storythai diary blog directory
home about openbooks openhouse october opendragon


อานุภาพแห่งเรื่องส่วนตัว อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

นราวุธ ไชยชมภู สัมภาษณ์ / ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ ถ่ายภาพ


อาจมีเสียงกระแนะกระแหนว่าไม่สนโลก

อาจถูกเยาะหยันว่าหมกมุ่นอยู่แต่กับตัวเอง

อาจโดนประชดประชันว่าไม่มีปัญญาคิดเรื่องอื่นที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่านี้แล้วหรือ

อาจได้รับการพิพากษาว่าเป็นผลงานที่ไร้คุณค่าและสาระ เห็นแล้วเกะกะลูกตา กรุณาเอาไปทิ้งถังขยะให้ไว

ศิลปินที่ฝักใฝ่ในเรื่องส่วนตัวมักถูกขว้างปาด้วยข้อกล่าวหาเหล่านี้

เราคงห้ามความคิดใครไม่ได้ เช่นเดียวกับความคิดของผู้กำกับหนังคนหนึ่ง

“หนังของผมเป็นหนังส่วนตัว” เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ผลงานหลายเรื่องของผู้กำกับวัย 36 ปีคนนี้ได้รับการยกย่องในระดับนานาชาติ และ ‘สัตว์ประหลาด’ หนังยาวเรื่องที่ 4 ของเขาได้รับรางวัล Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เอ่อ ว่ากันว่านี่เป็นเทศกาลหนังที่สำคัญที่สุดของโลก

เรื่องส่วนตัวน่าสนใจตรงไหน

เรื่องส่วนตัวสะท้อนสังคมหรือไม่

เรื่องส่วนตัวมีคุณค่าอย่างไร

ก่อนจะขว้างปาอะไรใส่ความรู้สึกของใคร ลองเปิดใจให้กว้าง แล้วอ่านทรรศนะของผู้กำกับหนังไทยระดับโลกคนนี้ก่อน-ดีไหม

คำเตือน นี่เป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้น


ตอนนี้ความสนใจในการทำหนังมุ่งไปที่เรื่องอะไร

ไม่ค่อยต่างจากเมื่อก่อน เป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องในชีวิตประจำวัน และประสบการณ์ที่ผ่านมา อย่าง ‘แสงศตวรรษ’ บางส่วนก็เป็นเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของพ่อแม่ เป็นเรื่องธรรมดาๆ เช่น การไปเที่ยวเขื่อนแล้วมีความสุข หนังเรื่องนี้ก็ทำเรื่องไปเที่ยวเขื่อน ไม่มีอะไรมากมาย นอกจากว่าวันหนึ่ง ผมได้เห็นความรุนแรง ได้เห็นอย่างอื่นที่อยากถ่ายทอด ตอนนั้นอาจทำหนังเกี่ยวกับความรุนแรงก็ได้

ผมอยากให้หนังสะท้อนภาพตัวเองออกไป เหมือนเป็นไดอารี่ของผม เป็นตัวตนของผม ถ้าใครอยากรู้จักผมก็ดูหนังผม อย่างไรก็ตาม หนังก็ต้องมีประเด็นที่ดึงให้คนเข้าไปดู แต่ผมหวังว่าในอนาคต ผมจะเป็นคาแรกเตอร์หนึ่งที่ดึงให้คนอยากดู ใช้ตัวเองเป็นจุดขาย รู้จักอภิชาติพงศ์แล้ว ไปดูไดอารี่ภาคต่อของคนนี้เรื่อยๆ

ทำไมถึงอยากเอาเรื่องส่วนตัวมาทำหนัง

อยากบันทึกไว้ อีกเหตุผลคือไม่ค่อยมีคนทำ โดยเฉพาะหนังไทย ไม่ค่อยมีหนังที่เกี่ยวกับเรื่องราวธรรมดาๆ หรือชีวิตของคนธรรมดาๆ ผมอยากเห็นอะไรที่แตกต่างในวงการหนังไทย

พอได้ทำหนังเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว เราก็มีความสุขที่จะได้ทำหนังเรื่องนั้น

ใช่ๆ (ตอบทันที) ความท้าทายคือทำอย่างไรให้คนดูมีความสุขกับเราด้วย ทำอย่างไรพอไปเขื่อนแล้วคนดูถึงจะมีความสุข จะถ่ายทอดอย่างไรถึงจะดึงความสุขออกมาได้ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องของเทคนิค เรื่องของภาษาหนัง

อย่างหนังทดลองในบ้านเรา ทุกวันนี้ก็ค่อนข้างส่วนตัวมากขึ้น สมัยก่อนมีแต่หนังสะท้อนสังคม เป็นหนังที่มีคำตอบ เดี๋ยวนี้มีหนังน่าสนใจเยอะขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น เป็นเรื่องของปัจเจกมากขึ้น ขณะที่งานเขียน ดนตรี และศิลปะแขนงอื่นๆ ก็มีแนวโน้มที่จะส่วนตัวมากขึ้นเหมือนกัน ไม่สอนแล้ว ให้คิดเองว่าคืออะไร (หัวเราะ) ซึ่งดี ประเทืองปัญญาดี

