storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


ในโลกหลายใบเดียว

(หรือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มนุษย์บางชนิดสามารถก่อเหตุวางระเบิดในที่สาธารณะได้โดยไม่รู้สึกรู้สาว่าจะคร่าชีวิตใคร)

- ปราบดา หยุ่น -


อนุชเช แอนซาริ (Anousheh Ansari) นักธุรกิจสาวชาวอเมริกัน เชื้อสายอิหร่าน ซื้อตำแหน่งทางประวัติศาสตร์ให้กับตัวเอง เมื่อเธอได้เป็นราษฎรหญิงคนแรกของโลก (และเป็นราษฎรหญิงเชื้อสายอิหร่านคนแรก) ที่ขึ้นไป “เที่ยว” อวกาศ เมื่อวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 2006 ภายใต้การจัดการของบริษัท “ทัวร์อวกาศ” ชื่อ Space Adventures

แอนซาริใช้เวลาแปดวันอยู่บนสถานีอวกาศ ISS (International Space Station) ประสบการณ์แบบ “หลุดโลก” ที่คนส่วนใหญ่ไม่มีทางได้สัมผัส ทำให้แอนซาริมี “มุมมองใหม่” เกี่ยวกับชีวิตอย่างแท้จริง การเห็นโลกทั้งใบจากระยะไกล ได้มองชั้นบรรยากาศ (ที่คนเดินดินอย่างเราๆเรียกว่าท้องฟ้า หรือ “สวรรค์”) จากอีกฟากฝั่ง ทำให้เธอตระหนักว่า “บ้าน” ของเรามีเพียงหนึ่งหลัง

“คุณเห็นโลกใบเดียว เห็นว่าเป็นโลกที่เล็กจ้อยและบอบบางในจักรวาล” แอนซาริบอกกับนิตยสาร New Scientist มุมมองจากอวกาศทำให้เธอลืมความแตกต่างระหว่างสีผิว เชื้อชาติ และความเชื่อของมนุษย์ แอนซาริเป็นคนมองโลกในแง่ดี เธอคิดว่าความเข้าใจโลกแบบนักท่องอวกาศ จะสามารถมีส่วนช่วยให้มนุษย์ปรองดองกันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เมื่อกลับมาถึงผิวโลก แอนซาริจึงเริ่มทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์การท่องอวกาศอย่างแข็งขัน ดูเหมือนเธอจะคิดว่าการมีโอกาสเห็นโลกแบบที่เธอได้เห็น เป็นกุญแจสำคัญสู่ประตูแห่งสันติภาพ ยิ่งมีคนได้เดินทางออกไปมองโลกจากระยะห่างไกลมากเท่าไร สันติภาพจะเคลื่อนเข้ามาในระยะใกล้มนุษยชาติมากขึ้นเท่านั้น

แอนซาริออกปากยุยงให้เพื่อนนักบินอวกาศของเธอเล่นการเมือง เธอบอกว่าพวกเขาน่าจะเป็น “ผู้นำโลกที่ดีที่สุด” เพราะนักบินอวกาศล้วนเคยเห็นโลกจากระยะห่างเช่นเดียวกับที่เธอได้เห็น พวกเขาน่าจะซาบซึ้งในความ “เป็นหนึ่ง” ของมนุษยชาติมากกว่าใคร

แอนซาริคงลืมไปว่า ความ “เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” คือจุดมุ่งหมายของนักการเมืองและผู้มีอุดมการณ์แทบทุกรูปแบบอยู่แล้ว สิ่งที่แตกต่างระหว่างความ “เป็นหนึ่ง” ในมุมมองจากนอกโลก กับความเป็นหนึ่งในมุมมองของคนบนโลก คือคนบนโลกพยายามบังคับความแตกต่างหลากหลายให้กลายเป็นหนึ่งเดียว ในขณะที่คนนอกโลกเห็นเพียงความเป็นหนึ่งโดยไม่ระแคะระคายถึงความแตกต่างหลากหลายภายใต้ชั้นบรรยากาศสวยมหัศจรรย์นั้น

อาจสรุปได้ว่า โลก (หรือธรรมชาติ) คือศูนย์แห่งความแตกต่างที่รวมอยู่ในความเป็นหนึ่ง

