I DON’T WANT TO SLEEP ALONE : ฟูกปรารถนา

โถงทางเดินเล็กแคบจนไม่สามารถจะสวนกันได้ ตรอกซอกซอยมืดมิด ผนังปูนเก่าแก่ลอกล่อน ร้านบะหมี่ พื้นปูกระเบื้องเหนียวหนับ ห้องน้ำสกปรกที่พื้นแตก มีน้ำขังเจิ่งนอง อาคารร้างสร้างไม่เสร็จที่มีหลุมน้ำอยู่ใจกลาง มุ้งสีชมพูในห้องเล็กแคบเก่าโทรมที่ฝาผนังเต็มไปด้วยโปสเตอร์ ซุ้มโค้งตึกเก่าที่ทรุดโทรม นมเย็นสีเขียวสีแดงผูกใส่ถุงพลาสติกแขวนไว้ข้างหน้าต่าง ห้องใต้บันไดที่เตี้ยจนต้องค้อมหัวมุดเข้าไปซุกหัวนอน ฟูกเก่าๆ ข้างกองขยะมหึมา และควันมากมายไม่รู้จบที่ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง

นี่คือบรรยากาศทั้งหมดที่เราจะได้สัมผัสในหนังเรื่องล่าสุดของ TSAI MING LIANG ที่ทำให้มาเลเซียกลายเป็นดินแดนประหลาดสุดขอบโลก ซากปรักหักพังของสิ่งใหม่ ความคงทนของสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ กลิ่นอายอันอวลอดีตและอิหลักอิเหลื่อแห่งปัจจุบัน อวลลอยล่อง ท่ามกลางความขบขันอันขมขื่นนั้น

หนังเล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน และจะไปไหน คืนหนึ่งเขาเร่ไปตามถนน โดนต้มตุ๋นจากแก๊งชาวมาเลย์ จากนั้นโดนซ้อมจนสะบักสะบอมแล้วหอบไปทิ้งไว้กลางถนน ระหว่างโซซัดโซเซ เขาพบเข้ากับคนงานชาวบังคลาเทศที่กำลังช่วยกันแบกหามฟูกเก่าไปตามถนน จนในที่สุดก็ต้องหอบเขากลับมาด้วย

ในขณะที่ยังมีสาวใช้นางหนึ่งอาศัยในห้องใต้เพดานเล็กแคบ เธอมีหน้าที่เสริฟบะหมี่ในร้านน้ำชาเล็กๆ ที่ด้านหลังเป็นบ่อนไพ่ มีเจ้านายเป็นหญิงวัยกลางคนหน้าบูด นอกจากจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ เธอยังต้องมีหน้าที่ในการดูแลชายคนหนึ่งซึ่งนอนป่วยไข้ไม่ได้สติอยู่บนเตียง เธอต้องอาบน้ำ สระผม เปลี่ยนผ้าปูที่นอน และคอยดูแลร่างกายของชายคนนั้น ยามค่ำคืนก็ปีนขึ้นไปนอนหลับเป็นตายอย่างอ่อนล้า

และชีวิตทั้งสี่ก็มาเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเนื่องเพราะอารมณ์ดำกฤษณาอันคุกรุ่น อาคารร้าง ฟูกปรารถนา และควันอันตลบอบอวลกัวลาลัมเปอร์

หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งใน project ชื่อ New Crowned Hope ซึ่งเป็น Project ที่ทำเพื่อร่วมรำลึกในวาระครอบรอบ 250 ปีของโมสาร์ต โดยสร้างหนังที่ได้แรงบันดาลใจจากดนตรีของโมสาร์ต โดยหนึ่งในนั้นคือ แสงศตวรรษ ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล จากประเทศไทย (นอกจากนี้ยังมีผู้กำกับจากปารากวัย อิหร่าน ชาด และอินโดนีเซีย)

หนังเรื่องที่ 9 ของ ไฉ้มิ่งเหลียง ยังคงมีสไตล์แบบไฉ้ ไฉ้ ครบถ้วนกระบวนความ ทั้งความเงียบ เรียบ นิ่ง บทสนทนาที่น้อยนิดจนแทบไม่ต้องทำซับไตเติล อารมณ์ขันอันขมขื่น และที่สำคัญ เสียงเพลงหวานฉ่ำโบร่ำโบราณ ที่กลับมาหวานแว่วอีกครั้งหนึ่ง

