เมืองสีหม่น คนสีเทา และเด็กชายชักโครก
- ภู เชียงดาว -
1.
อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมพักผ่อนอยู่ในบ้าน หลังทำงานบ้านเสร็จ ผมเปิดเครื่องโทรทัศน์ เปิดดูดีวีดีเรื่อง The Cider House Rules (ผิดหรือถูก…ใครคือคนกำหนด) เป็นภาพยนต์ดราม่าซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายของ “จอห์น เออร์วิง” จากการกำกับของ “ลาสซี่ ฮอลล์สตรอม” ที่สามารถสร้างผลงานคว้าสองรางวัลออสการ์
เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในรัฐเมน สหรัฐอเมริกา
ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเซนต์คลาวด์ ท่ามกลางเด็กกำพร้าอีกร่วมสามสิบชีวิต “คุณหมอวิลเบอร์ ลาร์ช” คุณหมอวัยชราผู้ใจบุญ คอยโอบอุ้มเลี้ยงดูเอาใจใส่เด็กเหล่านั้น
บรรยากาศแม้จะดูโดดเดี่ยว ทว่ายังมีแสงแห่งรักและความหวังทอแสงส่องมาอยู่เสมอ
“โฮเมอร์ เวลส์” เป็นเด็กหนุ่มที่เกิดและเติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และคุณหมอลาร์ช ได้เลี้ยงดูจนกลายเป็นเด็กหนุ่มที่มีนิสัยดี อ่อนโยน มีความสนใจใฝ่รู้ คุณหมอลาร์ชได้ถ่ายทอดวิชาทางการแพทย์ให้กับโฮเมอร์ จนทำให้โฮเมอร์กลายเป็นผู้ช่วยในการทำคลอดและคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลเด็กที่ถูกทอดทิ้งเหล่านั้น จนเป็นที่รักของเด็ก ๆ กำพร้าทั้งหลาย
ที่น่าสนใจก็คือ ในบางวันจะมีคน 2 กลุ่มที่เดินทางเข้ามายังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่อยู่ในป่าลึกไกลแห่งนี้
หนึ่ง สามีภรรยาที่เดินทางมาดูเด็กเพื่อขอเด็กไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
สอง หญิงสาวที่มาหาคุณหมอลาร์ช ให้ช่วยทำแท้ง
บางครั้ง มีหญิงสาวอุ้มท้องหน้าตาซีดเซียว โซซัดโซเซหมดสติอยู่ริมซอกตึก แน่นอน หมอลาร์ช จำต้องรับทำแท้งให้ด้วยความรู้สึกที่จำเป็นต้องทำ เพื่อรักษาชีวิตเธอไว้ ในขณะที่ผมไม่รู้ว่าในห้วงยามนั้นข้างในจิตใจของหมอครุ่นคิดอะไรอยู่...
ผมชอบจ้องมองดวงตาของเด็กกำพร้ากลุ่มนี้
เป็นดวงตาที่มีทั้งความหวังและไร้หวังในคราเดียวกัน
“มันไม่ยุติธรรมเลย...” เสียงของเด็กน้อยคนหนึ่ง ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเศร้า หดหู่และสิ้นหวัง
ครับ, หนังพยายามจะสื่อให้รู้ว่า ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องที่เจ็บปวด โดดเดี่ยว สิ้นหวัง โลกนี้มันโหดร้ายเกินไป และบางครั้งโชคชะตาชีวิตของคนเรานั้นไม่อาจชี้ว่าใครผิดใครถูกได้เลย
หรือว่าบางครั้งคนเราอาจจำต้องแหกกฎบางสิ่ง ละทิ้งศีลธรรมบางอย่าง
2.
ผมดูหนังเรื่องนี้จบด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง และครุ่นคิดอะไรไปต่าง ๆ นานา
นึกถึงเด็กที่เกิดมาอยู่ในโลกใบนี้ด้วยความไม่เต็มใจ ก่อนถูกทอดทิ้ง เดียวดาย...
นึกถึงทารกน้อยที่มิทันลืมตาดูโลกแต่ต้องจากไปด้วยการทำแท้ง...
และพลันนึกไปถึงเรื่องเล่าของพี่สาวคนหนึ่ง เธอเป็นพยาบาลวิชาชีพ ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในเชียงใหม่
เธอบอกเล่าผ่านคอลัมน์ “บันทึกคนเสื้อขาว” กับนามแฝง “มาลำ” ในเวบไซต์ประชาไท (www.prachatai.com)
ใช่...งานเขียนแต่ละชิ้นของเธอนั้นน่าสนใจ เพราะล้วนเป็นเรื่องจริงที่ผ่านพบ...ไม่ใช่นวนิยาย ไม่ใช่ฉากเหตุการณ์ในหนัง แต่เป็นประสบการณ์จริงในการงาน ในโรงพยาบาลที่เธอพบเห็น ที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแตกร้าวในชีวิตผู้คน
ลองอ่านงานชิ้นนี้ของเธอดู...“เหมือนมันเกิดขึ้นตลอดเวลา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
...เธอบอกว่าเหน็บยาที่ช่องคลอดมา 6 เม็ด
“ทำไมถึงต้องทำ”
“หนูไม่อยากมีลูก”
“แต่มันเสี่ยงมากเลยนะ”
“หนูรู้ แต่กำลังเรียนอยู่”
“แล้วหนูท้องกี่เดือนแล้ว”
“คงจะสี่หรือห้าเดือน” (หกเดือนเพราะเธอใช้ยาเหน็บหกเม็ด)
“ได้ยามาจากไหน”
“ร้านขายยา”
“แพงไหม”
“เม็ดละ1,000 บาท”
เธอบ่นปวดท้อง ท้องเริ่มเป็นก้อนกลม ฉันบอกให้เธอนอนนิ่ง ๆ อยู่บนเตียง เด็กสาวอายุ 18 ปีหน้าตาดีคนนี้มาโรงพยาบาลกับพี่สาว ร้านขายยาทำแท้งบอกว่า ถ้าเหน็บยาแล้วให้มานอนโรงพยาบาลเลย อาการปวดท้องเริ่มมาตอนค่ำ
ตกดึก อาการปวดท้องมากขึ้น หมอสั่งยาระงับการหดรัดตัวของมดลูก แล้วให้เธอนอนพัก เธอหลับไป ตื่นมาแล้วบอกฉันว่า หายปวดท้องแล้ว
ใกล้สว่าง เธอลุกขึ้นเข้าห้องน้ำ เสียงเธอหวีดร้องดังลั่น ฉันวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ มีทารกเพศชายลอยอยู่ในชักโครก น้องสีเหลืองที่มีลูกชายในเวรวันนั้น ร้องไห้มากเหมือนมีใครตาย ตอนที่ส่งเด็กไปอบ ฉันพร่ำรำพัน โถ.. ลูกเอ๋ย
เธอกลับบ้านไปพร้อมพี่สาว ทิ้งทารกน้ำหนัก 600 กรัมใส่เครื่องช่วยหายใจไว้ข้างหลัง เด็กรอดมาได้สามเดือนก่อนจะหมดลมหายใจไป ทิ้งเรื่องราวบาดลึกหัวใจไว้ให้คนข้างหลัง มีคนบอกว่าเด็กคนนั้นชื่อ เด็กชายชักโครก นัยว่าหมายถึงทิ้งขว้างทุกอย่างที่ไม่ต้องการลงไปในนั้น
ทุกครั้งที่ฉันเข้าห้องน้ำ ฉันจะนึกถึงใบหน้าเฉยเมยของเด็กสาวหลังแท้ง เมื่อฉันบอกเธอว่าเด็กยังมีชีวิตและถูกส่งไปอบอยู่ห้องเด็ก วันกลับบ้านของเธอ ฉันยังเห็นแววตาระริกมีความสุขและโล่งอก
ครบหนึ่งปีในวันพระจันทร์เต็มดวง เธอกลับมาคลอดเด็กหญิง น้ำหนัก 3,000 กรัมที่ตึกหลังเดิม ด้วยแววตาไม่เดียงสาราวกับว่าจำเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้ น้องสีเหลืองในตึกจำหน้าตาและชื่อของเธอได้ขึ้นใจ ทันทีที่เห็นชื่อของคนไข้ เธอหวีดร้องเหมือนเห็นผี ทำเอาทุกคนอกสั่นขวัญแขวน
น้องบอกว่าไม่น่าเชื่อว่า เธอจะกลับมาคลอดที่ตึกเดิม เพียงแค่ระยะเวลาหนึ่งปีเท่านั้น ทั้งเธอยังบอกว่ายกลูกให้ย่าเลี้ยง เธอกลับไปเรียนต่ออีกสองปีกว่าจะเรียนจบ
ฉันไม่รู้ว่าเด็กหญิงที่เติบโตในมือย่า จะเป็นอย่างไร ก่อนกลับบ้านเธอแข็งแรงดี กลับไปพร้อมญาติ ๆ และย่าที่เต็มใจมารับหลาน ฉันได้แต่หวังว่า แม่ของเธอคงตั้งใจเรียนให้จบ และมีเวลาดูแลเธอบ้าง
ถึงอย่างไร เธอเป็นเด็กหญิงโชคดีที่สุดแล้ว ที่เกิดมาไม่อาภัพอย่างเด็กชายชักโครกผู้เป็นพี่.
ผมอ่านงานของเธอแล้ว รู้สึกเศร้าและคอแห้งผาก นี่คงไม่ใช่รายแรก แต่คงจะทยอยมาให้เธอเห็นและสัมผัสอยู่อย่างต่อเนื่อง และคงมีอีกมากมายที่ไม่ได้เดินทางมาถึงโรงพยาบาล แต่ถูกปล่อย ซ่อนทิ้งอยู่ในทุกซอกหลืบของเมืองที่เปลี่ยนไปอย่างเร็วและแรงเช่นนี้
พลอยนึกไปถึงภาพผ่านและเรื่องราวในหมู่บ้านของผม รวมถึงหมู่บ้านใกล้เคียง...
นึกถึงใบหน้าของเด็กหญิงคนหนึ่ง กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.ห้า จู่ ๆ ท้องเธอก็โตขึ้นมา ยังดีที่เด็กหนุ่มยอมรับเป็นพ่อของเด็ก แต่เธอก็ต้องออกโรงเรียนกลางครัน แต่งงาน แล้วก็เตรียมตัวคลอด
นึกไปถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มเด็กสาวคู่หนึ่ง พวกเขาอยู่กินด้วยกัน และเรียนหนังสือไปด้วย พร้อมสีหน้ายิ้มระรื่นของพ่อแม่ของเด็กหนุ่มสาวแห่งยุคสมัย
“รักกันดี ๆ ดูแลกันดี ๆ และตั้งใจเรียนหนังสือกันนะลูก”
นึกไปถึงใบหน้าของเด็กหนุ่มสาวอีกคู่หนึ่งอายุ 15-16 ปี แต่งงานอยู่กินด้วยกันได้หกเดือน ก่อนจะทะเลาะเบาะแว้ง เลิกราแยกร้างกันไป ไม่ถึงปี ต่างฝ่ายต่างผลัดเปลี่ยนจับคู่อยู่กินกันใหม่อย่างหน้าตาเฉย
นึกถึงใบหน้าของเด็กสาวที่เพิ่งกลับจากการทำแท้งมาด้วยสีหน้าอิดโรย...ทว่าเพียงชั่วข้ามคืน เธอกลับเริงร่า และออกมาไปเที่ยวท่องในโลกสลัวของค่ำคืน ดังเดิม
“ไม่แน่ ต่อไปผมนั่งสอนหนังสืออยู่ดี ๆ อาจจะมีนักศึกษาสาวเดินมาบอกผมว่า...อาจารย์คืนนี้ไปนอนกับหนูมั้ยค่ะ..ราคากันเอง.” อาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เคยบอกเล่าให้ผมฟังด้วยความรู้สึกขมขื่นเสียดเย้ยกับความเปลี่ยน
หรือเป้าหมายการศึกษาคือทางผ่าน ประสบการณ์(ทางเพศและการค้า)...สิของจริง !
คล้ายกับว่าทุกสิ่งดูเป็นเรื่องปกติ ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องธรรมดา ที่พวกเธอ- – เด็ก ๆนักเรียนมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัยคนไหนก็ทำได้ ไม่ผิดอะไร และมันเป็นเรื่องของฉัน คนอื่นไม่เกี่ยว
เหมือนกับว่าความดำมืดคลุมครอบ ความดีงามเฉาแห้งในหัวใจ จิตสำนึกผุกร่อนผุพัง จารีตศีลธรรมนั่นหรือถูกฉีกทึ้งเป็นริ้ว ๆ ก่อนถูกโยนทิ้งไว้ข้างถนน
หรือว่าผู้คนสมัยนี้มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หรือว่าสังคมมองว่านี่เป็นแฟชั่นใหม่…แฟชั่นช่างมันเหอะ !!
3.
เย็นนั้น.อากาศขมุกขมัว ผมออกมายืนนอกบ้าน เดินไปตามบาทวิถี ตามตรอกซอกซอย จ้องมองไปเบื้องหน้า...รายรอบนั้นผมมองเห็น มีแต่ความบดเบลอหม่นมัวสลัวราง...
ผมมองเห็นเมืองทั้งเมืองสีหม่น และผู้คนกลายเป็นสีเทา.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: พลเมืองเหนือรายสัปดาห์ 30 มีนาคม 2550