“Same same but different,” ชาวโลกสัญชาติไทยเป็นผู้บัญญัติสำนวนกวนประสาทส้นเท้านี้ขึ้นมาใช้ (จากอารมณ์ “สบายๆ” ของการเข้าใจภาษาอังกฤษแบบ “snake snake, fish fish”—เป็นอีกตัวอย่างที่พิสูจน์ว่าความไม่รู้คือครูของปัญญาชน) เราควรภูมิใจว่ามันเป็นปรัชญาสะท้อนสัจธรรมธรรมชาติที่ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่สมองมนุษย์จะคิดได้ ขนาดท่านเหลาจื๊อแห่งเต๋ายังไม่สามารถประพันธ์ “ก๊อปปี้” ได้ “โดน” เท่า

“เป็นหนึ่งเดียวแต่แตกต่าง” (หรือ “เหมือนแต่ต่าง” ในความหมายดั้งเดิมของใครก็ตามที่คิดขึ้น) คือการนิยามพฤติกรรมของโลกที่ตรงชัดที่สุด ไม่ว่าจะมองจากด้านใด แม้แต่ในหมู่นักฟิสิกส์ที่พยายามไขความลับของธรรมชาติ บางคนค่อยๆจะเริ่มเข้าใจ (และทำใจ) ว่าการขับเคลื่อนของทุกสรรพสิ่ง รวมถึง “กฎ” ทางฟิสิกส์ คือผลลัพธ์ของความหลากหลายที่ผสานเป็นหนึ่ง ธรรมชาติดำเนินไปด้วยการทำงานสอดคล้องกันระหว่าง “องค์กร” (organizations) หลากรูปแบบ ที่สร้าง “อุบัติการณ์” (emergence) ให้ธรรมชาติมีความสมดุลและหมุนเวียนเป็นวัฏจักรเบ็ดเสร็จในตัวเอง

นั่นหมายความว่า อาจไม่มีกฎใดเป็นกฎตายตัวหนึ่งเดียวที่กำหนดการทำงานของจักรวาล และการทำความเข้าใจต่อพฤติกรรมของธรรมชาติจำเป็นต้องศึกษาผ่านความหลากหลายที่อาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในบางกรณี

ความเป็น “เอกภาพ” แบบเบ็ดเสร็จ จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในรายละเอียดของมนุษยชาติ ไม่ใช่เพราะผู้คนดื้อด้านไม่ร่วมมือ ไม่ใช่เพราะ “คนมันไม่รักดี” แต่เพราะคำว่า “เอกภาพ” ในความหมายของการหล่อหลอมมนุษย์ให้มีเพียงหนึ่งรูปแบบ หนึ่งภาษา หนึ่งระบอบการปกครอง หนึ่งศาสนา หนึ่งอุดมการณ์ หรือหนึ่งอะไรก็ตาม เป็น “จินตนาการ” ของมนุษย์ที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงในธรรมชาติอย่างยิ่งยวด

หากจักรวาลมีที่มาจาก “หนึ่ง” จริงดังที่นักทฤษฎีฟิสิกส์บางคนเชื่อมั่น การดำรงอยู่ของมันก็ขึ้นอยู่กับการแตกกระจายจากสถานะของความเป็นหนึ่งนั้น (และการกลับคืนสู่หนึ่งอีกครั้ง น่าจะเป็น “จุดจบ” หรือจุด “เริ่มใหม่” ของจักรวาล มากกว่าจะหมายถึงพลังของความสามัคคีในความคิดของมนุษย์)

มนุษย์ก็เช่นกัน หากมนุษย์มีที่มาจากหนึ่ง มนุษยชาติก็ดำรงอยู่ได้เพราะความหลากหลาย ภาพฝันสวยหรูโรแมนติกของการ “รวมตัวเป็นหนึ่ง” แม้จะผุดเกิดจากผู้มีความหวังดี มีอุดมคติงดงาม แต่ความหมายของโลกในอุดมคติเช่นนี้ ย่อมไม่แตกต่างมากนักจากโลกในอุดมคติแบบเผด็จการที่พยายามยัดเยียดความเป็นเอกภาพให้มนุษย์

นอกจากจะก่อให้เกิดการต่อต้านขัดแย้งและความรุนแรง อุดมคติหลอมโลกเป็นหนึ่ง ยังเป็นอุดมคติที่เปล่าประโยชน์ (และอาจจะน่าขัน) ในสายตาของธรรมชาติ

ความเข้าใจว่าโลกสมบูรณ์แบบและเป็นเอกภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เป็นความเข้าใจที่มนุษย์บางคนดูเหมือนจะระแคะระคายมานานแล้ว ธอมัส มอร์ (Thomas More) จึงเรียกเมืองในอุดมคติของเขาว่า “ยูโธเปีย” (Utopia) ซึ่งแปลว่า “no place”—เมืองในฝันที่น่าอยู่ที่สุด แต่ไม่สามารถมีอยู่ได้จริง

มีหนึ่งจึงมีหลาย มีหลายจึงเป็นหนึ่ง ธรรมชาติไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ดูเหมือนเธอจะให้โอกาสลูกทุกคนดำเนินชีวิตไปพร้อมๆกัน และยังกำหนดว่า การอยู่รวมกันอย่างหลากหลายนี้ คือวิธีเดียวที่จะสามารถสร้างความเป็น “ครอบครัว” ให้กับชีวิต

ความ “เป็นหนึ่ง” แต่ “แตกต่าง” ไปพร้อมๆกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ยากต่อความเข้าใจสำหรับสมองมนุษย์ เราถูกสอนให้เลือก ให้แบ่งแยก และให้จัดลำดับความสำคัญ จนไม่อาจหยั่งถึงสภาวการณ์สมดุลระหว่างสถานะทั้งสองได้อย่างซาบซึ้งกระจ่างแจ้ง กระทั่งมนุษย์ผู้คิดว่าตนเข้าใจและเปิดกว้างกับการอยู่ร่วมกันของความแตกต่างในสังคม ยังอดไม่ได้ที่จะให้น้ำหนักกับด้านใดด้านหนึ่งมากกว่าด้านอื่นๆเสมอ เช่น ชาวพุทธส่วนใหญ่ได้ชื่อว่ามีเมตตา ไม่ต่อต้านความเชื่อที่แปลกแยก แต่การไม่ต่อต้านไม่ได้แปลว่าให้เกียรติหรือให้ความนับถือเทียบเท่า ชาวพุทธมักบอกตัวเองว่าคำสอนของศาสนาพุทธ “ดีกว่า” “จริงกว่า” หรือ “ลึกซึ้งกว่า” คำสอนของศาสนาอื่นเสมอ

เหมือนที่นักปรัชญา นักวิชาการ นักการเมือง หรือนักอุดมการณ์มักอ้างว่าสามารถยอมรับความแตกต่างหลากหลายในอารยธรรม แต่ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อถูกขับเค้นเอาความเชื่อที่แท้จริง ก็ล้วนต้องเลือกยึดถือทัศนคติของตนเป็นมาตรฐานความถูกต้องอยู่วันยังค่ำ

ไม่มีสาวกลัทธิไหนบอกว่าตนเห็นด้วยกับความเชื่อของลัทธิอื่นมากกว่า แต่ทำใจนับถือลัทธิของตัวเองต่อไปเพราะต้องการให้สังคมมีความแตกต่างหลากหลาย มนุษย์เลือกอยู่กับฝ่ายที่ตนคิดว่า “เหนือกว่า” ฝ่ายอื่น กระทั่งการเลือกเชียร์ฝ่ายอ่อนแอ (ที่ภาษาฟุตบอลเรียกว่า “บอลรอง”) ก็เกิดขึ้นจากความรู้สึกลุ้นระทึกให้ผู้แพ้กลายเป็นผู้ชนะ เป็นความรู้สึกทางจิตวิทยาที่เชื่ออยู่ลึกๆจากการปลูกฝังทางวัฒนธรรมว่า “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” นั่นคือ ด้วยเหตุผลบางประการ (ที่ไม่จริงเสมอไป) ผู้แพ้คือ “คนดีที่น่าสงสาร” ในขณะที่ผู้ชนะคือคนร้าย เป็นผู้ได้ผลประโยชน์ที่น่ารังเกียจ

ทว่าเมื่อสรุปรวมหลายตลบ มนุษย์เลือกอยู่กับฝ่ายที่ตนต้องการให้ “เหนือกว่า” และเป็น “ผู้ชนะ” ในที่สุด

ทัศนคติของคนจำนวนมากแบ่งเป็นสองจำพวกใหญ่ๆ พวกแรกคือต่อต้านความแตกต่าง (ไม่ว่าจะโดยการออกเสียงหรือต่อต้านแบบเก็บเงียบ) อีกพวกคือมองข้ามความแตกต่าง ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่ามีความหลากหลายกระจัดกระจายอยู่ในสังคม

การมองข้ามความแตกต่างดูเหมือนจะช่วยสร้างสันติภาพให้โลกได้มากกว่าการมีทัศนคติต่อต้าน แต่ความหมายของการมองข้ามไม่ใช่ความเข้าใจยอมรับ หากเป็นความ “ไม่สนใจ” ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ “ฝ่ายอื่น” มากกว่า ดังนั้น เมื่อเกิดความรุนแรงระหว่างความแตกต่างในสังคม มนุษย์ผู้มองข้ามความแตกต่างจึงไม่ได้มีพฤติกรรมต่างจากผู้ต่อต้านเท่าไรนัก นั่นคือเข้าข้างและคำนึงถึงความเป็นอยู่ของฝ่ายตนเป็นสำคัญ

ที่จะโอบรับและเข้าใจความแตกต่างอย่างแท้จริง และพยายามพดุงความหลากหลายไว้ให้ทัดเทียมกันอย่างบริสุทธิ์ใจ คงจะเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ประเภทที่สามารถหาตัวได้เฉพาะใน “ยูโธเปีย” เท่านั้น

หรือนี่ก็เป็นอีกหนึ่ง “กฎ” ของธรรมชาติ

เพียงการได้เห็นโลกจากสถานีอวกาศ ได้เห็นความเป็น “โลกเดียว” ที่ “เล็กจ้อยและบอบบาง” ไม่ได้แปลว่าปัญญาและจิตใจของผู้เห็นจะได้รับการยกระดับเป็นผู้รู้ซึ้งถึงธรรมชาติของการขับเคลื่อนในสังคม ตรงกันข้าม การทึกทักว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ไม่มีความแตกต่าง เพราะอยู่ในพื้นที่เดียวกัน (ดังนั้นจึงไม่ควรรบราฆ่าฟันกันเอง) อาจจุดประกายให้เกิดทัศนคติอันตรายที่แอนซาริไม่ทันคิด (หรือความเป็นคนมองโลกในแง่เดียวของเธอทำให้คิดไปไม่ถึง) การเห็นโลกจากระยะห่าง แล้วทึกทักว่าดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นก้อนเอกภาพในจักรวาล อาจทำให้ผู้เห็นไม่ตระหนักว่า “ความจริง” จากระยะไกล กับความจริงในระยะใกล้ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ทั้งๆที่เป็น “ตัวตน” เดียวกัน—same same, but different

เช่นที่พฤติกรรมของ “จักรวาล” ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ (relativity—กฎทางฟิสิกส์ที่กำหนดพฤติกรรมของวัตถุใหญ่ๆ รวมถึงการใช้ชีวิตของมนุษย์และการขับเคลื่อนของโลก) แตกต่างและขัดแย้งกับพฤติกรรมทางฟิสิกส์ในโลกระดับอนุภาค (particle physics) อย่างน่าประหลาดใจ ทั้งที่ทั้งสองโลกต่างก็มีอิทธิพลมหาศาลต่อการดำรงอยู่ของธรรมชาติ

ความ “น่าประหลาดใจ” ที่ว่า เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในสมองของมนุษย์ผู้ต้องการคำตอบหรือกุญแจเพียง “หนึ่งเดียว” ในการไขความลับของจักรวาล และไม่สามารถยอมรับว่าจักรวาลอาจดำรงอยู่ภายใต้กฎหลายหลากที่ “ทำงาน” ไปพร้อมๆกัน มีการแบ่งแยก “หน่วยงาน” รับผิดชอบตำแหน่งหน้าที่ต่างกัน ไม่ผิดไปจากกระทรวงต่างๆในระบบการปกครองสังคม

ลึกๆแล้ว ดูเหมือนมนุษย์ยังต้องการเชื่อว่าทุกอย่างมีเหตุและผลหนึ่งเดียวเบ็ดเสร็จ เช่นความเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิด กำหนดความเป็นไป และสร้างมาตรฐานถูกผิดให้ทุกสรรพสิ่งไว้อย่างครบครัน (และอุตส่าห์กรุณาบอกมาตรฐานทั้งหมดให้มนุษย์ไว้ “เชื่อ” อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว)

ปัญหาคือพระเจ้าที่ว่านั้น คือพระเจ้า “ของเรา” ส่วนพระเจ้าของ “คนอื่น” ล้วนเป็นตัวปลอมทั้งสิ้น

เป็นไปไม่ได้เลยที่ความเชื่อของคนอื่นจะ “จริง” หรือ “ถูกต้อง” เหมือนความเชื่อของพวกเรา เพราะความหมายของความจริงและความถูกต้องไม่อาจขัดแย้งกันเอง แปลว่าความจริงและความถูกต้องย่อมมีเพียง “หนึ่งเดียว” แน่นอน

นอกจากการมองโลกในระยะไกลจะสามารถหลอกตาและบดบังความแตกต่างหลากหลายที่ทำงานร่วมกันจนดูเหมือนจะเป็นหนึ่งเดียว (และก็เป็นหนึ่งเดียวจริงๆ) ทัศนคติที่เห็นมนุษย์เป็น “หนึ่ง” แต่เพียงอย่างเดียว อาจเกลี้ยกล่อมให้สมองบางคนมองสังคมเป็น “ก้อน” มากกว่าเป็น “อวัยวะ” ที่ล้วนมีความสำคัญในการขับเคลื่อนโลก ไม่ว่าแต่ละส่วนจะใหญ่หรือเล็ก แข็งแรงหรือบอบบาง

ทัศนคติที่เห็นมนุษย์เป็นก้อน ยิ่งจะน่าเป็นห่วงที่สุดหากถูกปลูกฝังลงในสมองของนักการเมืองหรือผู้ต้องการมีอำนาจขับเคลื่อนสังคม เพราะความเป็น “ก้อน” เปิดโอกาสให้กับการโดนขูดกรีดและสภาพบิ่นบุบอย่างง่ายดาย

หากจะเคลื่อนก้อนกลมๆไปข้างหน้าให้รวดเร็ว หรือจะหมุนปั่นให้มันตื่นตัว ก็ต้องยอมให้เกิดรอยสึกหรอขึ้นบ้าง

หากจะ “กำจัด” ความแตกต่าง ก็ต้องยอมตัดส่วนเกินที่ทำให้โลก “ของเรา” ไม่กลมเท่าที่ควรออกไปบ้าง

ตราบใดที่สถานะของความเป็นก้อนยังคงอยู่ หากบนพื้นผิวจะมีบาดแผลเล็กๆน้อยๆผุดโผล่ขึ้นบ้างจะเป็นอะไรหนักหนา

กระสุนไม่กี่ลูก คนธรรมดาๆแค่สองพันสามพัน...สี่หมื่นห้าหมื่น...หกแสนเจ็ดแสน...กระทั่งสิบ-ยี่สิบล้าน

วางระเบิดสักหก-เจ็ดจุด คนตายสักสองสามชีวิต จะกระทบกระเทือนความ “เป็นหนึ่ง” ของโลกได้อย่างไร

ปัจเจกชนไม่มีความสลักสำคัญในภาพรวม หรือภาพจาก “ระยะห่าง” อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าปัจเจกชนเหล่านั้น “แตกต่าง” ไปจากเรา

ทัวริสต์อวกาศอย่างแอนซาริอาจได้โอกาสพิเศษที่น้อยคนจะได้สัมผัส แต่การเชื่อมโยงความเป็นเอกภาพของดวงดาวหนึ่งดวงเข้ากับพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่บนแผ่นผิว และทึกทักว่านักบินอวกาศมีศักยภาพเหมาะสมจะเป็นผู้นำโลก เพราะพวกเขาเคยเห็นบ้านทั้งหลังของเราจากระยะห่าง ไม่ได้ต่างอะไรกับทัศนคติของคนคลั่งอำนาจและเมาอุดมการณ์บนผิวโลก ที่เชื่อว่าตนเข้าใจความเป็นไปใต้หลังคาบ้านดีกว่าใครๆ

ไม่จำเป็นแม้แต่น้อยที่มนุษย์ต้องเห็นโลกจากระยะห่างจึงจะเข้าใจว่าเราอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน

ปัญหาทั้งหมดของมนุษย์ ล้วนเกิดขึ้นใกล้ๆ—ในบ้านหลังเดียวที่มีหลากห้อง หลายชั้น และมากซอกมุมหลังนี้...ใบนี้

บ้านใบที่ Same same… “and” different ไปพร้อมๆกัน



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการ: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter