Maglev Train – จากไอน้ำ สู่สนามแม่เหล็ก
- สรุจ ทิพเสนา -
431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง – คือตัวเลขความเร็วสูงสุดที่รถไฟ “แม่เหล็ก” ซึ่งวิ่งระหว่างตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ไปยังสนามบินนานาชาติ Pudong International Airport สามารถทำได้
100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง – คือตัวเลขความเร็วสูงสุดที่หัวรถจักรดีเซลของรถไฟไทยสามารถทำได้ ว่ากันตามตรงก็ดูดีมิใช่น้อยเมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่า มันเป็นความเร็วของหัวรถจักรที่ซื้อมาใช้งานตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว (พ.ศ. 2538)
ในขณะที่หัวรถจักรรุ่นล่าสุดของไทยเป็นรุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2538 ระบบรางรถไฟของบ้านเราเริ่มสร้างครั้งแรกในปี พ.ศ. 2462 ปัจจุบันมีความยาวทั่วประเทศกว่า 4,070 กิโลเมตร และเกือบทั้งหมดเป็นระบบรางชนิดแคบ (Narrow Gauge / Meter Gauge) ซึ่งมีต้นทุนถูก สร้างได้ง่าย รองรับน้ำหนักได้ไม่มากนัก
ปี 2006 เวียดนามเริ่มโครงการ “อัพเกรด” การคมนาคมระบบรางหลังจากได้รับความเสียหายจากสงครามมานาน โดยมีเป้าหมายคือการลงทุนสร้างระบบรางแบบมาตรฐานสากล (Standard Gauge) เพื่อให้รองรับการขนส่งที่เร็วและบรรทุกน้ำหนักได้มากกว่ารางชนิดแคบ
และในปี 2006 อีกเช่นกันที่ “จีน” ประกาศเดินหน้าโครงการสร้าง “รถไฟแม่เหล็ก” ระยะที่สองต่อจากเมืองเซี่ยงไฮ้ไปยังเมืองหางโจว รวมระยะทางทั้งหมดเป็น 160 กิโลเมตร ตั้งเป้าให้โครงการแล้วเสร็จภายในปี 2010
๏๏๏๏๏๏
ทั้งหมดข้างต้นคือข้อมูลเกี่ยวกับการคมนาคมระบบรางที่น่าสนใจไม่น้อย
นับจากวันที่เราใช้เครื่องจักรไอน้ำเพื่อขับเคลื่อนรถไฟให้วิ่งไปบนราง ด้วยข้อจำกัดหลายประการทำให้เราพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลขึ้นมาแทนที่ และจนถึงวันนี้ที่เราขับเคลื่อนรถไฟด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ปราศจากมลพิษ “รถไฟแม่เหล็ก” หรือ Maglev Train อาจเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีทางการขนส่งระบบรางที่ก้าวหน้าที่สุดในปัจจุบัน
อะไรคือ “รถไฟแม่เหล็ก” หรือ Maglev Train?
Maglev – ย่อมาจาก Magnetic Levitation Transport ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนย้ายวัตถุโดยอาศัยแรงยกจากแม่เหล็ก ดังนั้น Maglev Train จึงหมายถึงรถไฟที่ใช้แรงแม่เหล็กเป็นพลังงานหลักในการเคลื่อนที่
Maglev Train อาศัยหลักการที่ชื่อว่า Electrodynamic suspension ในการทำให้รถไฟเคลื่อนที่ไปข้างหน้า อธิบายได้ง่ายๆก็คือแทนที่จะใช้เครื่องยนต์ในหัวรถจักรหมุนล้อรถไฟเพื่อ “ลาก” รถไฟไปตามราง Maglev Train ทำให้ขบวนรถไฟทั้งขบวนรวมถึงระบบรางทั้งหมดกลายเป็นชุดแม่เหล็กขนาดใหญ่ ตัวรถกับรางจะเป็นแม่เหล็กที่ “ต่างขั้ว” กันซึ่งทำให้เกิดแรง “ผลัก” ระหว่างกันและกันโดยธรรมชาติ แรงผลักที่ว่านี้เมื่อถูกควบคุมให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ก็จะ “ยก” รถไฟ ให้ลอยขึ้นจากรางและเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
เรียกได้ว่า Maglev Train เคลื่อนที่ไปโดยอาศัยแรงผลักของแม่เหล็กระหว่างรางกับตัวรถนั่นเอง

อันที่จริงเทคโนโลยีของ Maglev Train ไม่ใช่สิ่งใหม่บนโลกใบนี้ หากลองนึกถึงการเล่นแม่เหล็กครั้งแรกในสมัยเด็ก เชื่อว่าเราทุกคนคงคุ้นเคยกับ “แรงผลัก” ระหว่างแม่เหล็กสองขั้วที่เหมือนกันเป็นอย่างดี
ตั้งแต่แนวคิด Maglev เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 30’s เทคโนโลยี Maglev ถูกพัฒนาเรื่อยมาจนในปัจจุบันเทคโนโลยี Maglev Train ได้แตกแยกย่อยออกเป็นหลายค่ายที่ต่างกันในรายละเอียดของการออกแบบระบบต่างๆ ตำแหน่งรถไฟที่เร็วที่สุดในโลกในปัจจุบันเป็นของ JR-Maglev MLX01 จากญี่ปุ่นซึ่งสามารถความเร็วในการทดสอบได้สูงสุดถึง 581 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เร็วกว่ารถไฟของไทยแค่ 5.8 เท่านั้น)
Maglev Train ที่น่าจะโด่งดังที่สุดเห็นจะเป็น “Shanghai Transrapid” ซึ่งเป็น Maglev Train สายแรกในโลกที่เปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ รถไฟแม่เหล็กของเซี่ยงไฮ้แห่งนี้ใช้เทคโนโลยีของบริษัท Transrapid จากเยอรมันนี วิ่งระหว่างสนามบินนานาชาติ Pudong International Airport กับตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดในการใช้งานจริงอยู่ที่ 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Shanghai Transrapid สายนี้สามารถทำความเร็ว 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 2 นาที (หรือแปลได้ว่าสามารถค่อยๆออกตัวแซงรถไฟไทยที่วิ่งมาด้วยความเร็วเต็มที่ ภายในเวลาต่ำกว่า 1 นาที) ระบบควบคุมการทำงานจะทำให้รถไฟลอยตัวสูงจากรางด้วยระยะห่าง 10 มิลลิเมตรคงที่ตลอดเส้นทาง พลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้สำหรับยกรถไฟให้ลอยตัวขึ้นนั้น คิดเป็นปริมาณน้อยกว่าที่ใช้กับระบบปรับอากาศในตัวรถไฟเอง ขณะใช้ความเร็วสูงกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ทั้งหมดบนตัวรถไฟจะใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กระหว่างตัวรถกับราง (harmonic oscillations of magnetic field) เฉพาะช่วงที่ใช้ความเร็วต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าจากระบบจ่ายไฟ
ว่ากันว่า Maglev Train อาจเป็นเทคโนโลยีใหม่ (Break-Trough Technology) ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกแห่งการคมนาคมขนส่งได้ในอนาคตอันใกล้
หากจะให้เล่าถึงความเป็น Break-Trough Technology ของ Maglev Train คงต้องเล่าเสียก่อนว่าขีดจำกัดของระบบรถไฟแบบที่ใช้ล้อหมุนบนรางอย่างในปัจจุบันนี้คือ แรงเสียดทาน (Friction) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการเสียดสีกันระหว่างล้อและรางรถไฟ เทคโนโลยีการคมนาคมแบบรางที่พัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่อดีตนั้น ล้วนแต่พัฒนาขึ้นเพื่อเอาชนะข้อจำกัดของเจ้าแรงเสียดทานที่ว่านี้มาโดยตลอด
ตัวอย่างเช่น ในอังกฤษมีการติดตั้งแสงเลเซอร์กับล้อรถไฟเพื่อใช้ “ทำความสะอาด” รางรถไฟมักที่มีสิ่งสกปรกไปเกาะติดหมักหมมอยู่เสมอ
สิ่งหมกหมมที่เป็นปัญหามากที่สุดอย่างนึงในอังกฤษคือ “ใบไม้” เพราะเมื่อมันถูกพัดมากองบนรางรถไฟ ถูกน้ำฝน แสงแดด ความชื้น และล้อรถไฟบดทับด้วยความร้อนสูง ก็จะย่อยสลายกลายเป็นสิ่งสกปรกยึดติดกับหน้าสัมผัสของรางรถไฟ ทำให้เกิดแรงเสียดทาน (Friction) ระหว่างล้อกับรางรถไฟมากขึ้น และเมื่อ Friction เพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้เกิดความร้อนบนผิวรางรถไฟมากขึ้นตามไปด้วย โอกาสเกิดอันตรายก็เพิ่มมากขึ้น อุปกรณ์ต่างๆของรถไฟก็จะสึกหรอเร็วขึ้น
เทคโนโลยีแสงเลเซอร์ที่ว่านี้ แก้ปัญหาโดยการฉายแสงเลเซอร์ที่บางมากๆลงไปที่หน้าสัมผัสของรางในขณะที่รถไฟวิ่งผ่าน เพื่อทำการ “ล้าง” เอาเศษสิ่งสกปรกต่างๆออกจากหน้าสัมผัสของราง แสงเลเซอร์จะถูกควบคุมด้วยระบบที่มีความแม่นยำระดับนาโนเมตรเพื่อป้องกันไม่ให้ทำอันตรายกับหน้าโลหะของรางรถไฟ
จะเห็นว่าเพียงแค่เศษใบไม้บนรางรถไฟ ก็ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากได้ขนาดนี้ การเกิดของเจ้า Maglev Train จึงเป็นการเปลี่ยนโลกทัศน์ของ “ธง” ในการพัฒนาเทคโนโลยีการรถไฟเสียใหม่ เหมือนกับการเดินเข้ามาบอกว่า ถ้ามันยากนักก็อย่าไปเสียเวลาคิดแก้ปัญหาเกี่ยวกับ Friction เลย เรามาแก้ปัญหาด้วยการ “ยก” รถไฟให้ลอยขึ้นจากรางเสียก็สิ้นเรื่อง
๏๏๏๏๏๏
เราเห็นอะไรจาก Maglev Train บ้าง?
วิทยาศาสตร์ และ ธรรมชาติ
เทคโนโลยี Maglev Train อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องตลกร้ายของธรรมชาติ เพราะนับจากวันที่มนุษย์เราเรียนรู้ที่จะเอาไฟมาต้มน้ำให้ร้อนเพื่อนำไอน้ำไปใช้งานในเครื่องจักรไอน้ำ มาจนถึงวันนี้ที่เราจุดระเบิดในที่กระบอกเล็กๆ ทำให้เกิดแรงดันลูกสูบเพื่อเอาไปหมุนล้อ เราได้พัฒนาเครื่องจักรของเรามาจนพบกับขีดจำกัดชิ้นใหญ่ ขีดจำกัดที่ว่านี้เกิดจากกฏทางฟิสิกส์ที่แสนจะธรรมดาที่ชื่อ แรงเสียดทาน (Friction)
ที่ว่าเป็นเรื่องตลกร้ายก็เพราะท้ายที่สุดแล้ว การข้ามขีดจำกัดทาง “ธรรมชาติ” ที่แสนจะธรรมดาอย่าง Friction ก็คือการทำตัวเราให้เป็น “ธรรมชาติ” มากขึ้นกว่าการใช้เครื่องจักรดีเซลโดยการหันหน้าเข้าหา “แรงแม่เหล็ก”
“แรงแม่เหล็ก” เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ใกล้ธรรมชาติมาก อาจเรียกได้ว่าเป็นธรรมชาติมากกว่า “ไฟ” และ “การจุดระเบิด” เสียอีก เชื่อว่าแทบทุกคนเคยเล่นแม่เหล็กตั้งแต่สมัยเด็ก เรารู้ว่าแม่เหล็กที่ขั้วต่างกันจะดูดกันและขั้วเหมือนกันจะผลักกัน ก่อนที่เราจะรู้จักการทำงานของเครื่องยนต์
โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ก็เป็นแท่งแม่เหล็กขนาดใหญ่ โดยตัวของมันเองแรงแม่เหล็กแทบไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อโลก การใช้พลังงานจากแม่เหล็กไม่มีความร้อน ไม่มีแสงสว่างจ้า ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีควันไฟ
อาจเรียกได้ว่าการใช้ประโยชน์จากแรงแม่เหล็ก แม้อาจดูเป็นสิ่งที่ “ดิบ” (Primitive) มาก แต่ก็ “เจริญ” (Civilized) มาก ในเวลาเดียวกัน

วิศวกรรมศาสตร์ และ ความประทับใจ
อันที่จริงเทคโนโลยีการ “ยก” ด้วยแรงแม่เหล็กหรือที่เรียกว่า Maglev นั้นไม่ใช่สิ่งใหม่ มนุษย์ทำความรู้จักกับแม่เหล็กมานานพร้อมกับที่เรารู้จักกระแสไฟฟ้า เทคนิค Maglev ถูกคิดค้นและทำการวิจัยกันมาตั้งแต่ช่วงปี 1930 และเหตุที่เราพึ่งจะสามารถดัดแปลงเอา Maglev มาใช้งานกันได้ในวันนี้ เป็นเพราะช่วงปี 1930 นั้น “คอมพิวเตอร์” ยังไม่เกิดขึ้นบนโลก
แม้มนุษย์เราจะรู้กันตั้งแต่ยุคสมัยของ ไมเคิล ฟาราเดย์ แล้วว่าเราสามารถสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นได้ตามใจชอบด้วยการปิดเปิดกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวด แต่ปัญหาหลักที่เราทำไม่ได้ในวันนั้นก็คือการ “ควบคุม” กระแสไฟฟ้าให้ได้ดังใจนึก
จากสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยในวันนั้น ด้วยความสามารถของ “คอมพิวเตอร์” ก็ทำให้มันเป็นไปได้ในวันนี้ ด้วยการทำงานอันสลับซับซ้อนของคอมพิวเตอร์ เราสามารถควบคุมการวิ่งไปมาของกระแสไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำด้วยความละเอียดระดับเสี้ยววินาที โดยแทบไม่มีความคลาดเคลื่อน
ในฐานะคนที่เคยเรียนด้านนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวของ Maglev Train สร้างความประทับใจให้กับผมมากในฐานะ (อดีต) นักเรียนวิศวกรรมศาสตร์คนหนึ่ง
หัวใจของวิศวกรรมศาสตร์ คือการ “ประยุกต์” เอาความรู้ความเข้าใจธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ มาใช้งานให้เกิดประโยชน์กับมนุษย์
Maglev Train อาจเปรียบได้กับงานศิลปะชิ้นงาม ที่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานกันของ “ศาสตร์” ทางวิศวกรรมต่างๆมากมาย ทั้ง Mechanics, Electromagnetic, Control system, Aerodynamics, Semiconductor, หรือแม้แต่ระบบ Computing System
ศาสตร์ทั้งหมดล้วนถูกนำมาประกอบกันเพื่อดัดแปลงสิ่งที่ “ดิบ” อย่าง “แรงแม่เหล็ก” ให้ใช้งานได้อย่างน่าทึ่งในโลกของความเป็นจริง
มนุษย์ กับ เครื่องจักร
เช่นเดียวกับแก่นของภาพยนตร์ไตรภาคอย่าง THE MATRIX หากมอง Maglev Train ให้ดีจะเห็นถึงแนวคิดการต่อสู้กันระหว่างตัวตนของมนุษย์กับเครื่องจักร
ข้อดีที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของ Maglev Train คือการที่มันเป็นระบบขนส่งแบบราง ที่ทำงานโดยพึ่งพาการควบคุมของมนุษย์น้อยมาก
Maglev Train ไม่มีคนขับ การกำหนดความเร็วทั้งหมดทำโดยคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กให้รถเคลื่อนที่ไปในเวลาที่ต้องการ ระบบสับเปลี่ยนรางทั้งหมดควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ และหากเกิดเหตุฉุกเฉิน แบตเตอรี่ที่ติดตั้งไว้ในตัวรถจะทำการจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อ “เบรก” ให้รถค่อยๆหยุดวิ่งและแนบตัวลงกับรางอย่างนิ่มนวล
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Maglev Train ดูจะเป็นเทคโนโลยีรถไฟที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุต่ำที่สุดในปัจจุบัน ไม่มีความเสี่ยงจากกรณีคนขับประมาท ไม่มีความเสี่ยงจากกรณีผู้ควบคุมรถไฟลืมลดความเร็วเมื่อเข้าโค้ง ไม่มีความเสียงจากกรณีคนขับอ่อนเพลียหรือเหนื่อยล้าในขณะควบคุมรถ ไม่มีความเสี่ยงกรณีรางรถไฟขาดหรือมีสิ่งกีดขวางบนผิวรางรถไฟ (เพราะมันลอยอยู่เหนือรางรถไฟ)
เรียกได้ว่าเป็นระบบที่แทบจะไม่มี “human error”
แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง
ทันทีที่คนนับร้อยนับพันก้าวเท้าเข้าไปยังขบวนรถไฟ ในขณะที่เขาและเธอเหล่านั้นฟังเพลงจาก iPod อ่านหนังสือพิมพ์ พูดคุย มองหน้าคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม หรือทำอะไรกับตัวเองก็ตามแต่ “เครื่องจักร” ขนาดยักษ์กำลังทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย มันทำหน้าที่คำนวณอัตราการเปิดปิดกระแสไฟฟ้าบนขดลวดแม่เหล็กที่สลับซับซ้อน มันคำนวณตัวเลขความเร็วและอัตราเร่งในทุกเสี้ยววินาที มันคำนวณแรงสั่นสะเทือนภายในตัวรถ ฯลฯ ขณะที่บรรดาพนักงานที่อยู่ในศูนย์ควบคุม ทำได้เพียงดูภาพมนุษย์ด้วยกันเองจากกล้องวงจรปิด เพื่อคอยสอดส่องว่าจะมีมนุษย์คนไหนทำตัว “ผิดปกติ” หรือไม่
มองในมุมนี้ คนนับร้อยนับพันเหล่านั้น กำลังได้รับการดูแลจาก “เครื่องจักร” โดยที่เขาและเธอไม่มีโอกาสที่จะกำหนดชีวิตตนเองในขณะที่อยู่บนขบวนรถไฟนั้นได้เลย มนุษย์มอบงาน “ดูแล” การเคลื่อนที่ของรถไฟให้กับคอมพิวเตอร์ หรืออีกนัยหนึ่ง เรามอบงานดูแลชีวิตมนุษย์ด้วยกันเองให้กับ “เครื่องจักร” สิ่งที่มนุษย์ทำได้เป็นเพียงการคอยดูแลการทำงานของ “เครื่องจักร” อีกทีชั้นหนึ่งว่า “มัน” กำลังทำงานอย่างปกติดีหรือไม่เท่านั้น
คิดดูเล่นๆก็ชักจะเหมือนพล็อตเรื่องของ THE MATRIX เข้าไปทุกที
หรือคิดดูอีกทีอาจเป็นเรื่องตลกร้ายอีกอย่างของธรรมชาติ เมื่อท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เป็น “ความเสี่ยง” ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ก็คือตัวมนุษย์ด้วยกันเอง

แรงผลักทางเศรษฐศาสตร์
การคมนาคมระบบรางเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจในแทบทุกที่ทั่วโลก ความสามารถในการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าครั้งละมากๆ ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยในการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าต่ำมากเมื่อเทียบกับการขนส่งแบบอื่น ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนจะให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การขนส่งระบบราง และเช่นเดียวกับเวียดนามซึ่งมุ่งมั่นจะเติบโตให้ทันโลกสมัยใหม่ ก็ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์นี้เช่นกัน
อันที่จริงเราควรจะแปลกใจมากกว่าที่บางประเทศแถวนี้ ยังหมกมุ่นกับการสร้าง/ย้ายสนามบินอยู่เป็นสิบๆปี (ฮา)
เป็นที่รู้กันดีว่าลำพังการผลิตคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ไม่พอที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมในวงกว้างด้วยตัวของมันเอง หลอดไฟหลอดแรกที่ โทมัส เอดิสัน คิดค้นขึ้นย่อมไม่สามารถเปลี่ยนโลกทั้งใบได้เพียงลำพัง แต่เป็น “กลไก” เบื้องหลังต่างหากที่ทำให้หลอดไฟนับล้านตกถึงมือผู้คนทั่วโลก และเปลี่ยนให้โลกเรามีแสงสว่างในเวลากลางคืนได้เช่นทุกวันนี้
ในโลกสมัยใหม่ “กลไกตลาด” เป็นพลังสำคัญในการนำเอาสิ่งที่อยู่ในห้องแลป ออกมาสู่โลกของการใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์
แม้ว่าในเชิงเทคโนโลยี Maglev Train จะมีข้อได้เปรียบเหนือรถไฟธรรมดาทั่วไปมากมาย แต่ความยอดเยี่ยมของมันนั้นก็ตามมาด้วย “ราคา” ที่ต้องจ่ายมากกว่าปกติ ว่ากันว่าราคาของมันแพงกว่าการสร้างรถไฟฟ้าธรรมดาถึง 2 เท่า
ดังนั้นหากมองในเชิงธุรกิจ จึงไม่น่าแปลกใจที่ “จีน” จะเป็นที่แรกในการนำ Maglev Train มาใช้งานในเชิงพาณิชย์ เพราะความที่ Maglev Train มีราคาสูง (High Fixed Cost) จึงต้องการปริมาณผู้ใช้งานมาก (High Volume) เพื่อจะสามารถ “คุ้มทุน” ได้ในระยะเวลาที่ไม่ยาวนานเกินไปนัก ซึ่ง “ตลาด” ขนาดยักษ์อย่างจีน จึงเป็นที่แรกที่สามารถทำธุรกิจทำนองนี้ได้
คิดเล่นๆ ว่าลงทุน 100 บาท ตลาดขนาดใหญ่มีลูกค้า 50 คน ก็สามารถคุ้มทุนได้ที่ราคา 2 บาทต่อคน
ลองคิดในทางกลับกัน หากนำเอา Maglev Train มาใช้งานในประเทศเล็กๆอย่างบ้านเรา ไม่แน่ใจว่า “ตลาด” ของคนกรุงเทพที่มีคนไม่กี่ล้านคนอาศัยอยู่จะสามารถ “รองรับ” การลงทุนที่สูงมากได้หรือไม่
คิดง่ายๆว่าหากเปรียบเทียบกับการสร้างรถไฟฟ้าธรรมดา หากปริมาณผู้ใช้งานต่อวัน (Volume) เท่าเดิม แต่เงินลงทุนสูงขึ้นสองเท่า การไปถึงจุดคุ้มทุนด้วยเวลาที่เท่ากันย่อมต้องคิด “ราคา” (Price) ของการใช้งานแพงขึ้นสองเท่าตามไปด้วย ซึ่งราคาที่สูงนั้นอาจส่งผลย้อนกลับทำให้ “ปริมาณการใช้งาน” (Volume) ลดลงไปอีกได้เช่นกัน
หากลงทุน 100 บาท แต่ตลาดมีขนาดเล็กทำให้มีลูกค้าเพียง 10 คน ก็จะต้องคิดราคาที่ 10 บาทต่อคน ซึ่งอาจทำให้จำนวนลูกค้าลดลงเหลือ 5 คนก็เป็นได้
ด้วยข้อแตกต่างของความคุ้มทุนในทางธุรกิจ (Business Justification) ระหว่างตลาดในจีนกับตลาดในไทย จะเห็นได้ว่าลำพังการคิดค้นเทคโนโลยีที่ดีนั้นไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาบนโลกใบนี้ เทคโนโลยีที่ดียังต้องพึ่งพาอาศัยกลไกทางเศรษฐกิจอีกมากมายในการนำออกมาใช้งานในวงกว้าง
เมื่อกาลเวลาผ่านไป กลไกตลาดก็จะทำหน้าทีของมันไปจนสุดปลายทาง มีการวิเคราะห์กันว่า “ราคา” ของการก่อสร้าง Maglev Train นั้นจะลดลงอย่างมีนัยยะในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากเมื่อมีหลายประเทศสนใจ Maglev Train มากขึ้น ย่อมมีผู้ผลิตรายใหม่ๆเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆก็จะเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีการก่อสร้างจะพัฒนามากขึ้น ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างจะมีความชำนาญมากขึ้น ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ต้นทุนในการก่อสร้างลดต่ำลงทั้งสิ้น
และเมื่อต้นทุนการก่อสร้างลดต่ำลง ก็จะทำให้การนำ Maglev Train ไปใช้ในตลาดขนาดรองลงมาเป็นไปได้มากขึ้นตามไปด้วย และนี่เป็นผลงานของ “กลไกตลาด” ที่ทำหน้าที่ผลักดันเทคโนโลยีจากห้องแลป ออกไปสู่ตลาดขนาดใหญ่ และค่อยๆ แพร่กระจายไปสู่ตลาดเล็กๆ ต่อไป

บริบททางการเมือง
เช่นเดียวกับแทบทุกสิ่งบนโลกนี้ที่ไม่ได้มีแต่แง่มุมทางเทคนิคและกำไรขาดทุนเท่านั้น
ในฐานะเทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์มาก่อน การจะหาคนมาซื้อ Maglev Train ไปใช้งานเป็นเจ้าแรก น่าจะเดาได้ไม่ยากว่าบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์อย่าง Transrapid ต้องมีช่องทางการ “เข้าถึง” ผู้นำระดับสูงของจีนอย่างไม่น่าจะธรรมดา
เป็นธรรมดาของสินค้าทุกชนิดที่แม้จะเอาเข้าสู่ “ตลาด” แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในการ “ขาย” ตัวเองให้กับผู้ซื้อโดยอัตโนมัติ อันที่จริงในตลาดที่มีเพียง “ผู้ซื้อ” กับ “ผู้ขาย” ซึ่งมักอนุมานกันว่าเป็นอิสระไม่เชื่อมโยงกันนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆในตลาดอีกมากที่ “เศรษฐศาสตร์” ละเลยไว้ไม่นำมาอธิบาย
นอกเหนือจากกลไกตลาด ราคา และเงื่อนไขต่างๆทางธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่น่าจะส่งผลต่อสินค้าหนึ่งๆไม่น้อยคือความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยต่างๆในตลาด ไม่ว่าจะระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ผู้ขายด้วยกันเอง หรือแม้แต่ระหว่างผู้ซื้อด้วยกันเอง และหากดูเพียงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ก็ยังแบ่งแยกย่อยลงไปได้อีกหลายระดับ เช่นความสัมพันธ์ในเชิงตัวบุคคล ความสัมพันธ์ในเชิงองค์กร หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ในเชิงชาติพันธุ์
มีข้อมูลรายงานว่า ในช่วงแรกทางการจีนได้ทำการพิจารณาเทคโนโลยีรถไฟแม่เหล็ก JR Train ของประเทศญี่ปุ่น
JR Train เป็นเทคโนโลยีรถไฟแม่เหล็กอีกค่ายหนึ่งจากฝั่งญี่ปุ่น ตัวเลขในปี 1999 รายงานว่า JR Train สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 552 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่รถไฟของ Transrapid ทำความเร็วได้เพียง 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในปัจจุบัน JR Train ถือครองสถิติรถไฟที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็ว 581 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ท้ายสุดแล้วทางการจีนก็ตัดสินใจเลือกใช้บริการ Transrapid จากเยอรมันนี
เชื่อว่าคงมีไม่กี่คนบนโลกใบนี้ที่จะรู้เหตุผลที่แท้จริงที่จีนเลือก Transrapid ของเยอรมันนีและปฏิเสธ JR Train ของญี่ปุ่น แต่หากเราย้อนไปดูความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน คงเข้าใจได้ไม่ยากว่า “อะไร” น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Transrapid มีโอกาสวิ่งบนแผ่นดินเซี่ยงไฮ้ในทุกวันนี้
ลำพังเพียงเทคโนโลยีและเงื่อนไขทางธุรกิจ อาจไม่เพียงพอต่อการ “สร้าง” อะไรสักอย่างในสังคมมนุษย์ก็เป็นได้
๏๏๏๏๏๏
เพียงการเหลียวมองรถไฟแม่เหล็ก ก็ทำให้เรามองเห็นแง่มุมต่างๆ มากมาย
ผู้เขียนเชื่อว่า ด้วยดวงตาที่เปิดกว้างและดวงใจที่เปิดรับ จะทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวในเหลี่ยมมุมที่หลากหลายกว่าเดิม และความหลากหลายนั้น จะทำให้เราเข้าใจโลกกว้างใบนี้ได้อย่างแท้จริงสักวัน
สุดท้าย ผู้เขียนหวังว่าจะได้เห็นประเทศไทยเลิกยินดีปรีดากับสนามบินขนาดยักษ์ที่มีห้องน้ำขนาดเล็ก และลงมือพัฒนาการคมนาคมระบบรางให้ทันสมัยและเป็นแกนหลักของการคมนาคมขนส่งในประเทศนี้เสียที
อ้างอิง
http://en.wikipedia.org/wiki/Shanghai_Maglev_Train
http://en.wikipedia.org/wiki/Standard_gauge
http://english.peopledaily.com.cn/200701/16/eng20070116_341748.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Meter_gauge
http://en.wikipedia.org/wiki/Land_speed_record_for_railed_vehicles
http://www.railway.co.th/know/know_locomotives.asp
http://en.wikipedia.org/wiki/Thai_Railway
http://en.wikipedia.org/wiki/Maglev_train
http://en.wikipedia.org/wiki/JR-Maglev
http://en.wikipedia.org/wiki/Magnetic_levitation