หนังเล่นสนุกกับความโดดเดี่ยวภายใน ความแปลกแยกของผู้คน ในหนังเรื่องก่อนหน้า หนังอาจโฟกัสไปยังคนเมือง (VIVE L ‘A MOUR) ครอบครัว (อันถือเป็นหน่วยย่อยที่สมควรกลมเกลียวมากที่สุด) (THE RIVER, WHAT TIME IS IT THERE?) ไล่เรื่อยไปจนถึงสำรวจตรวจตรารูโหว่ในความสัมพันธ์หญิงชาย (THE HOLE, THE WAYWARD CLOUD) กลับมาคราวนี้ พลอตเรื่องฟังดูยังคงเป็นเนื้อหาเดิมๆ ในรูปแบบเดิมๆ แต่คราวนี้ไฉ้มิ่งเหลียงลงไปสำรวจตรวจตราความเปล่าดายของคนชายขอบ คนที่ถูกกดทับถึงสองชั้นสามชั้น ทั้งจากสังคมโดยรอบ และจากความเปล่าเปลี่ยวแปลกแยกภายใน

เราจึงพอจะจัดกลุ่มตัวละครในหนังเรื่องนี้ได้ว่า หนังประกอบด้วยเรื่องของแรงงานต่างด้าว (คนงานหนุ่มบังคลาเทศและสาวใช้) คนพเนจร (เสี่ยวกัง/พระเอก ซึ่งรับบทโดย หลี่คังเซิง ดาราขาประจำที่รับบทนำในหนังทุกเรื่องของไฉ้มิ่งเหลียง) คนป่วย (ก็เสี่ยวกังคนเดิมนั่นแหละ) คนหนึ่งเล่นเป็นคนป่วยไม่ได้สติ (เสี่ยวกังคนแรกที่จริงก็โดนซ้อม จนกลายเป็นคนป่วยนอนหยอดนมเย็น) เหล่าผู้คนที่ไม่เคยได้รับความสนใจ ไร้สิทธิ ไร้เสียง ปราศจากความมีตัวตนในฐานะมนุษย์แทบจะโดยสิ้นเชิง แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย อาศัยหลบซ่อนในสถานที่อับคับแคบ สกปรก และเบียดเสียดเยียดยัด พวกเขาไม่มีสิทธิจะอยู่ในแผ่นดินอื่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ ป่วยก็ไปหาหมอไม่ได้ ตายก็ตายไปเช่นคนไร้ชื่อ ในขณะที่คนป่วยนอนอยู่กับที่ ไม่สามารถแสดงความต้องการอันใดได้ ดังนั้น คนป่วยและแรงงานต่างด้าวในหนังเรื่องนี้คือคนชายขอบของแท้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงคนตัวเล็กที่ถูกขโมยสิทธิของตัวเองไป หากเป็นคนที่ไม่เหลือสิทธิ กระทั่งในฐานะความเป็นมนุษย์!

ตัวละครถูกกระทำซ้ำๆ ทั้งจากสิ่งที่มองเห็น เช่น แก๊งอันธพาลที่ต่อยตีเสี่ยวกัง หรืออาอี๊เจ้าของร้าน หรือสภาพแออัดยัดเยียด (ในเรือนพักคนงาน) และสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น นายจ้างของชาวบังคลาเทศที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร และควันจากอินโดนีเซีย

สิ่งที่เป็นความสุขของพวกเขา กลายเป็นของเหลือใช้จากสังคมเมือง อย่างเช่นฟูกเก่า อันเป็นต้นเหตุของเรื่องนั้น ถูกทิ้งไว้ในกองขยะมหึมาในตรอกซอกซอยสกปรก อาคารร้างที่กลายเป็นรังรักนั้น ก็เป็นเพียงซากปรักหักพังของสังคมเมือง และสิ่งเดียวที่ชุบชูจิตใจของหญิงสาวได้คือของเล่นพลาสติกราคาถูกที่ทอประกายวิบวับในความมืด ฉากที่เธอคลานขึ้นไปบนห้องใต้เพดานและค่อยๆ เปิดโคมไฟ (หรือของเล่น) นั้นเป็นฉากที่ทั้งขบขันและร้าวรานใจ

sex ในหนังทั้งหมดคือการถูกกระทำซ้ำซาก เริ่มจากฉาก sex ของอาอี๊ ที่บังคับให้สี่ยวกังกระทำตามที่อี๊สั่ง (แม้เสี่ยวกังต้องการจะขัดคำสั่ง) ก่อนที่เธอจะบังคับให้สาวใช้ทำให้คนป่วย (นำมาซึ่งเสียงเสียดสีแพมเพอร์สเป็นจังหวะที่จะหลอนหูไปอีกนานสองนาน) ฉากมุ้งสีชมพูในอาคารร้างของสองหนุ่ม เกิดขึ้นหลังจากแบกฟูกมาเป็นระยะทางไกล และที่สำคัญ นี่เป็นฉากแรกที่ควันปรากฏขึ้น ในขณะที่ฉาก -พยายาม- จะมีอะไรกันของหนุ่มสาว ถูกกระทำโดยควันจากอินโดนีเซีย ดินแดนที่มองไม่เห็น

แต่เลยพ้นไปจากการถูกกระทำซ้ำซ้อนจากสิ่งอื่น ผู้คนอื่นยังมีความแปลกแยกในจิตใจของพวกเขาเองอีกต่างหาก ที่เพิ่มทับซับซ้อนเข้ามา เนื่องจากพวกเขาเป็น -คนต่างด้าว- ตลอดทั้งเรื่องเราจึงไม่เห็นใครพูดกับใครเลย ตัวละครหลักทั้งสี่ตัวแทบจะไม่ได้พูดกัน บทสนทนาในหนังก็กลับกลายเป็นเพียงข้อความไร้สาระ ในขณะเดียวกันเรากลับเห็นความพยายามจะสื่อสารอย่างยิ่งผ่านทาง นมเย็นของหนุ่มบังคลาเทศ ที่เขาพยายามจะเอามาใช้แทนเจลลดไข้ให้เสี่ยวกัง หรือการแอบดักพบสาวใช้ตรงขั้นบันไดแล้วขโมยกินกาแฟของเธอ

ตลอดทั้งเรื่องเราเห็นผู้คนมากมายแบกฟูกไปมา ตั้งแต่ฉากแรกที่คนงานช่วยกันแบกฟูกกลับไปเรือนพัก ต่อมา หนุ่มบังคลาเทศ และเสี่ยวกังก็หอบฟูกเก่าไปยังอาคารร้าง และเสี่ยวกังกับสาวใช้ก็หอบฟูกหนีไปอีก และหากฟูกคือความปรารถนา คือการแสวงหาความสุข นี่คือการไขว่คว้าหาความสุขแบบไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีใครเลยที่ได้นอนบนฟูกอย่างเป็นสุข ชายหนุ่มสองคนโดนเห็บไรในฟูกกัดจนนอนไม่หลับ ขณะที่ชายหนุ่มกับหญิงสาวที่พยายามจะร่วมรักกันบนฟูก็โดนควันรบกวนจนต้อง -เอากันไป ไอกันไป- จนกระทั่งฉากสุดท้ายมาถึง และทั้งสามคนได้ค้นพบความสงบสุขที่แท้ นั่นคือการหลับไหลไปด้วยกัน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับความต้องการทางเพศอีกต่อไป

ในโลกอันโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ผู้คนที่แปลกแยกซ้ำซ้อน โลกที่ไม่มีใครอยากนอนคนเดียว บางครั้งการได้หลับไหลไปด้วยกันก็อาจเป็นสุขที่สุดเท่าที่จะหาได้

ฉากสุดท้ายในหนัง เราจึงเห็นทั้งสามหลับไหลไปด้วยกันท่ามกลางความมืดดำของสรรพสิ่ง (ซึ่งอาจจะหมายถึงอาคารร้าง) บนฟูกเก่า และโคมไฟประหลาดหลอกตา ยังมีคนอีกมากมายในชั้นใต้ถุนสังคมที่ใช้ชีวิตจากสิ่งเหลือใช้ของผู้อื่น พวกเขาเหล่านั้น ท่ามกลางความมืดดำ มีเพียงกันและกันเท่านั้นเอง