พระราชอำนาจ องคมนตรี และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
พระราชอำนาจ องคมนตรี และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ
ผู้เขียน: ปิยบุตร แสงกนกกุล
- คำนิยมโดย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ -
เมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๙ ถึง ๒๔๙๐ กล่าวคือประมาณ ๖๐ ปีล่วงมาแล้ว มีเหตุการณ์สำคัญในทางการเมืองและกฎหมายเกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ บางเหตุการณ์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางการเมืองและกฎหมายของประเทศไทยจนถึงปัจจุบันนี้
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นในช่วงต้นปี ศาลฎีกาซึ่งทำหน้าที่เป็นศาลอาชญากรสงครามได้มีคำพิพากษาคดีอาชญากรสงครามที่ ๑/๒๔๘๙ ว่าพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. ๒๔๘๘ เฉพาะที่ลงโทษการกระทำก่อนวันใช้กฎหมายนี้เป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังจึงขัดกับรัฐธรรมนูญ และเป็นโมฆะ ต่อมาได้มีการจัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพื่อทำหน้าที่คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่ากฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นับเป็นการจัดตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก อนึ่ง มีข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ นับว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง และไม่ได้เกิดขึ้นโดยการทำรัฐประหาร แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย
เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นในช่วงกลางปี วันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลต้องพระแสงปืนในพระที่นั่งบรมพิมาน เสด็จสวรรคต สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชสืบมาจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์สวรรคตส่งผลกระเทือนต่อรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์โดยตรง เพราะในเวลานั้นท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยการฉกฉวยโอกาสทางการเมืองของนักการเมืองฝั่งตรงข้าม และการทำรัฐประหารในเวลาต่อมา รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์จึงกลายเป็นคนดีที่เมืองไทยไม่ต้องการ และต้องไปถึงแก่อสัญกรรมในต่างประเทศในที่สุด
เหตุการณ์ที่สามเกิดขึ้นปลายปี ๒๔๙๐ เมื่อจอมพลผิณ ชุณหะวัณ ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลของพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๐ ฉีกรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช ๒๔๘๙ เชิญจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นหัวหน้าและผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๙๐ (รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม) นับแต่นั้นมาประเทศไทยก็เข้าสู่ “วงจรอุบาทว์” คือ การทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้ง แล้วก็ทำรัฐประหารอีกซ้ำไปซ้ำมาจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
พุทธศักราช ๒๕๔๙ เกิดเหตุการณ์ที่สำคัญในทางการเมืองและกฎหมายหลายเหตุการณ์ และนับเป็นปีที่มีความผันผวนทางการเมืองไม่แพ้เมื่อหกสิบปีก่อน เริ่มจากการเคลื่อนไหวของขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การเรียกร้องขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๗ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชวินิจฉัยว่าพระองค์ไม่สามารถกระทำได้ เพราะไม่เป็นประชาธิปไตย ผลจากความตึงเครียดทางการเมืองดังกล่าวนำไปสู่การยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป แต่การปฏิเสธไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และปัญหาการจัดการเลือกตั้ง ทำให้ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งทั้งประเทศเป็นโมฆะโดยให้เหตุผลว่าการจัดคูหาเลือกตั้งทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ เกิดการดำเนินคดีอาญากับคณะกรรมการการเลือกตั้ง จนกระทั่งการทำรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (คปค.) ในคืนวันที่ ๑๙ กันยายนที่ผ่านมา จนถึงวันนี้เรายังไม่สามารถประเมินผลของความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในพุทธศักราช ๒๕๔๙ และที่จะต่อเนื่องไปในพุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ ในเวลานี้ ฝุ่นควันแห่งความสับสนวุ่นวายยังฟุ้งกระจายอยู่
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการถกเถียงกันในประเด็นทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางกฎหมายมหาชนอย่างมาก ประเด็นที่ถกเถียงกันนั้นหลายประเด็นมีความแหลมคม บางประเด็นก็เกี่ยวพันกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เช่น ประเด็นเรื่องนายกพระราชทาน ประเด็นต่างๆเหล่านี้ซึ่งปรากฏเป็นประเด็นหลักในหนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเรื่องพระราชอำนาจกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยังเป็นสิ่งที่ไม่ลงตัวในระบบกฎหมายและการเมืองไทย ความแตกแยกทางความคิดปรากฏให้เห็นทั่วไปในทุกวงการ วงการนิติศาสตร์ได้รับผลพวงแห่งความขัดแย้งนี้ไม่น้อยไปกว่าวงการอื่น
ในช่วงเวลาแห่งความสับสนนี้ นักกฎหมายหนุ่มอายุยังไม่ถึงสามสิบปีคนหนึ่งได้เขียนบทความแสดงทัศนะในทางกฎหมายและการเมืองในประเด็นต่างๆ ด้วยสำนวนที่ชวนอ่าน แหลมคมไปด้วยลีลาภาษาและการเปรียบเปรยที่กระทบใจยิ่ง ที่สำคัญนักกฎหมายหนุ่มคนนี้มีความ “กล้า” ที่นับว่าหาได้ยาก แม้ในบรรดานักกฎหมายที่อาวุโสกว่าเขาโดยเฉพาะนักกฎหมายมหาชน ในบทความบางบทความ เช่น ความเงียบของนักกฎหมายมหาชน นักกฎหมายผู้นี้ได้ตั้งประเด็นท้าทายบรรดานักกฎหมายมหาชนไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง
ผมรู้จักปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้เขียนบทความซึ่งกลายมาเป็นหนังสือเล่มนี้มาหลายปีแล้ว ปิยบุตรเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆของผม ปัจจุบันเขาศึกษากฎหมายมหาชนในระดับปริญญาเอกที่ประเทศฝรั่งเศส ปิยบุตรตั้งใจจะเป็นอาจารย์ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือแล้ว และเมื่อตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่างลง เขาก็สอบผ่านเข้ามาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยสมความตั้งใจ เชื่อว่าไม่ช้าไม่นานนักเราจะได้ดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายมหาชนระดับคุณภาพอีกคนหนึ่งมาประดับวงการกฎหมายไทย
แม้ปิยบุตรจะอายุยังไม่ถึงสามสิบปี แต่อายุดูจะไม่เป็นอุปสรรคต่อมุมมองและประเด็นทางกฎหมายของเขาเลย นับแต่ข้อเขียนของเขาปรากฏในเว็ปไซต์โอเพ่นออนไลน์และหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ปิยบุตรถูกมองอยู่เงียบๆ อย่างชื่นชมจากบรรดาครูบาอาจารย์ของเขา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ผู้อ่านจะได้รับคำตอบเมื่อพลิกไปอ่านหนังสือเล่มนี้ในหน้าถัดไป
สังคมไทยเป็นสังคมที่ดูเหมือนจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความเห็น แต่แห้งแล้งความรู้ ความเห็นส่วนมากที่เกิดขึ้นเป็นความเห็นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึก มากกว่าเกิดจากการพิจารณาอย่างแยบคาย และด้วยใจที่เป็นธรรม แม้หนังสือเล่มนี้จะเป็นเพียงการรวบรวมบทความของปิยบุตร เป็นหนังสือเล่มเล็ก แต่เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ไม่เล็กเลย ปิยบุตรได้แสดงให้เราเห็นถึงทัศนะอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ หนังสือเล่มนี้จะชวนให้เราถกเถียงและโต้แย้งกันบนพื้นฐานของความรู้และใจอันเป็นธรรม
ผมขอแสดงความยินดีต่อปิยบุตรที่งานเขียนของเขาได้รับการรวมเล่มและพิมพ์เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ และเห็นภาพอีกด้านหนึ่งของกฎหมายและการเมืองไทย