ประเทืองปัญญาอย่างไร

ให้คิดเองไง ไม่ได้ป้อนให้ บางทีศิลปะก็เป็นแค่ภาพสะท้อน หรือเป็นอะไรที่จี้จุดให้คนคิด แทนที่จะบอกว่าแบบนี้ถูก แบบนี้ผิด เพราะศิลปะไม่ใช่ตำราเรียน แต่เป็นเรื่องของจิตใจด้วย ตอนผมไปไหน แล้วรู้สึกว่า โห มีความสุขมากเลย ผมก็ถ่ายทอดความรู้สึกนี้ออกมาเป็นหนัง สมัยก่อนยากมากที่จะทำแบบนี้ เพราะจะมีแต่คนถามว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ใครรักใคร หมายความว่าอย่างไร จริงๆแล้วจุดมุ่งหมายในการทำหนังอาจแค่ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกเฉยๆ ถ่ายทอดความสุขแค่นั้น

แทนที่จะมีคำตอบชัดเจน แต่เป็นหนังที่กระตุ้นให้คนคิดเอง

ใช่ ผมมองว่าศิลปะเป็นหนึ่งในสื่อบันเทิง อาจบันเทิงด้านสมอง หรือบันเทิงด้านการใช้ชีวิต ผมดู ‘ต้มยำกุ้ง’ ก็ได้รู้ว่าช้างหายไปไหน ศิลปะป้องกันตัวของไทยเป็นอย่างไร ดูจบ ได้แค่นี้ โอเค หนังไทยทำเงินได้ ฝรั่งชื่นชอบ แต่ยังมีหนังอีกแบบที่ทำให้เรารู้สึกว่าการเป็นคนไทยสมัยนี้ไม่เกี่ยวกับช้างแล้ว แต่เกี่ยวกับหลายอย่าง ความจริง ความรัก หรือความอะไรก็ตามที่ทุกคนประสบอยู่

ถ้ามองถึงอนาคต ผมเชื่อว่าวิดีโอของนักศึกษาจะมีคุณค่ามากกว่า ‘ต้มยำกุ้ง’ เพราะนี่คือหนังที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตของคน ถ้าย้อนกลับมาดู ‘ต้มยำกุ้ง’ ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เราจะรู้สึกว่านี่เป็นหนังที่ขายนักท่องเที่ยว หนังที่ขายช้าง มีคุณค่า แต่มีแค่นี้ แล้วคุณค่าทางประวัติศาสตร์ คุณค่าทางสังคมล่ะ ผมว่าวิดีโอของนักศึกษาเพิ่งจบหรือหนังสั้นที่ส่งประกวด น่าสนใจกว่าเยอะ

เพราะอะไรถึงน่าสนใจกว่า

เพราะเป็นเสียงที่พูดจากความต้องการที่จะพูด เขาโตมากับสื่ออย่างเอ็มทีวี เกม หรือทีวี หลายคนเขียนหนังสือไม่เป็นแล้ว เลยถ่ายทอดความคิดด้วยภาพ ถ่ายวิดีโอแทน ถ้าเปรียบกับหนังสือก็เป็นหนังสือที่ทำออกมาโดยไม่คิดว่าทำอย่างไรถึงจะขายวะ แต่นี่คือความจริงที่เขาอยากถ่ายทอด (เน้นเสียง) มันเลยมีคุณค่าและน่าสนใจ แล้วถ้าพูดถึงงานรุ่นใหม่ ก็ไม่ได้มีแต่หนังทดลองที่ทำแบบนี้ หนังทดลองเป็นแค่ส่วนหนึ่ง

ทำไมศิลปะที่เอาเรื่องส่วนตัวมาทำถึงเยอะขึ้น

มันง่ายขึ้น อย่างหนัง ทุกวันนี้มีคอมพิวเตอร์ก็ตัดต่อได้แล้ว กล้องวิดีโอก็ถูกลง กลายเป็นสมุดกับดินสอไปแล้ว สะดวกขึ้น สมัยก่อนอยากทำหนัง แต่กูไม่มีเงิน เดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้เงินเยอะขนาดนั้น ต่อไปจะยิ่งง่ายกว่านี้อีก

พอเครื่องมือสะดวกขึ้น ทุกอย่างก็เลยแบบว่า เฮ้ย ถ่ายอะไรดีวะ มองรอบๆตัว แล้วเขาก็เริ่มทำ ถ้าเป็นการเขียนก็จะเริ่มเขียนเรื่องที่ตัวเองรู้มากที่สุดก่อน เหมือนเขียนไดอารี่ส่วนตัว หนังก็เหมือนกัน พอมีกล้องของตัวเอง พอไม่ต้องมีคนมาเกี่ยวข้องเยอะๆ เขาก็จะมองเข้าไปในเรื่องของตัวเอง ซึ่งมีค่ามากๆ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีเงื่อนไขหรือแรงผลักดันทางการค้ามาเกี่ยวข้อง

ศิลปินในอดีตก็เอาเรื่องส่วนตัวมาทำ แต่คนเห็นคุณค่าไง เช่น บันทึกของฝรั่งที่มาเมืองไทยเมื่อร้อยปีที่แล้ว หรือถ้ามีการค้นพบบันทึกของชาวบ้านในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง คิดดูสิว่ามันจะมีค่าแค่ไหน

หนังพวกนี้ก็เหมือนกัน ถ้ามองในระยาว มองภาพรวม มันมีค่าทางประวัติศาสตร์ และมีค่าทางการเงินด้วย ทำเป็นการค้าทางวัฒนธรรมได้ ในหลายๆประเทศ อย่างฝรั่งเศส เวลาไปเที่ยว คนก็ไปที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ดูศิลปะสมัยก่อนและศิลปะร่วมสมัย แต่บ้านเรายังไม่ค่อยหลากหลาย ซ้ำไปซ้ำมา ยังวาดลายกนก ลายกนกก็ดี แต่ไม่ส่งเสริมสนับสนุนอย่างอื่นเลยหรือ จะขายลายกนกอีกกี่ร้อยปี หรือจะขายช้างอีกกี่ร้อยปี ไม่ได้ ต้องสร้างสิ่งใหม่เพื่ออนาคตบ้าง

จะทำเป็นการค้าทางวัฒนธรรมได้อย่างไร

ทุกสิ่งทุกอย่างขายได้ ถ้าเราเห็นคุณค่าของมัน ทั้งงานเขียน หนัง เพลง รวมถึงศิลปะทุกแขนงล้วนแล้วแต่เป็นวัฒนธรรม และสามารถขายได้ แม้แรงบันดาลใจหรือจุดประสงค์แรกจะไม่เกี่ยวกับการค้า แต่ทุกอย่างขายได้ มันมีค่าในตัวเอง และมีค่าทางการเงินด้วย

บางคนบอกว่าถ้าทำเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวแสดงว่าไม่สนใจสังคม

นี่แหละสังคม มีเด็กคนหนึ่งเป็นเกย์ ทำหนังเกย์ไปเจอผู้ชาย นี่แหละสังคมปัจจุบันเลย สะท้อนเหมือนกระจกเลย เด็กอีกคนชื่อนิติพงศ์ ถิ่นทัพไทย ทำหนังเกี่ยวกับทักษิณ มันมาก บอกไม่ได้ว่ามันอย่างไรต้องดูเอง (ยิ้ม) อีก 2-3 ปี หนังเรื่องนี้จะยิ่งตกตะกอนมากขึ้น เพราะเป็นภาพสะท้อนของยุคทักษิณจริงๆ เฮ้ย เด็กคนนี้พูดเรื่องการเมืองจากสิ่งที่เขาเห็น ไม่ต้องให้อาจารย์มาสอนว่าจุดประสงค์ของหนังเรื่องนี้คืออะไร แต่ทำเพราะอยากทำ มันก็ออกมาเป็นการเมืองได้

ผมกลับตั้งคำถามว่าแล้วลายกนกสะท้อนสังคมตอนนี้ตรงไหน งานพวกนี้ตรงกว่าด้วยซ้ำ เพราะสังคมเป็นแบบนี้ มันถึงมีหนังแบบนี้ออกมา

ถึงจะเป็นหนังส่วนตัวก็สะท้อนสังคม

ใช่ (ตอบทันที) เป็นกระจกส่อง บางคนอยากเป็นหว่องกาไว มันก็ไม่ผิด เป็นกระแสของโลกยุคนี้ ช่วงนี้ฮิตแบบนี้ หลายปีผ่านไป พอมองย้อนกลับมา ถ้าเด็กรุ่นนี้ทำหนังแล้ว 80% เป็นหว่องกาไว มันก็มีค่า มีค่าที่เราได้รู้ว่าเด็กยุคนี้สมองเหลวแค่ไหน แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นหนังที่ดี เพราะเขาทำด้วยความอยากทำจริงๆ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์และการใช้ชีวิตของคนในยุคนี้ อาจเป็นภาพสะท้อนของความทุกข์ ความสุข หรือการเมือง การทำให้ผู้คนรู้สึกถึงคุณค่าของชีวิตมันสำคัญ แม้จะเป็นภาพที่ไม่สวยงาม ก็อาจจะกระตุ้นต่อม (หัวเราะ) นิพพานก็ได้


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารฟรีฟอร์ม ฉบับเดือนมกราคม 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter