Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Artvirus
สนธยา ทรัพย์เย็น และทีมงานฟิล์มไวรัส


Black Sox Scandal เกมอัปยศ!

- โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล -


1.

1 ตุลาคม 1919 การช่วงชิงความเป็นเจ้าในกีฬาเบสบอลของอเมริการายการ ‘เวิร์ลด์ ซีรีส์’ เริ่มขึ้นอีกครั้ง

มันเป็นรายการที่ทรงเกียรติและยิ่งใหญ่ เนื่องจากเป็นการนำแชมป์ของ 2 ลีกสำคัญ คือ ‘อเมริกัน ลีก’ และ ‘เนชันแนล ลีก’ มาแข่งขันกัน

โดยปรกติ เวิร์ลด์ ซีรีส์จะเล่นกัน 7 เกม ใครชนะถึง 4 เกมก่อน ถือว่าได้แชมป์ (เรียกว่า best-of-seven playoff)

อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์เบสบอลสหรัฐอเมริกา มี 4 ครั้งที่เวิร์ลด์ ซีรีส์ เล่นด้วยระบบ best-of-nine playoff กล่าวคือ ทั้งสองทีมต้องแข่งกัน 9 เกม เพื่อหาผู้ชนะ 5 ใน 9 เวิร์ลด์ ซีรีส์ประจำปี 1919 เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น (อีก 3 ปีที่เหลือคือ 1903 ปีแรกที่มีการแข่งขันชิงถ้วยเวิร์ลด์ ซีรีส์, 1920 และ 1921)

ปีนั้น แชมป์ของอเมริกัน ลีก คือทีม ชิคาโก ไวท์ ซอกซ์ ต้องพบกับ ซินซินเนติ เร้ดส์ แชมป์เนชันแนล ลีก

สถิติเก่าก่อนและฟอร์มการเล่นตลอดทั้งปีบ่งชี้ว่า ไวท์ ซอกซ์เหนือกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด แฟนเบสบอลและผู้สื่อข่าวกีฬาบางคนถึงกับบอกว่า พวกเขาติดตามเวิร์ลด์ ซีรีส์ ปีนี้ ไม่ใช่เพื่อลุ้นว่าไวท์ ซอกซ์ จะมีชัยเหนือเร้ดส์ได้หรือไม่ แต่เพราะอยากดูว่า “ไวท์ ซอกซ์ จะชนะอย่างไร”

แต่แล้วผลการแข่งขันกลับทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจ เพราะซินซินเนติ เร้ดส์ มีชัยเหนือไวท์ ซอกซ์ ไปแบบพลิกโผ 5 ต่อ 3 เกม คว้าถ้วยเวิร์ลด์ ซีรีส์ ประจำปีนั้นไปครองได้สำเร็จ ชนิดที่แม้แต่แฟนๆของทีมเอง ถึงจะดีใจ แต่ลึกๆก็ยังไม่แน่ใจว่าฝันไปหรือเปล่า

อย่างไรก็ตาม เร้ดส์และแฟนๆก็ภูมิใจกับชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้นาน เพราะหลังจากนั้นไม่กี่เดือน ก็มีเสียงร่ำลือดังขึ้นว่า เวิร์ลด์ ซีรีส์ปีนั้นไม่ขาวสะอาด

เพราะมีแหล่งข่าวและหลักฐานหลายอย่างชวนให้เชื่อว่า ผู้เล่นของไวท์ ซอกซ์...ล้มบอล!


2.

เพราะไวท์ ซอกซ์ ไม่ใช่ทีมกระจอก อีกทั้งผู้เล่นที่ตกเป็นข่าวว่ายอมขายวิญญาณก็ล้วนแล้วแต่เป็นระดับหัวกะทิของทีมทั้งนั้น กระแสข่าวเรื่องการล้มบอลจึงตกเป็นเป้าสนใจของสาธารณะอย่างล้นหลาม

สื่อขุดคุ้ย แฟนๆวิพากษ์วิจารณ์ หลักฐานต่างๆ และรายชื่อเซียนพนันที่อยู่เบื้องหลังถูกนำมาตีแผ่ ผนวกกับภาพรวมของวงการเบสบอลในฤดูกาล 1920 ซึ่งตกต่ำอย่างถึงขีดสุด เพราะมีเสียงร่ำลือเรื่องการล้มบอลของทีมต่างๆปรากฏขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน (และหลายคนเชื่อว่า กรณีของไวท์ ซอกซ์ ซึ่งน่าเชื่อว่าล้มบอลจริง ทว่ากลับลอยนวลไร้ความผิด เป็นตัวจุดชนวนสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นคนอื่นทำตามอย่างบ้าง) ทำให้ฝ่ายกฎหมายของรัฐตัดสินใจว่าจะต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง

นักเบสบอลของหลายทีมที่มีหลักฐานชวนให้สงสัยว่าได้กระทำความผิด จึงถูกสั่งฟ้อง ส่วนผู้เล่นต้องสงสัยของไวท์ ซอกซ์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 8 คน ก็ถูกเรียกตัวไปให้ปากคำและมีคำสั่งให้พักงานชั่วคราวจนกว่าจะชำระมลทินของตัวเองได้แล้วเสร็จ

สิ่งที่ไม่มีใครคาดไว้ก็คือ กรณีของไวท์ ซอกซ์ นั้นซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะมีเรื่องของมาเฟียและอิทธิพลมืดเข้ามาข้องเกี่ยวด้วย

การพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความยากลำบาก พยานหลายรายไม่อยากให้ความร่วมมือ ข้อเท็จจริงหลายอย่างถูกบิดเบือน แม้กระทั่งบันทึกคำรับสารภาพ –ว่าได้กระทำความผิดจริง- ของผู้เล่นไวท์ ซอกซ์ บางราย จู่ๆก็ยังสูญหายไปเสียเฉยๆ

ไม่น่าแปลกใจที่ภายหลังการสืบพยานอยู่ราว 1 เดือน ศาลจะตัดสินว่าจำเลยทั้งหมด –ซึ่งประกอบด้วยผู้เล่นทีมไวท์ ซอกซ์ 8 คน และผู้จ้างวานอีก 3-4 คน- ไม่มีความผิด

อย่างไรก็ตาม เวรกรรมมีจริง และผู้เล่นไวท์ ซอกซ์ ทั้ง 8 -ที่ ณ เวลานั้นเป็นที่ทราบค่อนข้างแน่แล้วว่ารับเงินจากมาเฟียนักพนันเพื่อล้มบอลจริง- ก็ไม่อาจลอยนวลรอดพ้นความผิดที่ตนก่อไว้ไปได้

รัฐบาลซึ่งมุ่งหวังจะฟื้นฟูเกียรติยศของกีฬาประจำชาติชนิดนี้เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของแฟนๆกลับคืนมาอีกครั้ง ตัดสินใจแต่งตั้ง คีนซอว์ เมาน์เทน แลนดิส ผู้พิพากษาส่วนกลาง (federal judge ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดยตรง และรับรองโดยสภาสูง) ซึ่งขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเฉียบขาด ขึ้นเป็นประธานกรรมการ ‘เมเจอร์ ลีก เบสบอล’ (ประมาณ สมาคมฟุตบอลของประเทศอังกฤษ) มีหน้าที่กำกับดูแลให้การดำเนินงานในทุกส่วนและทุกทีมโปร่งใส และขจัดความฉ้อฉลที่เกิดขึ้น –หรือกำลังจะเกิดขึ้น- ในวงการโดยเฉพาะ

และแลนดิสก็ไม่ทำให้ใครผิดหวัง

ทันทีที่รู้ว่ากฎหมายไม่อาจเอาผิดผู้เล่นไวท์ ซอกซ์ ได้ – เขาก็จัดแจงแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า ด้วยอำนาจที่เขามีอยู่ เขาขอสั่งแบนผู้เล่นทั้ง 8 จากวงการเบสบอลอาชีพนับตั้งแต่บัดนี้

“ไม่ว่าศาลจะตัดสินว่าอย่างไร นักกีฬาที่ยอมขายวิญญาณเพื่อล้มบอล หรือสัญญาว่าจะล้มบอล หรือแม้แต่ผู้ที่รู้เรื่องการล้มบอลของเพื่อนร่วมทีมแต่ทำเป็นนิ่งเฉย – ไม่มีวันได้ลอยนวลอยู่ในวงการเบสบอลอาชีพภายใต้การดูแลของผม”

แลนดิสไม่ได้สั่งแบนทั้ง 8 แค่นัดหรือ 2 นัด หรือทั้งฤดูกาล

ทว่าเขาสั่งแบนทั้งหมดตลอดชีวิต!

ผู้พิพากษากลาง คีนซอว์ เมาน์เทน แลนดิส ผู้ประกาศแบนผู้เล่นไวท์ ซอกซ์ ทั้ง 8 จากวงการเบสบอลอาชีพตลอดชีวิต


3.

ชิคาโก ไวท์ ซอกซ์ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นตั้งแต่ปี 1900 เจ้าของคือ ชาร์ลส์ โคมิสกี อดีตนักกีฬาเบสบอลอาชีพที่ประสบความสำเร็จพอสมควร เดิมทีเดียว โคมิสกีตั้งชื่อทีมของตนว่า ‘ไวท์ สตอกกิงส์’ แต่ใช้อยู่เพียง 2 ปีก็เปลี่ยนเป็น ‘ไวท์ ซอกซ์’ เพราะเห็นว่ามันดูน่าสนใจกว่าเมื่อปรากฏตามสื่อต่างๆ

ถ้านับแต่เฉพาะผลการแข่งขัน กล่าวได้ว่าในระยะแรก ไวท์ ซอกซ์ประสบความสำเร็จค่อนข้างมากทีเดียว พวกเขาเป็นแชมป์ลีกในปี 1902 และเป็นแชมป์เวิร์ลด์ ซีรีส์ในปี 1906

ไวท์ ซอกซ์พบจุดเสื่อมในระหว่างปี 1907 – 1915 ทว่าหลังจากนั้นโคมิสกีก็นำทีมกลับมาคืนชีพอีกครั้ง เขาทุ่มซื้อผู้เล่นเจ๋งๆมาไว้ในทีมหลายต่อหลายคน นำประสบการณ์เก่าๆที่ตัวเองมีอยู่มาช่วยในการทำทีม ทำให้ทีมกลับมาคว้าแชมป์เวิร์ลด์ ซีรีส์ ได้อีกครั้งในปี 1917

ในปี 1919 ที่เกิดเรื่อง หลายคนลงความเห็นว่า ไวท์ ซอกซ์เป็นทีมที่เข้มแข็งที่สุด และมีฟอร์มการเล่นสุดยอดที่สุดในช่วงเวลานั้น

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ภายในทีมไวท์ ซอกซ์ กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม ทั้งระหว่างผู้เล่นกับผู้เล่นด้วยกัน และระหว่างผู้เล่นกับตัวโคมิสกีเอง

ในส่วนแรก แหล่งข่าววงในระบุว่า ผู้เล่นทั้งหมดในทีมไวท์ ซอกซ์ แบ่งพรรคแบ่งพวกเป็น 2 ฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด

ฝ่ายแรกนำทีมโดย เอ็ดดี คอลลินส์ เป็นพวกที่มีการศึกษาสูงกว่า มีชาติตระกูลที่ดีกว่า

ส่วนฝ่ายหลังมี อาร์โนลด์ ‘ชิก’ แกนดิล เป็นหัวโจก เพื่อนร่วมแก๊งโดยมากไม่ค่อยมีการศึกษานัก บางคนถึงกับอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ อีกทั้งภาพลักษณ์ภายนอกยังออกจะห่ามและกักขฬะ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ พวกเขาได้รับค่าเหนื่อยเพียงปีละ 6,000 ดอลลาร์ ในขณะที่พวกคอลลินส์บางคนต่อรองได้สูงถึง 15,000 ต่อปี

ความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ทำให้แกนดิลกับพรรคพวกไม่พอใจโคมิสกีอยู่ลึกๆ บวกรวมกับอีกหลายกรณีที่เป็นผลมาจากความตระหนี่ของโคมิสกี เช่น เขาเก็บค่าซักรีดชุดแข่งกับผู้เล่น จนส่งผลให้เกิดการประท้วง หรือครั้งหนึ่งเขาสัญญากับผู้เล่นว่าจะให้โบนัส หากนำทีมคว้าแชมป์ได้ แต่เมื่อถึงคราวที่ทีมได้แชมป์จริง โคมิสกีกลับผิดสัญญา แล้วจ่ายรางวัลเป็นแชมเปญราคาถูกแทน


ชาร์ลส์ โคมิสกี เจ้าของทีมชิคาโก ไวท์ ซอกซ์ ผู้ถูกตำหนิว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องทั้งหมด เนื่องจากปฏิบัติต่อผู้เล่นอย่างไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังเอารัดเอาเปรียบ ตะหนี่ถี่เหนียวสุดจะหาที่เปรียบ


นอกจากนั้น ค่าเหนื่อยที่พรรคพวกของแกนดิลได้รับแค่ปีละ 6,000 นั้น ถึงไม่เปรียบเทียบกับฝ่ายของคอลลินส์ซึ่งเป็นคู่อริ ก็ยังนับว่าต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ดี เนื่องจากผู้เล่นของทีมอื่นๆซึ่งมีความสามารถน้อยกว่า และมีบทบาทในทีมน้อยกว่า ก็ยังได้ถึงปีละ 10,000 ทีเดียว

หลายกรณีรวมกันทำให้แกนดิลกับพวก หมดความภักดีต่อโคมิสกีไปมาก ส่วนความรักนั้นไม่ต้องพูดถึง ทุกวันนี้พวกเขายังอยู่กับทีมก็ด้วยความจำใจเท่านั้น

หลายคนตั้งคำถามว่า หากหมดสิ้นเยื่อใยกันถึงเพียงนั้น ทำไมพวกแกนดิลไม่ย้ายไปอยู่ทีมใหม่เสียให้พ้นๆ

คำตอบคือ พวกเขาย้ายทีมไม่ได้ เพราะในสัญญา –ซึ่งพวกเขาอ่านอย่างไม่แตกฉาน เพราะความรู้น้อย- ระบุว่า เจ้าของทีมมีสิทธิลดเงินค่าจ้างหาก ‘มีเหตุผลจำเป็น’ และผู้เล่นไม่สามารถย้ายทีมได้หากปราศจาก ‘ความเห็นชอบของเจ้าของทีม’

และเนื่องจากตอนนั้นยังไม่มีสหภาพนักเบสบอลอาชีพที่จะมาดูแลและปกป้องผลประโยชน์ของนักกีฬา การรับเงินใต้โต๊ะจึงเป็นหนทางเดียวที่จะได้มาซึ่งเงินก้อนโต ที่พวกของแกนดิลคิดว่าตนสมควรจะได้มาตั้งนานแล้ว

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มันยังเป็นการล้างแค้นชาร์ลส์ โคมินสกี จอมตืด ได้อย่างเจ็บแสบและสาสมยิ่งนัก


อาร์โนลด์ ‘ชิก’ แกนดิล ตัวตั้งตัวตีในการริเริ่มแผนการทั้งหมด เล่ากันว่า สาเหตุที่เขาตกลงใจที่จะล้มบอลโดยง่าย เพราะช่วงนั้นเขากำลังคิดที่จะเกษียณตัวเองจากวงการเบสบอล จึงต้องการเงินสักก้อนเพื่อตั้งตัว


4.

ตัวละครสำคัญในแผนการล้มบอลครั้งนี้ –ซึ่งทุกวันนี้รู้จักกันในชื่อ Black Sox Scandal- แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือผู้รับจ้าง และกลุ่มสองคือผู้จ้าง

ผู้รับจ้างคือผู้เล่นในทีมชิคาโก ไวท์ ซอกซ์ 8 คน ประกอบด้วย อาร์โนลด์ ‘ชิก’ แกนดิล หัวโจก, ‘ชูเลส’ โจ แจ็กสัน, เอ็ดดี ซีคอตต์, ออสการ์ ‘แฮ้ปปี้’ เฟลช์, เฟรด แมกมุลลิน, ชาร์ลส์ ‘สวีดี’ ริสเบิร์ก, จอร์จ ‘บั๊ก’ วีเวอร์ และ โคล้ด ‘เลฟตี’ วิลเลียมส์ (นอกจากทั้ง 8 ที่ถูกแบนตลอดชีวิตแล้ว ภายหลังยังมีผู้เล่นไวท์ ซอกซ์ ถูกลงโทษอย่างเดียวกันเพิ่มอีก 1 คน คือ โจ กีเดียน เพราะแม้จะไม่ได้เป็นผู้รับเงินเพื่อล้มบอลโดยตรง ทว่ากีเดียนก็รู้เรื่องทั้งหมด ซ้ำยังแอบไปพนันทีมซินซินเนติ เร้ดส์ เอาไว้ด้วย แสบกว่านั้นคือ หลังการแข่งขันสิ้นสุด กีเดียนยังมีหน้าคาบข่าวไปฟ้องโคมิสกีเพื่อหวังจะได้รับบำเหน็จรางวัลเพิ่มอีกเด้งอีกต่างหาก)

กลุ่มผู้จ้าง หลักๆมีกันอยู่ 5 คน คือ โจเซฟ ‘สปอร์ต’ ซัลลิแวน นักพนันตัวกลั่นและเป็นผู้วางแผนร่วมกับแกนดิล, ‘สลีปปี้’ บิล เบิร์นส์ อดีตนักเบสบอลซึ่งเคยเล่นให้ทั้งไวท์ ซอกซ์ และเร้ดส์ กับคู่หู บิลลี มาร์ฮาร์ก, พี่เบิ้ม อาร์โนลด์ รอธสไตน์ นักธุรกิจ เจ้าพ่อ และเซียนพนัน เป็นเจ้าของเงินส่วนใหญ่ที่ใช้ในการดำเนินงานครั้งนี้ และคนสุดท้ายคือ เอ๊บ แอตเทล อดีตแชมป์มวยโลกรุ่นเฟเธอร์เวทซึ่ง ณ เวลานั้นเป็นมือขวาคนสนิทของรอธสไตน์

แผนการทั้งหมดเริ่มต้นที่บอสตัน 3 สัปดาห์ก่อนการแข่งขันเวิร์ลด์ ซีรีส์ จะเริ่มต้นขึ้น


อาร์โนลด์ รอธสไตน์ เจ้าพ่อจากนิวยอร์ก เจ้าของเงินส่วนใหญ่ที่ใช้จ้างล้มบอลครั้งนี้ ว่ากันว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวละครในนิยายและหนังหลายเรื่อง (อาทิ ในนิยาย The Great Gatsby ของ เอฟ. สกอต ฟิตซ์เจอรัลด์) แม้รอธสไตน์จะเอาตัวรอดจากเงื้อมมือกฎหมายในกรณี Black Sox Scandal ไปได้ ทว่าอีกหลายปีให้หลัง ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 1928 ก็ถูกนักพนันคู่อริยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตในวันถัดมา


เอ๊บ แอตเทล อดีตแชมป์มวยโลกรุ่นฟีเธอร์เวท ผู้กลายมาเป็นมือขวาของรอธสไตน


ว่ากันว่า วันนั้นแกนดิลนัดแนะให้โจเซฟ ซัลลิแวน มาหาถึงห้องพักของเขาในโรงแรมแห่งหนึ่ง จากนั้นก็เสนอแผนการล้มเกมเวิร์ลด์ ซีรีส์ ให้ซัลลิแวนพิจารณา (หลายสิบปีให้หลัง แกนดิลกลับคำพูดใหม่แล้วบอกว่า แท้ที่จริงซัลลิแวนต่างหากที่เป็นคนต้นคิด ส่วนตัวเขาก็ได้แต่เออออห่อหมกไปตามเรื่องเท่านั้น) ฝ่ายซัลลิแวนเอง เห็นว่าแผนฟังดูเข้าท่า หากสำเร็จ เขามีหวังจะได้เงินพนันก้อนงาม จึงตอบตกลง สนนราคาในการจ้างวานครั้งนี้อยู่ที่ 80,000 เหรียญสหรัฐฯ (ภายหลังเพิ่มเป็น 100,000)

ตกลงกันเสร็จสรรพ ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัว ซัลลิแวนไปหาแหล่งเงินทุน ส่วนแกนดิลมีหน้าที่รวบรวมสมัครพรรคพวกที่ไว้ใจได้มาช่วยกันทำให้แผนการครั้งนี้สำเร็จ

อย่างที่บอก ผู้เล่นส่วนใหญ่ที่สนิทกับแกนดิลนั้น มีความไม่พอใจชาร์ลส์ โคมิสกี อยู่แล้วเป็นทุน เพราะฉะนั้นการหาคนมาร่วมหัวจมท้ายในครั้งนี้จึงไม่ได้ยากเย็นนัก

หลังฝ่ายหนึ่งรวบรวมคนได้ครบ และอีกฝ่ายได้หาแหล่งเงินได้สำเร็จ ผู้จ้างและผู้รับจ้างก็นัดแนะมาพบปะเจอะเจอกัน ฝ่ายของผู้ว่าจ้าง นอกจากซัลลิแวนซึ่งรู้จักแกนดิลอยู่แต่เดิมแล้ว อาร์โนลด์ รอธสไตน์ ยังส่ง แนต อีแวนส์ คนสนิทของเขา มาคอยสังเกตการณ์ด้วยอีกคน

ข้อเสนอที่ฝั่งผู้เล่นไวท์ ซอกซ์ หยิบยื่นให้ผู้จ้างก็คือ พวกเขาต้องการให้จ่ายเงิน 80,000 ล่วงหน้า เพื่อรับประกันว่างานนี้จะไม่มีเบี้ยว อย่างไรก็ตาม เมื่ออีแวนส์นำเรื่องไปรายงานต่อรอธสไตน์ เจ้าพ่อใหญ่กลับตกลงจ่ายล่วงหน้าเพียงแค่ 40,000 เท่านั้น

รอธสไตน์ส่งเงินจำนวนดังกล่าวผ่านมาทางซัลลิแวน แต่แทนที่ซัลลิแวนจะเอาไปจ่ายให้ผู้เล่นไวท์ ซอกซ์ อย่างที่ควรจะเป็น เขากลับขยัก 30,000 ไปแทงทีมเร้ดส์ (กะว่าถ้าได้เงินมาแล้ว ค่อยนำไปจ่ายเพิ่มทีหลัง) ที่เหลือถึงมือแกนดิล จึงมีแค่ 10,000 เท่านั้น (เล่ากันว่า ในระหว่างนั้นรอธสไตน์กำลังง่วนอยู่กับการวิ่งพนันซินซินเนติ เร้ดส์ จำนวนเงินที่เขาลงพนันไปนั้นสูงถึง 270,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว)

สิ่งที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าสร้างความไม่พอใจให้ผู้เล่นไวท์ ซอกซ์ ทั้ง 8 อย่างยิ่ง ก่อนการแข่งขันเวิร์ลด์ ซีรีส์ จะเริ่มต้นเพียง 1 วัน พวกเขาจึงนัดพบผู้ว่าจ้างอีกครั้ง (ยกเว้น ‘ชูเลส’ โจ แจ็กสัน คนเดียวที่ไม่ได้มาด้วย) โดยหนนี้รอธสไตน์ส่งเอ๊บ แอตเทล มาเจรจาด้วยตัวเอง


‘ชูเลส’ โจ แจ็กสัน ฉายาของเขาแปลว่า ‘เท้าเปล่า’ ได้มาจากการแข่งขันครั้งหนึ่งซึ่งรองเท้ากัดจนเขาต้องถอดรองเท้าเล่น แจ็กสันเป็นคนแรกๆที่ยอมรับสารภาพว่ารับเงินล้มบอลจริง ทว่าภายหลังก็เปลี่ยนคำให้การ และใช้เวลาที่เหลือต่อสู้เพื่อเรียกร้องความบริสุทธิ์ให้ตนเองจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต


โจ กีเดียน ไม่จัดอยู่ในกลุ่ม Eight Men Out ทว่าถูกสั่งแบนชั่วชีวิตเหมือนกัน ด้วยข้อหา รู้เรื่องแต่ไม่ยอมแจ้งให้ผู้บริหารทีมทราบก่อนการแข่งขัน


(ซ้าย) ชาร์ลส์ ‘สวีดี’ ริสเบิร์ก ในจำนวนเพื่อนร่วมก๊วนทั้ง 8 เขาคือผู้ที่เสียชีวิตหลังสุด (1975) / (ขวา) จอร์จ ‘บั๊ก’ วีเวอร์ เขาอ้างว่าแค่รู้เรื่อง แต่ไม่ได้เล่นด้วย ทว่าผู้พิพากษาแลนดิสก็ถือว่า ไม่ว่าจะอย่างไร นั่นก็เป็นความผิดอยู่ดี จึงตัดสินใจสั่งแบนเขาด้วยอีกคน วีเวอร์ก็เป็นเช่นเดียวกับแจ็กสัน คือ ทวงหาความยุติธรรมให้ตัวเองตลอดชีวิต แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ


ผลการพูดคุยวันนั้นจบลงโดยแอตเทลยื่นคำขาดว่า จะไม่ยอมจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าอีกแล้ว แต่ขอยื่นข้อเสนอใหม่ว่า ในการแข่งขันเวิร์ลด์ ซีรีส์ ซึ่งปีนั้นแข่งกันด้วยระบบ 9 เกม เขากับรอธสไตน์จะจ่ายเงินให้ 20,000 สำหรับความพ่ายแพ้ของไวท์ ซอกซ์ ในแต่ละครั้ง

ผู้เล่นไวท์ ซอกซ์ ไม่พอใจนักกับข้อเสนอใหม่ แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากยอมรับและทำไปตามนั้น

1 ตุลาคม 1919 เวิร์ลด์ ซีรีส์เกมที่ 1 จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของไวท์ ซอกซ์ ตามแผนที่วางกันไว้ ว่ากันว่าหลังเกมวันนั้น โคมิสกีถาม คิด กลีสัน ผู้จัดการทีม ว่า คิดว่าลูกทีมล้มบอลหรือไม่ กลีสันตอบว่าเขาไม่แน่ใจ “แต่ผมรู้สึกว่า มีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล”

อย่างไรก็ตาม หลังความพ่ายแพ้วันนั้น ผู้เล่นทั้ง 8 ของไวท์ ซอกซ์ กลับไม่ได้รับเงินตามที่เคยตกลงกันไว้

เกมที่ 2 ซึ่งแข่งกันในวันถัดมา ทั้ง 8 ตัดสินใจรักษาแผนไปก่อน ไวท์ ซอกซ์แพ้อีกครั้ง และครั้งนี้ เพื่อนร่วมทีมที่ไม่มีส่วนร่วมในแผนการสกปรก เริ่มรู้สึกถึงความผิดปรกติที่เกิดขึ้น

หลังเกม 2 แกนดิลกับพรรคพวกยังไม่ได้รับเงิน พวกเขาจึงตัดสินใจตลบหลังรอธสไตน์กับลูกสมุนด้วยการเล่นสุดฝีมือในเกมที่ 3 ส่งผลให้ไวท์ ซอกซ์ เป็นฝ่ายชนะ และเสียงซุบซิบนินทาเบาบางลงไปบ้าง นอกจากนั้นแกนดิลยังยื่นคำขาดผ่านทางโจเซฟ ซัลลิแวน ไปด้วยว่า พวกเขาต้องการเงินค่าจ้างสำหรับงานที่ได้ทำมาทันที “ไม่อย่างนั้น ทุกอย่างก็ยุติลงแต่เพียงเท่านี้”

แน่นอนว่า ซัลลิแวนยอมให้แผนล้มกลางคันไม่ได้เป็นอันขาด เพราะเขาลงเงินเดิมพันไปแล้วตั้งเยอะ เขาจึงพยายามขวนขวายหาเงินมาจ่ายให้แกนดิลกับพวกส่วนหนึ่งก่อนพร้อมทั้งสัญญิงสัญญาว่า จะทยอยนำเงินมาชำระให้ครบจำนวนหลังเกมที่ 5

แกนดิลกับเพื่อนร่วมแผนอีก 7 คน ตัดสินใจว่าจะเชื่อซัลลิแวนอีกสักตั้ง พวกเขาแกล้งเล่นพลาดจนไวท์ ซอกซ์ พ่ายในเกมที่ 4 และ 5 ส่งผลให้คะแนนรวมตอนนี้ ซินซินเนติ เร้ดส์นำอยู่ 4 ต่อ 1 เกม ขอเพียงชนะอีกเพียงครั้งเดียว เร้ดส์ก็จะได้แชมป์เวิร์ลด์ ซีรีส์ ไปครองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีม

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวที่ว่า ‘สัจจะไม่มีในหมู่โจร’ นั้น ใช้ได้กับทุกยุคสมัย หลังเกมที่ 5 จบลง แกนดิลกับพวกกลับไม่ได้รับเงินตามที่ได้ตกลงกันไว้ ทั้งหมดจึงตัดสินใจร่วมกันว่า พอกันที “เราจะเล่นสุดฝีมืออีกครั้ง และถ้วยเวิร์ลด์ ซีรีส์ ปีนี้ ต้องมาอยู่กับทีมของเรา”

ไวท์ ซอกซ์ได้รับชัยชนะในเกมที่ 6 และ 7 ทำให้คะแนนรวมตีตื้นขึ้นมาเป็น 3 ต่อ 4 อีกเพียงเกมเดียวเท่านั้นพวกเขาก็จะไล่ซินซินเนติ เร้ดส์ ทัน

ถึงตรงนี้ ฝ่ายผู้ว่าจ้าง –โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาร์โนลด์ รอธสไตน์ ซึ่งเดิมพันทีมเร้ดส์ไว้มหาศาล- เริ่มจะหนาวๆร้อนๆขึ้นมาบ้าง ลงท้ายรอธสไตน์จึงตัดสินใจจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด เขาส่งลูกสมุนคนหนึ่งไปหาโคล้ด ‘เลฟตี’ วิลเลียมส์ หนึ่งในผู้เล่นไวท์ ซอกซ์ ซึ่งมีส่วนร่วมในแผนการล้มบอลด้วย ถึงที่บ้าน แล้วพูดสั้นๆว่า “ถ้าพรุ่งนี้เกมไม่จบ แกกับเมียก็จบ”

ได้ผล – ในเกมที่ 8 ซึ่งแข่งกันวันที่ 9 ตุลาคม วิลเลียมส์เล่นผิดพลาดขนานใหญ่ ส่งผลให้ทีมปราชัย และแชมป์เวิร์ลด์ ซีรีส์ ประจำฤดูกาล 1919 ก็ตกเป็นของซินซินเนติ เร้ดส์ ไปโดยทันที


โคล้ด ‘เลฟตี’ วิลเลียมส์ ผู้ถูกสมุนของรอธสไตน์เดินทางไปขู่เอาชีวิตถึงที่บ้าน


เฟรด แมกมุลลิน เดิมไม่ได้ถูกชักชวนให้มาร่วมแผน ทว่าแมกมุลลินแอบไปได้ยินแกนดิลพูดคุยกับผู้เล่นคนอื่นเรื่องนี้ จึงขู่ว่า ถ้าไม่ให้เขาร่วมด้วย เขาจะแฉให้หมด


เอ็ดดี ซีคอตต์ มีความแค้นฝังลึกกับโคมิสกี เนื่องจากครั้งหนึ่งโคมิสกีสัญญากับเขาว่า ถ้าทำให้ทีมชนะ 30 แมตช์ติดต่อกัน จะตบรางวัลด้วยเงินโบนัส 10,000 เหรียญฯ ซีคอตต์ทำสำเร็จจนถึงเกมที่ 29 แต่เมื่อถึงเกมที่ 30 โคมิสกีก็สั่งผู้จัดการทีมให้จับซีคอตต์นั่งเป็นตัวสำรอง ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการขโมยเงินโบนัสของเขาไปอย่างหน้าด้านๆ


ออสการ์ ‘แฮ้ปปี้’ เฟลช์


5.

ทุกวันนี้ แม้กรณี Black Sox Scandal จะผ่านพ้นไปนานแสนนานแล้ว ทว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มันก็ยังถูกหยิบยกมากล่าวอ้างและพาดพิงถึงตามสื่อต่างๆ หลายต่อหลายครั้ง

ในปี 1963 เอเลียต อาสินอฟ นักเขียนชาวอเมริกัน เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง ชื่อ Eight Men Out: The Black Sox and the 1919 World Series เพื่อเป็นบทบันทึกถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น (และถือกันว่าเป็นหนังสือที่พูดถึงเรื่องนี้ได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ทำกันออกมา)

ปี 1988 จอห์น เซย์เลส (ผู้กำกับและเขียนบท Lone Star และ Passion Fish) นำ Eight Men Out มาดัดแปลงเป็นหนัง มีดาราดังๆในยุคนั้นร่วมแสดงอยู่หลายคน อาทิ จอห์น คูแซก, ชาร์ลี ชีน, เดวิด สแตรเธิร์น, ดีบี สวีนีย์, ไมเคิล รูเกอร์

1982 วิลเลียม แพทริก คินเซลลา (หรือ ดับเบิลยู. พี. คินเซลลา) นักเขียนชาวแคนาเดียน นำเรื่องราวชีวิตของ ‘ชูเลส’ โจ แจ็กสัน –ซึ่งเกือบๆจะเรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรม เพราะแจ็กสันนั้นอ้างว่าตนเองไม่มีความผิด และต่อสู้เพื่อทวงความบริสุทธิ์ของตนเองจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต- มาเป็นแรงบันดาลใจให้กับนิยายเรื่อง Shoeless Joe (ที่จริงในหนังสือยังมีการอ้างถึงนักเบสบอลที่มีตัวตนอยู่จริงอีกหลายคน)

1989 ฟิล อัลเดน โรบินสัน นำนิยายของคินเซลลามาดัดแปลงเป็นหนัง ชื่อ Field of Dreams เควิน คอสต์เนอร์ แสดงเป็นชาวไร่ที่จู่ๆวันหนึ่งได้ยินเสียงลึกลับบอกให้สร้างสนามเบสบอลขึ้นกลางทุ่งนาป่าเขา เรย์ ลีออตตา รับบท ‘ชูเลส’ โจ แจ็กสัน

แม้แต่ในหนังแก๊งสเตอร์คลาสสิกอย่าง The Godfather ภาค 2 ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ก็ยังให้ตัวละครของเขาคนหนึ่ง เอ่ยอ้างถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง

แม้ทุกวันนี้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรงจะเสียชีวิตไปหมดแล้ว ทว่าสำหรับอเมริกาซึ่งที่นับเบสบอลเป็นหนึ่งในกีฬาประจำชาติ กรณี Black Sox Scandal เป็นเหตุการณ์ที่ถูกเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่นอยู่ซ้ำๆ

และดูเหมือนจะไม่มีวันสูญสลายจากความทรงจำของผู้คนไปได้เลย


เรย์ ลีออตตา รับบท ‘ชูเลส’ โจ แจ็กสัน ใน Field of Dreams


ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ A Room with a View, นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 710, ปักษ์แรก กันยายน 2007



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter