ประชาธิปไตย(ไม่ใช่)ของเรา
ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา
ผู้เขียน: ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
- คำนิยมโดย ธเนศ วงศ์ยานนาวา -
ปัญญาชนนิยมเสรีถึงปัญญาชนนิยมรัฐทหาร
ในบรรดานักวิชาการ-ปัญญาชนไทยรุ่นใหม่ๆ ที่แสดงความคิดเห็นในเวทีสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น วรเจตน์ ภาคีรัตน์ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ หรือจะเป็นคนอื่นๆ ก็ตาม ชื่อของ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ก็เป็นแถวหน้าๆ ที่ทำให้ผู้คนหลายต่อหลายคนได้ยินได้ฟังแล้ว “คล้าม” ได้ ผลงานของศิโรตม์มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้นำกรรมกรไปจนถึงบทวิจารณ์ภาพยนตร์ ผลงานของเขาปรากฏอยู่ตามที่ต่างๆ ทั้งในรูปของบทความและหนังสือ สำหรับผลงานชิ้นนี้ผิดแผกแตกต่างไปจากผลงานอื่นๆ เพราะมีบทสัมภาษณ์ที่เผ็ดร้อน ตรงเป้า ตรงไปตรงมา แต่ก็ยังสามารถดำเนินไปอย่างเรียบๆ สุภาพตามแบบฉบับของศิโรตม์ แต่นั่นก็เป็นเพียงผิวพื้นน้ำ เพราะลึกลงไปกว่านั่นก็คือ “สึนามิทางความคิด” ที่ทำให้คลื่นแบบอื่นๆ กระจอกไปสนิท เพราะงานของศิโรตม์สะพรั่งไปด้วยความคิดและยังหนักแน่นเต็มเปี่ยมไปด้วยกรอบคิด ปรัชญา และหลักการที่ศิโรตม์ยึดมั่นไว้อย่างเหนียวแน่น เช่น เสรีประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา เป็นต้น
ศิโรตม์แยกตัวเองอย่างชัดเจนออกจากปัญญาชนที่ให้การสนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ 2549 และแยกตัวออกจากปัญญาชนที่สร้างและเชื่อใน “คำ” อย่าง “ระบอบทักษิณ” และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ศิโรตม์เรียกร้องให้ปัญญาชนจำนวนหนึ่งออกมารับผิดชอบต่อการรัฐประหาร เนื่องจากศิโรตม์เห็นว่า “ปัญญาชนเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่ร้องขอให้ทหารออกมาฉีกรัฐธรรมนูญ...” และ “...ทำให้กษัตริย์และทหารแทรกแซงการเมืองได้อย่างชอบธรรม” นอกจากนั้น “ปัญญาชนทั้งหมดให้ความชอบธรรมกับความไม่เป็นประชาธิปไตยโดยอาศัยอุดมการณ์ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมสร้างขึ้น นั่นก็คือ อุดมการณ์ทางการเมืองที่เรียกว่า ‘ธรรมราชา’ ”
สิ่งหนึ่งที่ศิโรตม์ได้กล่าวไว้ตาม สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ว่าสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเป็นปัญญาชนคือ ‘ความกล้าหาญทางจริยธรรม’ อย่างไรก็ตาม ปัญญาชนฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหารก็สามารถจะตอบโต้ได้ว่า สิ่งที่พวกเขากระทำที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึง ‘ความกล้าหาญทางจริยธรรม’ แล้ว สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องมาตลอดก็คือ จริยธรรม ดังนั้นคำถามที่ต้องถามต่อก็คือ จริยธรรมของใคร? คนผู้นั้นมาจากชนชั้นไหน? คนผู้นั้นอยู่ในหรือนอกประเทศ? จริยธรรมที่กล่าวถึงนั้นมีคุณลักษณะอย่างไร? ทำไมเขาเหล่านั้นถึงสนับสนุนจริยธรรมในลักษณะดังกล่าว?
ศิโรตม์ยังชี้ให้เห็นว่า “ความเป็นคนดีมีศีลธรรมเป็นพื้นฐานของ ‘ผู้ปกครองที่ดี’ ในสังคมเกษตร...” หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ‘สังคมชาวนา’ การยึดมั่นจริยธรรมของสังคมชาวนาในหมู่ปัญญาชนไทยแสดงให้เห็นถึงการคงอยู่ของพลังของสังคมชาวนาในโลกที่สังคมชาวนากำลังจะหมดไป กรณีการเรียกร้องศีลธรรมของชนชั้นกลางและปัญญาชนไทยนั้น ศิโรตม์ยังไม่ได้ฉุกคิดว่าปัญญาชนเหล่านั้นยังคงรักษา ‘Habitus’ ตามกรอบคิดของ Pierre Bourdieu ได้เป็นอย่างดี หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แม้ว่าการศึกษาจะสูงขนาดไหน ปัญญาชนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังไม่เป็นวัวลืมตีน เพราะปัญญาชนเหล่านั้นยังรักษาสำนึก กรอบคิด จริยธรรมของวัฒนธรรมชาวนาเอาไว้ดังเดิม นี่แสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมชาวนาที่เป็นมรดกตกทอดอันดีงามของชาวสยามยังคงถูกรักษาไว้ได้อย่างดีไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนก็ตาม ศิโรตม์จึงดูจะมองข้ามพลังดั้งเดิมของสำนึกแบบชาวนาในหมู่ชนชั้นกลางและปัญญาชนไป
นอกจากนั้นศิโรตม์ยังเห็นว่าใน “สังคมอุตสาหกรรมที่คนแต่ละคนแต่ละฝ่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดแย้งกัน...บอกได้จริงๆ หรือว่าใครมีศีลธรรมกว่าใคร...ในโลกสมัยนี้ ผู้นำที่มีศีลธรรมอาจเป็นแค่ผู้นำที่ประสบความสำเร็จในการใช้สื่อเพื่อ ‘ผูกขาด’ ภาพความมีศีลธรรมไว้ที่ตัวเองอย่างถึงที่สุดก็ได้...” และโลกที่สลับซ้อนจากสารพัด ‘ภิวัตน์’ ทำให้ “ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจที่สลับซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้นำที่มีศีลธรรมจะทำอะไรได้” ปัญหาที่ต้องพิจารณาก็คือ คำถามเก่าๆ ที่ไม่มีใครถามกันแล้วก็คือ สังคมไทยก้าวไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรมแล้วหรือไม่?
ถึงแม้ว่าเวลาและเงื่อนไขจะแตกต่างกัน แต่ข้อวิพากษ์ของศิโรตม์พอที่จะนำไปเปรียบเทียบกับ Julien Benda ปัญญาชนคนสำคัญของฝรั่งเศสในครึ่งแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ เพื่อให้เห็นถึงเส้นทางของปัญญาชน ในช่วงปลายทศวรรษ 1920 Julien Benda ได้โจมตีปัญญาชนเยอรมันว่าละทิ้งอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นสากล เนื่องจากปัญญาชนเยอรมันหันกลับไปหาอุดมการณ์ชาตินิยม ปัญญาชนเยอรมันนับร้อยคนให้การสนับสนุนบทบาททางการเมืองและแนวทางทางการเมืองของพระเจ้าไกเซอร์ในปี ค.ศ. 1914 การสนับสนุนของปัญญาชนเยอรมันที่มีต่อพระเจ้าไกเซอร์นั้นไม่ต้องสูญเสียอะไรมาก เพราะปัญญาชนเยอรมันไม่ได้สูญเสียบัลลังก์แบบกษัตริย์เยอรมันหรือแบบทหารที่ต้องเสียชีวิตในสงคราม ความพ่ายแพ้ของพระเจ้าไกเซอร์ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่ตามมาด้วยการสิ้นสุดของราชวงศ์เยอรมันนั้น ไม่ได้ทำให้ปัญญาชนเยอรมันแพ้ไปด้วย สงครามการต่อสู้กันทางความคิดและการเมืองในเยอรมันของปัญญาชนกระทำในนามของการต่อสู้และการเผชิญหน้ากันทางวัฒนธรรมระหว่างของเยอรมันกับของต่างชาติโดยเฉพาะอย่างประเทศฝรั่งเศสยังคงดำเนินต่อไป
ปัญญาชนในฐานะผู้ปกป้องแผ่นดินแม่ในรูปแบบที่ไม่ต้องเสียชีวิต ปรากฏให้เห็นได้ในประเทศอังกฤษกับการต่อต้านกรอบคิดแบบฝรั่งเศส ดังที่ปรากฏให้เห็นได้จากงานของ Edmund Burke นักคิดอนุรักษนิยม มาจนถึงฝ่ายซ้ายอย่าง E. P. Thompson สงครามการต่อสู้เพื่อวัฒนธรรมและผืนแผ่นดินหรือชาติยังปรากฏให้เห็นในการต่อสู้ของนักวิชาการและปัญญาชนอเมริกันอย่าง Allan Bloom ในช่วงทศวรรษ 1980 โดย Bloom ได้ตอบโต้การขยายตัวทางความคิดและปรัชญาของฝรั่งเศสในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เช่น ความคิดของ Jacques Derrida และความคิดของนักคิดฝรั่งเศสที่ถูกพวกอเมริกันยกให้เป็นรากฐานของความคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) โดยความคิดแบบนี้มีต้นตอมาจากความคิดของ Friedrich Nietzsche ที่ถือได้ว่าเป็นความคิดเยอรมัน สำหรับความคิดของ Allan Bloom เองนั้นก็ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญให้กับอนุรักษ์นิยมใหม่ (Neoconservative) ในสหรัฐอเมริกา
การต่อสู้ทางวัฒนธรรมของเยอรมันกับฝรั่งเศส อังกฤษกับฝรั่งเศส หรือจะเป็นอเมริกาต่อฝรั่งเศสและเยอรมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นการเมืองที่ดำเนินผ่านการต่อสู้ทางวัฒนธรรมเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ทางวัฒนธรรมแห่งรัฐประชาชาติ เพียงแต่ว่าประเด็นทางวัฒนธรรมกลับเป็นสิ่งที่โดดเด่นกว่าการเมือง สำหรับในการต่อสู้ของปัญญาชนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน สงครามทางความคิดที่กระทำในนามของการเมืองนั้นกลับปรากฏออกมาในรูปของการต่อสู้ทางวัฒนธรรมที่ดำเนินไปภายใต้นามของการต่อสู้ทางการเมือง การสนับสนุนรัฐประหารของธีรยุทธ บุญมี เป็นตัวอย่างที่ดี
ปัญญาชนที่สนับสนุนการรัฐประหารพยายามอย่างยิ่งที่จะแสวงหาความบริสุทธิ์ด้วยการอ้างอิงกับความเป็นไทยที่ไม่มีอะไรเจือปน โดยนัยของความไม่บริสุทธิ์ถูกแสดงออกในลักษณะของความไม่เหมาะสม ไม่เข้ากัน หรือไม่กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องถามว่าบริสุทธิ์ของใคร? เข้ากับใคร? มาจากกลุ่มไหนชนชั้นอะไร? และพวกไหนพวกใครเป็นคนกำหนดว่าเหมาะสม? ความเป็นไทยที่บริสุทธิ์ภายใต้กรอบของรัฐประชาชาติจึงเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา สำหรับการสร้างความสะอาดบริสุทธิ์ไร้ซึ่งสิ่งสกปรกทางการเมืองของปัญญาชนจำนวนหนึ่งนั้น ดูจะเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกับหรรษานิยายอันโด่งดังของ ป. อินทปาลิต เมื่อตัวละครอย่าง ‘กิมหงวน’ ต้องมีนามสกุล ‘ไทยแท้’ ดังนั้นอัตลักษณ์ของ ‘กิมหงวน’ จึงไม่ใช่จีนแท้ๆ แต่กลับเป็นไทยแท้ๆ หรือแบบไทยๆ ที่ไม่เจือปนกับอะไร ไทยที่บริสุทธิ์ซึ่งเหมาะสมกับโครงสร้างของรัฐประชาชาติไทย
การเมืองภายใต้ภูมิปัญญาแบบไทยๆ ของธีรยุทธผู้ไม่ต้องการมองว่า “ชนชั้นนำแต่ละรายมีธุรกิจในกิจการอะไร ไม่มีใครรู้ว่าชนชั้นนำแต่ละคนมีสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ และผู้มีอิทธิพลกลุ่มไหน...” นั้น ศิโรตม์เห็นว่า ธีรยุทธยอมรับ “การเมืองภายใต้การกำกับของชนชั้นนำ” เพราะชนชั้นนำเหล่านี้มีศักยภาพที่จะเป็น “ผู้ปกครองที่ซื่อสัตย์ มีคุณธรรมและมีศีลธรรม” เมื่อเป็น “ผู้ปกครองที่ดีจึงเป็นผู้ทรงสิทธิทางการเมืองสูงสุด ทำให้ชนชั้นนำมีอัตวินิจฉัยและทรงไว้ซึ่งสิทธิในการแทรกแซงและกำกับวาระทางการเมืองของสังคมอย่างไรก็ได้ ส่วนประชาชนนั้นก็ต้องปรับความเข้าใจเสียใหม่ว่าประชาธิปไตยหมายถึงการร่วมมือกับผู้ปกครองผู้ทรงศีลธรรม” ระบอบการปกครองแบบที่ธีรยุทธให้การสนับสนุนก็คือ ระบบที่อาจจะเรียกว่า “ระบอบเถรวาทธิปไตย” เพื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม จารีตประเพณีอื่นๆ ของไทย
การเมืองของรัฐประชาชาติไทยที่ผูกติดอยู่กับวัฒนธรรมอย่างเหนียวแน่นแสดงให้เห็นถึง ‘ความพิเศษ’ ของรัฐประชาชาติไทย แต่ความพิเศษเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ปัญญาชนของรัฐประชาชาติใดก็ตามนิยมจะอ้าง เช่น ความพิเศษของสหรัฐอเมริกา ความพิเศษของญี่ปุ่น ความพิเศษของอินเดีย ความพิเศษของเซเนกัล ฯลฯ หรือแม้กระทั่งความพิเศษของเยอรมนี หรือที่เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่า Sonderweg Thesis โดย ‘รากของความพิเศษ’ ที่ ‘หงอกมาจากดินแบบเยอรมัน’ เองก็นำไปสู่การขึ้นมามีอำนาจของฮิตเลอร์ และแน่นอน ปัญญาชนจำนวนมากก็ให้การสนับสนุนฮิตเลอร์ที่งอกขึ้นมาจากแผ่นดินเยอรมันจนพอที่จะกล่าวได้ว่า “Germany is Hitler. Hitler is Germany.” ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่าฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจได้โดยผ่านประชาธิปไตยรัฐสภาและรัฐธรรมนูญไวมาร์
รัฐประชาชาติพยายามอย่างมากที่จะต้องสร้างความพิเศษ กลไกสำคัญของการสร้างความพิเศษนี้ก็กระทำโดยปัญญาชน แต่ความเป็นปัญญาชนไม่ว่าจะเป็นที่ใดจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะหลุดออกจากกรอบของรัฐประชาชาติ กรอบคิดของปัญญาชนและตลอดจนนักวิชาการที่ได้รับการอบรมสั่งสอนในด้านวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายสังคมศาสตร์/มนุษยศาสตร์นั้น ไม่สามารถที่จะหลุดออกจาก ‘กรงขังของรัฐประชาชาติ’ ได้ เพราะแม้กระทั่งแนวคิดทางวิชาการต่างๆ ก็ยังดำเนินตามรัฐประชาชาติหรือมีรัฐประชาชาติเป็นหน่วยในการวิเคราะห์และเป็นเป้าหมาย (Methodological Nationalism) เช่น GNP หรือ National Economy หรือแม้กระทั่งคำว่า International เป็นต้น
ภายใต้กลไกของรัฐประชาชาติ ทำให้วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือแทบจะเป็นสิ่งเดียวกัน จนทำให้ดูราวกับว่าไม่มีอะไรที่จะหลุดรอดไปจากเงื้อมมือเหล็กของรัฐประชาชาติได้ เมื่อเป็นดังนั้น ปัญญาชนในรัฐประชาชาติก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกวัฒนธรรมหรือการเมือง เพราะการเลือกวัฒนธรรมก็คือการเลือกทางการเมืองของรัฐประชาชาติ ทั้งๆ ที่ในสภาวะสมัยใหม่ การเมืองและวัฒนธรรมจำเป็นที่จะต้องแยกออกจากกัน ในทำนองเดียวกันกับอาณาเขตการเมืองไม่สามารถซ้อนทับกับอาณาเขตเศรษฐกิจ
การไม่ต้องเลือกว่าจะเป็น ‘ชาติ’ และ ‘ของแปลกปลอม’ หรือ ‘ของต่างชาติ’ นั้นเป็นสภาวะสมัยใหม่ เช่น สิทธิมนุษยชนเป็นของต่างชาติหรือของในประเทศ? ไม่เพียงแต่เท่านั้น กาลเวลาทางประวัติศาสตร์ทำให้สิ่งแปลกปลอมหลายต่อหลายอย่างกลายเป็นของ ‘ภายใน’ มากกว่าที่จะเป็นของภายนอก เช่น ศาสนาที่นับถือกันอยู่เป็นของต่างชาติหรือไม่? ไม่เพียงแต่เท่านั้น กรอบของรัฐประชาชาติเองก็ใช่ว่าจะไม่ใช่ ‘ของแปลกปลอม’ หรือ ‘ของนำเข้า’ แต่อย่างใด การตั้งคำถามเหล่านี้เปิดทางให้กับ ‘การกะเทาะหรือกระแทกเปลือกใน’ อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเจริญเติบโตในสภาวะสมัยใหม่
สำหรับบางคน ‘การกะเทาะหรือกระแทกเปลือกใน’ ก็ถือได้ว่าเป็นการทรยศต่อประเทศชาติ แต่การเป็นปัญญาชนสถานะของการเป็น ‘ผู้กะเทาะเปลือก’ ดูจะเป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะฉะนั้นก็ทำให้ปัญญาชนไม่จำเป็นที่จะต้องเป็น ‘พันธมิตร’ กับใคร แต่ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อทุกอย่างผูกเข้ากับชาติ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ก็ย่อมทำให้การก้าวข้ามพ้นรัฐประชาชาติเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เพราะไม่ว่าจะฝ่ายใดต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นพวกหลังพิงกำแพงรัฐประชาชาติแทบทั้งสิ้น เช่น ฝ่ายกู้ชาติ ฝ่ายบ่อนทำลายเศรษฐกิจชาติ เป็นต้น
จากที่กล่าวมานี้ ผลงานของปัญญาชนไทยรุ่นหนุ่มอย่างศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ยืนอยู่ตรงไหนอาจจะเป็นคำถามที่น่าสนใจ แต่การคิดในกรอบคำถามดังกล่าวเป็นการคิดในกรอบของรัฐประชาชาติที่จัดให้ใครอยู่นอกและอยู่ใน การมีตำแหน่งอยู่นอกหรือมีระยะห่างออกไปแสดงให้เห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือและยังเป็นภัยเป็นอันตราย ปฏิกิริยาตอบโต้ว่านี่เป็นความคิดแบบตะวันตกก็เป็นตัวอย่างที่ดี เป็นต้น ดังนั้นถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าเป็นคนนอกก็ทำให้บทวิจารณ์ต่างๆ ไม่มีความชอบธรรม ประเด็นเรื่องความชอบธรรมจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเมือง แต่ยังรวมไปถึงตัวบทหรือบทความและงานเขียนอีกด้วย ดังที่ศิโรตม์ได้กล่าวไว้ว่า “อำนาจที่ชอบธรรมคืออะไรกลายเป็นปัญหาที่มีความสำคัญที่สุด” แต่ความชอบธรรมของงานเขียนหรือตัวบทในที่นี้ไม่ได้ ‘พลังแห่งอำนาจ’ มาจากแหล่งอื่นๆ แบบที่พบเห็นกัน เช่น พระเจ้า หรือแม้กระทั่ง Lord Voldemort ผู้ไม่สามารถเอ่ยนามได้ แต่ศิโรตม์จะเป็น Harry Potter ผู้ปราบ Lord Voldemort ได้หรือไม่ ก็ต้องคอยดูต่อไปในอนาคตที่ไม่ใช่เล่ม 7 หรือ ‘มาตรา 7’ ของรัฐธรรมนูญปี 2540
สำหรับศิโรตม์แล้ว “การต่อสู้ทางการเมืองคือ การต่อสู้เพื่อสถาปนาหลักการเรื่องของความชอบธรรมทางการเมือง” เส้นทางของปัญญาชนจึงหลีกเลี่ยงเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองไปไม่พ้น ทั้งนี้ศิโรตม์เห็นว่า ปัญญาชนไทยจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้ร่วมกับรัฐบาลทักษิณในช่วงก่อนการรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้เข้าไปต่อสู้ทางการเมืองด้วย “การแสวงหาช่องทางให้กับสถาบันการเมืองนอกรัฐสภา ‘แทรกแซง’ รัฐสภาได้อย่างเต็มที่ ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ละเมิดหลักการปกครองโดยรัฐธรรมนูญ” ดังนั้น “นักกฎหมายภาคประชาชนหลายคนมีบทบาทเหมือนเนติบริกรของรัฐ นั่นคือทำให้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย ไม่ต้องคำนึงถึงหลักการทางการเมือง”
แต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ศิโรตม์เองไม่ได้พิจารณาว่า นักวิชาการเองไม่ได้อยู่ใน ‘ภาคบริการ’ หรืออย่างไร? แม้ว่านักวิชาการจะไม่ได้ขายบริการตามสนามหลวง แต่เส้นแบ่งระหว่างการขายบริการตามสนามหลวงกับส่วนอื่นๆ นั้นก็มีเพียงแค่ถนนและเส้นขาวกลางถนนเท่านั้น ในทำนองคล้ายคลึงกันกับที่ศิโรตม์กล่าวถึงว่า “การแบ่งแยกระหว่างรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์เป็นเรื่องในระนาบสถาบันการศึกษา แต่ปัญญาชนนั้นควรจะเป็นอิสระจากกรอบคิดที่ถูกกำหนดโดยโครงสร้างและสถาบัน” คำถามที่ตามมาก็คือ ปัญญาชนหรือนักวิชาการจะเป็นอิสระจากสถาบันได้หรือไม่? เพราะอย่างน้อยที่สุด นักวิชาการเองก็ตกอยู่ภายใต้กรอบคิดของ ‘ความเป็นวิชา’ หรือ ‘discipline’ ที่ยังหมายถึง ‘วินัย’ อีกด้วย นอกจากนั้น นักวิชาการจำนวนมากก็ปฏิบัติการไปด้วยความเป็นสังกัดของสถาบัน ไม่เพียงแต่นักวิชาการจะเป็นอิสระจากเงื่อนไขทางวัตถุหรือชนชั้นของนักวิชาการ/ปัญญาชนไปได้อย่างไร? หรือแม้กระทั่งจะเป็นอิสระจากรัฐประชาชาติได้อย่างไร?
นอกจากนั้น การ ‘ขายความรู้’ เป็นการดำรงชีวิตของนักวิชาการไม่ใช่หรือ? เพราะอย่างน้อยๆ ที่สุด ความรู้ของนักวิชาการไม่ได้เป็น ‘ทาน’ ที่ได้กันมาฟรีๆ นิสิตนักศึกษาทุกคนเสียเงินเรียน นอกจากนั้นอย่างน้อยๆ ที่สุด กิจการพิมพ์หนังสือเองก็เป็นกลไกสำคัญของระบบทุนนิยม หนังสือที่ผู้อ่านถืออยู่นี้ก็ไม่ได้เป็นหนังสือแจกฟรีตามเมรุเผาศพ ไม่เพียงแต่เท่านั้น การขายความรู้ก็ยังเป็นเส้นทางสำคัญของมหาวิทยาลัยไทยที่จะยิ่งมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคตภายใต้โครงการมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ โดยไม่ได้บอกว่าจะเข้าสู่ระบบอะไร เพราะนี่เป็นเส้นทางของกระแสมหาวิทยาลัยจำนวนมากในโลก เช่น ญี่ปุ่นกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างมหาวิทยาลัย เป็นต้น
การใช้อุดมคติแบบนักปรัชญากรีกโบราณอย่างโสกราตีส ในฐานะผู้แสวงหาความรู้และอะไรอื่นๆ ที่เป็นอุดมคติจึงเป็นเพียงแรงปรารถนาที่เกิดขึ้นจาก ‘การขาด’ หรือ ‘การไม่มี’ ของชุมชนวิชาการและปัญญาชนตลอดระยะเวลาทางประวัติศาสตร์ เพราะโสกราตีสดูจะเป็นข้อยกเว้นมากกว่าที่จะเป็นชีวิตประจำวันที่ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง นอกจากนั้น ‘การขายของ’ แม้กระทั่งพ่อค้าก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่งจริยธรรม ดังนั้นปัญหาสำคัญก็คือ ‘ไม่ใช่เรื่องของการขายหรือไม่ขาย’ แต่คำถามสำคัญก็คือ ลูกค้าที่มาใช้บริการคือใครต่างหาก? ทั้งนี้อย่างน้อยๆ ที่สุด นักวิชาการก็สามารถที่จะเลือก ‘แขก’ หรือ ‘ลูกค้า’ เพราะนักวิชาการไม่ใช่ ‘กะหรี่’ ที่มีแมงดาคอยคุมให้ขายบริการ แม้นว่านักวิชาการจะมีข้อจำกัดอื่นๆ แบบมนุษย์ปกติทั่วๆ ไปที่ไม่ได้มีเสรีภาพเหนือโครงสร้างก็ตาม เช่น ข้อจำกัดของครอบครัว เพื่อนพ้อง เป็นต้น
ปัญหาก็คือ ปัญญาชนหรือมนุษย์คนอื่นๆ จะเป็นอิสระจากข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร? ใครบ้างที่หลุดพ้นจากข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้? ความตายเท่านั้นที่จะทำให้ปัญญาชนเหล่านี้หลุดพ้น แต่ถ้าเขาเหล่านั้นยังเชื่อในเรื่องเวียนว่ายตายเกิดก็คงจะยากที่จะหลุดพ้น อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้ที่ทำให้ชีวิตมีความซับซ้อนไม่ใช่หรือที่ทำให้ชีวิตมีเสน่ห์ โดยในบางเวลาเสน่ห์ของความซับซ้อนเหล่านี้ก็สามารถหาได้จากแผนที่ทางการเมืองของศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เล่มนี้



