Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Artvirus
สนธยา ทรัพย์เย็น และทีมงานฟิล์มไวรัส


รวมมุมมองของคนละครต่อผลงานภาพยนตร์ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

- รวบรวมโดย KaJum -


(หมายเหตุ: บางความเห็นในที่นี้เรียบเรียงจากการจดปากคำทางโทรศัพท์ จึงต้องขออภัยหากมีข้อความตกหล่นหรือผิดเพี้ยนบางประการ – สำนักข่าวฟิล์มไวรัส)

1. ไพบูลย์ โสภณสุวภาพ

Director ฝ่ายละครและฝ่ายกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์

อาจารย์ประจำสาขาสื่อสารการแสดงและสื่อสมัยใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

ผลงานเช่น: ที่ชอบ ที่ชอบ

ท่ามกลางกระแสของหนังทุนนิยมที่มีการวิเคราะห์ผู้ชมก่อนการกำหนดเนื้อหาของหนัง ตามหลักของการตลาดที่หวังผลกำไรสูงสุด หนังของพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ กลับเป็นหนังที่แตกต่าง แต่หลากหลายมุมมองชีวิตและหลากหลายวิธีในการนำเสนอ เนื้อหาที่เกี่ยวกับภาพความทรงจำครั้งอดีตและประเด็นที่ฝังลึกอยู่ในใจ ถูกนำเสนอผ่านวิธีการเล่าเรื่องที่บางครั้งทำให้รู้สึกว่าได้เข้าไปแอบมองชีวิตของคนๆหนึ่งอย่างใกล้ชิด และบางครั้งก็นำพาเราเข้าไปสู่โลกของความคิดและจินตนาการที่ต้องการสะท้อนความรู้สึกข้างในใจของคน

ความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ วีรบุรุษ ( HERO) ของตัวละครที่แสนจะติดดิน กลายเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ ซึ่งเป็นการนำเสนอชีวิตของคนในสังคม ที่กะเทาะให้คนทั่วไปได้ซึมทราบกับชีวิตที่จับต้องได้ใกล้ตัวและแฝงสาระที่หนักแน่นผ่านตัวละครเหล่านั้น

ความเป็นตัวตนของคนทำหนังที่เริ่มต้นค้นหาสิ่งที่อยากจะเล่าหรือสิ่งที่อยากบอกจากตัวตนของคนทำหนังเอง เป็นสิ่งที่นักทำหนังอยากให้คงอยู่กับตนให้นานที่สุด ซึ่งพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ ของน้องๆ นักทำหนังรุ่นใหม่ก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้กล้าฉีกขนบของการทำหนังในกรอบของกระแสสังคมปัจจุบัน


2. ภาวิณี สมรรคบุตร

Theatre Artist สมาชิกหลักของคณะ 8×8

ผลงานเช่น: แม่น้ำแห่งความตาย, พระเจ้าเซ็ง, Mouth

“ถามถึงความรู้สึกและความคิดเห็นต่อหนังพี่เจ้ยนะ เราว่าจุดเด่นที่สุดคือธรรมชาติ ทั้งเรื่องราว ทั้งการแสดง ทั้งมุมมองของผู้ทำคือตัวพี่เจ้ย ที่มีต่อการมองโลกของเขา และในแง่ของศิลปะของภาพยนตร์ เราว่าหนังของพี่เจ้ย คือหนึ่งในผลงานที่ทำให้สามารถตอบ หรือทำให้เรียนรู้ได้ว่า ทำไมเรื่องเล่าเรื่องนี้มันต้องเป็นหนัง เหมือนเวลาดูการแสดงบนเวทีบางชิ้น ที่ทำให้สรุปได้เลยว่า มันต้องเป็นการแสดงบนเวทีเท่านั้น ถ้าไม่เริ่มจากการตั้งป้อมก่อนนะ ว่าพอเป็นหนังของอภิชาติพงศ์แล้วเนี่ย มันต้องดูยาก มันต้องติสท์แดกมาก ...เราจะพบความธรรมดาของมนุษย์ ผ่านการค่อยๆ ติดตามเรื่องเล่าของเค้าไป เราเป็นคนนึงนะ ที่ไม่ได้กรี๊ดงานพี่เจ้ยแบบ crazy งานคุณ ทุกงานทุกเม็ด แต่เรารู้สึกได้ ว่าเราเห็นความเคารพของศิลปินคนหนึ่ง ที่มีต่องานตัวเอง และมีต่อคนที่จะมาดูงานของเค้า และที่สำคัญ คือมีเรื่อง ความรู้สึก มุมมอง และวิธีการที่เป็นของตัวเอง ในการสร้างงานซักชิ้น ....ซึ่งนั่น เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นภารกิจสำคัญที่ศิลปินคนหนึ่งควรจะมี ...และนั่นเป็นแรงบันดาลใจให้เรา

เราว่าเสรีภาพของคนในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกรับงานศิลปะ คือทางเลือก อาจไม่ใช่ทุกคนที่โดนใจกับงานแบบอภิชาติพงศ์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นงานอภิชาตพงศ์เป็นงานศิลปะดูยากที่พวกติสท์เค้าดูกัน


3. นิกร แซ่ตั้ง

ผู้ก่อตั้ง และผู้กำกับคณะละคร แปดคูณแปด

www.theatre8×8.com

ผลงาน: พระเจ้าเซ็ง, ใจยักษ์, ไร้พำนัก, สวยสู่นรก, กรุงเทพ ฯ......น่ารักน่าชัง, ทารกจกเปรต, พบรัก, Mouth

“ไม่ได้ดูทุกเรื่อง ได้ดูสุดเสน่หา กับสัตว์ประหลาด หนังเขาเป็นหนังส่วนตัว เป็นหนังที่มีมุมมองส่วนตัวสูง เป็นตัวตนของคนทำ ซึ่งถ้าน่าสนใจก็ตรงที่ คนที่ดูจะสนใจว่าคนๆ นี้มองยังไง มองชีวิตด้านไหน หนังไม่ได้เล่าเรื่องเป็นสูตร แต่เล่าเรื่องไปตามชีวิต ไม่ต้องใช้เทคนิคฟู่ฟ่าหรูหรา แต่ก็สวยเพราะเป็นธรรมชาติ ถ้าคนดูจะหวังไปดูเอา Plot ก็ไม่ต้องหวัง เพราะเป็นเรื่องของความรู้สึกธรรมชาติมากกว่า เขาพูดเรื่อง Sense บรรยากาศ ธรรมชาติภายใน ถ้าบอกว่าคนดูทั่วไปดูไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องดูรู้เรื่อง แต่ว่าดูแล้วทำให้รู้สึกยังไง งานบางชิ้นคนที่มีรสนิยมทางนี้ก็ชอบ คนบางคนก็ไม่ชอบ บางคนเคยชินก็ชอบ บางคนก็ห่าอะไรเนี่ย

ส่วนตัวดูแล้วรู้สึกน่ารักดี มีความจริงใจ ไม่เสแสร้ง ชีวิตธรรมชาติ ต่างจังหวัด ส่วนใหญ่เป็นชีวิตที่เกิดต่างจังหวัด ไม่เกิดในเมือง ความเหงา ความโหยหา ดูชีวิตคนอื่นที่ไม่เป็นเรื่องอื่น

และถ้าเขาเลือกจะทำอย่างนี้ก็รับได้ เขาก็ไม่โวยวายอยู่แล้วกับคนดูในไทย เขาต้องรู้อยู่แล้วผลลัพธ์จะเป็นยังไงในไทย หรือเขาอาจจะไม่สนใจ ซึ่งศิลปินเขาน่าจะรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง เขาต้องรู้ว่าทำหนังอย่างนี้ จงใจเกิดผลยังไงกับคนดู แต่เขาคงไม่คิดว่าคนจะชอบหนัง จะฮิตมาก กรณีนี้เขาคงคาดหวังไว้แล้วว่าผลจะเป็นยังไง ศิลปะทุกอย่างมีผล

สถานการณ์ที่เจ้ยเจออยู่ ก็เหมือนกับที่คนละครก็เจอ คือคนดูน้อย ขณะที่งาน (ตัวหนัง) เดินทางไปถึงไหนแล้ว ขณะที่เรา (ละครเวที)ไม่สามารถก็อปปี้ตัวเองส่งไปฉายเมืองนอกได้ แต่เราโชคดีที่ไม่มีใครเซ็นเซอร์

ศิลปะทุกอย่างมีผลต่อกันทั้งนั้น แต่หนังเจ้ยคงไม่ใช่สกุลใหม่ หรือส่งผลกระทบต่อศิลปะองค์รวม เร็วเกินไป ต้องรอให้งานศิลปะพิสูจน์ตัวเอง อาจรอ 10 ปี 20 ปี เหมือนที่ช่วงนี้ คนไทยไปขุดหนังรัตน์ เปสตันยี หันไปสนใจประวัติศาสตร์หนังบ้านเราเองศึกษาเป็นระบบ อนาคตอาจจะมีหนังเจ้ยเป็นยังไง หนังเป็นเอกเป็นยังไง หนังยุทธเลิศเป็นยังไง หนังท่านมุ้ยเป็นยังไง แต่จะให้บอกตอนนี้เร็วไป



4. นินาท บุญโพธิ์ทอง

ผู้อำนวยการ หน้ากากเปลือย

ผลงาน : ตึกแดง, ว่าวน้อย ด่อมๆ ร่อนๆ, King Lear เย้ยฟ้าท้าดิน

www.nakedmasks.com

ผมได้มีโอกาสดูภาพยนตร์ของคุณอภิชาติพงศ์ครั้งแรกเรื่อง “สุดเสน่หา” (Blissfully Yours) ความรู้สึกแรกที่ได้รับคือความเพลิดเพลิน ในการปล่อยให้ตัวเองไหลไปกับประสบการณ์ที่ผู้กำกับจะพาไปสัมผัส ผมจำได้ว่าผมชอบ sequence ที่มองออกไปด้านหลังรถเป็นเวลานาน เป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวข้ามคำนิยามของคำว่า “เพลิดเพลิน” เป็น “ดื่มด่ำ” เสียดายที่ไม่มีโอกาสสัมผัสงานของเขาหลังจากนั้นเรื่อง The Adventure of the Iron Pussy แต่ได้มาดูเรื่อง “สัตว์ประหลาด” (Tropical Malady) แทน ซึ่งยิ่งตอกย้ำความประทับใจของผมต่อคุณเจ้ยเป็นอย่างมาก

ผมชื่นชมการสร้างบรรยากาศของภาพยนตร์เรื่องนี้มาก ทุก sequence สามารถพาคนดูให้ล่องลอยเข้าไปในโลกของสัตว์ประหลาดได้อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอีกครั้งที่ผมชอบการถ่ายภาพจากมุมมองท้ายรถของคุณเจ้ย ซึ่งคราวนี้มี “ฝุ่นตลบ” เป็นองค์ประกอบของความสุนทรีย์ในครั้งนี้

สำหรับผมถ้าถามว่างานของคุณเจ้ยเหมาะกับสังคมไทยหรือไม่ ผมว่างานเขาเป็นการคงไว้ซึ่งพื้นที่ทางศิลปะภาพยนตร์ที่มีพลังต่อการเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณได้จริงๆ แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ที่เล็กแต่ก็สำคัญต่อการพัฒนาภาพยนตร์ในเมืองไทยให้เกิดสมดุลทั้งทางพาณิชย์ และศิลปะ


5. สุมณฑา สวนผลรัตน์

นักแสดงละครเวที

ผลงาน : ใจยักษ์, Quartet, ไร้พำนัก

เฮ่อ..ฉันจะเริ่มต้นยังไงดีเนี่ย “เจ้ย“ ผู้ชายเสียงนุ่มท่าทางสุภาพและใจดี ไม่.. ฉันไม่ได้พูดถึงตัวเขาแต่กำลังพูดถึงมุมมองที่มีต่อหนังเขาน่ะ เอาใหม่นะ... ฉันคิดว่าตัวเองดูหนังไม่มาก นอกจากหนังดราม่าข้นคั้นอารมณ์เข้มๆอย่างที่โปรดปรานแล้ว ฉันก็ยังอยากลองชิมหนังที่มีรสชาติอื่นๆ ดูบ้าง หนังเจ้ย....อืม เรื่องแรกที่ได้ดูคือ “สุดเสน่หา” ท่ามกลางเสียงบอกเตือนให้เตรียมใจกับความเนิบนาบ แต่น่าแปลกที่ตัวละครผู้ชายพม่าสำเนียงแปร่งๆ ที่ดูไม่มีอะไรพิเศษ กับผู้หญิงต่างวัย 2 คน ที่มีใบหน้าธรรมดาๆ อย่างที่เราจะเห็นว่าเป็นใบหน้าของคนที่เราจะเดินสวนตามท้องถนนในชีวิตประจำวัน ลากพาบทสนทนา สายตา การโต้ตอบ การสื่อสาร การสัมผัสระหว่างกันและกันไปในหนังอย่างธรรมดาสามัญที่สุด แต่ทำไมองค์ประกอบพวกนั้นทำให้ฉันรู้สึกว่าชายหนุ่มพม่าคนนั้นมีเสน่ห์จัง

ตัวละครต่างๆในหนังของเจ้ยมีความเป็นธรรมชาติมากจนฉันแทบจะรู้สึกถึงคำว่า “โคตรซื่อ” เลยล่ะ เจ้ยทำยังไงกับนักแสดงของเขา เจ้ยทำยังไงกับหนังเขา บางครั้งเขาโผล่พรวดอะไรออกมาอย่างไม่นึกฝันท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติตลอดเรื่องที่คนดูเริ่มคุ้นชิน เช่นบางฉากซึ่งมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในเรื่องที่โผล่แวบตัวอักษรลายมือโย้เย้ออกมา (ฮาดี ฉันพยามๆ นั่งฟรีซฉากนี้ในวีซีดีอยู่หลายครั้ง เพราะอยากรู้ว่ามันเขียนว่าอะไรกันว้า) ฉันคิดว่าเจ้ยทำหนังแบบที่ไม่กลัวว่าคนดูจะไม่เข้าใจ ฉันคิดว่าเขาเชื่อว่าคนดูจะเข้าใจในแบบของตัวเอง จากประสบการณ์ส่วนตัวของคนดูเอง และนั่นทำให้ฉันรู้สึกว่าเขานับถือคนดูพอๆ กับที่กล้ายืนยันที่จะสื่อสารหนังออกมาในไวยากรณ์ของตัวเองอย่างที่เราเห็นๆกัน

โดยรวมสำหรับหนังที่ดูมา และล่าสุดกับ “แสงศตวรรษ” ฉันว่าหนังเจ้ยน่ารักดี และน่ารักมากในช่วงที่มีฉากคนคุยกับคน ที่มีความรู้สึกอะไรระหว่างกัน มองกันนิ่งบ้าง แซวกัน หรือ หัวเราะเก้อๆ ให้กัน มันดูเป็นจังหวะธรรมชาติของคนเรา ที่เป็นจังหวะจริงจนฉันอดอมยิ้มอย่างรู้สึกสนิทชิดเชื้อไม่ได้ นักแสดงที่ดูธรรมดาๆในตอนต้นเรื่องจะค่อยๆดูเป็นคนน่าสนใจและน่ามองขึ้นเรื่อยๆทุกที ไม่รู้ทำไม?



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter