกษาให้กับเด็กทุกคนจนถึงวัยรุ่น สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีทั้งในครอบครัวและนอกสถาบันครอบครัว เพื่อให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดี และค่านิยมถูกต้อง การจัดการศึกษาของรัฐควรมุ่งให้โอกาสแก่คนจนมากกว่าคนรวย ดังนั้นการรับนักเรียนของโรงเรียนหลวงจะต้องไม่ยึดสติปัญญาและความรู้เป็นเกณฑ์ แต่จะต้องยึดถือฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวเป็นหลัก และรัฐต้องให้เงินอุดหนุนแก่นักเรียนที่มาจากฐานะยากจน
ยิ่งไปกว่านั้นรัฐควรจะจัดให้การศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ (non-formal education) ซึ่งจะช่วยให้คนส่วนใหญ่ซึ่งต้องออกจากโรงเรียนได้เรียนหนังสือได้มากขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของเขา
รัฐจำเป็นต้องหาทุนมาเพื่อใช้จ่ายในการศึกษา ซึ่งส่วนหนึ่งย่อมต้องมาจากการเก็บภาษี ดังนั้น อาจารย์รังสรรค์จึงได้เสนอหลักการเก็บภาษีและการจัดสรรรายจ่ายเพื่อการศึกษาว่า ในการเก็บภาษีเพื่อนำมาใช้จ่ายในการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งให้ประโยชน์ต่อสังคมนั้นต้องยึดหลักความสามารถในการชำระภาษี แต่การศึกษาที่ให้ประโยชน์เฉพาะปัจเจกชนต้องยึดหลักประโยชน์ที่ได้รับ ดังนั้นการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยควรจัดเก็บภาษีบัณฑิต และรายได้บางส่วนก็ต้องมาจากการเก็บค่าเล่าเรียน
ส่วนการจัดสรรรายจ่ายเพื่อการศึกษาก็ต้องยึดหลักอัตราผลตอบแทนแก่สังคม ต้องมีการจัดลำดับอัตราตอบแทนจากมากไปหาน้อย สำหรับครูผู้สอนย่อมต้องมีความรู้ มีทักษะและมีค่านิยมที่เอื้อต่อการสร้างบรรยายกาศของเสรีภาพและการส่งเสริมความคิดริเริ่ม แต่ความตั้งใจในการประกอบอาชีพครูย่อมต้องขึ้นอยู่กับค่าตอบแทน หรือรายได้จากการเป็นครู ดังนั้นการขึ้นเงินเดือนจึงควรพิจารณาจากความตั้งใจและประสบการณ์ในการสอนมากกว่าปริญญา
จนถึงปี 2538 ทัศนะทางการศึกษาของอาจารย์รังสรรค์ยังไม่เปลี่ยนแปลง อาจารย์ยอมรับว่ากระแสโลกานุวัตรเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ระบบการศึกษาจำต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อตั้งรับทันกระแสโลกานุวัตรที่ไหลบ่าเข้ามาไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือการที่ตะวันตกมีบทบาทในการกำหนดระบบการศึกษาของไทยมากยิ่งขึ้น หรือที่อาจารย์เรียกว่า อัสดงคตานุวัตร (Westernization) หรือกระบวนการสากลานุวัตรของภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาต่างชาติ หรือภาษาอิเลกโทรนิกส์
การครอบครอบงำของ ‘ทุนวัฒนธรรม’ ทำให้บริการการศึกษามีลักษณะเป็นสินค้ามากขึ้น ซึ่งยังผลให้ความสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์ระหว่างครู ลูกศิษย์ กลายเป็นความสัมพันธ์ระบบสนธิสัญญาระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ทั้งหมดล้วนทำให้ระบบการศึกษายิ่งห่างไกลจากระบบการศึกษาเพื่อคนส่วนใหญ่ เพื่อคนด้อยโอกาส และเพื่อการดำรงชีวิต
อาจารย์รังสรรค์ยังคงยืนยันแนวทางในการจัดการการศึกษาที่เคยเสนอไว้เมื่อ 20 ปีก่อน คือการใช้มาตรการทางการคลังและการเงินให้คนกลุ่มนี้มีฐานะรับภาระในการจ่ายในการจัดบริการการศึกษาของรัฐบาลมากขึ้น และให้กลุ่มที่ด้อยฐานะรับภาระน้อยลง โดยเก็บค่าเล่าเรียนสูงสำหรับโรงเรียนที่มีคุณภาพดีในกรุงเทพฯ และไม่เก็บค่าเล่าเรียนสำหรับโรงเรียนในเขตด้อยพัฒนา เกลี่ยคุณภาพของโรงเรียนให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยการลดงบดำเนินงานต่อหัวในเขตพัฒนาแล้ว และเพิ่มงบดำเนินการต่อหัวในเขตด้อยพัฒนา จัดตั้งกองทุนประชาศึกษา จัดสรรทุนให้กับนักเรียนที่เรียนดีและนักเรียนยากจน
อาจารย์รังสรรค์ได้มีส่วนสำคัญในการทำให้ข้อเสนอที่จะสร้างความเป็นธรรมทางการศึกษาของอาจารย์ให้เป็นจริงได้ อย่างน้อยในสองกรณี คือ งานวิจัยเรื่อง การคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยตามระบบโควต้า ซึ่งอาจารย์ได้รับมอบหมายจาก ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เมื่อคราวดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เป็นผู้จัดทำ ถูกนำมาพิจารณาและดัดแปลงเป็นโครงการนักศึกษาเรียนดีจากชนบท ซึ่งก่อตั้งในปี 2524 ในยุคที่ ศาสตราจารย์ประภาสน์ อวยชัย เป็นอธิการบดี และงานวิจัยเรื่อง นโยบายอัตราค่าเล่าเรียนระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2538 – 2540: บททดลองเสนอ (2537) ซึ่งอาจารย์จัดทำขึ้นในฐานะเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนพัฒนาและเทคโนโลยีในยุคที่ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นอธิการบดี ก็นำไปสู่การขึ้นค่าลงทะเบียน ค่าบำรุงการศึกษา ของนักศึกษามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ในปี 2538 เป็นต้นมา
การศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล และการวิเคราะห์ลักษณะและปัญหาของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างลึกซึ้ง และต่อเนื่องมาเป็นเวลานานทำให้อาจารย์รังสรรค์สามารถเห็นพัฒนาการของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแจ่มชัด และด้วยความแม่นยำในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิค ทำให้อาจารย์สามารถนำเครื่องมือของเศรษฐศาสตร์สำนักนีโอคลาสสิคมาใช้วิเคราะห์ลักษณะที่เคยเป็น เป็นอยู่ และที่จะเป็นของระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างน่าชื่นชม จึงถือได้ว่า อาจารย์ได้นำเสนอวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย อีกวิธีหนึ่ง นอกเหนือไปจากวิธีการศึกษาที่มีอยู่เดิม ด้วยวิธีการศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมือง
อาจารย์รังสรรค์ได้ผลิตผลงานที่มีคุณภาพหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทย : บทวิเคราะห์เศรษฐกิจการเมือง พ.ศ.2475 – 2530 (2532) สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550 : ยุทธศาสตร์การพัฒนาในกระแสโลกานุวัตร (2538) รวมทั้งหนังสือรวมบทความต่าง ๆ ที่อาจารย์เขียนในฐานะคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์ และนิตยสารอีกมากมายหลายฉบับ อาทิ เช่น หนังสือชุด อนิจลักษณะ 3 เล่ม (2536 – 38) สังคมเศรษฐกิจโลก: โครงสร้างและการเปลี่ยนแปลง (2540) ระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศกับสังคมการค้า (2540) วิกฤตการณ์การเงินและเศรษฐกิจการเงินไทย (2541) เป็นต้น
ในหนังสือ กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ: บทวิเคราะห์เศรษฐกิจการเมือง พ.ศ.2475 – 2530 อาจารย์รังสรรค์ได้นำเสนอ ‘โมเดล’ กระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของไทยที่มีความชัดเจนและน่าประทับใจ เนื่องจากเป็นโมเดลที่ต้องใช้ข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปหลายปี ต้องศึกษาระบบเศรษฐกิจไทยแบบองค์รวม โดยคำนึงถึงปัจจัยทั้งหลายทั้งที่เป็นปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ และมิใช่เศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย และนอกจากนั้นยังต้องศึกษาเศรษฐกิจไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจการเมืองของโลกด้วย ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าอาจารย์รังสรรค์จะต้องใช้เวลา และความอุตสาหะวิริยะเพียงใดกว่าจะได้มาซึ่งผลงานเช่นนี้
ในตลาดนโยบายเศรษฐกิจ อาจารย์ได้นำเสนอตัวละครสำคัญ ๆ หลายตัวที่มีบทบาทโดดเด่นในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างส่วนบนของระบบเศรษฐกิจ ดังเช่นระบอบการเมืองการปกครอง จารีตประเพณี หรือความสัมพันธ์ในสังคม อุปทานของนโยบาย ดังเช่น ขุนนางนักวิชาการ พรรคการเมือง หรือชนชั้นนำทางอำนาจ อุปสงค์ของนโยบาย เช่น ประชาชน กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สื่อมวลชน หรือนักเศรษฐศาสตร์ และตัวละครตัวสุดท้ายคือระบบทุนนิยมโลก
แต่ละยุคสมัยตัวละครเหล่านี้จะมีบทบาทแตกต่างกันไป ในช่วง 2475 – 2516 เป็นช่วงเผด็จการ ดังนั้นปัจจัยด้านอุปทานจึงมีบทบาทสูง ในขณะที่ประชาชนและกลุ่มผลประโยชน์ไม่มีส่วนร่วม หลัง 2516 การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ก็ยังมีความไม่เสมอภาคในระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ กลุ่มนายทุนพ่อค้าสามารถสร้างพลังผลักดันต่อรองกับรัฐบาลได้ ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรไม่สามารถผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มตนได้ แต่กระนั้นกลุ่มขุนนาง ชนชั้นนำทางอำนาจ และนักวิชาการ ยังคงมีบทบาทอยู่ แต่มีแนวโน้มว่า กลุ่มทุนจะมีบทบาทมากขึ้น
นับแต่ปี 2531 เป็นต้นมา เริ่มก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง มีการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองระหว่างประชาชน ข้าราชการ และนักเลือกตั้ง แม้จะมีแนวโน้มว่านักเลือกตั้งจะเป็นฝ่ายชนะ องค์กรระหว่างประเทศ มหาอำนาจ และบรรษัทข้ามชาติ ยังมีบทบาทอยู่ในการกดดันให้รัฐบาลดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์แก่บริษัทตน ภาคประชาชนก็เข้มแข็งขึ้น โดยผ่านการสนับสนุนขององค์กรพัฒนาของเอกชน (Non-Government Organization) ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
อาจารย์รังสรรค์เห็นว่า ความสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์ยังคงเป็นความสัมพันธ์พื้นฐานที่ร้อยรัดกลุ่มคนในสังคมไทยเข้าด้วยกัน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและดำรงไว้ซึ่งอำนาจ ชนชั้นปกครองจักต้องสร้างสายสัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางทหาร พลังประชาธิปไตย ชนชั้นนำทางอำนาจนอกระบบราชการ ผู้นำท้องถิ่น หรือมวลชน และเมื่อแบบแผนความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่เปลี่ยนแปลงไปย่อมมีผลต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ และการแบ่งปันค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ทุนนิยมโลกยังคงมีอิทธิพลต่อกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของไทยให้เป็นนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรี และดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด ในความเห็นของอาจารย์รังสรรค์ จนกระทั่งปี 2531 พลังอำมาตยาธิปไตยยังคงครอบงำกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจในประเทศไทยและเริ่มสูญเสียบทบาทนี้ให้แก่นักเลือกตั้งที่มาจากกลุ่มทุนในปี 2540
ด้วยความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งทางวิชาการที่ได้สั่งสมมาหลายทศวรรษ อาจารย์รังสรรค์กล้าพอที่จะตั้งตนเป็นโหรเศรษฐกิจ ทำนายการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทยในอนาคต และทำนายพัฒนาการ ‘ขั้นล่าสุด’ ของระบบทุนนิยมโลก
อาจารย์รังสรรค์กล่าวว่า จุดประสงค์ของหนังสือ สังคมเศรษฐกิจไทยในทศวรรษ 2550 คือต้องการชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจไทยที่เป็นมา ที่เป็นอยู่ และที่จะเป็นไป สมมติฐานในการวิเคราะห์ของอาจารย์ คือ พลวัตการเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจไทยไม่สามารถแยกต่างหากจากการศึกษาพลวัตการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก และการศึกษาพลวัตการเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจไทย มิอาจแยกพลวัตทางเศรษฐกิจออกจากพลวัตทางการเมือง สังคม และวัฒนธรรม ข้อสรุปของการวิเคราะห์บนสมมติฐานดังกล่าว ก็คือ คำอธิบายว่า เหตุใดการปฏิรูปสังคมเศรษฐกิจจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก และในบางกรณีเป็นไปไม่ได้เลยในสังคมไทย อาจารย์รังสรรค์ใช้กรอบการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสังคมเศรษฐกิจไทยผ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ การเมือง ภายใต้ความสัมพันธ์ทางการผลิตในรูปแบบต่าง ๆ
ข้อสรุปของอาจารย์รังสรรค์ก็คือ พัฒนาการของวัฒนธรรมของสังคมไทยในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา เป็นการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรม อำนาจนิยม ซึ่งยึดหลัก ‘อำนาจเป็นธรรม’ กับวัฒนธรรมประชาธิปไตย ซึ่งมาตรฐานความชอบธรรมถูกกำหนดด้วยเหตุผลข้อเท็จจริง มิใช่ถูกกำหนดโดยอำนาจ วัฒนธรรมทั้งสองมิได้ดำรงอยู่ในสุญญากาศ หากดำรงอยู่ในสังคมที่มีระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต ซึ่งไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีผลต่อวัฒนธรรมทางการเมือง และสังคมด้วย
เส้นทางเดินของสังคมเศรษฐกิจไทยที่อาจารย์ชี้ให้เห็นก็คือ ในสังคมไทยแต่โบราณ ความสัมพันธ์ทางการผลิต เป็นความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ระหว่างบุคคลซึ่งมีฐานะต่างกัน วัฒนธรรมที่ครอบงำสังคมไทยจึงเป็นวัฒนธรรมอำนาจนิยม ซึ่งเข้ากันได้ดีกับระบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ จนตกผลึกกลายเป็น วัฒนธรรมอำนาจนิยมอุปถัมภ์
การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เป็นการนำวัฒนธรรมประชาธิปไตยเข้ามาสู่สังคมไทย หากแต่กลายเป็นวัฒนธรรมแปลกปลอมสำหรับสังคมไทย และไม่สามารถผสมกลมกลืนกับความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ได้ กลับกลายเป็น วัฒนธรรมประชาธิปไตยอุปถัมภ์ ทำให้ผู้ต้องการมีอำนาจในสังคมต้องสร้างสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ทั้งในระดับบน และในระดับล่าง และในขณะเดียวกันก็ต้องแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจ เพื่อมาหล่อเลี้ยงสายสัมพันธ์ดังกล่าว
การเติบโตของทุนนิยมที่ถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมอำนาจนิยม เช่นสังคมไทยก่อให้เกิดระบบทุนนิยมอภิสิทธิ์ กลุ่มทุนที่จะเติบโตได้ต้องเข้าไปอยู่ในสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กับผู้ทรงอำนาจทางการเมือง
ดังนั้น วัฒนธรรมอำนาจนิยมอุปถัมภ์ กำลังเปลี่ยนไปสู่วัฒนธรรมทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย โดยมีวัฒนธรรมประชาธิปไตยอุปถัมภ์ และวัฒนธรรมทุนนิยมอภิสิทธิ์ เป็นวัฒนธรรมในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่าน โดยยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านจักใช้เวลานานเท่าใด
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อาจารย์รังสรรค์ให้อรรถาธิบายโดยศึกษาการต่อสู้ระหว่างวัฒนธรรมอำนาจนิยมอุปถัมภ์ และวัฒนธรรมทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยผ่านพฤติกรรมของชนชั้นนำทางอำนาจ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคราชการ และภาคประชาชน
ชนชั้นนำทางการเมืองยังคงมาจากระบบราชการซึ่งถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมอำนาจนิยมอุปถัมภ์ ส่วนชนชั้นปกครองที่มาจากการเลือกตั้งก็มิได้มีความเลื่อมใสในวัฒนธรรมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ยังแสวงหาผลประโยชน์จากวัฒนธรรมอำนาจนิยมอุปถัมภ์ต่อไป
ส่วนบทบาทของภาครัฐจะมีมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองผู้ยึดกุมอำนาจรัฐ ถ้าการขยายบทบาทและขนาดของภาครัฐนำมาซึ่งผลประโยชน์ของชนชั้นปกครอง ขนาดของรัฐก็จะใหญ่ขึ้น ดังนั้นขนาดของรัฐจึงมิได้ขึ้นอยู่กับตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ แต่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจเป็นสำคัญ
ภาคธุรกิจซึ่งดูเหมือนจะเป็นภาคที่นิยมระบบทุนนิยมเสรี และน่าจะมีบทบาทในการเรียกร้องให้มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย แต่ผลสุดท้ายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังเป็นปัจจัยชี้ขาดพฤติกรรมของกลุ่มทุน ซึ่งพร้อมที่จะเข้าข้างกลุ่มพลังที่เอื้อผลประโยชน์แก่กลุ่มตน ไม่ว่าจะเป็นพลังประชาธิปไตย หรือพลังอำนาจนิยม
ระบบราชการยังคงถูกครอบงำโดยวัฒนธรรม อำนาจนิยมอุปถัมภ์ ซึ่งทำให้กระบวนการกำหนดนโยบายมีลักษณะเป็นการสั่งการจากเบื้องบน
ส่วนภาคประชาชนก็ถูกบีบบังคับโดยวัฒนธรรมประชาธิปไตย การดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด และการแพร่ขยายของระบบทุนนิยมโลก ให้ต้องสร้างสายสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ใหม่กับนักการเมือง และสร้างสายสัมพันธ์กับทุนนิยมโลกโดยผ่านพ่อค้าคนกลาง และนายทุนท้องถิ่น เพื่อป้องกันตนเองจากความผันผวนทางเศรษฐกิจในสังคมเศรษฐกิจโลก
โดยใช้กรอบการวิเคราะห์ข้างต้น อาจารย์รังสรรค์ยังให้คำทำนายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาในอนาคตของไทยว่า กระแสโลกานุวัตรทำให้สังคมไทยเลือกยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบทุนนิยมที่ยึดยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด แต่การดำเนินยุทธศาสตร์โลกานุวัตรพัฒนาดังกล่าว โดยไม่มีการเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง และระบบราชการแบบรวมศูนย์ จะก่อให้เกิดปัญหาแก่ภาคประชาชนอย่างลึกล้ำ การร่วมมือกันระหว่างชนชั้นนำทางอำนาจกับภาคธุรกิจในการแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจทำให้ประชาชนแปลกแยกจากภาครัฐ และธุรกิจมากยิ่งขึ้น และมีผลผลักดันให้เกิดยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
ยุทธศาสตร์การพัฒนาในอนาคตจะเป็นเช่นไร ดูเหมือนอาจารย์รังสรรค์จะเสนอยุทธศาสตร์ทางเลือกสำหรับอนาคตว่า ควรจะเป็นแนวทางสายกลาง คือเป็นแนวทางประนีประนอมระหว่างยุทธศาสตร์โลกานุวัตรพัฒนากับยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ซึ่งยึดหลักการพัฒนาแบบยั่งยืน แสวงหาผลประโยชน์จากกระแสโลกานุวัตรโดยมีการจำกัดขอบเขต พร้อมกับเสนอยุทธศาสตร์และยุทธวิธีสำหรับแนวทางการพัฒนาสายกลาง
‘ทุนวัฒนธรรม’ พัฒนาการขั้นล่าสุดของอาจารย์รังสรรค์
แนวคิดของอาจารย์รังสรรค์ว่าด้วยทุนวัฒนธรรม (Cultural Capital) เริ่มเกิดขึ้นในปี 2536 โดยอาจารย์เชื่อว่ากลุ่มทุนวัฒนธรรมเป็นกลุ่มที่กำลังถีบตัวขึ้นมามีความสำคัญในสังคมโลกปัจจุบัน สาระสำคัญของแนวคิดทุนวัฒนธรรมของอาจารย์ปรากฏอยู่ในปาฐกถาไชย้ง ลิ้มทองกุล เรื่อง ทุนวัฒนธรรม เมื่อเดือนพฤษภาคม 2539 นวัตกรรมทางความคิดนี้เติบโตจากการเฝ้าสังเกตพัฒนาการของทุนนิยมโลกที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงจารีตประเพณี วิถีชีวิตและวิธีคิดของผู้คนในสังคม
ทุนวัฒนธรรม หมายถึงทุนที่ใช้ไปในการผลิตสินค้าและบริการที่มีนัยทางวัฒนธรรม สินค้าบริการใดที่มีวัฒนธรรมฝังตัวอยู่ สินค้าและบริการเหล่านั้นคือสินค้าวัฒนธรรม (Cultural Products) สินค้าและบริการแต่ละประเภทจะมีนัยทางวัฒนธรรมในระดับและความเข้มข้นต่างกัน ดังเช่นบะหมี่สดย่อมมีนัยทางวัฒนธรรมแตกต่างจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
ทุนวัฒนธรรมกำลังเป็นทุนหลักในสังคมเศรษฐกิจโลก นี่เป็นความเชื่อของอาจารย์รังสรรค์ เนื่องจากอาจารย์เชื่อว่า ทุนบริการกำลังจะเข้ามาแทนที่ทุนอุตสาหกรรม แต่ในขณะที่ทุนบริการยังไม่เติบโตเต็มทุน ทุนวัฒนธรรมเป็นทุนหลัก ทุนวัฒนธรรมได้หยั่งรากแล้ว ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ อุตสาหกรรมสินค้าวัฒนธรรมขยายตัวอย่างกว้างขวาง สินค้าวัฒนธรรมจำนวนมหาศาลได้ถูกผลิตและกระจายไปทั่วโลก โดยผ่านกระบวนการสากลานุวัตรของวัฒนธรรมชาติมหาอำนาจ ซึ่งเติบโตพร้อม ๆ กับระบบจักรวรรดินิยม กระแสโลกานุวัตร กระบวนการโทรทัศนานุวัตรได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อมของมนุษย์ทั้งในครัวเรือน สถานที่ทำงาน ชุมชน และบ้านเมือง ปรากฏการณ์น้องเอมี่ย่อมเป็นสิ่งยืนยันความเชื่อของอาจารย์รังสรรค์อย่างไม่มีข้อกังขา
แนวคิด ข้อเสนอ ของอาจารย์รังสรรค์ แม้จะมิได้ถูกนำมาพิจารณาในกระบวนการกำหนดกฎหมาย หรือนโยบายเศรษฐกิจ แต่น่าสังเกตเช่นกันว่า น้อยครั้งที่ความคิดข้อเสนอของอาจารย์จะถูกตอบโต้หักล้างจากนักวิชาการสำนักอื่น และจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย อาจจะเป็นด้วยความเพิกเฉยไม่สนใจ ไม่เห็นด้วย แต่หาข้อโต้แย้งไม่ได้ หรือด้วยความไม่เข้าใจก็ตาม แต่ข่าวสาร ข้อคิดทั้งหลายเหล่านี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่งจากผู้ที่สนใจความเป็นไปในบ้านเมือง และปัญญาชนผู้มีจริยธรรมในหัวใจ และอาจารย์รังสรรค์ย่อมสามารถภูมิใจได้ว่า ภารกิจที่อาจารย์ได้กระทำไปนั้นประสบความสำเร็จดั่งที่ตั้งใจไว้
“การเผยแพร่บทวิเคราะห์ อรรถาธิบาย สารสนเทศ และความคิดต่อสาธารณชน ทั้งในประเด็นปัญหา และปรากฏการณ์ทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เป็นภารกิจที่ผู้เขียนถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง นับแต่ปี 2515 เป็นต้นมา…”
(จากคำนำในหนังสือทุนวัฒนธรรม)
อาจารย์รังสรรค์กับหนังสือ
การเป็นนักวิชาการที่มีผลงานโดดเด่น เช่น ศาสตราจารย์ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ย่อมมิใช่มาจากความอุตสาหะวิริยะในการศึกษา ค้นคว้าข้อมูล การทำความเข้าใจกับทฤษฎีอย่างแตกฉาน และการนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมเท่านั้น แต่ย่อมต้องประกอบด้วยความสามารถในการนำเสนอ เผยแพร่ผลการศึกษาต่อสาธารณชนด้วย อาจารย์รังสรรค์มีคุณสมบัติทั้งสองประการนี้ ซึ่งได้มาจากการเป็นคนรักการอ่าน จดจำในสิ่งที่อ่านได้อย่างแม่นยำ และขยันเขียน
อาจารย์รังสรรค์เป็นหนอนหนังสือตัวอ้วนอย่างไม่ต้องสงสัย อาจารย์ชอบอ่านหนังสือทุกประเภท อาจารย์มิใช่เป็นนักวิชาการที่ชมชอบเฉพาะการอ่านหนังสือวิชาการเท่านั้น อาจารย์อ่านทั้งสารคดี เรื่องสั้น นวนิยายรักชีวิตรันทด อาจารย์รู้จัก ก.สุรางคณาง ว. ณ ประมวญมารค คึกฤทธิ์ ปราโมช อาจารย์อ่านหนังสือของศรีบูรพาทุกเล่ม ตั้งแต่นวนิยายประโลมโลกย์ จนถึงนวนิยายเพื่อชีวิต และชื่นชมเรื่องสั้นของ อิศรา อมันตกุล เมื่อไปอยู่เคมบริดจ์ ก็อ่านหนังสือนวนิยายควบคู่กับการอ่านตำราภาษาอังกฤษ และเพราะอาจารย์เป็นผู้รักการอ่าน อาจารย์จึงชอบซื้อและสะสมหนังสือ กล่าวกันว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ชิดกับอาจารย์เป็นอันดับสองรองจากครอบครัว คือ หนังสือ
อาจารย์รังสรรค์ก็ชอบอ่านบทวิจารณ์หนังสือ พอ ๆ กับอ่านหนังสือ หรืออาจจะอ่านมากกว่าตัวหนังสือ เพราะเหตุว่า การอ่านบทวิจารณ์เป็นทางลัดไปสู่เนื้อหาของหนังสือได้ดี สามารถรับรู้การเคลื่อนไหวทางวิชาการ และยังช่วยตัดสินใจในการซื้อหนังสือโดยเฉพาะหนังสือที่อาจารย์ยังไม่คุ้นเคยกับผู้เขียน
อาจารย์รังสรรค์เป็นผู้มีความสามารถสูงในการใช้ภาษา ข้อเขียนของอาจารย์ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจแจ่มแจ้งในเนื้อหาสาระที่นำเสนอ แต่ยังได้เรียนรู้การใช้ภาษาที่สวยงาม มีความคมชัด และ ‘หนัก’ ได้รู้จักศัพท์ใหม่ที่อาจารย์ได้ประดิษฐ์ขึ้น ดังเช่น อำมาตยาธิปไตย ยียาธิปไตย องค์กรโลกบาล ฉันทมติ สัตว์เศรษฐกิจ เป็นต้น สำนวนการเขียนของอาจารย์ยังเป็นที่ชื่นชมและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย
เมื่อความสามารถและความเจนจัดในการใช้ภาษาของอาจารย์เป็นที่รับรู้ อาจารย์จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลงานเขียน คือ การเป็นบรรณาธิการ อาจารย์รังสรรค์เล่าว่า อาจารย์เป็นบรรณาธิการอาชีพ ตั้งแต่ปี 2506 เริ่มตั้งแต่การทำหนังสือเมื่อเรียนที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ เป็นคณะบรรณาธิการ และบรรณาธิการ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา เป็นบรรณาธิการ วารสารธรรมศาสตร์ และ วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ อาจารย์ชอบหน้าที่บรรณาธิการ เพราะทำให้ได้มีโอกาสได้อ่านบทความต่าง ๆ ที่ส่งเข้ามาเพื่อตีพิมพ์ ทั้งยังได้ฝึกปรือภาษาไปพร้อม ๆ กัน
อาจารย์รังสรรค์ได้รับการเชื้อเชิญให้เป็นคอลัมนิสต์ของวารสารและหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ นิตยสารจตุรัส หนังสือพิมพ์มติชน ประชาชาติธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ ผู้จัดการรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน Financial Day และ Corporate Thailand สำหรับอาจารย์แล้ว การประกอบภารกิจในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ประเภทสิ่งพิมพ์เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่านักเศรษฐศาสตร์วิชาการ และการทำหน้าที่ Journalistic Economist มิได้เป็นอุปสรรค ในทางตรงข้ามกับเกื้อกูลการทำหน้าที่ Academic Economist ด้วยซ้ำ
อาจารย์รังสรรค์สารภาพว่า การเป็นคอลัมนิสต์ประจำให้กับหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน เป็นงานที่ยากยิ่ง เพราะอาจารย์จะต้องเขียนบทความวิเคราะห์พฤติกรรม ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ รวมทั้งวิพากษ์ วิจารณ์ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกสัปดาห์ ทำให้อาจารย์ต้องติดตามข่าวสารเศรษฐกิจการเมืองอย่างใกล้ชิด ต้องสะสมข้อมูลมหาศาลสำหรับบทความแต่ละชิ้น และด้วยเหตุที่อาจารย์เป็นผู้มีความพิถีพิถันในเรื่องข้อมูล จึงต้องใช้เวลามากสำหรับการจัดการกับข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อเขียนที่มีความถูกต้องสมบูรณ์ทั้งในด้านวิชาการและภาษา จึงไม่น่าประหลาดแต่อย่างไรที่มีผู้อ่านจำนวนมากติดตามอ่านคอลัมน์จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง ในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน ทุกวันพฤหัสบดี
จากการเป็นผู้รักการอ่าน เป็นนักเขียน และควบคุมงานเขียน อาจารย์รังสรรค์ได้มีบทบาทสำคัญในการทำหนังสือ สร้างตำรา ดร.ชาญวิทย์ ได้เล่าและกล่าวถึงความเป็นมาของมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย และบทบาทของอาจารย์ในฐานะผู้กอบกู้สถานะของมูลนิธิโครงการตำราฯ หลังจากถูกเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ลดทอนบทบาทลงจนเกือบกลายเป็น ‘ส่วนเกินของยุคสมัย’ ว่า อาจารย์รังสรรค์ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการมูลนิธิคนแรกในเดือนตุลาคม 2521 อาจารย์รังสรรค์ได้จัดระเบียบสำนักงาน และเอกสาร ทำแผนงานของมูลนิธิโครงการตำราฯ เสนอต่อที่ประชุมกรรมการบริหาร อาจารย์มีข้อเสนอที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางใหม่ของมูลนิธิ เช่น ส่งเสริมการผลิตตำราที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเมืองไทย รวมถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งเสริมเกื้อกูลบทบาทของนักวิชาการรุ่นหนุ่มสาวเพื่อสืบทอดภารกิจทางวิชาการติดต่อมิให้ขาดสาย
กล่าวกันว่าความพยายามที่จะรื้อฟื้นกอบกู้มูลนิธิให้ดำรงไว้ต่อไปก็ด้วยเยื่อใยที่มีต่อศาสตราจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา มูลนิธิโครงการตำราฯ ยังคงทำหน้าที่ส่งเสริมการสร้างตำราทางสังคมศาสตร์ที่มีคุณภาพสร้างความก้าวหน้าทางวิชาการให้กับสังคมไทย สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งจวบจนทุกวันนี้
มาตรฐานทางวิชาการและการดำรงชีวิต
กล่าวกันว่า คุณค่าของคนอยู่ที่ผลงาน หากเป็นเช่นนั้นคุณค่าของอาจารย์รังสรรค์ก็คงจะประเมินมิได้ อาจารย์รังสรรค์เป็นนักวิชาการที่ไม่เคยหยุดสร้างผลงานทางวิชาการ เป็นผลงานที่มีความสมบูรณ์ มีความลุ่มลึกและก้าวหน้าทันเหตุการณ์อยู่เสมอ อาจารย์เป็นนักวางแผนที่ดี แผนงานที่เสนอมาจากการทำงานอย่างทุ่มเท การใช้ข้อมูลมากมาย การทำงานอย่างเป็นระบบ ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ แต่สำหรับเพื่อนผู้ใกล้ชิดหลายคน รวมทั้งบางท่านที่เคยร่วมงานกันมานาน คุณค่าของอาจารย์รังสรรค์มิได้อยู่ที่ความเป็นนักวิชาการยิ่งใหญ่ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย หากแต่อยู่ที่จริยธรรม มโนธรรม และวัตรปฎิบัติของอาจารย์
นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน กล่าวว่า อาจารย์รังสรรค์ มีความเข้มแข็งและมั่นคงทางวิชาการ จริยธรรม รักความถูกต้อง และความเป็นธรรม มีความกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าในบางครั้งจะใช้ถ้อยคำที่ดูแข็งกร้าว และหนักหน่วง เป็นลูกศิษย์ที่ถ่ายทอดและทำหน้าที่หลายอย่างจากท่านอาจารย์ป๋วย แต่ต่างกันที่ลีลา บารมี และอารมณ์ขัน
ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ได้ร่วมงานกันมาตั้งแต่สมัยมูลนิธิโครงการตำรา จวบจนมาร่วมทีมบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยกัน คบหาสมาคม ชื่นชมกันและกันก็เพราะอาจารย์รังสรรค์เป็นคนขยันทำงาน ทำงานเป็นระบบ มีความสนใจเหตุการณ์บ้านเมือง สิ่งแวดล้อมเหมือนกัน คนที่รักและนับถือก็เป็นคนคนเดียวกัน หรือกลุ่มเดียวกัน ที่สำคัญคืออาจารย์รังสรรค์เป็นคนที่ ‘กินอยู่’ ง่าย ๆ อาจจะชวนไปกินข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ข้างถนน หรือในตลาดเก่า ๆ ได้โดยไม่มีปัญหา
ศาสตราจารย์อัมมาร สยามวาลา มีความเห็นว่า การที่อาจารย์รังสรรค์เป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการโดยสนิทใจ มิใช่เพราะอาจารย์รังสรรค์มีความเข้มแข็งทางวิชาการอย่างเดียว แต่เพราะอาจารย์มีอุดมการณ์ ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ มีชีวิตแบบสมถะไม่แสวงหาไม่ว่าจะเป็นอำนาจวาสนาหรือเงินตรา
ศาสตราจารย์อัมมาร เชื่อว่าอาจารย์รังสรรค์น่าจะต้องมีอิทธิพลต่อมาตรฐานทางวิชาการ และการดำรงชีวิตของนักวิชาการรุ่นเดียวกับอาจารย์และรุ่นหลัง ๆ การใช้ชีวิตของอาจารย์รังสรรค์สมควรจะถูกใช้เป็นดัชนีชี้วัดมาตรฐานทางวิชาการ และจริยธรรมของนักวิชาการโดยปริยาย (implicit) ในฐานะที่เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ศาสตราจารย์อัมมารถือว่าอาจารย์รังสรรค์เป็นมโนธรรม (Conscious) ของคณะ แม้ว่าอาจารย์รังสรรค์จะมิได้สร้างวัฒนธรรมให้กับองค์กร เพราะการไม่ยอมรับงานบริหาร แต่การรับรู้มโนธรรมเช่นนี้ จะเกิดขึ้นได้ก็เฉพาะกับบุคคลที่มีความละอายต่อการกระทำบาปเท่านั้น
นอกจาก ‘จริต’ ส่วนตัวของอาจารย์รังสรรค์ จะทำให้อาจารย์เป็นอย่างที่เป็นอยู่ ยังมีบุคคลอีกสองสามคนที่มีอิทธิพลต่อความคิดและชีวิตของอาจารย์คือ แม่ ซึ่งยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริต และส่งเสริมให้ลูกทุกคนได้รับการศึกษา อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้เป็นต้นแบบของวัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์ วิจารณ์ และ ศาสตราจารย์ป๋วย ผู้มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ความกล้าหาญทางจริยธรรม และดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย
ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นในด้านวิชาการ จริยธรรม ความกล้าหาญในการวิพากษ์วิจารณ์ ความพยายามที่จะรักษาพรหมจรรย์แห่งการเป็นนักวิชาการอย่างเหนียวแน่น มั่นคง อาจารย์รังสรรค์จึงเป็นที่ยอมรับนับถือของนักวิชาการปัญญาชนผู้ฝักใฝ่ในการแสวงหาความรู้ และความเป็นธรรมในบ้านเมือง เพื่อนฝูง และลูกศิษย์จำนวนไม่น้อยมีความเลื่อมใส เชื่อมั่นและศรัทธา พร้อมที่จะเชื่อและยึดอาจารย์เป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิถีการทำงานของอาจารย์
ฉะนั้น อาจารย์รังสรรค์จึงเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว ของโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ของอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และของศาสตราจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์



