October No. 6
October 6: ฉบับ ปฏิวัติ 2549
- คำนำโดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา -
ปีพุทธศักราช 2549 ประเทศไทยเสมือนกลายเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ แม้พรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเป็นสมัยที่สอง แต่ภายในเวลาไม่นานกลับถูกประท้วงต่อต้านอย่างหนักจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองหลวงและตัวเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นผลแห่งความไม่พอใจที่สะสมมายาวนาน จากการบริหารงานที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ และสารพัดข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง อันเป็นเชื้อเพลิงมาตรฐานสำหรับการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย
จากการจุดเทียนเล่มแรกสู่การโหมไฟของสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ผ่านทางรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทุกวันศุกร์ ในรูปแบบเผาเรือนให้วอดวายเพื่อขับไล่ศัตรูกูก็ยอม (หรือในสำนวนของสนธิเองที่ว่า ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง) ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนปี 2548 หลังรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ถูกถอดออกจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 (นำมาสู่การจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร จากหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยับมาเป็นหอประชุมใหญ่ ก่อนจะได้ชัยภูมิที่มั่น ณ สวนลุมพินี) ความร้อนแรงทางการเมืองพุ่งขึ้นเกือบจะถึงจุดเดือดในช่วงเดือนพฤศจิกายน เมื่อต่างฝ่ายต่างใช้ทุกวิถีทางในการต่อสู้ โดยมีอนาคตของตนเองและบ้านเมืองเป็นเดิมพัน
ในทางกฎหมาย มีการฟ้องร้องกันจนนับคดีไม่ถ้วน เพื่อใช้อำนาจศาลยุติการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งได้ผลทั้งทางกฎหมายและทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการรุกฆาตฝ่ายตรงข้าม เมื่อฝ่ายหนึ่งรุกมาอีกฝ่ายก็ตอบโต้กลับด้วยการใช้อำนาจศาลยับยั้ง โดยมีตำรวจเป็นจักรกลสำคัญในการกำหนดเกมการต่อสู้ เนื่องจากเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ปี 2549 จึงน่าจะเป็นปีที่ตำรวจต้องทำงานหนักที่สุดเพื่อประคองสถานการณ์และประคองอนาคตราชการของตนเองไปให้ตลอดรอดฝั่ง
ในการแย่งชิงพื้นที่สื่อ แม้รัฐบาลจะเป็นฝ่ายได้เปรียบด้วยสามารถยึดกุมพื้นที่สื่อโทรทัศน์และวิทยุได้แทบจะทั้งหมด แต่การก่อเกิดของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้อินเทอร์เน็ตกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการรับรู้รับชมข้อมูลข่าวสารของโลกยุคใหม่ ฝ่ายสนธิและเครือผู้จัดการ ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่เว็บไซต์ www.manager.co.th สามารถตอบโต้กับรัฐบาลได้แทบจะนาทีต่อนาที จนอัตราการเข้าชมเว็บบางวันสูงกว่าหนังสือพิมพ์รายวันที่ขายดีที่สุดอย่าง ไทยรัฐ
จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมแม้แต่สื่อยักษ์ใหญ่อย่างไทยรัฐ ซึ่งเชื่อว่าทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในสังคมไทยยังถูกสนธิท้าทายอย่างเปิดเผย และไม่ใช่เพียงครั้งเดียว แต่บ่อยครั้งมากจนถึงขนาดประกาศให้ผู้ชม ASTV เลิกซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เลยก็มี
จึงไม่ใช่แต่การประลองกำลังทางการเมืองขั้นแตกหัก แม้แต่ในวงการสื่อเอง ผลพวงแห่งการต่อสู้ครั้งนี้ ก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการจัดดุลอำนาจใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
สื่อทางเลือกอย่างอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้ทางการเมืองของปี 2548-2549 เหมือนเช่นที่โทรศัพท์มือถือเคยทำหน้าที่มาแล้วเมื่อครั้งปี 2535
สื่อในกลุ่มผู้จัดการได้กลายมาเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองอย่างยิ่ง และน่าจะยิ่งกว่าช่วงเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม เพราะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำองค์กรสื่อได้ปรับบทบาทจากผู้รายงาน (รวมทั้งผู้สนับสนุนเบื้องหลัง) มาสู่การเป็นผู้นำในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเปิดเผย
ถ้าการลงสู่สนามการเมืองของทักษิณ ชินวัตร เป็นการเล่นบทใหม่ของกลุ่มทุนไทย หลังจากที่เคยใช้นักการเมืองเป็นตัวแทนมาโดยตลอด การประกาศตัวเป็นผู้นำมวลชนของสนธิก็เป็นการเล่นบทใหม่ของสื่อดุจเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ นักการเมืองจึงเป็นได้แค่เพียงตัวประกอบ(ที่คอยชุบมือเปิบภายหลัง)เท่านั้น ในขณะที่แม่ทัพทั้งสองฟากโดยเนื้อแท้แล้ว คือนักธุรกิจผู้เติบใหญ่มาในยุคข่าวสารข้อมูลนี่เอง
เมื่อสื่อลงมาเล่นการเมืองเสียเอง สื่อจึงกลายเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้และเป็นปัจจัยตัดสินผลแพ้ชนะ สื่ออนาล็อกดั่งเดิมอย่างหนังสือพิมพ์ถูกผนึกเป็นเนื้อเดียวกับสื่อดิจิทัลอย่างอินเทอร์เน็ต บวกด้วยสื่อโทรทัศน์อย่าง ASTV ซึ่งใช้เทคโนโลยีส่งสัญญาณลอดช่องข้อกฎหมายไทยกระจายผ่านดาวเทียมที่ฮ่องกง ก่อนจะยิงกลับมายังพื้นแผ่นดินไทยอีกครั้ง โดยมีเครือข่ายเคเบิลทีวีท้องถิ่นรับช่วงสัญญาณไปกระจายต่อตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ การบูรณาการสื่อเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบของประเทศไทยในครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดจากแรงขับดันทางธุรกิจ หากเกิดขึ้นด้วยแรงผลักดันทางการเมืองและสังคม ที่ยกระดับความต้องการรับรู้ข่าวสารของผู้คนทั่วประเทศให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เรื่องเล่าผ่านสื่อของทั้งสองฝ่ายไม่ต่างอะไรกับการส่งกองทัพออกรบในสมัยโบราณ สงครามคราวนี้จึงแพรวพราวด้วยชั้นเชิงและศิลปะการศึกที่ต่างฝ่ายต่างงัดกันขึ้นมาต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง
ยิ่งเมื่อมิตรซึ่งรู้ตื้นลึกหนาบางมากลายเป็นศัตรู การต่อสู้จึงสมน้ำสมเนื้อ และทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า นี่คือมวยถูกคู่ บรรดาพันธมิตรและศัตรูของทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มเลือกข้าง จนนำมาสู่การก่อร่างของสิ่งที่เรียกว่า ปรากฏการณ์สนธิ ลิ้มทองกุลอย่างช้าๆ ก่อนจะกลายเป็นคลื่นใหญ่ซัดเข้าใส่ทำเนียบรัฐบาลในเวลาต่อมา
สนธิเองประกาศตัวเป็นนักประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์ของสนธินี่เองที่คนในวงการสื่อนักวิชาการ รวมทั้งกลุ่มนักเคลื่อนไหวในองค์กรพัฒนาเอกชนเฝ้าจับตาอย่างระแวดระวัง พลังของสื่อผสานปัญญาชนและผู้นำมวลชน จึงยังไม่เป็นเอกภาพเมื่อสนธิเปิดฉากสงครามถล่มรัฐบาลเป็นครั้งแรก
แม้ความหวาดระแวงจะไม่เคยจางหาย แต่การต่อสู้ยกแรกเดินมาถึงจุดพลิกผัน เมื่อสื่อที่นำการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดอย่างหนังสือพิมพ์ เริ่มโอนเอนย้ายข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังความพยายามเข้าครอบงำกิจการของหนังสือพิมพ์ มติชน และ บางกอกโพสต์ โดยบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ผู้ที่มีความสนิทชิดเชื้อกับทักษิณ ชินวัตร เป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่คนในวงการหนังสือพิมพ์ไม่คาดว่าจะได้เห็นก็เกิดขึ้น เมื่อขรรค์ชัย บุนปาน แห่งหนังสือพิมพ์ มติชน เดินทางมาร่วมประชุมกับผู้นำองค์กรหนังสือพิมพ์หลายฉบับด้วยตนเองหลังเกิดกรณีดังกล่าว จนปรากฏเป็นภาพถ่ายร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล บนหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับในวันต่อมา แม้จะไม่ปรากฏเงาร่างของสุทธิชัย หยุ่น แต่การมาของเทพชัย หย่อง จากเครือเนชั่นและนักหนังสือพิมพ์อาวุโสจากหลายสำนักในวันนั้น ก็ทำให้ดุลอำนาจทางด้านสื่อเริ่มขยับ
การปรับเปลี่ยนท่าทีของสื่อสิ่งพิมพ์หลักของชนชั้นกลางในเมือง ทั้ง มติชน เดอะ เนชั่น รวมทั้งจุดยืนที่ตั้งมั่นของ ผู้จัดการ ที่เปิดศึกรบกับรัฐบาลเต็มรูปแบบ ทำให้นักวิเคราะห์การเมืองเริ่มเล็งเห็นความเค้าลางแห่งความพ่ายแพ้ของฝ่ายรัฐบาล เพราะเมื่อไรที่หนังสือพิมพ์เริ่มเลือกข้าง สัญญาณทางการเมืองก็เริ่มชัดว่าเทพเจ้าแห่งชัยชนะจะยืนอยู่ฟากใด
สิ่งที่เรียกขานกันว่าระบอบทักษิณ ซึ่งดูเหมือนจะเข้มแข็งเหลือประมาณก็เริ่มเผยให้เห็นจุดอ่อน และยิ่งคลอนแคลนหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสนธิใช้ทักษะแห่งวิชาชีพช่วงชิงการกำหนดวาระข่าวอย่างเหนือชั้น จนทักษิณต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับในเชิงข่าวเป็นครั้งแรก หลังจากที่ปะฉะดะนักวิชาการและสื่อมวลชนจนร่นถอยไม่เป็นกระบวนมาโดยตลอด
ถ้าการเคลื่อนไหวของสนธิเป็นเพราะเสียผลประโยชน์เรื่องสถานีโทรทัศน์เพียงช่องเดียวตามที่ทักษิณตั้งข้อกล่าวหา ราคาที่ทักษิณต้องจ่ายครั้งนี้ก็แทบจะประมาณค่าไม่ได้เมื่อเทียบกับสิ่งที่สนธิร้องขอ เพราะนอกจากจะต้องเดิมพันด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทรัพย์สินที่สั่งสมมาตลอดชีวิต และอนาคตทางการเมืองแล้ว เกมการต่อสู้ครั้งนี้ยังมีครอบครัวลูกเมียและบริวารของทักษิณทั้งหมดเป็นเดิมพัน
ถ้าเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมเป็นผลแห่งการจัดสรรอำนาจที่ไม่ลงตัวระหว่างนายทหารโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่น 5 และรุ่น 7 โดยมีรุ่น 1 เป็นตัวเสริม จุดเริ่มต้นการต่อสู้ของปี 2549 ก็น่าจะเป็นการประลองกำลังของนักธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ที่ฟากหนึ่งสามารถยึดอำนาจรัฐได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในขณะที่อีกฟากหนึ่งได้แปรพักตร์เป็นฝ่ายค้านเต็มตัว ก่อนจะพัฒนาเป็นผู้นำมวลชนเต็มรูปแบบ โดยมีตัวละครสำคัญทั้งหลายในสังคมไทยจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้ารอจังหวะเวลาที่เหมาะสมช่วงชิงโอกาสเมื่อสถานการณ์สุกงอม
เดิมพันของการต่อสู้ในครั้งนี้จึงสูงลิ่ว เพราะเป็นครั้งเดียวที่ในรอบทศวรรษที่เปิดโอกาสให้มีการจัดดุลอำนาจกันใหม่ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ชัยชนะ สงครามครั้งนี้จึงเหมือนไม่มีทางถอย ก่อนถึงเดือนธันวาคม 2548 การชุมนุมที่สวนลุมพินีทวีความเข้มข้นขึ้นถึงขีดสุด เมื่อสนธิ ลิ้มทองกุล ต้องหลบออกจากกรุงเทพมหานครไปตั้งหลักที่วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ด้วยเหตุผลที่เจ้าตัวเปิดเผยภายหลังว่า ถูกคนมีสีตามล่า ก่อนจะออกอากาศรายการเมืองไทยรายสัปดาห์จากวัดป่าของพระเกจิชื่อดังจากอีสาน
นับเป็นการแสดงบทบาททางการเมืองอย่างเด่นชัดอีกครั้งของสำนักแห่งนี้ หลังจากที่เคยมีการระดมกำลังทรัพย์ทอดผ้าป่าช่วยชาติมาแล้วในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้ไม่เพียงแต่สถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อโค่นล้มทักษิณและรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แม้แต่สถาบันศาสนาก็ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาใช้ โดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานแทนสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งถูกตอกย้ำสม่ำเสมอในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
การต่อสู้เพื่อโค่นล้มทางการเมืองครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยเงื่อนปม ผลประโยชน์ และตัวละคร ซึ่งบางครั้งก็เป็นการยากที่จะใช้แง่มุมหนึ่งแง่มุมใดในการพิจารณาอธิบาย ด้วยทุกฝ่ายต่างเดินเกมเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตัวเองวางเอาไว้ การชิงไหวชิงพริบและชิงการเล่าเรื่องจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีประชาชนที่ถูกปลุกเร้าและปรุงแต่งอย่างรุนแรงเป็นแนวร่วมของทั้งสองฝ่าย
ท่ามกลางวิกฤตที่ดูเหมือนจะนำไปสู่จุดแตกหัก ในช่วงเวลาแห่งการพักรบของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ถึงกรณี The King can do no wrong. อันเป็นการส่งสัญญาณถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนั่งอยู่แถวหน้าสุดของผู้เข้าเฝ้าในวโรกาสดังกล่าวโดยตรง ทำให้ในวันต่อมามีการถอนฟ้องคดีส่วนใหญ่จนหลายฝ่ายมองว่า สถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปสู่การรอมชอมได้ในที่สุด
สำหรับผู้ชมแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อบันไดสำหรับก้าวลงจากความขัดแย้งถูกเมินเฉย ทำให้ความรุนแรงได้ทวีขึ้นอีกครั้งในช่วงก่อนสิ้นปี ด้วยมีการส่งลูกจ้างกรมอุทยานฯจำนวนหนึ่งบุกเข้าถึงสวนลุมพินี บริเวณพื้นที่จัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร นำมาสู่การปะทะกันย่อยๆหลายสัปดาห์ติดต่อกัน การตอบโต้กลับจึงเกิดขึ้นในช่วงหลังปีใหม่ เมื่อสนธิพาฝูงชนมุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาลในคืนวันที่ 13 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นการนำมวลชนเคลื่อนออกจากที่มั่นเป็นครั้งแรก หลังจากซ้อมเดินจากจุดชุมนุมไปยังพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 หน้าสวนลุมพินีอยู่หลายครั้ง เพื่อข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม
แม้จะลงเอยด้วยความชุลมุนจนมีผู้ชุมนุมบางส่วนหลุดเข้าไปในทำเนียบที่เปิดประตูรออยู่แล้ว แต่ความผิดพลาดครั้งนี้น่าจะทำให้กลุ่มแกนนำสรุปบทเรียนได้ในเวลาต่อมา ว่าควรจะมีมาตรการด้านการข่าวอย่างไร เช่นเดียวกับการนำมวลชนอย่างเป็นระบบ อันนำมาสู่การปรับยุทธวิธีเมื่อมีการนัดชุมนุมครั้งใหญ่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549
สนธิประกาศนัดชุมนุมครั้งใหญ่ในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์เมื่อวันที่ 20 มกราคม โดยปักธงชัยไว้ที่สนามหลวง แต่เกมการช่วงชิงพื้นที่ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนสถานที่มายังลานพระบรมรูปทรงม้าแทน
หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 การชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในคืนวันที่ 4 ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2549 น่าจะถือเป็นครั้งแรกของการชุมนุมทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุด และผู้ที่ร่ายคาถาเรียกเนื้อเรียกปลาให้มายังลานพระรูปในครั้งนี้หาใช่สนธิแต่เพียงลำพัง หากแต่เป็นตัวทักษิณ ชินวัตร เอง ที่ประกาศขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ปมูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท ให้กับกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 23 มากราคม โดยวิธีการที่ (อ้างว่า) ไม่ต้องเสียภาษีและเต็มเป็นด้วยรายละเอียดที่หมิ่นเหม่ต่อข้อกฎหมายและจริยธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้เสมือนเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟที่สนธิได้จุดไว้จนลุกโชนแล้ว ความไม่พอใจของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครจึงเพิ่มทวีขึ้น จนมีผู้มาชุมนุมที่ลานพระรูปนับหมื่นคนในคืนนั้น
ท่ามกลางความสับสนของข่าวสารและเกมการเมืองที่พลิกไปมาในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เส้นทางการเคลื่อนไหวในคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ของผู้นำมวลชนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นการพยากรณ์ล่วงหน้าได้เป็นอย่างดีถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีก 8 เดือนต่อมา
สนธิเลือกที่จะเดินหน้าไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ เพื่อยื่นหนังสือถึงประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แม้พลเอกเปรมจะเร้นกายออกจากบ้านพักตั้งแต่ช่วงกลางวัน และมีความพยายามเปลี่ยนช่องให้ยื่นถวายฎีกาโดยตรงที่สำนักราชเลขาธิการในพระบรมมหาราชวังแทน แต่ฝ่ายสนธิก็แก้เกมด้วยการร่างจดหมายขึ้นมาใหม่เพื่อยื่นถึงพลเอกเปรมโดยตรงหนึ่งฉบับ โดยส่งสโรชา พรอุดมศักดิ์ พร้อมด้วยจิตตนาถ ลิ้มทองกุล บุตรชาย ให้ไปยื่นถวายฎีกาแทน และอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนแม้ทีมงานของสนธิเอง สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศเรียกหาทหารกลางที่ชุมนุมโดยมีประชาชนบางส่วนขานรับ พร้อมร่างจดหมายสดๆ เพื่อเดินหน้ายื่นต่อผู้บัญชาการทหารบก ณ ที่ทำการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน
หลังจากห่างหายจากการเมืองไทยไปร่วม 14 ปี ทหารอาชีพถูกเชิญให้กลับเข้าสู่สนามการเมืองอีกครั้งในคืนนั้น และผู้ได้รับเชิญในครั้งนี้คือนายทหารที่บังเอิญชื่อสนธิเหมือนกัน
การเคลื่อนไหวของสนธิ ลิ้มทองกุล ตลอดทั้งคืน การปรากฏกายของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ในกลางดึก การเร้นกายของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในยามค่ำ แต่กลับมีบทบาทสูงยิ่งหลังจากนั้น การเปิดประตูวิเศษไชยศรีรับหนังสือถวายฎีกาเมื่อเลยเวลาราชการของสำนักราชเลขาธิการ คือโยงใยอันซับซ้อนของตัวละครในสังคมไทย ผู้กำลังเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา
เหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 จึงเป็นกระจกสะท้อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างชัดเจน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมหากาพย์การชุมนุมทางการเมืองที่ต่อเนื่องยาวนานของปี 2549 จากการนำเดี่ยวของสนธิ ลิ้มทองกุล สู่การจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันมีสนธิ ลิ้มทองกุล พลตรีจำลอง ศรีเมือง สมศักดิ์ โกศัยสุข พิภพ ธงไชย และสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นแกนนำ โดยมีสุริยะใส กตะศิลา ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ร่วมกับเครือข่ายทั่วประเทศ
จากลานพระบรมรูปทรงม้าสู่การชุมนุมต่อเนื่องที่สนามหลวง และยาตราสู่ทำเนียบรัฐบาล จนทำให้นายกรัฐมนตรีต้องออกสัญจรในต่างจังหวัด
จากการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 สู่กระบวนการตุลาการภิวัตน์ ตัดสินความผิดคณะกรรมการการเลือกตั้งแบบไม่รอลงอาญา หลังการเลือกตั้งที่ถูกคว่ำบาตรจากพรรคฝ่ายค้านนำไปสู่จุดอับทางการเมือง
แม้ทักษิณ ชินวัตร จะพยายามต่อสู้ยืดเยื้อยาวนานอย่างที่หลายคนก็คาดไม่ถึง แต่ในที่สุดรัฐประหาร 19 กันยายน ก็เกิดขึ้น เป็นการปิดฉากรัฐบาลไทยรักไทยลงด้วยวิธีการที่สังคมไทยคุ้นเคยกันมาเป็นอย่างดีเมื่อคิดหาวิถีทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาไม่ได้ ทว่าในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นทั้งในเชิงทุนและในเชิงการผลิต สังคมไทยกำลังถูกผลักให้เผชิญหน้ากับความท้าทายอีกครั้ง หลังจากถูกทดสอบด้วยกระแสโลกาภิวัตน์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2540
รัฐบาลไทยต้อนรับโลกาภิวัตน์เมื่อตัดสินใจเปิดเสรีทางการเงินในยุครัฐบาลชวนหนึ่ง แต่ความซิกแซกของเศรษฐีไทยทำให้เกิดการกู้เงินระยะสั้นดอกเบี้ยต่ำจากต่างประเทศมาหากำไรอย่างง่ายดายจากส่วนต่างจากของอัตราดอกเบี้ยในประเทศโดยมิได้เกิดการผลิตที่แท้จริง การเปิดให้เงินทุนเคลื่อนที่อย่างเสรี แต่มิได้มีการปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้ลอยตัว ฟองสบู่ที่ฟูฟ่องเติมที่จากการตีฟองของนักลงทุนไทยมาตลอดทศวรรษก่อนหน้า โครงสร้างที่บิดเบี้ยวเหล่านี้ชี้ชวนให้เกิดการโจมตีค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่องโดยมีผลกำไรมหาศาลเป็นเดิมพัน
ธนาคารแห่งประเทศไทยปักหลักสู้กับนักเก็งกำไรแบบไม่ลืมหูลืมตาจนเสียท่า และรัฐบาลของนายพลชราต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท หนี้ที่กู้มาจากต่างประเทศของธุรกิจไทยเพิ่มขึ้นทันทีเป็นเท่าตัว นักธุรกิจล้มทั้งยืน (แต่ส่วนใหญ่มีฟูกรองพื้น) สถาบันการเงินถูกมาตรการเข้มของกองทุนการเงินระหว่างประเทศสั่งปิดจนเศรษฐกิจไทยเกิดภาวะชะงักงัน ก่อนจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งที่เผ็ดสะดุ้งไปทั้งเอเชีย นับเป็นการเผยโฉมด้านอัปลักษณ์ของทุนนิยมให้เห็นเด่นชัด จนแม้หัวขบวนใหญ่ของกองทุนเก็งกำไรอย่างจอร์จ โซรอส (George Soros) ยังต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อบกพร่องของระบบเป็นเล่มหนังสือ
เศรษฐีไทยที่เคยประกาศวิสัยทัศน์กว้างไกลทั้งหลายตั้งแต่นายธนาคารใหญ่จนถึงเจ้าของธุรกิจค้าไก่ข้ามชาติกลายเป็นคนมีหนี้สินท่วมตัวเพียงชั่วเวลาข้ามคืน แม้ผู้ที่เคยได้รับการขนานนามว่า Mr.Globalization อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล เองก็ยังต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายอยู่ถึง 3 ปีเต็ม กลุ่มทุนไทยบาดเจ็บล้มตายเป็นส่วนใหญ่ เปิดโอกาสให้ทุนต่างชาติได้พาเหรดเข้าซื้อกิจการในราคาถูก ทั้งธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ ค้าส่งและโทรคมนาคม ในขณะที่อัศวินคลื่นลูกที่สาม อย่างทักษิณ ชินวัตร สามารถขี่คลื่นลูกใหม่กลายเป็นเศรษฐีไทยที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการลดค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 จนถูกกล่าวหาว่ารู้ข้อมูลวงในอยู่เป็นระยะ เพราะแม้แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งมีสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็ยังต้องประสบวิกฤตกันถ้วนหน้า จนต้องตัดขายบางกิจการทิ้งเพื่อรักษาธุรกิจหลัก
วิกฤตเศรษฐกิจเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถผ่านมติของรัฐสภามาได้อย่างไม่น่าเชื่อ รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยเชื่อว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญจะเป็นกติกาให้การเมืองไทยตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของสังคมมากขึ้น รวมทั้งน่าจะเป็นกติกาที่นำพาให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจในโลกยุคใหม่ที่ต้องการการบริหารงานโดยรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งยวด ด้วยทุกประเทศต่างพยายามดิ้นรนเอาตัวรอดจากการแข่งขันด้านการค้าที่เขม็งเกลียวขึ้นทุกขณะ
ด้วยความตกใจสุดขีดหลังวิกฤตเศรษฐกิจ ตัวละครหลักๆ ของสังคมไทยต่างกระเสือกกระสนเอาตัวรอดจากเงื่อนไขใหม่และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในโลกตามมุมมองและแรงขับของตน จนนำมาสู่การปะทะกันอย่างรุนแรงเมื่อความกระเสือกกระสนนั้นสร้างความเสียหายให้กับส่วนอื่นๆ จนยากเกินกว่าจะยอมรับ การประลองกำลังและการปะทะกันอย่างหนักเพื่อให้กลุ่มของตัวเองหยัดยืนอยู่ได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นสนามทดลองขนาดใหญ่ หลังกระแสโลกาภิวัตน์ซัดทั้งทุน เทคโนโลยี ข่าวสารข้อมูลเข้าสู่ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพัดพาเอาผลประโยชน์สูงสุดที่ได้ออกไปในอัตราที่รวดเร็วพอกัน โดยมีส่วนแบ่งเพียงเล็กน้อยทิ้งไว้ให้จัดสรร ซึ่งส่วนใหญ่ถูกกลุ่มทุนที่กุมอำนาจการเมืองรวบยอดไปเกือบหมด เมื่อโครงสร้างแห่งอำนาจเริ่มไม่ได้ดุล ผู้เล่นคนสำคัญทั้งหลายซึ่งรอโอกาสอยู่แล้วจึงเริ่มเดินเกมเป็นระยะๆ ตามจังหวะของกระแสสังคม ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาดใช้กำลังทหารยึดอำนาจในช่วงเวลาเพียง 3 เดือนหลังจากพสกนิกรชาวไทยได้เฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 60 ปี
แม้การรัฐประหาร19 กันยายน 2549 จะเป็นที่ชื่นชมของประชาชนจำนวนหนึ่งอย่างออกนอกหน้า แต่การลงทุนฉีกรัฐธรรมนูญเพื่อกำจัดศัตรูผู้เป็นบุคคลและวงวานหว่านเครือออกไปกำลังเริ่มพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นวิถีการสร้างปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเก่าทับลงไปบนปัญหาเก่าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข นอกจากต้องจัดการปัญหาภายในบ้านเมืองซึ่งสั่งสมมานานปีแล้ว สังคมไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหม่เมื่อต้องรับมือกับเงื่อนไขและบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จนแม้ผู้มีอำนาจในมือกลุ่มใหม่ก็ไม่อาจใช้อำนาจนั้นตามชอบใจได้ทั้งหมด ด้วยกฎกติกาได้ถูกเขียนขึ้นมาในระดับโลก แม้ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษรแต่ก็ยอกย้อนเสียจนบรรดาผู้เฒ่าผู้หายหน้าไปพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งก่อนต้องหลบนอนกลางวันกันเป็นทิวแถว
ทั้งนี้ เพียงเพื่อจะตื่นมาพบกับความคาดหวังของสังคมที่สูงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากพบว่าน้ำขิงแก่แก้ได้แต่โรคลมอ่อนๆ แต่ไม่อาจถอนพิษร้ายจากกระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลงที่พัดแรงเป็นพายุกระหน่ำสังคมไทยได้
ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายจึงอยู่ในช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อยและท้าทายที่สุดในชีวิต
แม้แต่สนธิ ลิ้มทองกุล เองก็ยังต้องเอ่ยปากออกมาเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 ในรายการยามเฝ้าแผ่นดินว่า
“ผมโคตรเหนื่อยเลย”
และเสริมว่าถ้าให้เลือกได้ กลับไปสู้กันบนเวทีกับนักการเมืองแบบเดิมเสียยังง่ายกว่า โดยสนธิเองก็อาจจะลืมไปว่า เมื่อคืนวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว เขายังเรียกหาทหารอยู่กลางลานพระบรมรูปทรงม้าท่ามกลางความอ่อนล้าและกดดันจากบรรยากาศการชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร
ปี 2549 ช่างเร้าใจยิ่งนัก
October 6 บันทึกปากคำตัวละครสำคัญทางการเมืองในปี 2549 เอาไว้อย่างหลากหลาย ทั้งผู้ที่เล่นบทนำ ผู้เกี่ยวข้อง ผู้สังเกตการณ์ รวมทั้งผู้อธิบายความนัย เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพสะท้อนอย่างรอบด้าน แน่นอน ย่อมมีทั้งที่ท่านชอบและไม่ชอบ เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ทั้งหมดนี้คือปากคำประวัติศาสตร์ คือข้อมูลพื้นฐานที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาเมื่อเวลาผ่านไป
อ่าน
ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์
ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์
สนธิ ลิ้มทองกุล
สุลักษณ์ ศิวรักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
วาณิช จรุงกิจอนันต์
สุวินัย ภรณวลัย
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
สุริยะใส กตะศิลา
อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
และ
เกษียร เตชะพีระ




